Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 12 : ประจวบเหมาะ

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 12 : ประจวบเหมาะ

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 12 –

“สรุปเขากลับกันไปตอนไหน ยังไม่ทันได้วางบิลเลย” ศีลเอ่ยถามอย่างงงๆ หลังถามดารัณถึงสองแม่ลูกแล้วได้รับคำตอบว่าไม่รู้ แต่คนที่ตอบได้กลับเป็นอาศิรา ซึ่งคำถามนี้ก็เป็นอาศิราอีกที่ตอบ หลังดารัณจบเรื่องตัวเองแล้วเดินหนีหายไป เขาต้องเป็นคนจัดการหารถหาคนไปส่งจงจินต์กับจริยาที่สนามบิน

“ตั้งแต่เช้าแล้วพ่อ… หลังคุยกับรัณเสร็จ”

ดารัณเลิกคิ้ว ตีหน้าซื่อ “เหรอ คุยเสร็จก็กลับเลยเหรอ ป้าจินต์กับพี่เชอรี่โกรธอะไรรัณหรือเปล่านะ”

อาศิราทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ หันไปเช็ดหน้าให้ลูกที่เอาข้าวป้ายหน้าตัวเองจนเกือบเข้าตาแล้ว ฟังดารัณเล่าเรื่องทั้งหมดให้ศีลฟังอย่างออกรส แต่ข้ามเรื่องการพูดถึงเมียน้อยหรือทะเบียนสมรสไป เดาได้ว่าดารัณก็คงห่วงมิรันตาที่นั่งฟังอย่างสนอกสนใจอยู่ด้วย มองพ่ออย่างอ่อนใจหนักกว่าเดิมตอนท่านหัวเราะร่วนหลังดารัณเล่าเรื่องทวงเงินหนึ่งล้านจากจงจินต์ พ่อเหมือนจะรู้ตัวว่ามีทีท่าให้ท้ายดารัณมากไปหน่อยตอนสบตาเขาเลยส่งยิ้มประจบมาให้ แต่ก็ยังไม่หยุดขำ ที่สุดอาศิราเลยต้องบอก

“กินข้าวเถอะ อย่ามัวแต่คุย ต้องรีบกลับไปทำงานต่อ”

มิรันตาหันมาบอกอาศิราอย่างคนไม่รู้เรื่องรู้ราว “พี่ศิรากินเสร็จแล้วไปทำงานเลยค่ะ เดี๋ยวรันเก็บกวาดให้เอง”

ดารัณเลยบอกมิรันตาให้กระจ่าง “คุณเขาแค่อยากให้รัณหยุดคุยเรื่องนี้”

อาศิราเลยบอกทันที “รู้แล้วก็หยุด”

ทว่ามิรันตากลับขัดขึ้นเสียงเกรงใจ “แต่รันอยากคุยอีกนิดค่ะ อีกนิดเดียวจริงๆ” บอกแล้วรีบหันไปถามดารัณ “แล้วป้าจินต์โกงรัณมากี่ปี ที่ว่าไปเก็บเงินค่าเช่าเป็นเงินสดจากคนเช่า”

ดารัณตอบได้แทบจะทันที “เริ่มโกงตั้งแต่รัณไปอยู่เมืองนอกยังไม่ถึงปีเลย ก็เกือบสิบนั่นแหละ”

“โห ก็หลายล้านเลยนะ รัณไม่น่าปล่อยมานานขนาดนี้”

ดารัณหัวเราะ บอกตามตรง “จริงๆ ถ้าป้าจินต์ไม่มายุ่งกับรัณ รัณก็จะปล่อยไปเรื่อยๆ แหละ อย่างน้อยก็เป็นป้า”

“พ่อว่าสองคนนั้นคงกะมากอบโกยจากรัณเต็มที่ เจอรัณเวอร์ชั่นนี้เข้าไปคงมึนน่าดู” พูดไปแล้วศีลก็หัวเราะอย่างถูกใจ ก่อนหยุดหัวเราะเมื่อหันไปสบตาลูกชายแต่ก็ยังห้ามรอยยิ้มไม่ได้ ต้องเสกินข้าวกลางวันของตนต่อ จนใกล้จะอิ่มแล้วจึงนึกออกว่ายังมีเรื่องที่ต้องพูดกับลูก “เออ ศิรา”

รอจนลูกหันมาสนใจแล้วจึงบอกไป “เพื่อนพ่ออยากให้ลูกไปทำอาหารให้ เขามีรับแขกวีไอพีจากต่างประเทศ งานจัดใกล้ๆ วิ่งจากบ้านเราไปแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง”

อาศิราไม่แปลกใจ ปกติแล้วจะมีผู้ใหญ่หรือเพื่อนๆ ที่รู้จักกันมาทาบทามเขาไปทำอาหารให้ในโอกาสพิเศษต่างๆ สนนราคาจะขึ้นอยู่กับว่าต้องการให้เขาทำอะไรบ้าง บางงานอาจให้เขาไปทำอาหารเท่านั้น มีวัตถุดิบ อุปกรณ์ และลูกมือไว้ให้พร้อม บางงานอาจให้เขาหาลูกมือไปเอง และบางงานก็ให้เขาเตรียมให้ทุกอย่าง แต่ทุกงานล้วนต้องจองล่วงหน้า “เมื่อไรเหรอพ่อ”

“ด่วนหน่อย วันมะรืน”

อาศิราเลิกคิ้ว หยิบโทรศัพท์ตนขึ้นมาดูตารางงาน

“พ่อจำได้ว่าลูกยังไม่ได้ทำเชฟส์เทเบิล พอจะว่างไหม”

อาศิราพยักหน้า เขายังไม่ได้กลับมาทำเชฟส์เทเบิล คิวแรกที่จะเริ่มทำอยู่เดือนหน้า แต่พ่อก็คงรู้ว่าเขาไม่ได้มีงานเชฟส์เทเบิลแค่งานเดียวจึงมีคำถามตามมา อาศิราคิดคำนวณงานที่อยู่ในมือร่วมกับฟังพ่อให้ข้อมูล

“เขาอยากให้ไปทำแค่มื้อเย็นมื้อเดียว วัตถุดิบอุปกรณ์เตรียมไว้หมดแล้ว”

“ลูกมือด้วยไหมพ่อ”

