เร้นในรอยจำ บทที่ 4 : เปิดหรือยัง…หัวใจนั่น

เร้นในรอยจำ บทที่ 4 : เปิดหรือยัง…หัวใจนั่น

โดย : นาคเหรา

เร้นในรอยจำ โดย นาคเหรา เรื่องราวความรักของคนสองคนและหนึ่งดวงวิญญาณ กับความผูกพันเมื่อครั้งยังเยาว์ก่อเกิดเป็นความรัก เขาตั้งใจจะบอกรักเธอ แต่ทว่าความตายก็มาพรากเวลาทั้งหมดไป ณ วันนี้เขากลับมา เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำที่หายไปของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

– 4 –

 

“คุณหมอครับ…บอกผมได้บ่ เป็นหยังถึงต้องไปจับมือ แล้วกะเหลียวเบิ่งอีจันทร์จ่อยโจ้นำ”

จ้อนเอ่ยขณะที่ขับรถใกล้จะถึงทางออกจาก อ.เกษตรฯ แล้วเขารู้สึกว่าหูอื้อเพราะเสียงแหลมๆ ของคู่ปรับเก่าตะโกนเสียจนหูชา ไม่แน่ว่าแบคทีเรียในหู อาจจะตายหลายล้านตัวแล้วก็ได้ ก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้องพักไปอย่างโกรธๆ

ส่วนวงศ์โมกข์ได้แต่อึ้ง แต่ที่สำคัญหัวใจของเขามันเต้นผิดจังหวะเมื่อสบตากับหญิงสาว แต่มันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ เพราะตลอดเวลาเห็นจันทร์เป็นน้องมาตลอด แต่พอคิดถึงช่วงเวลาที่ได้สบตากับหญิงสาว มันก็เหมือนมีอะไรบางอย่างเต้นรัวอยู่ในอก หรือเขาเครียดมากเกินไปหรือนอนไม่พอถึงเกิดอาการแบบนี้ได้

แต่มันก็ไม่น่าจะใช่นะ เพราะปกติก็ขึ้นเวรแบบนี้ประจำ แล้วมันเป็นเพราะอะไรเล่า’

จ้อนหันไปมองดวงตาหวั่นไหวภายใต้แว่นตานั้น ก่อนจะถามอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ

“ถ้าคุณบ่ตอบ แสดงว่าคุณแอบมักอีจ่อยนั่น!

“บ่แม่น!

วงศ์โมกข์ปฏิเสธทันควัน แต่จ้อนกลับหัวเราะเสียงกวนประสาท ถ้าหากกำนันหนุ่มไม่ได้ขับรถอยู่ เขาอยากจะเอาเข็มฉีดยาจิ้มตาสักที เพราะหมั่นไส้ท่าทางยียวนกวนประสาทเหลือเกิน จ้อนหัวเราะหึๆพลางเอ่ย

“อย่าตั๋วกันน้า เหลียวเบิ่งเขาจนเบาหวานสิขึ้นตาอยู่แล้ว ยังบ่ฮู้ตัวอีก คิดในแง่ดี มันกะโค้งสุดท้ายแล้วสำหรับบันไดสู่คาน อีจ่อยโจ้นั่นมันกะบ่มีหยังเสียหายดอก แต่ว่าคุณสิแยกออกบ่อันใดไม้กระดานอันใดคน ฮ่าๆ จ่อยออกจั๋งสั้น”

“บักจ้อน..Shut up! วงศ์โมกข์ตะโกนอย่างเหลืออด

“โอ..เค๊!!

กำนันจ้อนยิ้มน้อยๆ อย่างกวนประสาทอย่างเคย วันนี้เขามาประชุมที่อำเภอด้วยเรื่องทั่วๆไป แถมท่านปลัดก็เปรยๆเรื่องการจัดงานสาวบ้านแต้ด้วย เรื่องการประกวดสาวบ้านแต้ในช่วงสงกรานต์ นี่จะเป็นปีแรกที่หนองส่องแมวจะส่งสาวงามไปเข้าประกวดที่อำเภอ พอดีหวานละไมบอกให้จ้อนแวะไปรับพี่ชายที่เพิ่งออกเวรด้วย เพราะพ่อของเธอไม่อยากให้วงศ์โมกข์ขับรถตอนออกเวร มันอันตรายพ่อเลยต้องขับรถไปรับวงศ์โมกข์ทุกครั้งที่ออกเวรดึก จ้อนเลยรับปากและก็มาเห็นภาพดังกล่าวแทน พอจะพูดอะไรต่อเขาก็กลัวว่าวงศ์โมกข์จะโกรธอีกจึงเงียบไว้ดีกว่า

