ร่างสลับอัปสรา บทที่ 4 : วันประกวดสาวงามสยามประเทศ

ร่างสลับอัปสรา บทที่ 4 : วันประกวดสาวงามสยามประเทศ

โดย : กุลวีร์

ร่างสลับอัปสรา นวนิยายโรแมนติกคอมเมดี้เรื่องเยี่ยม จากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๒ โดย กุลวีร์ ที่กำลังจะเป็นละครในช่องวันเร็วๆ นี้ กับเรื่องของสาวบ้านที่ต้องจับพลัดจับผลูไปเป็นหญิงสาวตัวเก็งเวทีประกวดนางงามระดับชาติ ความอลวนอลเวงพลันบังเกิด นวนิยายสนุกๆ เรื่องนี้ มีให้อ่านที่อ่านเอาที่เดียว

**************************

– 4 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

พระพุทธรูปสีทองเหลืองอร่ามประดิษฐานเหนือแท่น ตั้งเด่นอยู่ตรงหน้า ในท่านั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ด้านซ้ายวางหงายบนพระเพลา พระหัตถ์ด้านขวาวางคว่ำที่พระชานุนิ้วพระหัตถ์ชี้ลงพื้น เป็นลักษณะของพระพุทธรูปปางมารวิชัย

ก่อนถึงวันพรุ่งนี้ที่มีการประกวดสาวงามสยามประเทศรอบตัดสิน มือนางพาหล่อนมาไหว้สักการะ ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล

“หลานมิการู้ไหม ที่น้าพามาวัดนี้เพราะอะไร พระวัดนี้เป็นปางชนะมาร น้าอยากให้หลานชนะการประกวด มารต่างๆ ที่เข้ามาจะได้แพ้พ่าย” มือนางถามและตอบให้เสร็จสรรพ

หล่อนจ้องพระพักตร์ของพระพุทธรูป ตั้งจิตแน่วแน่แล้วอธิษฐานอยู่ในใจ ‘หากชายผู้นั้นไม่ใช่เนื้อคู่ ขอให้หนูได้ตำแหน่งชนะเลิศ ไม่ต้องแต่งงานกัน และถ้าเนื้อคู่ของหนูเกิดมาแล้ว ขอให้ได้พบกับเขาคนนั้นด้วยเถิด สาธุ’ ยกมือที่ประนมไหว้ขึ้นเหนือศีรษะ สองมือลูบเส้นผมดำขลับ จากนั้นก้มกราบสามครั้ง แล้วหันหน้ามายิ้มให้กับน้าสาวที่นั่งรออยู่ข้างๆ

สองสาวต่างวัยกำลังคลานเข่าออกจากตรงนั้น พระชรารูปหนึ่งเดินเข้ามาทัก “มาไหว้พระหรือ โยม”

“จ้ะ หลวงพ่อ” มือนางพนมมือขึ้น ตอบกลับไป

หากพระสงฆ์ที่ถูกเรียกว่าหลวงพ่อ จ้องมองมาทางเขมิกา “โยมผู้นี้ จำคำของอาตมาไว้ เมื่อเราเอาของของเขามาครอบครอง จงรู้ตัวไว้เสมอว่าของของเขา ไม่ใช่ของของเรา สุดท้ายเมื่อถึงเวลา เราต้องคืนให้เขาไป อย่าเก็บของเขาไว้เป็นของเราอีกเลย”

หล่อนไม่รู้ว่าหลวงพ่อสื่อถึงอะไร แต่รับคำอย่างว่าง่าย แล้วคลานเข่าตามน้าสาวไป

เมื่อเข้ามานั่งในรถยนต์ส่วนบุคคลของมือนาง เขมิกาเอ่ยขึ้น “ฟังที่หลวงพ่อพูด มิกานึกขึ้นมาได้ วันที่ไปทำบุญครบยี่สิบปีกับแม่ เมื่ออาทิตย์ก่อน มิกาเจอหมอดูทักทำนองนี้เหมือนกันว่า ให้คืนของที่ไม่ใช่ของเราแก่เจ้าของไป มิกายังไม่เข้าใจเลยค่ะ น้านาง”

