เร้นในรอยจำ บทที่ 2 : เพื่อนร่วมทางของจันทร์เจ้า

เร้นในรอยจำ บทที่ 2 : เพื่อนร่วมทางของจันทร์เจ้า

โดย : นาคเหรา

เร้นในรอยจำ โดย นาคเหรา เรื่องราวความรักของคนสองคนและหนึ่งดวงวิญญาณ กับความผูกพันเมื่อครั้งยังเยาว์ก่อเกิดเป็นความรัก เขาตั้งใจจะบอกรักเธอ แต่ทว่าความตายก็มาพรากเวลาทั้งหมดไป ณ วันนี้เขากลับมา เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำที่หายไปของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

– 2 –

 

“อ้ายโมกข์มองนั่งเหลียวเบิ่งหยังยุนี่”

หญิงสาวเอ่ยพลางยิ้มอวดฟันขาวเรียงเป็นเงา ก่อนจะเอาตะกร้าผักตำลึงวางลงพลางนั่งเหยียดขา เอาเท้าจุ่มไปในคลองที่มีน้ำไหลเอื่อยๆ ท่าทางสบายอารมณ์ วงศ์โมกข์มองเจ้าของใบหน้ารูปไข่ดวงตากลมโต ความคุ้นเคยในวันก่อนๆทำให้เขาจำได้ว่าเธอเป็นใคร แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะได้เจอเธอที่นี่

“นั่งซื่อๆ คิดหยังเล่นๆ อ้ายนึกว่าจันทร์ไปอยู่สระบุรีแล้ว อ้ายไปเรียนต่อกรุงเทพฯหลายปี บ่นึกเลยว่าสิได้พ้อกันอยู่นี่อีก”

“อ๋อ จันทร์มาเพิ่งสอบครูผู้ช่วยได้ จันทร์มาได้เป็นเดือนแล้วล่ะ เห็นป้ามณีไปตลาดอยู่บ่อยๆ ป้ามณียังงามคือเก่าเนาะ ป้ามณีบอกว่าอ้ายโมกข์น่ะ บ่ค่อยได้กลับบ้านเพราะว่าเฮ็ดแต่งาน เห็นป้ามณีจันทร์ก็คิดฮอด (1) แม่หลายๆ”

หญิงสาวพูดพลางยิ้ม แต่ดวงตาที่เคยสดใสกลับหม่นลงเล็กน้อย บางทีจันทร์หรือจันทร์เจ้าอาจจะคิดถึงแม่ก็เป็นได้ ตอนเด็กๆ เธอได้รับการดูแลจากพ่อ เพราะมารดาเธอเสียชีวิตไม่นานหลังจากให้กำเนิดน้องสาว วงศ์โมกข์ถอนหายใจน้อยๆพลางเอ่ย

“แล้วอาจารย์สุนทรกับน้องฟ้าล่ะ สบายดีบ่ อ้ายเห็นแต่น้องฟ้าน้อยๆ บ่เห็นอีกจักเทื่อ ตอนนี้น่าสิโตเป็นสาวแล้ว”

แต่เหมือนกับว่าน้ำตาจะคลอในดวงตาคู่งาม เพราะมันวาววับผิดปกติกว่าเวลาปกติ หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กำลังจะมืดลงเรื่อยๆ วงศ์โมกข์ไม่รู้ว่าตัวเองพูดหรือถามอะไรผิดไปไหม พอกำลังจะถามต่อ จันทร์เจ้าก็หันมาตอบคำถามก่อนว่า

“พ่อกับน้องฟ้าต้องสบายดีแท้ๆ เพราะว่าตอนนี้พ่อกับน้องฟ้าอยู่เทิ่งสวรรค์แล้ว”

ถ้อยคำนั้นทำให้วงศ์โมกข์รู้สึกเจ็บปวดไปด้วย ที่จริงเขาไม่รู้เรื่องเลย เพราะตั้งแต่ครูสุนทรพาลูกย้ายไปสระบุรีตัวเขาก็อยู่กรุงเทพเคร่งเครียดกับการเรียนหนังสือ พอมาได้ยินว่าพ่อของจันทร์เจ้าเสียแล้ว เขาก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที ชายหนุ่มหันมามองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มน้อยๆ ก็จริงแต่ดวงตานี่สิ ทำไมถึงเศร้าขนาดนี้ ชายหนุ่มกล่าวโทษตัวเองในใจว่า ไม่น่าที่ถามเรื่องนี้ขึ้นมาเลย

