Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 19 : บททดสอบ

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 19 : บททดสอบ

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 19 –

มันไม่ได้ยากเลย… หลายวันที่ผ่านมาดารัณก็ยังสบตามองหน้าอาศิราได้ตามปกติ คงต้องขอบคุณเขาที่ไม่ได้พูดถึงเรื่องรูปนั้นอีก และต้องขอบคุณเรื่องงานเพราะพอเธอเริ่มรู้สึกประดักประเดิดอาศิราก็จะคุยเรื่องงาน วันนี้ลูกค้าคู่ที่เธอมีส่วนร่วมในการช่วยจัดงานจะมาแล้ว อาศิราตื่นมาเตรียมตัวตั้งแต่ตีสี่อย่างเคย ส่วนดารัณมีนัดหมายกับทีมจัดสถานที่ตั้งแต่ตีสี่เช่นกัน ด้วยวันนี้บ่ายโมงครึ่งดารัณต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ ไปรับผ้าที่สนามบิน และไปคุยกับอินทราเรื่องงานปักผ้า ในตอนเกือบๆ สิบโมงงานเธอก็เสร็จเรียบร้อย อาบน้ำแต่งตัวออกมาก็สิบโมงครึ่งพอดี หยิบกระเป๋าข้าวของลงมาชั้นล่าง ศีลที่อุ้มศตายุอยู่ก็รีบบอก

“พี่เขารออยู่ในรถแล้ว”

ดารัณวิ่งเข้าไปกอดเอวศีล หอมแก้มศตายุฟอดใหญ่แล้วรีบวิ่งไปขึ้นรถ อดถามคนขับไม่ได้ “ว่างเหรอ”

อาศิราหันขวับมองหน้าดารัณ ถามย้อนทันที น้ำเสียงและสีหน้าเรียบเรื่อย “หาเรื่องเหรอ”

ดารัณงงไปครู่ ก่อนนึกได้ว่าจริง คำถามเธอฟังดูหาเรื่องจริงๆ จึงหัวเราะออกมา ก่อนถามใหม่ “ไปส่งรัณได้เหรอ ไม่ต้องเตรียมของเหรอ”

อาศิราออกรถ พลางตอบ “ไปได้ รีบไปรีบกลับ… ไปสอนเด็กอีกหรือเปล่า”

ดารัณปฏิเสธ “เปล่า รอบนี้กะไปเงียบๆ เพราะเดือนหน้าอาจารย์ขอคิวมาแล้ว”

อาศิราเลยถือโอกาสบอก “เดือนหน้าสิบห้าถึงสิบเจ็ดพี่มีลงไปสอนกรุงเทพฯ ถ้าสอนพร้อมกันก็ไปพร้อมกัน”

ดารัณเพียงส่งเสียงตอบรับ ไม่ได้ตอบอะไรมากไปกว่านั้น ทว่าหยิบโทรศัพท์มือถือตนขึ้นมาส่งข้อความหาอาจารย์ทันที ‘เดือนหน้ารัณว่างสิบห้าถึงสิบเจ็ดค่ะ อาจารย์ลงคิวได้เลย’

แหม ก็ไม่ได้อะไรมากนี่ ก็แค่เห็นว่าถ้าได้ไปสอนพร้อมกันเดินทางด้วยกันก็สะดวกดี เธอคิดแค่นั้นจริงๆ

“เครื่องขึ้นบ่ายครึ่งใช่ไหม”

“อื้อ”

“มีแมคแอนด์ชีส”

ดารัณหันขวับไปมองหลังรถทันที กวาดสายตาแป๊บเดียวก็เห็นกล่องใส่อาหารวางอยู่บนเบาะ หรี่ตามองมันเหมือนจะส่งสัญญาณให้ว่าเตรียมตัวไปด้วยกันนะจ๊ะ แต่หันมาถามอาศิราก่อนว่ามันคุ้มค่าพอจะหยิบหรือไม่ “ล็อบสเตอร์ไหม”

“ห้าสิบยูโร”

ดารัณค้อนไปหนึ่งดอก เอื้อมมือไปหยิบกล่องอาหารมาเปิดออก เห็นเนื้อสัตว์ปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเป็นล็อบสเตอร์แน่ บอกไป “ก็โอเค รัณได้จากพี่ศิราตั้งเจ็ดร้อย”