ศีลส่ายหน้า รู้ว่าลูกชอบพาคนของตนไปทำงานด้วยกันมากกว่าเพราะรู้ใจรู้มือกันมากกว่า “ไม่ ลูกพาคนของลูกไปได้เลย ถ้าลูกไม่อยากค้างเดี๋ยวพ่อเตรียมรถรับส่งไว้ให้”

“ถ้างั้นได้พ่อ ไม่มีปัญหา”

ศีลเอ่ยขอบใจลูกหน้าตาชื่นบาน เพราะรู้ว่าถ้าเขาออกปากอยากให้ลูกไปลูกก็คงไปให้ ดังนั้นแม้จะมีเพื่อนๆ กันติดต่อมาศีลก็ยังต้องคุยให้สะดวกกับลูกที่สุดไม่ใช่จะใช้เส้นสายความเป็นพ่อมั่วซั่ว อันที่จริงเพื่อนคนนี้อยากให้ลูกไปอยู่ด้วยสองวันจนกว่าแขกจะกลับ แต่เขาไม่คิดว่าลูกจะว่างขนาดนั้น เพราะปกติงานแนวนี้ต้องจองล่วงหน้าสามเดือนเป็นอย่างน้อย

และจริงๆ เพื่อนชวนเขาไปร้องเพลงในงานด้วย แต่เขายังไม่แน่ใจ…

อาศิราสอบถามรายละเอียดเรื่องเวลานัดหมาย ศีลจึงต่อสายคุยกับเพื่อนให้ตอนนั้นเลย ตกลงเรียบร้อยบันทึกลงปฏิทินแล้ว อาศิราก็หันมาคุยกับพ่อ “สิงห์นี่เอาไงดี ให้ลูกพาไปด้วยไหม”

ศีลรีบโบกมือ “ไม่ต้อง เดี๋ยวพ่อเลี้ยงเอง”

มิรันตาเองก็เอ่ยอาสา “รันก็เลี้ยงได้ค่ะ พี่ศิราไม่ต้องเป็นห่วง รัณนู้นก็อยู่ มีคนช่วยหลายคนเลย”

‘รัณนู้น’ ร้องทันที “เหยยย ใครจะช่วย คนเขาต้องทำงานทำการ ลูกใครก็เลี้ยงเองเถอะ”

มิรันตาหันไปทำหน้างอนใส่ดารัณ แต่ไม่จริงจังนักเพราะรู้ดีว่าแม้จะพูดอย่างนั้นแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาดารัณก็ช่วยเธอดูแลศตายุทุกครั้งที่มีโอกาส ส่วนอาศิราฟังแล้วรู้ ดารัณแค่อยากแขวะเขาเพราะอย่างไรก็รู้อยู่แก่ใจว่าศตายุไม่ใช่ลูกมิรันตา…

อาศิรามองหน้าดารัณแล้วได้แต่คิดในใจ ก็อย่ามีลูกแล้วเอามาฝากเขาหรือพ่อเขาเลี้ยงแล้วกัน ไม่อย่างนั้นเขาจะพูดใส่หน้าให้ ลูกใครก็เลี้ยงเองเถอะ!

 

ดารัณเล่นเปียโนอีกแล้ว… หลังงานทำบุญครบร้อยวันของแม่ ดารัณเล่นเปียโนทุกวัน เพลงของพ่อบ้าง เพลงสากลอื่นๆ บ้าง วันนี้ดารัณเล่นเพลงของพ่อเพลงนั้น

 

ยามนั้นเมื่อฉันสบตา ยามนั้นโลกฉันหยุดหมุน

รอยยิ้มเธอหวานละมุน สายตาเธออุ่นหัวใจ…

 

อาศิราฮัมเพลงนั้นไปด้วยขณะโยกตัวไปมาเพื่อกล่อมลูก ค่อยๆ สืบเท้าไปทางประตูและเปิดออก ปกติแล้วเมื่อดารัณเล่นเปียโน เขาจะไปเปิดประตูห้องทิ้งไว้เพื่อสังเกตความเคลื่อนไหวของพ่อ ถ้าพ่อออกจากห้องเขาก็จะออกไปอยู่ด้วย บางวันพ่อไม่ได้ออกเขาก็จะอยู่แต่ในห้องจนเสียงเปียโนเงียบจึงค่อยปิดประตู วันนี้เขาเห็นว่าพ่อตนนั่งอยู่กับดารัณจึงเดินออกไปหา เบาใจเมื่อเห็นว่าพ่อมีรอยยิ้ม ไม่ได้ซึมเซาดวงตามีน้ำคลออย่างที่เคยเห็น

ศีลเองพอเห็นลูกก็รอจนเดินเข้ามาใกล้ แล้วค่อยบอก “วันนี้พ่อชวนรัณเล่นเปียโนเอง”

นั่น… สร้างความประหลาดใจให้อาศิรา และมันทำให้เขาถามอย่างมีความหวัง “พ่ออยากร้องเพลงไหม”

ศีลนิ่งไปพัก กว่าจะตอบได้ “พ่อก็… กำลังคิดอยู่ จริงๆ งานที่ลูกจะไปทำพรุ่งนี้ เพื่อนชวนพ่อไปร้องเพลงให้แขกฟังด้วยนะ”

“พ่อจะไปกับลูกไหม”

ศีลมีสีหน้าไม่แน่ใจ ก่อนหันไปทางดารัณที่ถามมา

“พ่อ จำได้ไหมตอนรัณเสียแม่บุหลัน พ่อเคยสอนรัณว่าชีวิตต้องไปต่อ พ่ออยากให้รัณคิดว่าแม่บุหลันคอยดูรัณอยู่ ให้รัณใช้ชีวิตให้ดีเพราะจะทำให้แม่บุหลันมีความสุข”

ศีลพยักหน้า เขาจำได้ ตลอดระยะเวลาที่อรจิราจากไปเขาก็เฝ้าบอกตัวเองแบบนั้น อย่าทำให้อรจิราเป็นห่วง ทำใจให้ได้และก้าวต่อไป มีความสุขให้ได้เร็วๆ กระทั่งเขาค้นพบว่าสิ่งที่ทำให้เขาสะเทือนใจไม่ใช่ความตายของอรจิรา แต่เป็นการตื่นมาในทุกเช้าแล้วพบว่าตัวเองต้องอยู่คนเดียว เขาทำใจกับความตายได้ แต่การอยู่คนเดียวโดยไม่มีคู่ชีวิตเคียงข้างเหมือนที่ผ่านมานั้นทำร้ายเขาสาหัส มันทำให้เขานึกอิจฉาคู่รักที่ตายพร้อมกัน