“อ้ายเพิ่งรู้ เสียใจนำเด้อหล่า”

เขากล่าวถ้อยคำนั้นออกมาจากใจ สำหรับวงศ์โมกข์แล้ว ชีวิตของคนเป็นหมออยู่ระหว่างความเป็นความตายมามาก จนเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่คนที่อยู่ข้างๆเขายังฝืนยิ้มทั้งๆดวงตาเศร้าเหลือเกิน ความรู้สึกระหว่างหญิงสาวร่างเล็กคนนี้เป็นผูกพันเล็กๆ ที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจของเขา

ในวัยเยาว์บิดาของเธอเป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุด เท่าที่เคยมีมาในโรงเรียนในชนบทเล็กๆจะมีได้ และครูคนนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากเป็นหมอ ครูที่สอนว่าทุกชีวิตมีคุณค่าในตัวเอง  ในตอนเป็นเด็กใช่ว่าเขาจะเรียนเก่งมาก แต่เพราะวิธีการสอนที่หลากหลายและน่าสนใจของครูสุนทร ทำให้มีหมอคนแรกของตำบลหนองส่องแมว

ข่าวที่ได้ยินจากปากจันทร์เจ้าทำให้เขารู้สึกเสียใจไปด้วย…

แต่ทั้งๆ ที่ดวงตาเศร้าสร้อยเธอก็ยังฝืนยิ้ม บางทีเธออาจจะชินที่ต้องเล่าอะไรแบบนี้ซ้ำๆ ก็ได้ ชายหนุ่มปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อยเปื่อย เขาและจันทร์เจ้าไม่ได้พูดอะไรอีกเลย นอกจากนั่งเงียบๆ

สายลมที่พัดผ่านมา ทำให้วงศ์โมกข์ได้กลิ่นหอมของดอกแก้วจางๆ มาจากที่ไหนสักแห่ง แต่ที่นี่มีแต่ต้นหญ้าแห้งเหี่ยวจะหาดอกไม้ก็หาได้ยากนัก ดวงตาคมทอดมองไปยังข้างๆ คลองซอยไส้ไก่ที่เป็นโรงเรียนมัธยมประจำตำบลที่เขาเคยเรียนเหมือนสิบกว่าปีก่อน

ที่จริงแต่ก่อนที่นี่เคยเป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอนถึงชั้นม.ต้น แต่พอมีงบประมาณอุดหนุนและนักเรียนมากขึ้น จึงถูกแบ่งออกเป็นสองโรงเรียนคือ โรงเรียนหนองส่องแมววิทยาที่เป็นโรงเรียนประถม ส่วนภูนกแซววิทยาปัจจุบันเปิดสอน ถึงม.ปลาย เขาเองเรียนชั้นม.3 ที่นี่ พอจบก็ไปสอบเข้าโรงเรียนในกรุงเทพฯ และไปอยู่กับลูกและป้าที่เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงคมนาคมที่นั่น

ส่วนจันทร์เจ้าเป็นนักเรียนชั้นประถมสอง ที่ชอบเดินตามเขามาเที่ยวที่บ้านบ่อยๆ ความที่เป็นเด็กร่าเริงช่างพูด ทำให้แม่ของเขารักเด็กหญิงในตอนนั้นมากราวกับเป็นลูกสาวอีกคน และจันทร์เจ้าในวัยเยาว์ก็มีคู่ปรับคือกำนันจ้อนนั่นเอง เพราะไปเตะตะกร้อเดิมพันทีไร จ้อนมักจะแพ้เด็กคนนี้ทุกทีไป

เมื่อคิดถึงเรื่องราวในอดีตรอยยิ้มก็ผุดพรายขึ้นบนใบหน้าคมคาย

ชายหนุ่มหันมามองหญิงสาวที่อยู่ข้างๆเขา พลันลมเย็นๆวูบหนึ่งก็พัดผ่านต้นคอราวกับมีแอร์ถูกปรับอุณหภูมิที่สิบแปดองศาพัดผ่านมา มันทำให้จู่ๆก็รู้สึกขนลุกโดยไม่รู้ตัว พอเขาหันไปมองกลับไม่เจออะไร นั่นก็ให้ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก

แต่หญิงสาวกลับยิ้มบางๆให้กับใครบางคน อยู่สุดปลายทางของถนนทางเข้าโรงเรียน เธอลุกขึ้นคว้าตะกร้าพลางหันมาบอกลาเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นเหมือนกับมองเห็นอะไรหรือใครสักคนที่พึงใจมาก เธอหันมายิ้มให้เขา