“เหลือห้าร้อยแปดสิบ”

ดารัณเพียงทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ แต่พอกลิ่นอาหารลอยเข้าจมูกทั้งที่ยังไม่ได้เอาเข้าใกล้ ยังไม่ได้ตั้งใจสูดดมอารมณ์ก็พลิกกลับฉับพลัน กลิ่นชีสกลิ่นเครื่องเทศบวกกับการเห็นสีเหลืองอมทองแต้มสีน้ำตาลเป็นหย่อมๆ นี่มันสวรรค์ชัดๆ ไม่อยากจะบอกว่าเหลือเชื่อเพราะมันก็น่าเชื่ออยู่ว่าอาศิราใช้เวลาช่วงเธออาบน้ำทำอาหารหน้าตาน่ากินกล่องนี้ให้ ดารัณปิดฝากล่องอาหารเพราะกลัวห้ามใจไม่ให้ตักกินตอนนี้ไม่ได้ รู้ว่าคนทำตั้งใจทำให้เป็นมื้อเที่ยง ให้กินระหว่างรอขึ้นเครื่องเพราะในสนามบินไม่มีร้านรวงให้เลือกมากนัก

จอดรถเทียบหน้าประตูสนามบินแล้ว อาศิราพูดประโยคหนึ่งแทนคำลา “ถ้าเปลี่ยนเวลากลับช่วยบอกด้วย”

ดารัณยิ้มขำ ยกมือขึ้นทำสัญลักษณ์โอเคให้เขา ก่อนชูกล่องอาหารขึ้นแล้วโค้งคำนับแทนคำขอบคุณแล้วหมุนตัวเข้าตัวอาคารไป เตือนตัวเองว่าถ้าไม่อยากโดนอาศิราบ่นอีกก็ควรบอกเขาถ้ามีการเลื่อนไฟลต์

แต่ดารัณไม่รู้ว่าครั้งนี้อาศิราก็ยังไม่ได้มารับเธอที่สนามบินแห่งนี้อยู่ดี…

อาศิราก็ไม่รู้เช่นกัน!

 

นั่นปริยฉัตร… นิธานเห็นตอนออกจากลิฟต์ พอแน่ใจว่าปริยฉัตรกำลังจะตรงมาทางนี้จึงรีบหลบเข้าประตูที่ใกล้ที่สุดก่อน ดีว่าชั้นนี้ทั้งชั้นครอบครัวเขาเช่าเหมาไว้เป็นสำนักงานของบริษัททั้งหลายในเครือ ไม่อย่างนั้นนิธานก็ไม่รู้จะยืนหลบเพื่อลอบดูปริยฉัตรได้อย่างไร… ทนาย เขาเห็นปริยฉัตรเดินเคียงไปกับทนายคนหนึ่ง ซึ่งก็คงไปส่งหน้าลิฟต์ ปริยฉัตรมาเป็นลูกค้าบริษัทกฎหมายหรือ

นิธานรอจนแน่ใจว่าปริยฉัตรจะลงไปแล้ว ทนายคนที่มาส่งเจ้าหล่อนกำลังเดินย้อนกลับไปจึงรีบเดินตาม  เมื่อถึงตัวก็รีบสะกิดเรียก พยักหน้ารับเมื่ออีกฝ่ายยกมือไหว้ เอ่ยถาม “คนเมื่อกี้มาทำอะไร”

คนถูกถามนิ่งงันและมีท่าทีลำบากใจซึ่งนิธานรู้ ปกติเขาไม่ถามอะไรที่จะเสี่ยงทำให้บริษัทเขาเสียหายแบบนี้ ความลับระหว่างลูกความกับทนายก็ควรเป็นสิ่งที่ทนายต้องเคารพ นิธานตัดสินใจล็อกแขนของอีกฝ่ายพาเข้าห้องน้ำชาย พอเห็นมีคนใช้งานอยู่ก็รอจนเหลือสองคนแล้วจึงเอาป้ายทำความสะอาดออกมาวางแล้วลงล็อกประตู กระซิบบอก “บอกมาให้หมด แล้วเราจะทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”