“แล้วพ่อก็บอกรัณว่ารัณยังมีพ่อ มีแม่ มีพี่ศิรา พี่วิน รัณยังมีคนที่ยังอยู่กับรัณ ที่รักและเป็นห่วงรัณ”

ศีลพยักหน้าอีก แม้ยังมีความเศร้าเจือปนอยู่ในแววตาทว่ารอยยิ้มก็ยังไม่จางหายไปจากใบหน้า “ใช่ พ่อรู้ ตอนนี้พ่อก็มีลูกๆ ที่ยังอยู่กับพ่อ ศิรา วิน รัณ แล้วยังมีสิงห์อีก”

ดารัณอมยิ้มยามมองศีลแตะแขนเล็กของศตายุแผ่วเบาอย่างแสนรัก หันไปสบตากับอาศิราแล้วยิ้มให้เขาด้วย ก่อนรอยยิ้มจะเลือนหายไปชั่วครู่ ละสายตาจากอาศิราหันไปมองศีลเมื่อท่านเริ่มร้องเพลงคล้ายต้องการกล่อมศตายุ…

“มือน้อยของเจ้า กุมใจทั้งดวงของพ่อ…”

มันเป็นเพลงที่ศีลเขียนตอนอาศิราเกิด เป็นเพลงสั้นๆ ที่ไม่โด่งดังนักเพราะไม่เคยอัดลงแผ่นเสียง ศีลใช้มันกล่อมลูกทั้งสองคนเข้านอน ร้องเฉพาะในวันเกิดของลูกก่อนหยุดไปเมื่ออาศิรากับศราวินเริ่มโตขึ้น เป็นเพลงที่แทบไม่เคยร้องให้ใครฟังยกเว้นว่าวันที่มีคอนเสิร์ตนั้นตรงกับวันเกิดของอาศิราหรือศราวิน เขาจะขอคนดูร้องเพลงนี้เพื่อบอกลูกว่าไม่ได้ลืมวันเกิดจึงเริ่มเป็นที่รู้จัก มีแฟนเพลงหลายคนขอร้องเพลงนี้ยามได้เป็นพ่อคนครั้งแรก

และแค่ได้ยินเพลงนั้นอาศิราก็น้ำตาคลอด้วยไม่เคยได้ยินมานานมากเหลือเกินแล้ว อาจตั้งแต่เขาขึ้นมัธยมปลาย วันที่มือของเขาไม่ได้น้อยตามเพลงอีกแล้ว

“รู้ไหมพ่อคอยเฝ้ารอ อยากรู้เจ้าหน้าแบบไหน ดวงตาของเจ้าจะได้จากใคร จมูกจะเหมือนพ่อไหม ปากเจ้าจะเป็นอย่างไร โอ้ว่าแก้วตาดวงใจโปรดจงรู้ไว้ว่าพ่อเฝ้าคอย…”

ดารัณหาโน้ตเพลงนี้เจอแล้ว เธอเก็บโน้ตเพลงทั้งหมดของศีลที่อรจิราส่งมาให้ไว้ในแท็บเล็ต เมื่อเจอก็เริ่มเล่นคลอไปกับศีล…

“ครั้นถึงเวลาเจ้าเกิด พ่อรู้ตัวตั้งแต่ยามนั้น จากนี้ไปจะทำเพื่อเจ้าทุกวัน ไม่มีเปลี่ยนผันนอกเสียจากวันพ่อหยุดหายใจ…” ศีลเข้าไปโอบทั้งลูกชายและหลานชาย มือลูบหลังลูกที่น้ำตาคลอเบาๆ ก่อนหันไปสบตากับอรจิราที่ส่งยิ้มหวานละมุนซึ่งเป็นยิ้มที่ทำให้เขาหลงรักหมดหัวใจมาให้… รูปถ่ายอรจิราที่กำลังกอดลูกทั้งสองคนใบนี้ศีลเป็นคนถ่ายเอง มือที่สั่นน้อยๆ เอื้อมไปหยิบกรอบรูปที่วางบนหลังเปียโนขึ้นดู ส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักไปให้ขณะอีกมือไล้ใบหน้าที่เขาคิดถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน… แต่ใช่ ชีวิตต้องดำเนินต่อ อรจิราหลงรักเขาเพราะการร้องเพลง ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอารมณ์ย่ำแย่เพียงใดแค่ได้ยินเขาร้องเพลงอรจิราก็มีความสุข หากต้องการปลอบใจอรจิรา ศีลจะโอบกอดอรจิราเอาไว้แล้วร้องเพลงให้ฟัง

“ยามนั้นเมื่อฉันสบตา ยามนั้นโลกฉันหยุดหมุน…”

ดารัณไม่ต้องเปิดหาโน้ต เพลงนี้เป็นเพลงที่เธอเล่นได้เป็นเพลงแรกเพราะรู้ว่าเป็นเพลงที่ทั้งศีลและอรจิรารักมาก หญิงสาวขยับนิ้วบรรเลงทำนองให้ศีลได้ทันที รู้สึกดีมากขึ้นเมื่อมิรันตาเดินออกมาจากห้อง แม้จะเข้ามารวมกลุ่มแบบงงๆ ด้วยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยอมรับศตายุจากอาศิรา ส่วนอาศิรานั้นเดินไปนั่งประจำที่หยิบกีตาร์มาเตรียมพร้อม

ศีลเองก็รอจนลูกพร้อมจึงหันไปมองหน้าดารัณ ส่งยิ้มให้ และยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้นเมื่อดารัณเริ่มเล่นใหม่ตั้งแต่ต้น…

ศีลจึงเริ่มร้องใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบเพลง…

ดารัณออกมาส่งศีลกับอาศิราขึ้นรถตู้ มิรันตาก็อุ้มศตายุยืนอยู่ข้างกัน ซึ่งระยะนี้เด็กน้อยเหมือนติดพ่อมากขึ้น งอแงมากขึ้นเวลารู้ว่าพ่อจะแยกไป ตอนนี้ศตายุเริ่มไขว่คว้าไปทางพ่อตนพลางส่งเสียงอ้อแอ้ อาศิราเองเห็นว่าทีมตนที่นัดหมายไว้ยังมาไม่ถึงจึงรับลูกมาอุ้มไว้ก่อน จูบหน้าผากลูกหนักๆ แล้วบอกดักคอไว้เลย