“จันทร์ไปล่ะ สิมืดแล้ว” เธอเอ่ย วงศ์โมกข์มองอาการนั้นอย่างงงๆ เพราะในจุดหมายที่เธอมองไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นเลย สายลมเย็นๆจัดมาพร้อมกับกลิ่นดอกแก้วมันทำให้เขารู้สึกแปลกๆ แล้วความมืดก็เริ่มโรยตัวลงทั่วบริเวณดังกล่าว แม้จะยังไม่ดึก แต่หมาแถวนั้นก็เห่ารับกันเป็นทอดๆ ปานพวกมันกำลังประกวดอ่านทำนองเสนาะอยู่สองฟากถนน

“เดี๋ยวอย่าเพิ่งไป อ้ายสิไปส่ง มันมืดแล้วทางเข้าโรงเรียนมันเปลี่ยว งูเงี้ยวกะหลาย”  เขาพูดขึ้นพลางสตาร์สรถ แต่หญิงสาวเอ่ยปฏิเสธก่อนจะพูดต่อว่า

“ใกล้ท่อนี้เอง อ้ายโมกข์บ่ต้องไปส่งจันทร์ดอก จันทร์มีหมู่แล้ว”

“หมู่ (2) ?..หมู่อยู่ไส”

วงศ์โมกข์มองหาเพื่อนที่จันทร์เจ้ากล่าวถึง การมองเข้าไปในความมืดที่คืบคลานเข้ามา ทำให้เขาเห็นเพียงแต่ความว่างเปล่า สิ่งที่หญิงสาวบอกช่างค้านกับสายตาเขาเหลือเกิน

“นั่นเด้ หมู่จันทร์ อ้ายโมกข์บ่ต้องย้านดอก โรงเรียนนี้จันทร์หลับตาย่าง (3)  กะย่างถืก บ่ต้องย้านเรื่องงูดอก มันบ่มี จันทร์ไปเด้อ” เธอพูดกล่าวคำอำลาพลางเดินกึ่งวิ่งไปที่สุดทางที่มืดนั้น วงศ์โมกข์ก็ได้ แต่มองร่างที่ลับหายไป ลมเย็นเมื่อสักครู่หายไปอย่างน่าประหลาดส่วนพวกหมาที่หอนรับกัน ก็แห่ไปเห่าข้างในบริเวณโรงเรียนต่อ

“ซุมหมาผีบ้า เห่าอยู่ได้ เพิ่งสิหกโมงครึ่งเอง”

ชายหนุ่มได้แต่พูดขึ้นมาลอยๆ ส่วนตัวเขานั้นเคยชินกับเรื่องพวกนี้เสียแล้ว การที่เขาเรียนหมอ บางทีนอกจากจะชินความเป็นความตายของชีวิต แต่เขาก็เชื่อเรื่องวิญญาณ เชื่อว่ามันเป็นพลังงานรูปหนึ่ง  ที่โรงเรียนแห่งนี้น่าจะมีผีอยู่บ้าง เพราะที่นี่เป็นป่าช้าเก่า

บริเวณโรงเรียนนี้สมัยเขาเป็นเด็ก ก็เคยมีนักเรียนถูกผีเข้า เพราะไปฉี่รดฐานเจดีย์ใส่กระดูกคนตาย เดือดร้อนครูใหญ่สมพงศ์ในสมัยนั้นต้องไปเชิญหลวงปู่ก้าน เจ้าอาวาสวัดป่ามาทำ พิธีเชิญวิญญาณออกให้วุ่น แต่ใจหนึ่งเขานึกเป็นห่วงจันทร์เจ้าที่ต้องเดินเข้าไปคนเดียว ท่าทางของเธอเหมือนกับจะคุยกับใครอยู่ รอยยิ้มสีหน้าของเธอดูมีความสุขเหลือเกิน

แต่ใครล่ะที่เธอคุยด้วย….

เขามองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากความมืดดำที่แผ่ขยายกินอาณาเขตมาเรื่อยๆ ชายหนุ่มขับรถกลับบ้านทิ้งความสงสัยไว้ตรงนั้น เพราะตอนนี้ ในหัวของเขา กลับมาคิดเรื่องเดิมอีกแล้ว บางทีกินข้าวเสร็จ เขาอาจจะกลับเข้าโรงพยาบาลเลยก็ได้ เพราะเขาไม่อาจจะข่มตาหลับได้ ทั้งๆที่มีเรื่องรบกวนจิตใจอยู่อย่างนี้

บางทีคำว่า “ทำไม ของเขาอาจจะไม่ต้องหาคำตอบอีก เพราะว่า คนจะไปต่อให้ไม่มีเหตุผลอะไร นิดก็คงจะไปเหมือนเดิม ตัวเขาเองต้องอยู่ให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม….