แน่ละ ความลับระหว่างลูกความกับทนายนั้นสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคืออาชีพทนายที่ต้องรักษาไว้ กับลูกชายเจ้าของบริษัทอย่างไรเสียก็ขัดไม่ได้ “มาปรึกษาเรื่องข้อตกลงเลี้ยงดูบุตรครับ แต่ก็… ยังงงๆ ว่าจะยังไงดี”

นิธานหรี่ตาลง พอเดาได้ว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเพื่อนตนแน่ จึงถามรายละเอียด “งงยังไง”

“ก็… เขาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับสามี แล้วก็จะเรียกร้องทรัพย์สิน แต่ไม่ได้อยากได้สิทธิเลี้ยงดูบุตรครับ”

คิดอยู่ครู่เดียวนิธานก็เข้าใจ เพราะคิดแล้วเทียบกับนิสัยของปริยฉัตรที่เคยรู้เห็นไปด้วย “จะขายลูกให้พ่อ”

ทนายหน้าเจื่อน ก่อนตอบเสียงแผ่ว “ทำนองนั้นครับ”

“เขาจะเอาอะไรบ้าง”

“เท่าที่ลิสต์มาก็เป็นที่ดิน รีสอร์ต แล้วก็บ้านที่ฝ่ายชายอาศัยอยู่ แล้วก็เงินสดก้อนหนึ่งครับ รวมๆ แล้วน่าจะหลายสิบล้านอยู่ เห็นว่าเป็นที่ดินติดทะเลด้วย”

ใช่อาศิราแน่… นิธานพยักหน้า กำชับหนักแน่น “ถ้าเรื่องนี้มีอะไรคืบหน้า โทรบอกผมด้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ ผมจะไม่บอกใคร แต่เคสนี้ผู้ชายเป็นเพื่อนสนิทผมเอง ผมต้องการรู้ทุกอย่าง อย่าให้เคสนี้หลุดไปที่อื่นด้วย โอเคนะ”

อีกฝ่ายพยักหน้ารับแล้ว นิธานจึงปลดล็อก เปิดประตูเอาป้ายทำความสะอาดมาเก็บแล้วเดินออกจากห้องน้ำไป รีบหยิบโทรศัพท์มาจะกดโทรหาอาศิรา ทว่ากลับชะงัก… เปลี่ยนใจโทรหาอินทราแทน ถามทันทีที่อีกฝั่งรับสาย “อิ๊ง แกรู้เรื่องศิรากับฉัตรไหม”

“ที่เลิกกันแล้วใช่ไหม ทำไมแกข่าวไวนักไอ้นาย”

นิธานนิ่งอึ้ง จริงอยู่ว่าเขาข่าวไว แต่ไม่ไวไปกว่าอินทราแน่ “ศิราบอกแกเหรอ”

“เปล่า ฉันรู้จากน้องรัณ นั่งคุยกันอยู่เนี่ย”

“คุย? ที่ไหน”

“บ้านฉัน น้องรัณมาทำงานพอดี ฉันถามถึงฉัตรเลยรู้เรื่อง เห็นรัณว่าตอนนี้ที่กลัวๆ กันอยู่คือฉัตรจะเอาลูกไปอยู่ด้วย แกเอ๊ย ถ้าฉัตรทำจริงศิรามันใจสลายแน่ มันรักลูกมันจะตาย”

“จะเอาไปได้ยังไง ก็เห็นอยู่ว่าฉัตรไม่เคยเลี้ยงลูกเลย ศิราเลี้ยงตลอด”

“อ้าว แก ศิรากับฉัตรไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ยังไงลูกก็เป็นของแม่เปล่าวะ”

นิธานเงียบไป แต่ได้ยินเสียงแว่วๆ มาจากฟากนั้น เดาออกว่าอินทราหันไปคุยกับใครสักคน แล้วค่อยหันมาคุยกับเขาต่อ

“เออ น้องรัณว่าถ้าสืบพยานจริงๆ ทำให้ศาลเห็นว่าแม่ไม่มีความสามารถในการเลี้ยงดูลูก หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ศาลอาจจะให้ลูกอยู่กับพ่อ”