“เดี๋ยวพ่อไปทำงาน อย่างอแงนะสิงห์” พูดไปแล้วตัวเองก็กังวลเอง จึงหันไปทางมิรันตา “พี่เอาไปด้วยดีกว่า”

มิรันตารีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ รันดูให้ได้จริงๆ พี่ศิราจะได้ไปทำงานสบายๆ”

แต่อาศิราก็ยังไม่สบายใจ ยิ่งลูกพยายามกอดพลางซบหน้าลงมาตรงอกก็ยิ่งทำใจลำบาก ศตายุเป็นเหตุผลที่สำคัญพอๆ กับพ่อแม่ที่ทำให้เขารับงานนอกสถานที่น้อยลง

ดารัณเห็นอาการของสองพ่อลูกแล้วหัวเราะหึ บอกได้ทันที “ไม่น่ารอด” แล้วหันไปทางมิรันตา “เราอยู่กันสองคนก็ได้”

มิรันตาทำหน้างงใส่ดารัณ ก่อนหันไปมองหน้าอาศิรา เอ่ยถาม “พี่ศิราจะเอาสิงห์ไปด้วยเหรอคะ”

อาศิรายังไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะในความเป็นจริงเมื่อถึงเวลาตอนเขาอยู่ในครัวก็อุ้มศตายุตลอดเวลาไม่ได้ เขาไม่เคยเห็นสถานที่ ไม่รู้ว่าจะมีมุมที่ให้ศตายุนั่งเก้าอี้เด็กรอได้ไหม ปกติแล้วศตายุจะอยู่นิ่งได้ถ้ามีของให้แทะเล่นและได้เห็นพ่อหรือปู่อยู่ในสายตา ถ้าไม่มีมุมที่ดีพอ คนที่จะช่วยเขาดูแลลูกได้อีกคนคือพ่อ ซึ่งท่านก็มีงานของท่านที่ต้องรับผิดชอบ นี่เป็นงานแรกที่พ่อรับหลังจากกลับมาร้องเพลงได้ เขาไม่ต้องการให้ศตายุรบกวน ทว่า…

“พาไปได้นะ พ่อจะช่วยดูเอง เดี๋ยวให้ผิวไปด้วยอีกคนดีไหม”

มิรันตาอดบอกไม่ได้ “แต่รันดูได้จริงๆ นะคะ”

ดารัณเลยบอกให้มิรันตาเข้าใจ “ไม่เกี่ยวกับรันดูได้หรือไม่ได้หรอก คุณพ่อเขาไม่อยากทิ้งคุณลูก ไม่อยากให้คุณลูกร้องไห้งอแง”

มิรันตาหน้าจ๋อย บอกอย่างยอมรับ “สิงห์ติดพ่อมากกว่าแม่นี่คะ”

ดารัณทำหน้าไม่ถูก มองหน้าอาศิราก็เห็นว่าเขาทำหน้าไม่ถูกเช่นกัน ที่สุดก็เป็นศีลที่หยุดความอิหลักอิเหลื่อที่มิรันตาไม่ได้รับรู้นี้

“งั้นเดี๋ยวพ่อไปบอกผิวให้รีบเตรียมตัว ลูกไปเก็บของให้สิงห์ดีไหม”

มิรันตาเสนอตัวทันที “รันเก็บให้ค่ะ”

เท่านั้นศีลกับมิรันตาก็แยกตัวไปจากวงสนทนา เปิดโอกาสให้ดารัณพูดกับอาศิรา

“เหมือนรันคิดว่าตัวเองเป็นแม่สิงห์จริงๆ เนอะ”

การพูดเหมือนจะแสดงความคิดเห็น แต่อาศิราฟังแล้วรู้ว่านั่นคือการดักคอและจับผิด พ่อเล่าให้เขาฟังแล้วว่าศราวินถามถึงมิรันตา แต่พ่อขอยังไม่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังซึ่งแน่นอนว่าศราวินจะไม่เซ้าซี้ ดารัณเลยยังไม่ได้ข้อมูลของมิรันตา พอสบโอกาสเลยหาทางมาสืบจากทางเขาสินะ อาศิราตอบประโยคนั้นด้วยการนิ่งสนิท เพียงมองหน้าดารัณอยู่อย่างนั้นราวกับจะบอกว่าตนไม่มีความเห็นกับประโยคที่ได้ฟัง

ดารัณเลยยิ้มซื่อๆ ให้อาศิรา บอกไปอีก “ลักษณะเหมือนโดนหลอกให้เข้าใจผิดเนอะ”

หน้าอาศิรามีพิรุธ ดารัณสังเกตได้ ปากเขาเกือบเม้มเข้าหากันแต่เหมือนรู้สึกตัวก่อนจึงเก็บอาการ ดารัณเลย ‘รุก’ ต่อ “ความจำเสื่อมด้วยนี่ ใช่ไหม จำอะไรไม่ได้ ใครบอกอะไรก็ต้องเชื่อ”

อาศิราขยับเข้าใกล้ดารัณ ยังไม่พูดอะไรเช่นเคยแต่จับมือลูกชายตนยกขึ้น นั่นทำให้ดารัณงง หญิงสาวมองสลับระหว่างคนพ่อกับคนลูกก่อนเข้าใจในวินาทีถัดมาเมื่อมือเล็กของศตายุแตะปากเธอเบาๆ แล้วเขาก็แตะๆๆ อยู่อย่างนั้นจนเด็กน้อยหัวเราะคิก ส่วนดารัณได้แต่มองอาศิราสลับเจ้าหนูที่เห็นปากเธอเป็นของเล่นไปแล้วอย่างไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรดี เขากำลังบอกให้เธอหยุดพูดโดยใช้ลูกเป็นเครื่องมือ แต่… นี่เป็นครั้งแรกหลังจากเธอกลับมาอยู่บ้านนี้ที่ใกล้ชิดกับเขาขนาดนี้

แล้วไง เขามีเมียแล้ว… ดารัณก้าวถอยออกมาเมื่อในหัวคิดดังนั้น อยากถามออกไปอีกว่าปิดบังอะไรทว่าไม่ทันได้ทำเพราะศีลเดินกลับมาเสียก่อน ให้ข้อมูล