ณ บ้านพักครู

“ส่งจันทร์หม่องนี้กะได้อ้ายเด่น”

จันทร์เจ้าพูดพลางหันมายิ้มกับชายหนุ่มผิวขาวซีด ผมสีดำสนิทนั้น ทำให้ผิวของดูเขาขาวจัดยิ่งขึ้น รอยยิ้มเย็นๆ ทอดมาให้เธอ เมื่อปลายเท้าหยุดที่หน้าประตูบ้านพักครูหลังเล็กท่าทางทรุดโทรม ดวงตาสีดำมองไปรอบๆ และเขาก็ยิ้มให้เธออีกครั้ง  เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าว่าจะเดินจากไป จันทร์เจ้าจึงชวนเขาทานข้าวเย็นด้วยกันเสียเลย

“อ้ายเด่น หิวบ่จันทร์สิไปหาอีหยังมาให้กิน ค่ำแล้วกินข้าวกับจันทร์ก่อนก็ได้นะ”

เธอพูดพลางมองเสื้อชุดสีดำตัดกับผิวขาวละเอียดของเขา พี่เด่นมักจะใส่เสื้อตัวนี้มาที่นี่ทุกที เธอเคยไปซื้อเสื้อที่ตลาดนัดตัวที่สวยที่สุดให้ แต่เขาก็ยังใส่แต่เสื้อตัวเดิมทุกที นี่คงเป็นความชอบส่วนตัวกระมัง

เด่นเหนือหล้าพยักหน้าช้าๆ พลางนั่งลงที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้านพักครู  ในเวลานี้เขาเอาแต่ทอดมองร่างเล็กที่กำลังกุลีกุจอเอาผลไม้ใส่จานมาให้เขา ชายหนุ่มมองภาพนั้นด้วยความอบอุ่นเต็มตื้นในหัวใจ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ เธอก็ยังดีกับเขาไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะจำได้หรือไม่ก็ตาม เด็กหญิงในวัยเยาว์คนนี้กลายเป็นหญิงสาวที่เขามิอาจจะครอบครองเธอได้ตลอดกาล!

จิตใจนั้นดำดิ่งลงหุบเหวแห่งความมืดมานานหลายปีแล้ว จากมีลมหายใจจนชีวิตดับสูญ  ในความมืดที่เหมือนไร้ทางออกนั้น กลับมีแสงสว่าง เพราะรอยยิ้มของจันทร์เจ้าทอดมายังเขาเสมอๆ เขาจะจากเธอไปตามทางที่วิบากกรรมได้ขีดไว้เช่นใดกัน ในเมื่อรอยยิ้มของเธอได้เหนี่ยวรั้งทั้งหัวใจและวิญญาณของเขาไว้แล้ว อุบัติเหตุครั้งนั้นพรากเอาความทรงจำของรักแรกไปหมดสิ้น!

จันทร์เจ้าเป็นเพื่อนรุ่นน้องที่เรียนตามหลังเขาอยู่สองปี เด็กหญิงผอมๆ ตัวเล็กที่มักจะวิ่งไปกับเพื่อนผู้ชายเตะฟุตบอล ราวกับว่าเธอจะฝึกเพื่อเป็นนักกีฬาทีมชาติ ไม่ใช่แต่ฟุตบอลเท่านั้นตะกร้อ วอลเล่ย์บอล กีฬาเกือบทุกประเภทเธอล้วนไม่เป็นรองใคร เรียกว่าเก่งจนหาตัวจับยากก็ว่าได้  ความผูกพันเมื่อครั้งยังเยาว์ก่อเกิดเป็นความรัก

รักแรกของหัวใจ เขาตั้งใจจะบอกรักเธอแต่ทว่าความตายก็มาพรากเวลาทั้งหมดไป 

ณ วันนี้เขากลับมาเพื่อจะมารื้อฟื้นความทรงจำที่หายไปของเธอ เขาไม่ยอมจะหายไปจากโลกนี้ทั้งๆ ที่คนที่เขารักที่จดจำเขาไม่ได้  เธอเดินออกมาจากตัวบ้านพักครูหลังเล็ก ข้างๆกันนั้นมีต้นมะพร้าวอยู่หลายต้น จนแทบจะเป็นดงเลยก็ว่าได้ เสียงยอดมะพร้าวไหวยามต้องลม ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาโรงเรียน

ในยามวิกาลบ้านพักครูหลังนี้เป็นหลังที่ใกล้ป่าช้าที่สุด มีแต่จันทร์เจ้าเท่านั้นที่กล้ามาพักที่นี่คนเดียว ในขณะครูคนอื่นก็หนีไปเช่าบ้านพักในตลาดที่มีคนสร้างเพื่อปล่อยเช่า ครูคนอื่นที่มีครอบครัวก็อยู่อีกฟากที่ห่างจากป่าช้าพอสมควร และถ้าเลือกได้ไม่มีใครที่อยากจะมาอยู่ที่นี่ ด้วยบรรยากาศที่วังเวงในเวลากลางคืนนั่นเอง

“บ้านอ้ายเด่นอยู่ไส คือมักมาหาจันทร์แต่ยามมื้อคืน”

จันทร์เจ้าพูดขณะที่วางจานมะละกอสุกลงตรงหน้าเขา พลางส่งสายตาเชื้อเชิญให้ลิ้มลองของตรงหน้า นานแล้วที่ไม่อาจลิ้มลองรสชาติของอาหาร ตัวเขามิเคยหิวหรือกระหายสิ่งใดเลย มีเพียงความเจ็บปวดของการอยู่โดยไร้ความรู้สึกเท่านั้นที่รู้สึกได้

ลมหายใจของจันทร์เจ้าให้ชายหนุ่มต้องกลับมาที่นี่ เพื่อทวงบางอย่าง ทั้งความรักและคำสัญญา แต่ทว่าครั้งแรกที่เขาเจอเธอที่นี่ เธอกลับไม่เหลือความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับตัวเขาเลย ในสายตาของเธอ เขาคือพี่เด่น ชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีบ้านอยู่แถวนี้เท่านั้นเอง เจ้าของใบหน้าขาวซีดยิ้มน้อยๆอพลางมองจ้องไปในดวงตากลมโตที่มีแววอยากรู้

“บ้านอ้ายบ่ไกลจากนี่ดอก ใกล้ๆโรงเรียน” เขาตอบ

“มื้อหลังพาจันทร์ไปได้บ่ จันทร์อยากไปบ้านอ้ายเด่น บางเทื่อจันทร์กะนึกบ่ออกว่าเคยพ้ออ้ายอยู่ไส คือกับว่าจันทร์เคยเห็นอ้ายก่อนมาเป็นครูอยู่นี่”

“จันทร์จำบ่ได้รึ จำอ้ายบ่ได้อีหลีติ”

ในความรู้สึกที่ว่าไม่เจ็บปวด ในความรู้สึกที่คิดว่าวิญญาณมันจะไม่มีกลับไม่ใช่เลย เจ็บปวดทั้งๆ ที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้ว เจ็บปวดที่มองเข้าไปในแววตาคู่งาม แต่เธอกลับไม่เหลือความทรงจำใดๆ ที่มีเขาอยู่ด้วยเลย

“จันทร์เคยเห็นอ้ายเด่นอยู่ไสนะ คิดบ่ออก”

หญิงสาวทำท่าครุ่นคิดจนคิ้วขมวดเป็นปม มือขาวซีดไร้สีเลือดนั้นยกขึ้นหมายจะลูบเรือนผมของเธอ กลับต้องชะงัก  เพราะสายตาของผู้มาใหม่มองมาที่เขาอย่างตำหนิ

เงาจางๆที่มีเพียงแต่เขาเท่านั้นที่เห็นได้ ดวงตาของวิญญาณหนุ่มเปลี่ยนแววเป็นดุดันเกรี้ยวโกรธเมื่อถูกขัดขวาง พลันร่างของชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่จูงมือเด็กหญิงอายุราวห้าขวบจ้องมองมาที่เขาสีหน้าเศร้าสร้อย

“อย่าแตะต้องลูกสาวกู!

“จันทร์เป็นของผม! เป็นคนฮักของผม!