นิธานหรี่ตาลง ก่อนตัดสินใจได้ในวินาทีนั้น “นัดน้องรัณกินข้าวเย็นกัน แกพาน้องไปเจอฉันที่วิชชิ่งวินด์นะ อีกประมาณชั่วโมงหนึ่งฉันน่าจะถึง”

“โอเค ฉันน่าจะถึงหลังแกนิดหน่อย”

“เจอกัน” วางสายแล้วนิธานก็เดินไปบริษัทกฎหมาย ตรงดิ่งไปยังโต๊ะของทนายคนที่ตนคุยด้วยเมื่อกี้นี้ กระซิบถาม “ถ้าเราทำให้ศาลเห็นว่าแม่ทำตัวไม่ดี ไม่น่าเลี้ยงลูกได้ ศาลจะยอมให้ลูกอยู่กับพ่อโดยไม่ต้องจ่ายเงินให้แม่ได้ไหม”

คนฟังหน้านิ่วอย่างครุ่นคิด ก่อนพยักหน้าช้าๆ แต่คำตอบค่อนไปทางไม่แน่ใจ “ต้องลองดูพยานหลักฐานแวดล้อมก่อนครับ แต่ถ้าพฤติกรรมแม่แย่จริง เช่น ติดยาเสพติด มีคดีอาญา ก็มีสิทธิ์จะขอให้ศาลสั่งให้พ่อเป็นฝ่ายดูแลลูกได้”

นิธานยิ้มกริ่มอย่างชอบใจ ตบบ่าคู่สนทนาพลางบอก “หาข้อมูลแนวๆ นี้ไว้ด้วยนะ อย่าลืมอัปเดตผมด้วย”

จากนั้นก็เดินออกจากห้องรีบตรงไปยังลิฟต์ โทรหาเลขานุการของตนเพื่อเลื่อนนัดหมายเซ็นเอกสาร หรือถ้ามีตัวไหนเร่งด่วนให้ส่งไปที่วิชชิ่งวินด์เฮ้าส์ ซึ่งเป็นร้านอาหารกึ่งผับที่เขาลงทุนโดยอาศิราอนุญาตให้ใช้ชื่อเดียวกับรีสอร์ต ให้สูตรอาหารกับเครื่องดื่มต่างๆ แถมยังมาช่วยฝึกพ่อครัวและพนักงานในครัวด้วยทุกปี นิธานตอบแทนด้วยการให้หุ้นอาศิราร้อยละสามสิบเปล่าๆ โดยไม่ต้องลงเงิน ปันผลกำไรให้ทุกปี เป็นร้านที่เขาเอาไว้รับรองหุ้นส่วนทางธุรกิจเพราะมีห้องส่วนตัวที่ไม่มีใครสามารถใช้งานได้นอกจากเขาคนเดียว เป็นร้านที่เขารักมากเพราะในความอึมครึมของความสัมพันธ์ร้านนี้คือสิ่งยืนยันหนักแน่นว่าอาศิรายังรักและเชื่อใจเขาอยู่ เพราะการให้หุ้นของเขาเป็นการให้แบบปากเปล่า ไม่มีเอกสารใดๆ รับรอง

พอถึงร้านนิธานก็เปิดห้องส่วนตัวซึ่งเป็นห้องเล็กๆ ในสวนด้านหลังตกแต่งแนวโมเดิร์นรัสติก  ของประดับชิ้นใหญ่ชิ้นเดียวที่มีคือเตาผิงที่ก่อขึ้นไปจรดเพดานจนเหมือนจริง โซฟาผ้าสีขาวตัวใหญ่วางโอบล้อมหีบไม้เนื้อหนาแข็งแรงซึ่งวางเพื่อใช้แทนโต๊ะ นิธานเปิดม่านรับแสงจนสว่างไปทั้งห้องด้วยผนังกระจกสามด้านแต่เพราะมันห้าโมงเย็นแล้วอีกไม่นานแสงอาทิตย์ก็หมดจึงเปิดไฟรอไว้เลย ตามด้วยการเปิดเครื่องปรับอากาศ ส่งข้อความไปถามอินทราว่าอยากกินอะไรบ้าง สั่งอาหารกับเครื่องดื่มรอ ระหว่างนั้นก็นั่งทบทวนเรื่องที่ตนรู้มาจากทนายกับที่รู้มาจากอินทรา นี่หมายความว่าอาศิรากับปริยฉัตรจะจบกันแล้วแน่ๆ เพราะถึงขั้นที่ปริยฉัตรมาหาทนายด้วยตัวเอง ดูแล้วคงกะฟันอาศิราหัวแบะแล้วเขี่ยทิ้ง… ว่าแต่ ทำไมล่ะ เขาคิดว่าปริยฉัตรจะเก็บอาศิราไว้เป็นรังตายยามเจ้าหล่อนแก่หง่อมใช้ความงามดูดทรัพย์สินจากผู้ชายคนอื่นไม่ได้แล้วเสียอีก ทำไมจู่ๆ จะถีบหัวส่งเพื่อนเขา ถึงจะเป็นเรื่องดีแต่ก็อดสงสัยไม่ได้