“ผิวมันขอแต่งตัวหน่อย ไอ้หวังมันว่าอยากฟังพ่อร้องเพลง เลยชวนไปด้วยกัน”

ซึ่งไม่มีปัญหาอยู่แล้ว รถตู้เก้าที่นั่ง เขากับลูกทีมสามคนรวมเป็นสี่ นับพ่อ ผิว สมหวังแล้วก็ยังมีที่เหลือ เหลือพอดีที่จะชวนมิรันตากับดารัณไปด้วยกันด้วยซ้ำ

ศีลเองก็คิดแบบลูก “เออ รถตู้ก็ยังว่างนะ ชวนสาวๆ ไปด้วยกันดีไหมลูก”

“ไม่ดี” อาศิราตอบเสียงเรียบ ก่อนหันไปอธิบายกับพ่อ “อย่าให้รันไปเจอคนเยอะเลยพ่อ”

นั่นทำให้ศีลนึกได้ สามเดือนที่มิรันตามาอยู่ด้วยกันมันนานพอจะทำให้ศีลลืมเลือนเงื่อนไขเกี่ยวกับตัวเจ้าหล่อนไปสนิท เคยชินจนคิดว่าเป็นญาติเป็นลูกไปอีกคนแล้ว

“งั้นรัณก็ไปได้สิ” ดารัณลองพูดแม้จะรู้ผลอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ได้ผิดจากที่คิดไว้

“อยากให้อยู่เป็นเพื่อนรัน… รันโน้น” เพราะรู้ว่าดารัณกำลังจะป่วนด้วยชื่อเล่นที่เหมือนกัน อาศิราเลยรีบพูดกำกับพร้อมหันหน้าไปทางมิรันตาที่เดินออกมาพร้อมกระเป๋าของศตายุ ออกเดินไปรับกระเป๋ามาถือเพราะรู้ว่าทั้งน้ำทั้งนมทั้งผ้าอ้อมนั้นไม่ใช่เบา เอากระเป๋าไปเก็บบนรถ มองนาฬิกาเพื่อดูเวลา พอดีกับที่ทีมงานที่ตนนัดไว้นำโดยปณิธิขับรถนั่งไฟฟ้าเข้ามาพอดีตามด้วยผิวกับสมหวังที่เดินมาหน้าตาชื่นบาน หลังดูแลจนทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยเหลือแต่ตนกับพ่อแล้ว จึงหันมาทางดารัณอีกครั้ง “เราจะทำกับข้าวเองหรือจะสั่งจากรีสอร์ต”

เห็นว่าเขาจะไปทำงานหรอกนะ ดารัณจึงไม่ป่วนทั้งที่ใจจริงอยากถามนักว่าถ้าไม่ทำทั้งสองอย่างแล้วจะเป็นไง “เดี๋ยวทำเอง”

จากนั้นก็ยืนคู่กับมิรันตาดูรถตู้ค่อยๆ ห่างออกไปจนลับสายตา พอเหลือกันสองคนสองสาวก็หันมองหน้ากัน ดารัณเอ่ยถามมิรันตา “มื้อกลางวันกินอะไรดี”

“รัณเป็นคนทำ รัณเลือก”

ดารัณยิ้มขำ ก่อนย้อน “อ๋อ รันจะเป็นคนทำเหรอ งั้นรันก็เลือกเลย”

มิรันตางงไปในแวบแรก แต่พอเข้าใจแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ยิ่งหัวเราะมากขึ้นเมื่อดารัณบอก

“สงสารคนที่อยู่รอบตัวเรา งงกันไปหมด… เอาสปาเกตตีง่ายๆ แล้วกันนะ”

“ได้… ดูละครกันนะ”

“อื้อ แต่ช่วงบ่ายดูด้วยไม่ได้นะ ต้องดีลงาน”

มิรันตาไม่มีปัญหา ด้วยรู้ดีว่าถ้าดารัณจะว่างส่วนใหญ่จะว่างช่วงเช้าเพราะต้องรอเวลาให้ทางฝั่งมิลานเริ่มทำงานในช่วงบ่ายของเวลาไทย ควงแขนดารัณเดินกลับเข้าบ้าน เอ่ยขอร้องหนึ่งอย่าง “สปาเกตตีแซลมอนนะ”

“ซอสอะไร”

“ซอสครีม”

“จัดไป!”

 

แต่ปัญหาเริ่มเกิดตั้งแต่จะเริ่มทำนี่แหละ… หลังนั่งเพลิดเพลินดูหนังได้สองตอนทุกอย่างก็สะดุดลงเพราะเสียงท้องร้องของมิรันตา นั่นทำให้ดารัณรู้ว่าได้เวลาอาหารกลางวันแล้วจึงชักชวนกันลงครัว และเธอหาเส้นสปาเกตตีไม่เจอ พอดูตรงจุดที่เก็บวัตถุดิบแบบแห้งหมดแล้วไม่เจอ ดารัณก็หันไปถามมิรันตา “รัน เส้นสปาเกตตีเก็บตรงไหน”

มิรันตาเบิกตา เอ่ยทวนคำถามเหมือนยังไม่แน่ใจ “เก็บเหรอ?”

“อื้อ”

“แบบเส้นเลยใช่ไหม”

“อ้าว ใช่สิ”

มิรันตาส่ายหน้าทันที “ไม่มีหรอก ปกติพี่ศิราทำสดตลอด รันนึกว่ารัณจะนวดแป้งทำเส้นเองซะอีก”

ดารัณตาเหลือกให้ดูเลยตรงนั้น ทั้งโมโหกับความ ‘เชฟใหญ่’ และโมโหที่ตัวเองลืมไปได้อย่างไรว่าบ้านนี้แทบไม่ใช้ของสำเร็จรูป บอกไปอย่างคนอารมณ์ไม่ดี “ไม่ต้องกงต้องกินมันแล้ว”

จบประโยคนั้นโทรศัพท์มือถือของดารัณก็ส่งเสียงดัง พอหยิบมาดูหน้าจอก็อดสะดุ้งโหยงไม่ได้… อาศิรา รีบกดรับสาย “อะไร”

“กินข้าวกันหรือยัง”