จนกระทั่งขับรถมาถึงบ้านซึ่งวงศ์อินก็ชวนจ้อนมากินข้าวด้วยกัน  พอจ้อนบอกว่าจะกลับไปกินกับเมีย หวานละไมก็รับวาริสาและหลานๆมากินข้าวด้วยกันที่บ้าน จ้อนเลยไม่ได้กลับบ้านอยู่เล่นกับลูกที่นี่เสียเลย แต่กระนั้นกำนันหนุ่มก็ยังสงสัยในข่าวลือนั้น

เมื่อวานข่าวเรื่องแฟนของวงศ์โมกข์จะแต่งงานกับหมอโรคผิวหนังโรงพยาบาลชุมแพดังไปทั่วหนองส่องแมวไม่ทันข้ามคืน แล้วคำถามต่อมาก็คือ ทำไมหมอโมกข์ผู้หล่อเหลาถึงถูกสาวทิ้งเหมือนหมากสีดา (1) เน่าอย่างนี้ แต่คิดไปก็เสียเวลาเปล่าและคงไม่ได้คำตอบอีกแน่ จ้อนจึงไปคิดเรื่องประกวดสาวบ้านแต้แทน

ที่จริงเรื่องการประกวดสาวบ้านแต้ เขาเองก็หนักใจเหมือนกันเพราะเด็กสาวรุ่นๆ ไม่มีใครสวยบาดตาเท่าภรรยาเขาสักคน แถมงานสงกรานต์ที่บ้านก็ต้องจัดทุกปี ปีนี้มันปีอะไรมีงานสองต่อ ธรรมดาจัดงานที่ตำบลก็ยุ่งมากแล้ว ปีนี้ยังต้องส่งตัวแทนไปแข่งที่อำเภออีก แต่ถ้าจะไม่ส่งก็เท่ากับเป็นการยอมแพ้ตำบลอื่น เรื่องนี้จ้อนยอมไม่ได้เด็ดขาด

ยิ่งกำนันตำบลหนองโพนงามยิ่งว่าใส่เขาอยู่ว่า ปีนี้จะให้หลานสาวมาประกวดแทน  เพราะหนองส่องแมวบ้านนี้อึด (2) ผู้สาวขนาด มีแต่ผู้เฒ่ากับเด็กน้อย ได้ฟังแล้วจ้อนก็ยิ่งหมั่นไส้อยากเอาชนะ  ไม่แน่นะ เขาอาจจะส่งเจ๊ลั่นทม ไปเป็นแมวมองที่โรงเรียนมัธยมเพื่อเฟ้นหาสุดยอดสาวงามแห่งหนองส่องแมวมาก็ได้  น่าจะยังพอมีบ้างเด็กน้อยโรงเรียนมัธยมนั่นแหละ

วันนี้พวกเขาจึงพากันมากินข้าวที่บ้านวงศ์โมกข์  นทีก็เพิ่งกลับจากฮานอยของฝากที่ได้กินเยอะที่สุดคือขนุนอบแห้ง จ้อนบอกว่าไม่ชอบกินหมากมี่หรือขนุน แต่ถ้าเม็ดหมากมี่ไม่แน่เขาชอบเอาไปต้มกิน มันอร่อยดีเหมือนกินเกาลัด

ส่วนวาริสาท้องนี้ก็ดูเหมือนจะแพ้แบบอยากกินอะไรแปลกๆ เมื่อวานก็กินมะเขือเทศลูกเล็กๆ หมดไปเป็นกิโล บางวันอยากกินก้อยไข่มดแดง ลำบากจ้อนต้องไปหาซื้อหรือไม่ก็จ้างพวกบักโหนดไปหาแหย่ไข่มดแดงมาให้เมียกิน ไปตลาดด้วยกันซื้อของกินมาด้วยจนจ้อนหิ้วไม่ไหว จนร่างที่เคยผอมบางดูมีน้ำมีนวลขึ้น  บางทีจ้อนเองก็ไม่เข้าใจสรีระของผู้หญิงเหมือนกันว่า พอมีลูกแล้วทำไมรูปร่างต้องอ้วนปานโอ่งเกือบทุกคน หวานละไมอีกคน

นทีเองก็เอาแต่เล่นกับลายแคนกอดหอมฟัดบุตรชายด้วยความคิดถึงที่จากลูกไปนาน ลายแคนร้องไห้เพราะคิดว่าพ่อเป็นคนอื่น จึงร้องไห้หาแต่หวานละไม ส่วนแพรไหมชวนบักหมึกมาเล่นที่บ้านตาด้วย

วันนี้บักหมึกจับกะปอมก่า (3) มาได้สองตัว เด็กหญิงเอาด้ายเย็บผ้ามาผูกคอมันแล้วปล่อยให้มันวิ่งขึ้นต้นไม้ ถ้าด้ายจะสุดสาย เด็กหญิงก็ดึงมันลงมาใหม่ หวานละไมเห็นเข้าก็หันไปดุลูกสาวทันที หาว่าไปรังแกสัตว์ เด็กหญิงก็เถียงบอกว่าเธอกำลังศึกษาพฤติกรรมของกะปอมอยู่ แต่คนเป็นแม่ก็ดุบอกว่าให้ปล่อยมันไป แพรไหมจึงยอมแกะเชือกปล่อยให้กะปอมทั้งสองตัววิ่งขึ้นต้นมะขามไปด้วยความอาลัย