“หลวงพ่ออาจพูดเผื่อไว้ในอนาคต ถ้าหลานมิกาเอาของของใครมา ควรส่งคืนเขาไป อย่าเก็บไว้เป็นของตัวเองก็พอ”

“คงใช่ค่ะ มิกาคิดว่าตั้งแต่เกิดมา มิกาไม่เคยไปแย่งของของใครมาเป็นของตัวเองเลย”

“สบายใจแล้วใช่ไหมที่ได้มาไหว้พระ กลับไปซ้อมกันอีกครั้ง พรุ่งนี้ทำให้เต็มที่ เพื่อไปคว้ามงกุฎสาวงามสยามประเทศ” คนที่นั่งหน้าพวงมาลัยรถยนต์พูดเรียกขวัญกำลังใจ

“มิกาจะทำให้เต็มที่เพื่อมงกุฎ” หล่อนยืนยันอย่างหนักแน่นและต่อท้ายในใจ เพื่อไม่ต้องแต่งงานกับชายอ้วนเตี้ย

หล่อนอาจจำไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องราวบางอย่าง ถ้าได้รู้เมื่อไหร่ คำพูดที่เคยกล่าวไว้นั้นคงไม่ใช่ความจริง เขมิกาอยากให้ตัวเองสมหวังเมื่อขึ้นไปยืนบนเวทีสาวงาม

 

วันตัดสินของการประกวดสาวงามสยามประเทศ ฝูงชนนั่งรายล้อมเวทีอยู่ด้านล่างต่างให้ความสนใจว่าหญิงสาวคนใดจะได้สวมมงกุฎ แม้แต่ผู้คนตามที่ต่างๆ ซึ่งดูผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ยังคอยลุ้นส่งแรงใจให้คนที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสมควรได้ตำแหน่งชนะเลิศ

ผู้เข้าประกวดทั้งยี่สิบห้าคน ใส่ชุดว่ายน้ำพร้อมแนะนำตัว ซึ่งเป็นธรรมเนียมของเวทีนี้ จากนั้นเดินโชว์รูปร่างที่ดูแลเป็นอย่างดีให้ทุกคนเห็นด้วยความมั่นใจ ไม่มีความกระดากอายแม้แต่น้อย

จนสาวงามทุกคนเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดราตรีกระโปรงยาวเดินออกมาหน้าเวทีอีกครั้ง เพื่อลุ้นผลคนผ่านเข้ารอบต่อไป

สยามเมืองยิ้ม ชื่อนี้ที่ถูกกล่าวขาน ยืนยันได้ชัดเจนเป็นอย่างดี จากการที่ผู้เข้าประกวดทุกคนบนเวทียืนฟังผลการตัดสินด้วยรอยยิ้มที่เห็นแล้วช่างงดงามจับใจ แม้ใครไม่ผ่านเข้ารอบก็ยังส่งยิ้มให้อีกคนเพื่อมอบกำลังใจ แสดงถึงน้ำใจของผู้แพ้

จากสาวงามทั้งหมดเหลือเพียงสองคนสุดท้ายที่ยืนโดดเด่น สวยสง่าบนเวทีในค่ำคืนนี้ สาวสวยใบหน้ารูปไข่ ผิวแทน อยู่ในชุดกระโปรงยาวสีทองประดับด้วยคริสตัล ทำให้ดูระยิบระยับไปทั้งตัวเมื่อแสงไฟมากระทบ หญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ มีความสะสวยไม่แพ้กัน โครงหน้ารูปหัวใจ ผมสีดำขลับยาวตรงถึงกลางหลัง สวมชุดราตรียาวเปิดไหล่สีแดงเพลิง ทำให้ผิวที่ขาวอยู่แล้วนั้นยิ่งขาวสว่างมากขึ้นตอนที่ไฟจากเวทีส่องมา ผู้เข้าประกวดสองคนยืนรอฟังการตัดสินครั้งสุดท้ายของคณะกรรมการ

หล่อนยืนกุมมือสาวอีกคนที่อยู่ข้างกาย พร้อมส่งยิ้มให้แก่ทุกสายตาของผู้คนรอบเวที โดยเฉพาะน้าสาวของตัวเองที่โบกมือพร้อมชูนิ้วโป้งแสดงถึงความยอดเยี่ยม ทุกครั้งที่หล่อนมองไปทางนั้น