คำถามนั้นทำให้ดารัณได้โอกาสบ่นทันที “โอ๊ยยย จะไปกินอะไรได้ ตอนแรกว่าจะทำสปาเกตตีแต่ครัวคุณเล่นไม่มีเส้นสำเร็จเก็บไว้ให้คนสกิลน้อยอย่างรัณเลย ให้นวดเส้นเองรัณไม่นวดหรอกนะ เดี๋ยวหุงข้าวแทนแล้วกัน”

อ้าว แล้วเขาก็เงียบไป… หรือจะโกรธ ดารัณรออีกราวห้าวินาที ปลายสายยังเงียบอยู่จึงเตรียมจะพูดอะไรสักอย่าง ทว่าอีกฝ่ายพูดมาก่อน

“สั่งให้แล้ว แต่วันนี้ที่รีสอร์ตไม่ได้ทำสปาเกตตี เป็นพาสต้าตัวอื่น”

“ตัวไหน ฟูซิลีรัณไม่กินนะ”

“ไม่ใช่ ฟอลเยียดูลิโว ตัวแป้งเป็นแป้งผักโขมที่…”

“ที่เป็นรูปใบมะกอก” ดารัณต่อได้ทันทีเพราะชื่อที่อาศิราพูดนั่นบอกชัดเจนอยู่แล้ว Foglie D’ulivo ภาษาอิตาลี แล้วการออกเสียงของอาศิราก็ถูกต้องตามการอ่านของอิตาลีด้วย เธอรู้ว่าอาศิราพูดอิตาลีไม่ได้ แต่ถ้าเป็นอาหารที่ใช้ภาษาอิตาลี เขาออกเสียงถูกทุกอย่างซึ่งเธอก็ไม่แน่ใจว่าเป็นคุณสมบัติของเชฟทุกคนหรือเป็นเฉพาะเขา

“ใช่”

“โห อยู่อิตาลีตั้งหลายปีรัณเคยกินไม่ถึงสิบครั้ง อยู่ๆ ก็ได้มากินที่นี่ เอาแต่พาสต้ามาให้ก็ได้นะ เดี๋ยวรัณทำซอสรอ”

“เอางั้นเหรอ”

“อื้อ”

“โอเค ตัวพาสต้าต้มประมาณสิบห้านาที มันเหมาะกับซอสเพสโต้ไม่ก็แค่ผัดกับน้ำมันมะกอกใส่มะเขือเท…”

ดารัณไม่ฟังจนจบหรอก บอกทันที “โอเค ให้ทางนั้นทำมาเลยดีกว่า แค่ฟังก็เหนื่อยแล้ว”

ถึงเขาไม่พูดอะไรแต่ดารัณได้ยินเสียงหัวเราะหึ ความหมั่นไส้ทำให้ดึงเอามือถือออกมาย่นหน้าใส่อย่างเคืองๆ ก่อนบอกลา “แค่นี้นะ”

แต่ยังไม่ทันได้กดวางหรอก

“มื้อเย็นทุ่มตรง ก็ควรทำครัวตั้งแต่หกโมง อย่าทำตอนทุ่มตรงเหมือนที่ทำข้าวกลางวันตอนเที่ยงตรง”

ดารัณกลอกตาจนแทบไม่เห็นตาดำแล้วตอนนี้ “ได้ เดี๋ยวจะเข้าป่าไปหาของมาทำกินตั้งแต่สี่โมงเย็นเลย”

ทางนั้นไม่พูดอะไร รู้อีกทีก็คือเขาวางสายไปแล้ว… ดารัณส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด ก่อนหันไปทางมิรันตาที่ยืนยิ้มท่าทางขบขันอยู่ เลยส่งค้อนไปให้ด้วยอารมณ์พาลพาโล แล้วค่อยบอก “เดี๋ยวทางรีสอร์ตทำอาหารมาให้ มา ดูซีรีส์กันต่อ”

ทว่ามิรันตากลับเสนออีกทาง นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เธอได้อยู่กับมิรันตาสองคนแบบไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย หญิงสาวรู้สึกสนุกเหมือนเด็กสิบสามที่จะได้อยู่บ้านตามลำพังครั้งแรก จะกินขนมเท่าไรก็ได้ ดื่มน้ำอัดลมกี่ขวดก็ได้ “รัณ… เราไปกินข้าวที่รีสอร์ตกันเถอะ”

ดารัณเลิกคิ้ว เอ่ยถาม “ทำไมอยากไปกินที่นั่น”

มิรันตายิ้มกริ่ม “ก็… พ่อไม่อยู่ พี่ศิราไม่อยู่ รันว่าเราทำอะไรสนุกๆ กันดีกว่า”

“สนุก?”

“ใช่ ออกไปกินข้าวที่รีสอร์ตกัน”

นั่นคือเรื่องสนุกที่สุดที่มิรันตาคิดได้ตอนนี้… ดารัณเข้าใจแล้วอดหัวเราะไม่ได้ “โอเค”

จบคำตอบรับนั้น สองสาวจึงรีบเดินออกจากบ้านไปยังโรงรถนั่งไฟฟ้า มิรันตาขึ้นนั่งฝั่งคนขับ รอจนดารัณขึ้นนั่งอีกฟากแล้วจึงขับออกไป เมื่อถึงห้องอาหารของรีสอร์ต ดารัณเข้าไปติดต่อให้รู้ว่าอาหารที่อาศิราสั่งไว้ให้เสิร์ฟที่โต๊ะแทนการไปส่งที่บ้านแล้วกลับไปนั่งโต๊ะรวมกับมิรันตา เห็นตาที่เป็นประกายของอีกฝั่งยามจ้องมองผ่านกระจกออกไปยังท้องทะเลแล้ว ดารัณก็เอ่ยถาม

“ทีหลังถ้าอยากไปไหนก็บอกสิ รัณพาไปได้นะ”

มิรันตาส่ายหน้า “ไม่ได้อยากไปไหนไกลๆ หรอก ไปเจอคนเยอะแยะก็เสี่ยงปวดหัว รันอยากแข็งแรงมากๆ เร็วๆ เผื่อรันจะจำทุกอย่างได้เร็วๆ”

“ถ้ามีความสุขกับตอนนี้อดีตก็ไม่สำคัญหรอก” ดารัณพยายามเอ่ยปลอบ ทว่ามิรันตาก็ส่ายหน้า บอกทันที “มันสำคัญสำหรับรันนะ ไม่รู้สิ พอจำอะไรไม่ได้เลย บางที… รันก็รู้สึกเหมือนใช้ชีวิตอยู่บนเรื่องโกหก”