ส่วนวงศ์โมกข์หลังจากนอนตื่นก็เป็นเวลาบ่ายแก่ๆ ก็นอนอ่านข่าวในไอแพดอยู่บนห้อง เพื่อรอเวลาอาหาร เขาเริ่มทำใจไม่มองของแทนใจที่วางสุมกันอยู่มุมห้องได้ดีขึ้นกว่าเมื่อวันก่อน แพรไหมที่โดนแม่ดุวิ่งขึ้นมาหาลุง พอเธอเห็นตุ๊กตากับของที่ระลึกหลายอย่าง จึงเอ่ยปากขอเผื่อเพื่อนด้วย วงศ์โมกข์บอกกับหลานว่า

“เอารถซาเล้งมาขนเอาไปให้หมดโลด ลุงยกให้”

“ลุงคือใจดีแท้ ทุกเทื่อขี่ถี่หลายของเงินยี่สิบบาทกะไล่ให้ขึ้นหมากสีดากิน มื้อนี้ผีอีหยังเข้าสิงลุง”

“แน้ คันเอาให้ก็มาล้อด่าลุง หลานไผวะ มันคือหล่อแหล่ (4) แท้” วงศ์โมกข์แกล้งทำเสียงดุๆ แต่แพรไหมไม่ได้สนใจมากนัก เธอรีบขนตุ๊กตาออกไปนอกห้องพลางตะโกนบอกกับหมึกว่า

“ป่ะ อ้ายหมึกเอาตุ๊กตาไปเปิดท้ายขายตลาดนัด  ลุงโมกข์เอาให้ไหมหมดเล้ย” ยังไม่ทันที่เด็กชายหมึกจะตอบรับว่าจะไปหรือไม่ไป เสียงของมณีมัยก็ดังมาจากชั้นล่าง

“อ้าว…มาแล้วเหรอลูก…หนูจันทร์”

เสียงของผู้เป็นแม่ดังขึ้นที่ชั้นล่าง ทำให้ชายหนุ่มชะโงกหน้าลงไปมอง เขาเห็นจันทร์เจ้าใส่เสื้อกีฬาเอฟบีทีสีเขียวสะท้อนแสงกับกางเกงฟุตบอลยี่ห้อเดียวกันมาด้วย วงศ์โมกข์คิดค่อนขอดในใจว่าขนาดโตเป็นสาว จนสอบบรรจุเป็นครูเป็นนายได้ ยังดูเหมือนเด็กน้อยนักเรียนม.ต้นอยู่เลย หญิงสาวถือถุงอะไรบางอย่างมาด้วย แล้วเด็กชายหมึกก็ขึ้นมาบอกเขาว่า ยายมณีให้ลงไปกินข้าวข้างล่าง

ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แต่ทำไมนะ…หัวใจของเขาถึงเต้นเร็วราวกับว่าผ่านการวิ่งแก้บนดอนตาปู่มาหมาดๆ  หรือจะเป็นเพราะแววตาของเธอที่จ้องมองมายังเขาเมื่อเช้านี้ แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ก็ตอนนี้เขากำลังอกหักอยู่นะ สถานการณ์นี้ มันไม่น่าจะเป็นความรักได้ และช่วงวัยที่ผ่านมา หญิงสาวก็น่าจะมีใครบางคนในหัวใจแล้วก็เป็นได้

อีกอย่างท่าทางแบบนี้ เสี่ยงเหลือเกินที่หญิงสาวจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มชอบเพศเดียวกัน ดูจากการแต่งตัวที่เหมือนผู้ชาย แทนที่จะแต่งตัวสวยๆ หรืออย่างน้อยทาแป้งแต่งหน้าบ้างก็ยังดี นี่เวลาอยู่ใกล้ๆ กลับได้แต่กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นแป้งเด็กเหมือนกับตอนเป็นเด็กน้อยก็ไม่ปาน

แต่พอคิดถึงช่วงเวลาที่ได้สบตากับจันทร์เจ้า เขากลับรู้สึกแปลกไปจากเดิมนัก ดวงตากลมโตเวลาจ้องมองเขา ทำไมมันถึงน่ามองกว่าเดิมล่ะ ว่าแล้วเขาเดินไปดูเงาตัวเองในกระจก ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว

“นี่มันแม่นคนหรือท้าวเงาะวะ หัวฟูปานหัวบ่เคยพ้อหวี แล้วถ้าหวีผมตอนนี้แข่วหวีสิหักบ่วะ”