ในสายตาของเขมิกา หญิงสาวผิวสีแทนมีความสวยน่ามองไม่แพ้กัน ทำให้ความมั่นใจว่าตัวเองจะได้มงกุฎนั้นลดลง แต่มาถึงขนาดนี้แล้ว ผลออกมาอย่างไรต้องยอมรับ ถ้าได้แค่ที่สองค่อยหาทางออกที่จะไม่ต้องแต่งงานอีกที แม้หล่อนจะส่งยิ้มให้สาวชุดสีทองอย่างมิตรไมตรี และกระซิบใส่หูอีกฝ่ายว่า เธอต้องได้แน่ๆ แต่ในใจอยากบอกว่า ขอมงกุฎให้ฉันเถอะนะ

พิธีกรชายในชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม เดินถือผลตัดสินมาตรงกลางเวที หล่อนมีความตื่นเต้น อกข้างซ้ายรับรู้ว่าหัวใจแทบจะเต้นทะลุผิวหนังออกมา เลือดสูบฉีดไปทั่วร่างกาย ก่อนที่พิธีกรหนุ่มจะยกไมโครโฟนจ่อปาก หล่อนได้แต่ภาวนาในใจขอให้ได้มงกุฎและไม่ต้องแต่งงาน ในหัวสมองมีแค่สองเรื่องที่ต้องการเท่านั้นในเวลานี้

“ผลคะแนนตัดสินจากคณะกรรมการ ที่ผมถืออยู่ในมือ คือรายชื่อของคนที่ได้ตำแหน่งสาวงามสยามประเทศในปีนี้ และได้สวมมงกุฎที่หญิงสาวทุกคนใฝ่ฝันอยากมีไว้ครอบครอง” เสียงพิธีกรกล่าวขึ้นและยังกล่าวต่อไป “ผมเห็นสองสาวใกล้ๆ แล้ว ยังหนักใจแทนคณะกรรมการ ตัดสินยากเหลือเกินปีนี้ แต่ต้องมีผู้ชนะเลิศ ชื่อที่จะประกาศต่อไปนี้ คือคนที่คว้ามงกุฎสาวงามสยามประเทศไปครอบครอง นั่นคือ…”

เสียงดนตรีบรรเลงดังขึ้น ขัดจังหวะพิธีกรเอ่ยชื่อนั้นออกมา ส่งผลให้คนที่สนใจการประกวดในค่ำคืนนี้คอยลุ้นและตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น แม้แต่สองสาวที่ยืนกุมมือกันบนเวทีต่างก็หลับตา รอฟังว่าเป็นชื่อตัวเองหรือไม่ ที่พิธีกรชายจะพูดออกมา

วินาทีนี้หล่อนรู้สึกใจเต้นแรงราวกับคนลั่นกลองศึกก่อนออกรบ สองมือเย็นจัดเสมือนถือก้อนน้ำแข็ง พื้นที่ยืนอยู่นั้นโคลงเคลงเหมือนยืนบนเรือที่กำลังแล่นกลางแม่น้ำ

พิธีกรชายเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังเสียงเพลงจบลง “ผู้ที่ได้เป็นสาวงามสยามประเทศในปีนี้ ได้แก่…” คนใส่สูทน้ำเงินเข้มกำลังใช้มือเปิดแผ่นกระดาษเพื่อประกาศชื่อคนที่ได้ตำแหน่งชนะเลิศ

หล่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ตั้งสติรับฟังผลการตัดสิน ก่อนที่จะได้ยินว่าเป็นชื่อผู้ใด ในใจยังนึกซ้ำไปซ้ำมา ขอให้ฉันได้มงกุฎ ฉันไม่อยากแต่งงาน ขอให้ฉันได้มงกุฎ ฉันไม่อยากแต่งงาน

หลังคำภาวนาของหล่อนเสร็จสิ้น ทุกอย่างดับวูบในความรู้สึก

ร่างหญิงสาวในชุดสีแดงเพลิงทรุดร่วงลงไปกับพื้นอย่างรวดเร็ว สาวที่ยืนอยู่ข้างกันประคองไว้ทัน ทำให้ร่างของคนหมดสติไม่กระแทกพื้นอย่างแรง การประกาศผลสาวงามสยามประเทศในครั้งนี้ต้องหยุดชะงักชั่วคราว