นิธานโบกมือว่อนเมื่อเห็นเพื่อนตนเดินมาผ่านผนังกระจก โบกมือให้ดารัณด้วย เมื่อสองสาวก้าวเข้ามาในห้องนิธานก็ต้องรับไหว้ดารัณก่อน แล้วจึงบอก “นั่งๆๆๆ นั่งด่วนเลย”

อินทราหัวเราะ หันไปถาม “ทำไม ต่อมเผือกสั่นระดับสิบเลยใช่ไหม”

“แหง… น้องรัณจำพี่ได้ใช่ไหม”

แน่นอนว่าดารัณยิ้มกว้าง ตอบทันที “จำได้ค่ะ ตอนพี่ศิราเรียนมหา’ลัย พี่นายก็ไปบ้านรัณบ่อยๆ แล้วเราก็เพิ่งเจอกันตอนทำบุญร้อยวันแม่”

อินทราช่วยเสริม “ระหว่างนั่งรถมานี่ฉันก็เม้าท์แกให้รัณฟังอีกนิดหน่อย ว่าตอนศิราตกลงกับฉัตรแกเฮิร์ตอย่างกับแอบรักศิรามัน”

“ไม่ได้แอบโว้ย” นิธานแย้งทันที “ฉันรักของฉันจริงจังแล้วก็เปิดเผย ถ้ามันเป็นผู้หญิงฉันขอแต่งงานไปนานแล้ว ดีขนาดนี้มันต้องเป็นแม่ของลูกเท่านั้น”

ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ดารัณถึงกับหัวเราะร่วนกับประโยคนั้นของนิธานขณะอินทราได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างขบขัน ก่อนดารัณจะหยุดหัวเราะเมื่อเห็นว่านิธานกำลังพิจารณาเธออย่างจริงจัง เมื่อได้สบตากันอีกครั้งนิธานก็บอกมา

“ตอนงานแม่พี่ก็ว่าน้องรัณดูเปลี่ยนไปเยอะ แต่เพิ่งได้พิจารณาจริงๆ ตอนนี้… เหมือนเป็นคนละคนกับน้องรัณตอนนั้นเลย”

ดารัณหัวเราะ รู้ว่าเขาพูดไปถึงเธอตอนเด็กที่ขี้อาย ขี้กลัวคนนั้น บอกติดตลก “ก็เปลี่ยนไปตามโลกแหละค่ะ หรือพี่นายอยากให้มีแบบพี่ศิราอีกคนคะ”

เท่านั้นทั้งวงก็หัวเราะร่วน นิธานโบกมือว่อนทันที “โอ๊ย พอเถอะ คนเดียวก็ปวดหัวจะแย่”

วงสนทนาเงียบลงเมื่ออาหารทยอยมาเสิร์ฟ ดารัณขอตัวไปห้องน้ำซึ่งอยู่มุมลับด้านหลังเตาผิง เปิดโอกาสให้นิธานหันมาถามอินทรา ไม่กลัวว่าดารัณจะได้ยินเพราะผนังใช้วัสดุที่ในห้องน้ำจะไม่ได้ยินเสียงข้างนอก และข้างนอกก็จะไม่ได้ยินเสียงจากในห้องน้ำเพื่อความสงบในการทำธุระส่วนตัว

“เด็กนี่กับศิรามีอะไรไหม”