วงศ์โมกข์เห็นสารรูปตัวเองก็อดตกใจไม่ได้ ที่จริงมันก็น่าจะโดนแฟนทิ้งแหละ เขาทำแต่งานจนลืมดูแลตัวเองไป หนวดเคราก็ไม่ได้โกนให้เรียบร้อย สกินแคร์ซื้อมาจนหมดอายุก็ไม่ได้ทาอีก แถมผมก็กระเซอะกระเซิงใช้ยาสระผมรีจอยซ์ที่โทรทัศน์บอกว่าจัดทรงง่าย แต่สำหรับเขาทำไมมันยังจัดทรงยาก สงสัยเขาจะเป็นญาติห่างๆของแฮร์รี่ พอตเตอร์  นี่ขอบตาคนหรือตาหมีแพนด้า ดำเหมือนมีคนแกล้งมาเอาถ่านทาไว้ หน้าตาก็ซูบผอมเพราะอดนอนขนาดตัวเองยังละเลยขนาดนี้ แล้วใครจะมารักลง!!

นี่…อาจจะเป็นเหตุผลที่เขาโดนทิ้งก็ได้

ไม่ได้การแล้ว วงศ์โมกข์รีบเข้าไปอาบน้ำใหม่อีกรอบ คราวนี้เขาจงใจอาบน้ำให้นานกว่าเดิมโกนหนวดเคราให้เรียบร้อย ก่อนจะหาเสื้อตัวที่คิดว่าเข้ากับเขามาใส่และก่อนลงไปก็ไม่ลืมที่จะทาสกินแคร์ที่ซื้อมาใหม่เมื่อเดือนก่อน ขวดที่หมดอายุ จากทาหน้าชายหนุ่มก็เอาไปทาขาเรียบร้อยแล้วเพราะความเสียดาย ถ้าผื่นขึ้นก็คงต้องพึ่งคารามายในตู้แหละคราวนี้!

ชายหนุ่มก้าวลงบันไดลงไปที่ชั้นล่างเขาเดินเข้าไปในครัวเห็นแม่กำลังทำกับข้าว ส่วนหวานละไมและจันทร์เจ้าก็กำลังช่วยกันทำกับข้าวอยู่

เสียงคุยกันดังขรมจับได้เลาๆ ว่าแม่ของเขาไปเจอจันทร์เจ้าที่ตลาดจึงชวนมากินข้าวที่นี่ เพราะที่ผ่านมาเคยชวนหลายครั้งแล้ว ถ้าครั้งนี้ไม่มาก็ถือว่าโกรธกันเลยทีเดียว ทีตอนเป็นเด็กมาเล่นที่นี่บ่อยจนครูสุนทรต้องเอาไม้เรียวเหน็บหลังมาด้วย

พอพูดถึงพ่อหญิงสาวก็หน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางดังกล่าวทำให้มณีมัยต้องเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นทันที  จนกระทั่งเสียงลายแคนร้องไห้จ้าดังขึ้น นทีเลยอุ้มบุตรชายที่มาหาภรรยาในครัว เด็กชายร้องไห้ดิ้นพราดๆ อาจจะหิวก็เลยงอแง โชคดีที่วันนี้ลูกชายของจ้อนไม่มาด้วย ไม่งั้นลายแคนคงโดนสองแสบรุมกัดหู เพราะมันเขี้ยวแน่ๆ  เห็นได้ชัดว่าเป็นยีนเด่นของจ้อน

“อ้ายโมกข์ มาคนกระทะให้ไมแน้ ไมสิเบิ่งน้องแคนจักคราวก่อน” เธอพูดพลางส่งตะหลิวให้พี่ชายที่รับมันมาอย่างงงๆ

ส่วนแม่ของเขาใช้ให้จันทร์เจ้าหั่นแตงกวากินกับน้ำพริก แต่ดูเจ้าตัวจะตั้งใจจนเกินไปจึงหั่นเลยไปถึงนิ้วชี้ของตัวเองเข้าให้ วงศ์โมกข์หันไปเจอภาพนั้น เขารีบวางตะหลิวเอามือไปกดปากแผลที่มีเลือดแดงไหลทะลักออกมาทันที

“โอ๊ะ!!

“จันทร์เป็นหยัง

“มีดบาดมือน่ะอ้ายโมกข์ แต่บ่เป็นหยังดอก เดี๋ยวจันทร์จัดการเอง” หญิงสาวสะบัดมือไปมาเพราะความเจ็บปวด

“มานี่ ให้อ้ายเบิ่งดู๊”

“มันเจ็บนะ อ้ายโมกข์”เธอพูด

“ก็ต้องห้ามเลือดก่อน”

ชายหนุ่มพูดไม่ยิ้มแต่ใจกลับเต้นเหมือนระเบิดปรมาณูลงทุกพื้นที่ บางทีก็ตะโกนด่านักว่ามันจะเต้นแรงอะไรขนาดนี้ แต่บอกไปก็เท่านั้น ถึงกล้ามเนื้อหัวใจเป็นกล้ามเนื้อลายชนิดหนึ่งก็จริง แต่มันก็ทำงานนอกอำนาจจิตใจ เขาคงบังคับมันไม่ได้ เขากลัวว่าจันทร์เจ้าจะจับได้ว่าเขากำลังประหม่า ฝ่ายผู้เป็นแม่เห็นเหตุการณ์นั้นเข้า ก็รีบวิ่งออกไปเอากล่องยาทำแผลมาให้บุตรชาย