ดารัณนิ่วหน้า เอ่ยถามเสียงเบา “ยังไง”

“ก็ บางทีมันก็มีแต่คำถามเต็มไปหมดว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้มันจริงเหรอ รันยังสงสัยเรื่องสิงห์อยู่ตลอดเลย”

ดารัณเม้มปาก ตัดสินใจไม่พูดอะไร

“พี่ศิราบอกว่าสิงห์ไม่เคยกินนมแม่เลย มันทำให้รันมีคำถามว่ารันเป็นแม่ที่ดีจริงๆ เหรอ”

ดารัณถอนใจยืดยาว ออกความเห็นในลักษณะกลางๆ ไม่เจาะจงว่าเป็นมิรันตาหรือใคร “แม่บางคนก็ไม่มีน้ำนมจริงๆ”

“ไม่รู้สิ ก่อนหน้านี้รันอาจจะทำอะไรไม่ดีไว้ แล้วพอความจำเสื่อมพ่อกับพี่ศิราก็ยังต้องมาดูแล บางทีรันก็กลัวว่าพ่อกับพี่ศิราจะมองรันเป็นภาระ”

ดารัณส่ายหน้า บอกได้ทันที “ไม่ พ่อกับพี่ศิราไม่ได้มองแบบนั้น… มันเป็นเรื่องดีที่มีรันอยู่ที่นี่”

บทสนทนาหยุดลงชั่วคราวเมื่อบริกรนำอาหารมาส่งที่โต๊ะ ดารัณกับมิรันตาเอ่ยขอบคุณ บริกรห่างออกไปแล้ว มิรันตาจึงค่อยถาม “รัณคิดอย่างนั้นเหรอ”

“ใช่… อย่างน้อยสิงห์ก็มีแม่คอยดูแล”

“ดีกว่ารันตายไปใช่ไหม”

ดารัณส่ายหน้า รีบจับช้อนส้อมตัวเองขึ้นมา “พอแล้ว กินเถอะ เลตมาหลายนาทีแล้ว เดี๋ยวพ่อโทรเช็กจะโดนบ่นอีก”

มิรันตายิ้ม กินไปได้สองคำก็เอ่ยถาม “พ่อที่ว่านี่… พ่อศีลเหรอ”

ดารัณตอบกลับทันที “รู้อยู่แล้วจะถามทำไม”

สองสาวมองหน้ากันอยู่ครู่ก็คล้ายกับจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่ จึงประสานเสียงหัวเราะกันร่วน… ใช่ มิรันตารู้อยู่แล้ว พ่อที่ดารัณพูดไม่ได้หมายถึงศีล แต่หมายถึงลูกชายของศีลต่างหาก

ในตอนใกล้จะอิ่ม ดารัณก็เสนออีกหนึ่งสถานที่ที่น่าจะพามิรันตาไป ‘สนุก’ ได้ “เดี๋ยวสักห้าโมงเราไปบ้านลุงปานกันไหม ทำขากบทอดกินกันดีกว่า”

เท่านั้นมิรันตาก็ตาโต พยักหน้าราวกับเป็นตุ๊กตาหัวสปริง เพราะนอกจากจะได้ออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านแล้วยังได้กินของอร่อยด้วย คิดไปคิดมาแล้วก็พึมพำเบาๆ “พ่อกับพี่ศิราน่าจะทำงานต่อสักสองสามวันเนอะ”

ดารัณเพียงหัวเราะหึ มิรันตาทำให้เธอนึกถึงประโยคที่ว่าแมวไม่อยู่หนูร่าเริง ตอนนี้เจ้าหล่อนดูร่าเริงสุดๆ ไปเลย!

 

ได้เวลาพักเที่ยงของศราวิน และเป็นเวลาที่ดารัณนัดหมายกับมิรันตาไว้ว่าจะไปบ้านลุงปาน ดารัณปิดคอมพิวเตอร์ตน หันไปทางมิรันตาก็เห็นว่าหน้าบูดหน้าบึ้งดูเหมือนโกรธอะไรสักอย่างจึงเดินเข้าไปใกล้ เล็งหน้าจอที่มิรันตาจ้องมองอยู่ก็พอรู้ว่าคงเป็นตอนที่พระเอกนางเอกทะเลาะกัน เธอไม่ได้ยินเสียง แต่พอเดาได้จากภาพ ดารัณสะกิดไหล่มิรันตา อีกฝ่ายกดหยุดวิดีโอ ถอดหูฟังออกแล้วเงยหน้ามอง

“ไปบ้านลุงปานกัน”

เท่านั้นหน้าบึ้งๆ ก็ยิ้มกว้าง รีบยกคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ไปวางอีกทาง เกาะแขนดารัณพากันเดินออกจากบ้าน ก่อนหน้าบึ้งอีกรอบเมื่อดารัณเอ่ยถาม

“ซีรีส์ถึงไหนแล้ว หน้าบูดหน้าบึ้งนี่แปลว่าพระเอกนางเอกจะเลิกกันเหรอ”

มิรันตาตอบอย่างใส่อารมณ์ “ถ้าเป็นรันนะ เลิกแน่ พระเอกไม่ได้เรื่องเลย นางร้ายพูดอะไรก็เชื่อไปหมด ทีเรื่องอื่นนี่ฉลาดจัง กับเรื่องนี้ทำไมโง่ก็ไม่รู้”

ไม่รู้ทำไม… ดารัณสะท้านใจ ได้แต่นิ่งเงียบ ขับรถนั่งไฟฟ้าออกจากบ้านไปตามทางเล็กๆ ที่นานๆ จะมีรถผ่านไปมาสักครั้ง ทบทวนจนพอจำได้แล้วว่าบ้านปานไปทางไหน จึงค่อยพูด “รัน บางทีคนที่เชื่อคนอื่นง่ายๆ เขาไม่ได้โง่หรอก เคยได้ยินที่เขาว่าคนเราจะตัดสินคนอื่นจากทัศนคติของตัวเองไหม”

มิรันตานิ่วหน้า “ก่อนหน้าจะจำไม่ได้อาจจะเคยได้ยิน แต่ตอนนี้นึกไม่ออก”