 

ผู้หญิงสามคนกำลังนั่งรับชมการถ่ายทอดสดประกวดสาวงามสยามประเทศผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ส่วนเจ้าของบ้านขอตัวไปดูน้ำในนาข้าว คงกลับมาช่วงเที่ยงคืน

“แต่ละคนหุ่นดี๊ดี หน้าตาสวยกันทั้งนั้น”

“จริงจ้ะแม่ เสียดายที่กิ่งมาดูด้วยกันไม่ได้”

“ทองกิ่งไปไหนล่ะ หรือทางโน้นไม่ให้มาบ้านเรา” แม่หันหน้าถามลูกสาว ตอนภาพที่รับชมเปลี่ยนเป็นโฆษณาคั่นเวลา

“ไม่ใช่อย่างที่แม่คิดหรอกจ้ะ เมื่อเช้ากิ่งมาบอกดา ต้องเข้ากรุงเทพกับพี่ทองก้าน ฉันคิดว่าพวกเขาไปดูลาดเลาหางานทำ”

ไม่มีใครสนใจคำพูดของสุดาเพราะการประกวดกลับมาถ่ายทอดอีกครั้ง คนทั้งสามใจจดใจจ่อกับภาพที่เห็น บรรดาสาวงามสวมชุดกระโปรงยาวสีต่างๆ เดินออกมาด้านหน้าเวที ท่วงท่าแต่ละคนถูกฝึกมาอย่างดี รอยยิ้มบนใบหน้ามีให้เห็นตลอดเวลา

“แป้นชอบคนนั้นมากเลยจ้ะ ทั้งสวย ทั้งขาว ตามีเสน่ห์” หล่อนเห็นสาวคนหนึ่งใส่ชุดสีแดงเดินอย่างสง่างาม หากยังเอ่ยต่อ “แป้นว่าตาของแป้นสวยกว่า ในตัวของแป้นนี่นะ ดวงตาคือสิ่งที่แป้นชอบมากที่สุด มีคนเคยบอกว่าตาของแป้นเหมือนตาหงส์” หญิงสาวหันหน้ามองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ อยากให้มองตาของตน เพื่อช่วยยืนยันคำกล่าวของผู้อื่นที่เคยได้ยิน

“เอ็งดูการประกวดเถอะ ส้มแป้น ไม่ต้องมาจ้องหน้าป้า” คนถูกมองไม่รับฟังสิ่งที่หล่อนพูด เพราะตั้งใจมองผู้เข้าประกวดก้าวเดินอย่างสวยงาม

“แป้นอยากไปยืนอยู่บนเวทีนั้นบ้าง”

จากนั้นภาพเคลื่อนไหวในโทรทัศน์ เข้าสู่ช่วงผู้ประกวดที่ผ่านเข้ารอบตอบคำถามเหมือนกับปีก่อนๆ คนที่เฝ้าดูอยู่หน้าจอส่งแรงใจให้กับคนที่ตัวเองชอบ

“ว่าแล้วนางคนนี้ตอบคำถามไม่โดนใจ ป้าอุตส่าห์เชียร์” คนไม่สบอารมณ์ เมื่อสาวงามผู้นั้นตกรอบ

ในจอสี่เหลี่ยมปรากฏภาพผู้หญิงสองคนยืนกุมมือกันบนเวที ซึ่งมีสาวงามสวมชุดสีแดงยืนเป็นหนึ่งในสองคนสุดท้าย

“คนที่แป้นชอบต้องได้มงกุฎแน่ๆ”

“ดาคิดว่า คุณเขมิกาน่าจะชนะ” เพื่อนสาวมีความเห็นตรงกัน

“แต่ป้าว่า คนที่ใส่ชุดสีทองน่าจะได้มากกว่า สวยเข้มดี”

นาทีที่คนดูต้องลุ้นจนตัวโก่ง เมื่อพิธีกรชายถือผลการประกวดเดินเข้ามาใกล้สาวสวยสองคน