อินทราพยักหน้าทันที “ฉันว่ามี ฉันไปรับรัณที่สนามบิน ศิราก็โทรเช็กว่ารัณถึงหรือยัง เท่าที่เผือกเหมือนโดนดุด้วยว่าทำไมถึงแล้วไม่โทรบอก”

นิธานหน้านิ่ว “แค่นั้นเอง ไม่เห็นมีอะไร”

“ส่งข้อความมากำชับทางฉันด้วยว่าให้พารัณกินข้าวเย็นตอนทุ่มนึง ห้ามทำงานเพลิน ห้ามเลต”

คราวนี้นิธานนิ่งเงียบ ดวงตากลอกไหวไปมา ที่สุดพอได้ยินเสียงดารัณเปิดประตูห้องน้ำก็รีบพูด “ฉันต้องทดสอบ”

อินทรากำลังจะถามว่าทดสอบอะไรทว่านิธานก็ลุกไปกดโทรศัพท์ภายในแล้วสั่งเครื่องดื่มที่ทำให้อินทรายิ่งงง พอนิธานกลับมานั่งที่ก็อ้าปากจะถาม แต่ดารัณก็กลับมานั่งรวมกลุ่มก่อน นิธานชักชวนสองสาวกินอาหาร ได้สักคำสองคำดารัณก็ถาม

“เห็นพี่อิ๊งว่าพี่นายอยากคุยกับรัณเรื่องพี่ศิรากับพี่ฉัตร”

นิธานพยักหน้า “พี่รู้มาว่าศิรากับฉัตรเลิกกันแล้ว”

ดารัณตอบรับ “ค่ะ อย่างที่พี่อิ๊งบอก ตอนนี้เหลือแค่รอว่าพี่ฉัตรจะยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับสิงห์ยังไง”

“รัณจะช่วยศิราสุดตัวใช่ไหม”

ดารัณกะพริบตาปริบกับคำถามนั้นของนิธาน เหลือบไปมองอินทรา หัวเราะนิดๆ ก่อนถาม “ยังสกรีนคนที่จะมาปิ๊งพี่ศิราอย่างดุเดือดอยู่อีกเหรอคะ”

อินทราหัวเราะ โบกมือไปมา “โอ๊ย พี่ไม่ยุ่งแล้ว บอกแล้วแค่ดูแลสามีกับลูกตัวเองก็เหนื่อยจะแย่”

นิธานบอกทันที “แต่ฉันยังโสดไง ฉันว่าง พี่แค่อยากรู้ว่ารัณจะทุ่มสุดตัวไหม ถ้าจะช่วยศิรา”

ดารัณส่ายหน้า “ไม่ค่ะ รัณจะช่วยเท่าที่จะช่วยได้ ทุ่มเทไหม ก็คงนิดหน่อย แต่ไม่ทุ่มสุดตัวหรอกค่ะ”

“กินแชมเปญกันไหม”

หืม… ดารัณเลิกคิ้วทำหน้างุนงง ยิ่งงงเข้าไปใหญ่เมื่อบริกรเดินเข้ามา ค่อยๆ วางแก้วแชมเปญลงเรียงราย เธอนับได้สิบห้าแก้ว ยิ่งงงไปใหญ่เมื่อนิธานบอก

“พี่มีข้อมูลว่าฉัตรต้องการอะไรบ้าง หนึ่งแก้วแลกข้อมูลหนึ่งอย่าง”

ดารัณยักไหล่ “ไม่เห็นต้องกินเลยค่ะ เดี๋ยวรัณก็รู้อยู่ดีตอนพี่ฉัตรส่งให้พี่ศิรา”

อินทราอมยิ้ม ขณะนิธานนิ่งไป มองดารัณด้วยมุมมองใหม่อีกครั้งกับวิธีรับมือเหตุการณ์นี้ ยื่นข้อเสนออีก

“พี่มีข้อมูลที่ทำให้ศิราได้สิงห์ไว้กับตัว โดยไม่ต้องเสียอะไรให้ฉัตรสักแดงเดียว”

“แล้วพี่นายจะไม่ช่วยพี่ศิราเหรอคะ”

“ไม่ ถ้ารัณไม่กิน… น่า แชมเปญจากแคว้นแชมเปญจริงๆ ไม่จกตา อร่อยออก”