เด่นเหนือหล้ามองไปยังร่างของวิญญาณคู่นั้นอย่างอาฆาต ในวันที่ครูสุนทรมีชีวิตอยู่ ครูคนนี้ขัดขวางเขาทุกอย่างแม้กระทั่งพรากจันทร์ไป ในวันนี้เขาจึงเอาความแค้น ความรักและความคิดถึงเป็นแรงผลักดันทำให้พลังอำนาจของเขามีมากกว่าวิญญาณทุกตนในป่าช้าแห่งนี้

รอยยิ้มเหยียบเย็นเผยออกราวกับจะท้าทาย

ทันใดนั้นลมเย็นๆ ก็พัดเอากลิ่นหอมดอกแก้วมาต้องจมูกจู่ๆ จันทร์เจ้าก็หาวน้อยๆ เธอรู้สึกง่วงอย่างประหลาดทั้งๆ ที่ตะวันตกดินได้ไม่นานนัก

“คืออยากนอนไวแท้ บ่ทันได้ถึงสองทุ่มด้วยซ้ำ แต่มื้อนี้จันทร์เมื่อยอีหลี ซ้อมเด็กน้อยเตะฟุตบอลไปแข่งกีฬาจังหวัด” เธอเอ่ย

“ไปนอนซะ มื้ออื่นอ้ายสิมาหาใหม่”

ถ้อยคำนั้นเหมือนมีพลังอำนาจ เขาพูดพลางจ้องวิญญาณคู่นั้นอย่างไม่วางตา ทั้งๆที่ครูสุนทรพยายามที่จะเดินเข้ามาหาลูก เขากลับโดนวิญญาณชั้นต่ำที่เป็นลูกสมุนของเด่นเหนือหล้ามายืนกางกั้นไว้เพื่อขวางทาง

“จันทร์…ลูกพ่อ”

 วิญญาณของครูสุนทรกรีดร้องแต่ลูกสาวไม่อาจได้ยินเลย….

จันทร์เจ้ายิ้มให้เด่นเหนือหล้าพลางมองไปที่ดงมะพร้าวนั่น ความรู้สึกหนึ่งเหมือนจะมีเงาอะไรบางอย่างไหววูบ แต่ทว่าพอมองดีๆกลับไม่เห็นอะไรเลย หญิงสาวบอกลาชายหนุ่มก่อนจะก้าวขึ้นไปนอนบนบ้านเหมือนคนที่โดนมนตร์สะกด  เด่นเหนือหล้าจ้องมองเงาจางๆในความมืดนั้นก่อนจะเอ่ยเสียงเยียบเย็น

“ได้ยินบ่ จันทร์อยากไปอยู่กับผม อาจารย์ห้ามผมบ่ได้ดอก!

เจ้าของเครื่องหน้าหล่อเหลาแสยะยิ้ม รอยยิ้มนั้นทำให้เด่นเหนือหล้าห่างไกลความเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกที ใบหน้าขาวซีดเมื่อต้องแสงจันทร์กลับซีดเผือดลง ผิดกับดวงตากลายเป็นสีแดงดุจเลือด กลิ่นหอมดอกแก้วหายไปแล้วกลายเป็นกลิ่นเหม็นเน่าสาบสางรุนแรงตามลำดับ

เสียงหมาหอนรับกันปนกับเสียงสะอื้นน้อยๆ ที่ลอยมาตามสายลม ชายหนุ่มผู้ไม่มีลมหายใจแล้ว หันไปมองหน้าต่างบ้านพักครู  หญิงสาวคนนั้นกำลังหลับใหลเพราะมนตร์สะกดของเขา แต่ไม่นานหรอกเธอจะได้หลับใหลตลอดกาล

สักวันเขาต้องเอาเธอไปอยู่ในโลกของเขาให้ได้ เพราะต่อไปจะไม่มีใครขัดขวางสิ่งที่เขาอยากทำได้ วิญญาณของผู้เป็นพ่อและน้องสาวของเธอต่างล่องลอยวนเวียนรอบๆ บ้าน เพื่อดูแลคุ้มครองราวกับกลัวว่าเขาจะเข้าไปรุกล้ำทำร้ายคนที่อยู่ในบ้านหลังนั้น อย่างไรเสียก็ใกล้เวลาเต็มที ที่ทั้งสองต้องไปจุติในภพภูมิแห่งใหม่

และถ้าถึงวันนั้น จันทร์เจ้าจะกลายเป็นเจ้าสาวของเขาโดยสมบูรณ์!

เด่นเหนือหล้ายิ้มเย็นๆ ก่อนจะเดินหายลับไปยังหนทางที่มืดมิดและวังเวงนั้นท่ามกลางเสียงเห่าหอนของสุนัขทั่วบริเวณ….

 

เชิงอรรถ :

(1) คิดฮอด คิดถึง

(2) เพื่อน

(3) ย่าง ภาษาอีสานหมายถึง เดิน



Don`t copy text!