“จะพูดอะไรนักหนา ประกาศชื่อมาได้แล้ว ฉันลุ้นจนเยี่ยวจะราด” คนมีอายุมากที่สุดพูดขึ้น

เสียงเพลงบรรเลงก่อนจะประกาศผล ทำให้คนที่นั่งอยู่หน้าโทรทัศน์มีความตื่นเต้น สายตาจ้องมองจอ หญิงสาวสามคนแทบกลั้นหายใจ หูคอยรับฟังชื่อที่จะถูกเอ่ยออกมา

“ผู้ที่ได้ตำแหน่งสาวงามสยามประเทศในค่ำคืนนี้ได้แก่…” เสียงพูดของพิธีกรชาย

ฟึ่บ! ไฟทั้งบ้านดับลง หน้าจอที่ถูกสายตาสามคู่จ้องดูอยู่นั้น ภาพหายวับเป็นสีดำมืดสนิท คล้ายมีคนเล่นพิเรนทร์แกล้งถอดปลั๊กไฟ

“เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น” คนที่ฉี่จะราดเอ่ยออกมา ขณะที่นั่งอยู่ในท่ามกลางความมืด

“ไฟคงดับจ้ะป้า กำลังลุ้นอยู่เชียว ไม่รู้เลยว่าใครได้มงกุฎ”

“ไฟอาจชอร์ตที่ไหน ลงไปดูคัตเอาต์ของบ้านเราซิ ถ้ามันตัดก็ไปโยกขึ้น จะได้มาดูกันต่อ คงไม่ได้ยินตอนประกาศผลแล้วแหละ แค่คืนนี้รู้ว่าใครได้มงกุฎก็พอ จะได้หลับอย่างสบายใจ” เมียเจ้าของบ้านกล่าวถึงตัวตัดวงจรของบ้านที่ชอบตัดไฟเป็นประจำ หากที่แห่งใดในหมู่บ้านเกิดเหตุไฟฟ้าขัดข้อง

“แป้นไปดูให้จ้ะป้า” หล่อนรับอาสา

หญิงสาวลุกขึ้นยืน เดินไปดูสะพานไฟและตัวตัดวงจรของบ้านหลังนี้ ซึ่งติดไว้สูงตรงเสาไม้ต้นหนึ่งใต้ถุนบ้าน หล่อนเดินไปที่บันไดโดยไม่ชนกับสิ่งใด แม้จะไม่มีแสงไฟส่องสว่าง

ก่อนก้าวขาลงขั้นบันได ลมวูบหนึ่งพัดโดนตัวหล่อนพร้อมกับเสียงแผ่วเบาที่ลอยมากับลม

“ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะได้สิ่งที่ควรเป็น”

หล่อนไม่สนใจเสียงนั้น ใจจดจ่อกับเรื่องที่อยากให้ไฟในบ้านนี้ติดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพราะความรีบเร่ง หรือลมที่พัดมานั้นมีมือผลักให้ตัวหล่อนเซถลาจึงเสียหลัก สะดุดขาตัวเอง กลิ้งตกบันไดลงไปด้านล่าง สาวร่างอวบนอนแน่นิ่งบนพื้นดิน

         

หญิงสาวทบทวนความจำครั้งสุดท้ายซึ่งกำลังรอฟังผลตัดสินการประกวดสาวงามด้วยความตื่นเต้น หลังจากนั้นจำอะไรไม่ได้เลย จนรู้สึกถึงความเย็นที่ใบหน้า

“ส้มแป้น” เสียงเรียกชื่อคนที่หล่อนไม่รู้จัก

คนนอนราบบนฟูกเปิดเปลือกตาขึ้น แลเห็นภาพสลัวท่ามกลางความมืด แสงสว่างรำไรจากเทียน-ไขเล่มเล็กซึ่งมีเปลวไฟส่ายไหวยามลมโชยมา ทำให้เห็นหน้าเจ้าของเสียงนั้นไม่ชัดเจน

“ส้มแป้นรู้สึกตัวแล้ว” คนพูดถือผ้าชุบน้ำพร้อมยื่นหน้าเข้ามาใกล้

หล่อนขยับปากจะบอกว่าไม่ได้ชื่อส้มแป้น แต่ความเหนื่อยอ่อนและมึนศีรษะ รวมทั้งริมฝีปากหนักมากเกินไปทำให้ยากที่จะยกขึ้นมา