“จันทร์กดเองกะได้อ้ายโมกข์ ปล่อยได้แล้ว” หญิงสาวบอกท่าทางเก้อเขิน ตอนนี้แก้มตอบที่เคยซีดเซียวกลับมีสีแดงเรื่อขึ้นน้อยๆ

“บ่เป็นหยัง อ้ายกดให้กะได้”

เขาพูดก่อนจะดึงมือเธอไปล้างที่อ่างล้างจานเพื่อล้างแผล บางทีจันทร์เจ้าเองก็นึกอายมือตัวเองที่ช่างดูต่างกับมือของเขาเหลือเกิน ทั้งๆที่ตัวเองเป็นผู้หญิงแท้ๆ มือทั้งสองข้างของวงศ์โมกข์อบอุ่นนุ่มนวล ตั้งแต่เด็กมาเธอไม่เคยรู้สึกเลยว่ามือของพี่ชายหน้าดุจะอบอุ่นได้ถึงเพียงนี้ เธอได้แต่มองหน้าเขาครู่เดียวก่อนจะเสไปมองทางอื่น เพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะจับได้ว่าเธอแอบมองเขาอยู่

แผลนั้นไม่ลึกมาก แต่เลือดก็ออกเยอะราวกับเชือดไก่น้อยตายเลยทีเดียว

มณีมัยเข้ามาพร้อมกับกล่องยาสามัญประจำบ้านและเธอก็ต้องตกใจเพราะกลิ่นเหม็นไหม้ ลอยมาติดจมูก พอหันไปดูผัดผักน้ำก็แห้งขอดและไหม้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“โมกข์ลูกลืมปิดแก๊ส เอาล่ะๆ ไปทำแผลให้หนูจันทร์เถิด แม่จะจัดการใหม่เอง”

ผู้เป็นแม่ส่ายหน้าไปมา ในขณะที่ชายหนุ่มไม่พูดอะไรต่อ แต่หน้าแดงของเขาก่ำจนถึงใบหู  ผู้สูงวัยกว่าเห็นอาการนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ ท่าทางลูกชายก็แปลกๆ ดูร้อนใจจนผิดวิสัย พอมาอีกคนก็มีท่าทางขวยเขิน หรือเธอจะได้ลูกสะใภ้เร็วๆนี้แล้ว วงศ์โมกข์เป็นคนประเภทแสดงอารมณ์ไม่เก่งนัก  บางทีก็ยากนักที่จะคาดเดาความรู้สึกลูกชายได้  แต่ทว่าข่าวการแต่งงานของแฟนสาวก็ทำให้วงศ์โมกข์ดูซึมไปบ้าง จนกระทั่งวันนี้ที่เขาดูดีขึ้นมานิดหน่อย

ผู้เป็นแม่ยกกับข้าวออกไปวางที่โต๊ะราวกับจะเปิดโอกาสให้บุตรชาย ได้เปิดหัวใจตัวเองมากขึ้น จันทร์เจ้ามองแผลที่นิ้วอย่างหวาดเสียว อาการนั้นทำให้วงศ์โมกข์เงยหน้าขึ้นมามองเธอพอดี  กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายเธอทำให้หัวใจหวั่นไหวมากกว่าเดิม

“อย่าให้แผลถืกน้ำเด้อ มันสิอักเสบ” เขาพูดเมื่อทำแผลเสร็จ

“จ้ะ”หญิงสาวพยักหน้าพลางรับคำก่อนจะดึงมือตัวเองออก สำหรับตัวเธอเอง ในวัยเด็กวงศ์โมกข์คือพี่ชายตัวโตใจดีที่ชอบตามใจเธอเสมอ ไม่ว่าอยากจะเล่นอะไรก็ตามใจน้องน้อยเสียแทบจะทุกเรื่อง พอวงศ์โมกข์มาเรียนต่อที่กรุงเทพทั้งคู่ก็ห่างเหินกันเพราะระยะทาง วงศ์โมกข์เป็นคนจริงจังและขยันมาก เขาตั้งใจว่าจะเป็นหมอจึงตั้งใจเรียนและติวหนังสือเป็นพิเศษ นั่นทำให้เขาไม่ค่อยได้กลับมาที่หนองส่องแมวบ่อยนัก