ดารัณจ้องหน้านิธาน ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรจากเธอ แต่รู้สึกเหมือนกำลังถูกทดสอบความอดทน นี่ถ้าอินทราไม่ปูพื้นมาว่านิธานรักอาศิราขนาดไหนดารัณคงเอาแชมเปญสาดหน้าเขาไปแล้ว ดารัณส่งยิ้มให้นิธาน บอกกลับไป “รัณรู้วิธีที่จะทำให้พี่ศิราไม่เสียให้พี่ฉัตรสักแดงแล้วค่ะ ถ้าพี่นายอยากรู้ ก็ต้องกินเหมือนกัน”

อินทราพยายามจะไม่ขำเพื่อน รู้เลยว่านิธานไม่คิดว่าตัวเองจะถูกตอบโต้

“พี่มีข้อมูลเกี่ยวกับทนายที่ฉัตรใช้”

ดารัณเม้มปาก ที่สุดก็ยอมหยิบแชมเปญเทเข้าปาก นิธานเห็นดังนั้นก็ยิ้มแล้วบอกไป

“ทนายที่ฉัตรใช้ทำงานในบริษัทกฎหมายของบ้านพี่ พี่พอรู้ว่าฉัตรอยากได้อะไรจากศิราบ้าง”

ดารัณเดาได้ “ทรัพย์สินสังหาฯ และอสังหาฯ ใช่ไหมคะ… พี่ฉัตรไม่มีทางได้ไปค่ะ”

นิธานทำหน้าสงสัย เห็นดารัณเหลือบมองแก้วเครื่องดื่มสีสวยแล้วจำต้องหยิบมากรอกปากตัวเอง ฟังดารัณอธิบาย

“เพราะทุกอย่างเป็นชื่อรัณค่ะ แม่พี่ศิรายกเป็นมรดกให้รัณทั้งหมด”

นิธานถึงกับตบเข่าฉาด “แม่โคตรฉลาด… แต่ศิรามันก็ต้องมีเงินส่วนตัวของมันใช่ไหม”

“ก็… มีค่ะ แล้วก็มีบริษัทที่ถือเป็นทรัพย์สินได้”

นิธานส่ายหน้า มองดารัณแล้วเหลือบมองแก้วเครื่องดื่ม ดารัณหยิบเอาเข้าปากแล้วจึงบอกไป “ฉัตรเรียกร้องแค่ที่ดิน บ้าน รีสอร์ต ไม่ได้พูดถึงบริษัทของศิรา… แต่พี่จะดูรายละเอียดให้อีกที ถ้ามีพี่จะรีบส่งข่าว”

ดารัณพยักหน้า มีสีหน้าลังเล แต่เพราะความอยากรู้จึงทำให้ต้องถาม “แล้วที่บอกว่าพี่ศิราจะได้สิงห์ไว้แน่”

แน่นอนว่านิธานเหลือบมองแก้วเครื่องดื่ม ดารัณถอนใจเฮือกก่อนหยิบมากรอกปากรวดเดียวหมดไปอีกแก้ว

“พี่มีหลักฐานว่าฉัตรไม่ได้มีศิราคนเดียว”

ดารัณทำหน้าเซ็ง ส่ายหน้าเหมือนคำพูดนั้นของนิธานไม่ได้ช่วยอะไร แล้วพอนิธานทำหน้าอยากรู้ว่านั่นเป็นเพราะอะไร ดารัณก็เหลือบมองแก้วอีก พอเขากินแล้วดารัณจึงหยิบโทรศัพท์ตนออกมา เปิดรูปที่ตนถ่ายปริยฉัตรเดินกับผู้ชายคนอื่นให้นิธานดู ซึ่งพออินทราเห็นก็บอกทันที

“ฉันอยู่ในเหตุการณ์ด้วย”

“แค่รูปนั้นฉัตรอาจจะบอกว่าเป็นเพื่อนกันก็ได้ พี่มีอีก”

ดารัณชั่งใจ หยิบแชมเปญแก้วที่สี่เข้าปาก แล้วจึงได้ยินนิธานพูดช้า ชัด

“กรุ๊ป – ลับ”