“เดินลงบันไดยังไง ปล่อยให้ตัวเองกลิ้งตกลงไปได้” เสียงนั้นถามขึ้นมาอีกครั้ง

ใครกลิ้งตกบันได เพราะตนกำลังยืนบนเวที

“มิกาเป็นอะไรนะคะ” เมื่อปากขยับได้ หล่อนจึงเรียกแทนตัวเองตามความเคยชิน

มีเสียงผู้หญิงอีกคนดังขึ้น “มิกง มิกาอะไรของเอ็ง นางส้มแป้น ดูการประกวดจนคิดว่าตัวเองสวยเท่าคุณเขมิกาหรือไง นี่ยังไม่รู้เลยว่าใครได้มงกุฎ ไฟดันมาดับพอดี”

หล่อนยังไม่คลายความสงสัย แต่อีกฝ่ายพูดถึงการประกวดและยังเอ่ยชื่อของหล่อน หญิงสาวอยากรู้ผลตัดสิน เพราะกลัวจะได้แต่งงานกับชายคนนั้น

“ใครได้มงกุฎคะ” เสียงแผ่วเบาถามออกมา

“จะรู้ได้ไงล่ะ จนป่านนี้ยังเปิดทีวีไม่ได้ สุดาอยู่ตรงนี้ดูส้มแป้นไป แม่จะลงไปเร่งตาสิงห์ให้ทำเสร็จเร็วๆ อยากรู้เหมือนกันว่าใครจะได้มงกุฎ”

หญิงสาวได้ยินคำตอบนั้น ขณะที่มีคนใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าและเนื้อตัวของหล่อน ชื่อคนไม่รู้จักผ่านเข้าหูทำให้คิดว่าที่นี่อาจไม่ใช่เวทีประกวด

“ฉันอยู่ที่ไหน” สรรพนามเรียกแทนตัวเองเปลี่ยนไปทันที

“อยู่บ้านไง พอได้ยินเสียงดังตรงบันได ดากับแม่รีบวิ่งไปดู เห็นส้มแป้นนอนกองกับพื้น แล้วพ่อมาถึงบ้านพอดี แต่กว่าจะพาตัวส้มแป้นขึ้นบ้านได้ เราสามคนช่วยกันยกแทบแย่”

หญิงสาวยังมึนงงและยังไม่ได้รับคำตอบว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ใด แล้วถามขึ้น “ฉันต้องไปประกวดบนเวทีต่อไหม หรืองานคืนนี้จบแล้ว”

“ส้มแป้นคงเพ้อมากไป หรือตกบันไดจนสมองกระเทือน พรุ่งนี้เช้าดาจะบอกพ่อให้พาส้มแป้นไปหาหมอนะ คืนนี้พักก่อนเถอะ”

หล่อนเจ็บระบมแขนขาและลำตัว เรี่ยวแรงเริ่มถดถอย อยากถามอะไรมากมายที่ค้างคาใจ แต่ขากรรไกรฝืดแข็งทำให้ยกปากพูดได้ลำบาก และไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา

เขมิกาไม่เข้าใจตัวเองว่าเป็นอะไร อยู่ดีๆ รู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน เหมือนคนเดินทางไกล ทั้งที่นอนอยู่กับพื้นไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย

เช้าตื่นขึ้นมาคงทราบผลการตัดสิน ถ้าไม่ได้ตำแหน่งชนะเลิศ หล่อนอาจยอมแต่งงานตามคำที่บอกแม่ไว้ หญิงสาวไม่ฝืนตัวเองจึงปิดเปลือกตาลง หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

 

ความทรงจำอันรางเลือนที่ตนพลัดตกบันไดบ้าน หลังจากนั้นทุกอย่างมืดดำ แต่รู้สึกเหมือนตัวกำลังลอยคว้างในอากาศอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หากกลิ่นยาดมที่จ่อปลายจมูกปลุกสติให้กลับคืนมา สายลมจากผู้ที่ใช้กระดาษแข็งพัดโบกทำให้รู้สึกเย็นกาย ขาสองข้างถูกมือคนบีบนวดไปมา