และตั้งแต่เจอกับพี่เด่นความรู้สึกบางอย่างก็เกิดขึ้น ความคุ้นเคยราวกับสนิทสนมกันมาก่อน นั่นทำให้เธอรู้สึกสับสนว่า มันเกิดอะไรกันแน่ในหัวใจเธอหลังจากที่กินข้าวเย็นเสร็จ นทีขอตัวพาครอบครัวกลับบ้านก่อน ลายแคนดูจะงอแงเพราะง่วงนอน ส่วนทางจันทร์เจ้าเองก็ขอตัวกลับบ้านพักครูที่โรงเรียนเช่นกัน

“ดึกแล้ว จันทร์สิกลับบ้านพักค่ะ”

“มายังไงลูก ทางไปโรงเรียนมันเปลี่ยวเด้อ งูเงี้ยวเขี้ยวขอกะหลาย อีกอย่างมันมืดแล้ว กำนันไหนๆ ไปทางเดียวกันไปส่งน้องแน้”

วงศ์อินบอกให้จ้อนไปส่งจันทร์เจ้าด้วย เพราะทางไปบ้านเขาอยู่ใกล้กับโรงเรียน แต่กำนันหนุ่มยังรู้สึกไม่ปลื้มคู่ปรับในวงตะกร้อเท่าไหร่ จึงปฏิเสธอย่างไม่เหลือเยื่อใย แม้จะถูกวาริสาหยิกจนหนังกำพร้าแทบหลุด เขาก็ปฏิเสธเสียงแข็ง

“บ่ไปดอกทางนั้น ย้านผี..เอ้ย..ย้านหมา ถ้าบ่ย้านบาปนะ สิบอกเพิ่นมาเฮ็ดหมันหมาให้หมดเลย ยามหอนรับกัน ผมล่ะย้าน”

“ผู้บักใหญ่ปานรถถัง คือย้านหมา ประสาหมาซื่อๆ มันบ่กัดดอก มันเห่าเห็นคนผู้ฮ้าย (5) ซื่อๆ บ่อยากไปก็บอกกันดีๆก็ได้นี่” วงศ์โมกข์เอ่ยอย่างหมั่นไส้กับท่าทางดังกล่าว

“แต่มันผีป่าช้าเก่าเด้อ จ้างให้เฒ่าสินผีบ้าไปย่างยามมื้อคืนยังบ่เอาเลย” จ้อนเถียงเพื่อหาเหตุผลบ่ายเบี่ยง

วงศ์โมกข์ต้องพูดเสียงดุๆ ว่าเขาจะไปส่งหญิงสาวเอง เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ทำให้จ้อนทำหน้าแปลกๆ เพราะวงศ์โมกข์มีสีหน้าที่เปลี่ยนไป มันอยู่สับสนไม่อยู่นิ่งผิดวิสัยเขา  หมอหนุ่มเอารถมอเตอร์ไซค์วิบากออกมาสีหน้าไม่ยินดียินร้าย จนหญิงสาวคิดว่ามันจะดีไม่น้อยถ้าหากชายหนุ่มจะยิ้มบ้าง นี่อะไรเหมือนเขาจนใจที่จะต้องไปส่งเธอ แต่ก็ช่างเถอะ เธอคิดปลงกับสีหน้าของชายหนุ่ม

หญิงสาวบอกลาบิดามารดาของวงศ์โมกข์ ก่อนก้าวขึ้นไปนั่งข้างหลังเขาด้วยสีหน้าที่แตกต่างกัน  ลมพัดอู้มาแต่ไกล ท้องฟ้ามืดครึ้มไร้แสงดาวหรือพระจันทร์ บรรยากาศหนาวเย็นนำพาหมอกจางๆ ลอยวนรอบคนทั้งสอง พอหมาเห็นรถคนผ่านมาก็เริ่มเห่ารับกันเป็นทอดๆ

“หม่องนี้หมาหลายอีหลีล่ะ…ทั้งมีและบ่มีเจ้าของ อ้ายกะมีหมานะ แต่มันเฝ้าสวนยางให้พ่อ หมาบักกี้กับอีจูดี้น่ะ”

“หมาบักกี้…มันยังอยู่ติอ้ายโมกข์”

จันทร์เจ้าถามถึงสุนัขพันทางที่วงศ์โมกข์เคยเลี้ยง แต่ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา บอกว่าบักกี้หมาด่าง ตายได้หลายปีแล้ว ส่วนบักกี้ตัวนี้เป็นหมาพันธุ์บางแก้วที่พ่อได้มาใหม่ ส่วนอีจูดี้ แพรไหมเก็บได้ที่ข้างถนน เห็นมันน่าสงสารจึงเอามาเลี้ยงไว้เฝ้าสวนยาง แต่หมาสองตัวนี้เป็นหมาแสนรู้ เคยมีวัยรุ่นมาลักมะม่วงกับขนุนไปขาย แต่เจอบักกี้เห่าใส่ไม่กล้ามาอีกเลย

“ที่จริงจันทร์ก็เคยมีหมานะ แต่ป้าอรบอกว่ามันสกปรก เลยลักเอาไปปล่อย มันกลับมาหาจันทร์นะแต่พอหลังจากนั้นสองสามวันมันก็โดนรถชนตาย”