“บางทีเวลามีคนด่าคนอื่นว่าไม่ดี เป็นเพราะคนด่านั่นแหละที่คิดไม่ดีโดยที่คนถูกด่าไม่ได้เป็นแบบที่เขาด่า กลับกันคนที่ไม่คิดร้ายกับใครก็อาจจะไม่มองใครในแง่ร้าย คนที่ไม่เคยโกหกใคร ก็จะไม่คิดว่าคนอื่นโกหก”

“แต่คนเรามันจะเชื่อดะไปหมดไม่ได้นะ คิดดูสิ คนรอบตัวพระเอกไม่มีใครชอบนางร้ายเลยนะ จะไม่เอะใจหน่อยเหรอ”

“ก็พระเอกยังไม่เคยโดนนางร้ายทำร้ายไง ก็ต้องรอจนกว่าจะโดนทำร้ายแบบซึ่งๆ หน้า ก็คงตาสว่าง”

“ขอให้สว่างทีเถอะ นี่สงสารนางเอกมากเลย”

“รัณสงสารพระเอกมากกว่า… โดนหลอกอยู่ได้” และนั่นเป็นอินเนอร์ของดารัณล้วนๆ ทว่าดารัณไม่พูดอะไรต่อ จอดรถเทียบหน้าบ้านของปาน หันไปมองมิรันตาที่เรียกมา เห็นหน้าตาจืดเจื่อนแล้วพอเดาได้เลย

“ขอไม่เข้าไปได้ไหม… ไม่อยากเห็นกบตอนเป็นๆ”

อย่างที่คิดไว้จริงๆ ดารัณหัวเราะ พอเข้าใจความรู้สึกของมิรันตา จึงพยักหน้าแล้วลงจากรถเดินเข้าไปข้างใน มิรันตาเองก็นั่งมองนั่นนี่ไปมา หันไปข้างหลังเห็นมีคนคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ก็ส่งยิ้มให้ คิดว่าคงเป็นคนสวนแถวนี้เพราะแต่งตัวเหมือนคนที่เข้าไปทำสวนให้ศีล เสื้อแขนยาวขายาว ผ้าขาวม้าคลุมหัวคลุมหน้าแล้วมีงอบคลุมทับอีกที

“หนูรัน”

หืม… รู้จักเธอ มิรันตาส่งยิ้มให้ด้วยท่าทีไม่แน่ใจนัก เอ่ยถาม “รู้จักรันเหรอคะ”

“จ้ะ หนูจำอะไรได้หรือยัง”

มิรันตาส่ายหน้าเป็นคำตอบ ก่อนขยายความไป “รันรู้แค่ว่ามีลุงชื่อบารมีค่ะ ติดธุระสำคัญอยู่เลยยังมาหารันไม่ได้”

“ลุงมีมาแล้วจ้ะ ให้ป้ามาตามนี่แหละ จอดรถอยู่บ้านคุณศีล รีบไปหาสิ”

มิรันตาตาโต แต่ยังกังวลกับดารัณจึงหันไปมองเพื่อดูว่าดารัณจะซื้อกบเสร็จแล้วหรือยัง ก่อนตัดสินใจได้เมื่ออีกฝ่ายบอกมา

“ลุงมีว่าอยู่ได้ไม่นานเพราะต้องไปทำธุระต่อ หนูรันรีบไปแล้วรีบกลับมารับเพื่อนก็ได้นะ”

นั่นทำให้มิรันตากลับรถทันที พอกลับรถแล้วเห็นว่าคนที่มาส่งข่าวโบกให้จอดจึงจอดเทียบ

“ป้าขอติดรถไปด้วยนะ”

มิรันตาไม่มีปัญหา รอจนป้าขึ้นรถแล้วจึงออกตัว แต่มาได้ครึ่งทางป้าที่นั่งข้างๆ ก็ชี้

“อ้าว นั่นรถลุงมีนี่นา สงสัยจะรีบจริงเลยมาดักกลางทางเลย”

มิรันตาจึงจอดรถฝั่งตรงข้ามแล้วเดินข้ามถนนเล็กๆ ไปยังรถคันนั้น พยายามจ้องมองไปข้างในทว่าฟิล์มที่ค่อนข้างมืดทำให้ไม่เห็นสิ่งใด เห็นป้าที่มาส่งข่าวเดินนำลิ่วไปเปิดประตูรถด้านหลัง ก้มหน้าไปสักพักก็หันมาบอกเธอ

“หนูรันขึ้นรถกลับไปกับลุงมีดีกว่า เดี๋ยวป้าเอารถนั่นกลับบ้านให้เอง”

มิรันตาคิดว่านั่นน่าจะทำให้เธอได้คุยกับลุงได้เร็วที่สุด จึงเดินไปยังประตูที่ยังเปิดอยู่ ป้าเองก็ยังยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนจะคอยปิดประตูให้ มิรันตามาเอะใจตอนขึ้นไปนั่งบนรถแล้วไม่เห็นใคร… ไม่เห็นใครเลยสักคนแม้กระทั่งคนขับ แต่ก่อนจะทันได้คิดสิ่งใด ความเจ็บแปลบที่เกิดขึ้นตรงต้นแขนก็ทำให้หันไปมอง สิ่งที่เห็นคือเข็มฉีดยาที่ยังปักคา แล้วพอมันโดนดึงออกมิรันตาก็รู้ทันทีว่าต้องหนีแต่ก็ทำได้เพียงแค่คิด เพราะเธอโดนผลักให้ลึกเข้าไปในรถ และคนผลักก็เข้ามานั่งเบียดพร้อมปิดประตู พอพยายามจะหนีลงอีกทางก็โดนอีกฝ่ายเข้ามาล็อกคอแล้วรั้งไว้ ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุด วินาทีนั้นมิรันตากระจ่างในสิ่งที่ดารัณพูดเมื่อกี้มากยิ่งขึ้น เธอไม่คิดว่าตัวเองจะโดนหลอก ไม่คิดไม่เคยระแวงระวังว่าจะมีใครมาหลอก สุดท้ายก็โดนหลอกเอาง่ายๆ นี่ถ้าเป็นละครเธอคงโดนคนดูด่าโง่เหมือนที่เธอด่าพระเอกเมื่อกี้นี้… ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา สติสัมปชัญญะของมิรันตาก็หลุดลอย

Don`t copy text!