หล่อนยังสงสัย ทำไมไม่ปวดตามตัว ทั้งที่กลิ้งลงมาจากบันไดหลายตลบ เมื่อสายตารับภาพได้ชัดเจนขึ้น ความฉงนเพิ่มทวีคูณ เพดานห้องสีขาวมีแสงสว่างของหลอดไฟนีออน และคนแปลกหน้าที่ชะโงกหน้าเข้ามามอง พร้อมกับเสียงแหลมสูงของหญิงผู้หนึ่ง “หลานฉันรู้สึกตัวแล้ว”

หล่อนลุกขึ้นนั่งยังไม่ทันถามอะไรออกไปให้หายข้องใจ เสียงห้าวของผู้ชายแทรกขึ้นมาก่อน “ถ้ารู้สึกตัวแล้วพาไปบนเวทีได้เลยครับ ทุกอย่างพร้อมถ่ายทอดสดอีกครั้ง หลังจากตัดเข้าโฆษณาไปเกือบสิบกว่านาทีแล้ว”

“สู้ๆ นะหลานมิกา น้าเชื่อว่าหลานต้องทำได้” คนพูดจับมือหล่อนเหมือนให้กำลังใจ

ส้มแป้นยังไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น แต่ยอมลุกขึ้นยืน เมื่อมีคนลากตัวให้เดินออกไปยืนตรงกลางเวที หลังจากเสร็จสิ้นการนับเลขถอยหลัง ไฟบนเวทีสว่างโร่ ปรากฏภาพที่ทำให้หล่อนต้องประหลาดใจ ผู้คนมากมายนั่งอยู่ด้านล่าง สายตานับร้อยคู่จ้องมาที่ตัวหล่อน

“ให้เขาประกาศชื่อก่อนนะ อย่าเพิ่งเป็นลมแล้วกัน” คนยืนเคียงข้างกระซิบเข้าหู

ส้มแป้นหันหน้ามองคนพูด จำได้ว่านี่คือผู้หญิงชุดสีทองที่กำลังรอลุ้นมงกุฎ จึงมองดูสิ่งรอบตัว หล่อนยืนยันในใจว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนเวทีการประกวดสาวงามสยามประเทศที่ได้นั่งดูก่อนไฟดับ เมื่อก้มหน้ามองชุดสีแดงเพลิงที่ตัวเองได้สวมใส่ ก็รู้ว่าตัวเองคือใคร

‘ฉันกำลังฝันว่าเป็นคุณเขมิกาอยู่หรือนี่’

ทุกคำพูดของพิธีกรยืนยันความคิดหล่อนได้เป็นอย่างดี

‘โชคดีจัง เราได้มาอยู่บนเวทีประกวด ฝันครั้งนี้จะไม่ลืมเลย’ ส้มแป้นบอกตัวเอง

เมื่อปรับตัวได้แล้ว หญิงสาวยืนหน้าเชิด อกผาย ไหล่ผึ่ง หลังตรง ท่าทางดูสง่า ยิ้มให้แก่ทุกสายตาที่มองมา

“ฉันเป็นคนสวย” หล่อนกล่าวเบาๆ สร้างความมั่นใจให้มีเพิ่มขึ้น

พิธีกรชายกล่าวคำขอโทษแก่คนดู เวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ชื่อคนที่ได้ตำแหน่งสาวงามสยามประเทศในค่ำคืนนี้ คือนางสาวเขมิกา เสียงเฮดังสนั่นรอบเวที เมื่อคนที่เชียร์ได้ตำแหน่งชนะเลิศสมใจ

หญิงสาวที่อยู่ในชุดราตรียาวสีแดงเพลิงยืนนิ่ง เพราะชื่อนั้นไม่ใช่ชื่อของหล่อน ยังยิ้มแฉ่งอยู่อย่างนั้น จนคนข้างๆ สะกิดให้รู้ตัวและบอกว่าได้มงกุฎ

ชายหนุ่มบนเวทีประกาศชื่อคนที่ได้ครอบครองมงกุฎอีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวยังไม่มีท่าทางใดๆ เกิดขึ้น