“ว่างๆ อ้ายสิพาไปเล่นนำหมาบักกี้ ถ้าอีจูดี้มีลูก อ้ายจะให้จันทร์สักตัว”

วงศ์โมกข์เอ่ยเหมือนจะปลอบใจ จันทร์เจ้าขยับเข้าไปพูดใกล้ๆ หูของเขาท่าทางดีใจ

“ถ้ามีขอตัวผู้สีดำนะอ้ายโมกข์  จันทร์สิเอามาเลี้ยงไว้บ้านพักครู ที่จริงอย่างที่อ้ายจ้อนเว้ามันกะถืก ยามมื้อคืนมันตาย้านอีหลี ดีนะที่อ้ายเด่นมาหาจันทร์ทุกมื้อ”

“ไผ..อ้ายเด่น”

วงศ์โมกข์ถามอย่างสงสัย ในใจบางส่วนรู้สึกไม่ชอบผู้ที่หญิงสาวเอ่ยถึง เพราะน้ำเสียงที่พูดถึงคนชื่อเด่นอะไรนั่นมีน้ำเสียงแตกต่างจากการพูดถึงคนอื่นเป็นอย่างมาก ใบหน้าของวงศ์โมกข์ตึงขึ้น ท่าทางของจันทร์เจ้าดูมีความสุขเมื่อได้เอ่ยถึงชื่อของคนผู้นั้น

แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาล่ะ

พอขับรถไปได้ครึ่งทางฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ ความมืดทำให้เขามองอะไรไม่ชัดนัก กว่าจะถึงบ้านพักครูของจันทร์เจ้า ทั้งคู่พากันเปียกมะล่อกมะแล่ก บ้านพักครูหลังนี้เก่าจัดจนหลังคารั่วหลายจุด

จันทร์เจ้าส่ายหน้าไปมาเพราะชุดทำงานเอกสารการสอน มุ้งหมอนที่นอนก็เปียกหมด เธอถือผ้าขนหนูลงมาให้ชายหนุ่มสีหน้าไม่ดีนัก  วงศ์โมกข์มองร่างนั้นอย่างสงสาร เขารู้ดีทีเดียวทำไมเธอถึงเลือกที่จะอยู่บ้านพักครูหลังนี้

เพราะที่นี่…เป็นบ้านหลังที่เธอเคยอยู่กับพ่อสมัยเด็กๆ ความทรงจำแห่งความสุขที่มี มันอยู่ที่นี่ทั้งหมด….

“จันทร์สิอยู่คนเดียวได้จังใด๋ ประตูกะพัง หมาลอดมาออกลูกได้เลย”

“จันทร์ซ่อมเองกะได้”

เธอพูดหน้าบูดๆ พลางวิ่งไปขนเอกสารการสอนกับคอมลงมาไว้ชั้นล่าง โชคดีที่คอมไม่โดนฝนสาด วงศ์โมกข์ตามขึ้นมาชั้นบน ก็เห็นว่าลมพัดเอาสังกะสีแผ่นหนึ่งปลิวออกไป จนเห็นฝนที่กระหน่ำเทลงมาเป็นสาย

“หลังคากะฮั่ว ฮั่วน้อยๆ อ้ายกะบ่ว่าดอกนี่หยัง สังกะสีกะจักเสียไปไส ปานเถียงนาฮ้าง ไปๆ นอนบ้านอ้ายดีกว่า มื้ออื่นสิจ้างคนมาซ่อมให้นอนบ่ได้ดอกเป็นหวัดพอดี”

“บ่ จันทร์สินอนข้างล่างนี่แหละ นอนหน้าเตาแก๊สกะได้บ่เปียกดอก”

เธอปฏิเสธก่อนจะลงที่บันไดชั้นล่าง ปกติถ้าฝนไม่ตกมันก็พออยู่ได้ แต่วันนี้หลังคามันไม่ใช่แค่รั่ว แต่สังกะสีดันปลิวหายไปทั้งแผ่น เธอไม่กล้าที่จะไปพักกับวงศ์โมกข์ ด้วยเกรงเสียงครหานินทาจากเพื่อนครูด้วยกัน แต่ชายหนุ่มก็นั่งลงใกล้ๆ เอามือกอดอกมองหญิงสาวท่าทางเอาเรื่อง

“จังสั้นกะนั่งเบิ่งหลังคาฮั่วนำกันอยู่นี่แหละ คันบ่ไปนำอ้าย”

อย่างน้อยการที่ได้อยู่กับเธอตั้งแต่เล็ก อย่างน้อยก็ทำให้วงศ์โมกข์รู้ว่าเขาต้องจัดการกับเธอยังไงบ้าง จันทร์เจ้าเดินไปมาที่เห็นอาการนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างอัดอั้น แม้ในอดีตวงศ์โมกข์จะตามใจเธอมาก และปฏิเสธน้อยมากถ้าเธอร้องขอ แต่ถ้าลองเขาบอกว่าไม่..ก็คือไม่และคงไม่มีอะไรมาเปลี่ยนใจเขาได้ง่ายๆ

“อ้ายโมกข์ คือเฮ็ดให้จันทร์ลำบากใจจั๋งซี้”

“แล้วอ้ายบ่ลำบากใจติ อ้ายสิปล่อยให้จันทร์อยู่ในสภาพนี้ได้จั๋งใด ถ้าจันทร์บ่ไปอ้ายกะบ่ได้ นอนนำกันมันแบบนี้ล่ะ”

“เอ้า…แล้วคนสิบ่ว่าจันทร์บ่ อ้ายโมกข์คือบ่คิดนำแน้ว่า คนบ้านนี่มักเว้ามักว่าลับหลัง จันทร์บ่อยากให้มีคนเว้าพื้น (6)  มันบ่ดีนะอ้ายโมกข์!”

“กะแล้วแต่คนอื่นจะคิด I don’t care ขนาดผู้สาวทิ่มหนีไปแต่งงาน คนเว้าหมดตลาด พอสองสามวันข่าวจางเหมือนกลิ่นเครือตดหมา อ้ายกะยังอยู่ได้ เป็นหยังที่อ้ายต้องแคร์คำคน คนเว้าได้กะเซาเว้าได้ล่ะ บ่เห็นสิมีปัญหาอีหยังเลย”

วงศ์โมกข์สรุปง่ายๆ พลางนั่งลงตรงหน้าหญิงสาว ดวงตาคมจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้เหมือนกัน สายฝนข้างนอกยังคงโปรยปรายลงมาเป็นสาย เสียงฟ้าร้องดังจนจันทร์เจ้าไม่กล้าเดินขึ้นไปชั้นบน เธอนั่งลงข้างๆ วงศ์โมกข์อย่างจนปัญญา

แต่ทว่า…

ท่ามกลางสายฝนที่หลั่งไหลมาจากฟากฟ้า มีสายตาคู่หนึ่งมองทะลุบ้านหลังนั้น ความเคียดแค้นบันดาลให้เกิดเสียงลมพัดกระหน่ำโหมหนักกว่าเดิม  หากแต่อำนาจบางอย่างจากตัววงศ์โมกข์ ทำให้เด่นเหนือหล้ามิอาจจะเข้าใกล้คนทั้งสองได้!

ตอนนี้เงาจางๆ ที่คอยคุ้มครองเธอได้หายไปตามแรงบุญกรรมที่กำหนดไว้แล้ว แต่เป็นผู้ชายคนนั้น ที่ดูท่าทางไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับคาถาอาคม แต่กลับมีรัศมีที่สว่างวาบ ลอยวนอยู่รอบๆตัว สิ่งนั้นทำให้เขามิอาจจะเข้าใกล้ผู้หญิงที่เขารักได้

“มึงมีของดีรึ กูบ่ย้านมึงดอก!!

เด่นเหนือหล้าโบกมืออีกครั้ง สายฝนก็เทกระหน่ำลงมาหนักกว่าเดิม จันทร์เจ้ารู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก เธอนั่งกอดเข่านิ่ง สายตาก็มองไปยังชั้นบนห้อง เสียงเพรียกที่มากับสายฝนทำให้เธอก้มหน้าลงเหมือนกับหวาดกลัวอะไรสักอย่าง

“จันทร์ เป็นอีหยัง!!

หญิงสาวไม่ตอบเธอได้แต่ก้มหน้านิ่ง วงศ์โมกข์เหลือบไปมองที่ประตูนอกบ้านพลันเสียงของฟ้าผ่าก็ดังเปรี้ยงลงใกล้ๆนี่เอง

เปรี้ยง!!

กรี๊ด!!

“จันทร์เป็นของกู มึงบ่มีสิทธิ์แตะต้องเจ้าสาวของกู!

วงศ์โมกข์มองไปที่มุมของบ้านก็เห็นเงารางๆของใครคนหนึ่ง ชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไรทั้งนั้น มือของเขาจับมือบางของหญิงสาวไว้มั่น แต่อีกข้างก็กำพระว่านไว้แน่น เขารู้สึกว่าร่างเงานั้นกำลังคืบคลานมาใกล้แล้วทุกขณะ แต่พอมันจะเข้ามาในบ้าน สายลมก็หอบพัดเงามืดนั้นหายไปไหนก็ไม่รู้

“อ้ายทิ่มจันทร์ ให้อยู่คนเดียวบ่ได้ดอก!!!

 

เชิงอรรถ : 

(1) หมากสีดา ฝรั่ง

(2)  อึด ภาษาอีสานแปลว่า ไม่มี

(3) กะปอม กิ้งก่า

(4) กวนประสาท

(5) ผู้ฮ้าย ขี้เหร่

(6) นินทา

Don`t copy text!