“และคนที่ได้ตำแหน่งสาวงานสยามประเทศในปีนี้ ได้แก่นางสาวเขมิกา ภูผาสุวรรณ”

ทั้งเสียงเตือนของคนยืนเคียงข้าง และเสียงประกาศซ้ำของพิธีกร หล่อนจึงนึกขึ้นได้ว่า ตนกำลังเป็นสาวงามคนนั้นจึงเอ่ยขึ้น “ฉันได้มงกุฎ”

หญิงสาวในชุดสีแดงเพิ่งรู้ตัวว่าชื่อนั้นเป็นของตน ยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาแห่งความดีใจไหลริน เสียงปรบมือของคนหมู่มาก พร้อมกับหญิงชุดสีทองเข้ามาสวมกอดร่วมแสดงความยินดี

เมื่อสาวงามที่ได้ตำแหน่งชนะเลิศถูกสวมมงกุฎเรียบร้อย มือถือช่อดอกไม้ น้ำหนักของมงกุฎที่อยู่บนศีรษะทำให้ความฝันเป็นจริง ขณะนี้หล่อนเดินอย่างสง่างาม โบกมือ ส่งยิ้มสวยที่สุดให้แก่ผู้คนที่จ้องมอง เหมือนที่เคยทำให้เพื่อนดูตอนเดินอยู่บนคันนาบ่อยๆ แต่ขณะนี้ได้มาสัมผัสบรรยากาศจริง

ค่ำคืนของการประกวดสาวงามสยามประเทศในปีนี้เสร็จสิ้นลงไปได้ด้วยดี หลังจากยืนถ่ายภาพบนเวที ผู้ที่ได้รับตำแหน่งถูกพาตัวให้มาพบคนที่บอกว่าเป็นน้าสาว

คนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักเลยสักคนเข้ามากล่าวคำชื่นชมและเรียกหล่อนว่าเขมิกา บรรดานักข่าวถ่ายรูปและขอสัมภาษณ์สาวงามที่ได้มงกุฎ แต่มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนเข้ามากลางวงล้อมของสื่อมวลชน “ตอนนี้น้องมิกากำลังไม่สบาย ขอให้น้องพักก่อนนะคะ” แต่ไม่มีใครยอมฟัง ยังกดชัตเตอร์ถ่ายภาพสาวสวยและตั้งคำถามมากมายให้หล่อนตอบออกมา ความโกลาหลหลังเวทีจึงเกิดขึ้น

ส้มแป้นคิดว่าตัวเองกำลังฝันไป เข้ามาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่ตนชื่นชอบ บรรยากาศจริงของการประกวดที่ได้สัมผัสบนเวที อีกทั้งมงกุฎบนศีรษะที่ได้มาครอง ส้มแป้นใช้มือลูบคลำไปมา ของสิ่งนี้เป็นของหล่อน ฝันครั้งนี้ดีเลิศ ตื่นขึ้นมาจะเล่าให้เพื่อนฟัง

แต่หล่อนจะมีสิทธิ์บอกเล่าให้ใครฟังได้จริงเหรอ เมื่อความตั้งใจต้องเปลี่ยนไปฉับพลัน เพราะหลังจากตื่นลืมตา ทุกอย่างที่คิดว่าฝันนั้นเป็นเรื่องจริง

คนครองตำแหน่งสาวงามสยามประเทศคนล่าสุด มือหนึ่งจับมงกุฎ มืออีกข้างถือช่อดอกไม้ ก่อนที่จะถูกพาตัวออกไปให้พ้นจากวงล้อมของผู้คน หญิงสาวเป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตา ผู้ที่เข้ามาร่วมยินดีและนักข่าวต่างตกอกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สาวสวยในชุดสีแดงเพลิงถูกผู้เป็นน้องชายอุ้มขึ้นมา แล้วนำไปนอนพักโดยมีแม่และน้าสาวดูแลอย่างใกล้ชิด

บางคนอาจได้สมความปรารถนา แต่ชีวิตนั้นไม่ง่ายเสมอไป ต้องพบเจออะไรมากมาย กว่าจะได้ในสิ่งที่ตนต้องการ

 

 



Don`t copy text!