ดารัณกับอินทราเบิกตากว้าง ดูท่าสนอกสนใจขึ้นมาพร้อมกัน ดารัณถามได้ก่อน “ยังไงคะ แบบมีรูปพร้อมคลิปเหรอ อนาจารหรือเปล่า แบบนั้นมันจะใช้ในศาลลำบากนะคะ”

นิธานส่ายหน้า บุ้ยปากไปทางแชมเปญอีก ดารัณถึงกับเหลือกตาอย่างหงุดหงิดไม่อยากไว้หน้าใครในตอนนี้ แต่ก็ยอมหยิบเครื่องดื่มเย็นๆ ที่พอกินแล้วกลับร้อนเสียเหลือเกินกรอกปากตัวเองอีก

“กรุ๊ปปาร์ตี้ เหล้า ยา เซ็กส์”

อินทราถามทันควัน “ไอ้นายยย แกยุ่งกับอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ”

“ไม่โว้ย” นิธานตอบกลับทันที “ฉันแค่โดนลากเข้าไปอยู่ในกรุ๊ป ไม่อยากกดออกเพราะขี้เกียจตอบคำถามว่าออกทำไมเพราะมันจะทำให้ฉันโดนเขม่น ลองฉันไปยุ่งกับอะไรแบบนั้นพ่อฆ่าฉันแน่… แล้วฉันชอบแบบไพรเวตมากกว่าด้วย”

อินทราเบ้ปากอย่างหมั่นไส้เพื่อน หันมองดารัณที่หน้าเริ่มแดงแล้วสงสาร แต่ตาค้างอย่างงงๆ เมื่อจู่ๆ ดารัณก็หยิบแชมเปญไปกินอีกแก้วหน้าตาเฉย ยื่นแก้วเปล่าไปทางนิธาน แล้วหยิบอีกแก้ว กิน แล้วยื่นแก้วเปล่ามาทางเธอ ตอนนี้เหมือนดารัณเอาดาบจ่อคอทั้งเธอกับนิธานแค่เปลี่ยนจากดาบเป็นแก้วแชมเปญ

“ถามค่ะ ต่อให้มีผู้หญิงคนอื่นเข้ามายุ่งกับพี่ศิรา พี่ๆ ก็จะกรองให้ใช่ไหมคะ”

อินทรากับนิธานมองหน้ากัน ก่อนเป็นอินทราที่ตอบได้ก่อน “พี่คงทำเท่าที่ทำได้แหละรัณ แต่คงไม่ถึงขนาดลงทุนไปตามสืบเหมือนคราวฉัตร บอกแล้ว พี่มีครอบครัวตัวเองต้องดูแล”

นิธานตอบบ้าง “พี่ทำ ถ้าจำเป็นก็จะจ้างนักสืบสืบประวัติผู้หญิงด้วย พี่ไม่อยากให้ศิราเป็นแบบที่เขาชอบพูดกัน…”

ดารัณคว้าแก้วแชมเปญมากินเองแล้วทีนี้ เอ่ยถาม “ยังไง”

“ผู้ชายดีๆ มักเสร็จผู้หญิงร้ายๆ”

ดารัณหัวเราะหึ พึมพำ “ดูซิ ทำเดือดร้อนกันไปหมด ผีบ้าผีบอจริงๆ”

นิธานกับอินทราหันมองหน้ากัน สื่อสารได้ใจความตรงกันว่า ‘เมา’ แล้วแน่นอน ซึ่งก็ใช่ มันมีเหตุผลที่นิธานเลือกแชมเปญ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสำหรับเขาแล้วแชมเปญเมาเร็วที่สุด อาจเพราะกินง่ายกว่าบรรดาเหล้าแรงๆ ชนิดอื่นๆ อย่างถ้าเขาใช้เตกีล่า แค่แก้วที่สามดารัณก็อาจไม่ยอมกินแล้วเพราะบาดคอ นิธานเองกินแชมเปญไปไม่กี่แก้วตอนนี้ยังต้องรีบกินน้ำเปล่าตาม หันไปมองอีกทีดารัณก็เอนนอนลงไปกับโซฟาแล้ว แต่ยังมีสติเพราะหญิงสาวกดโทรศัพท์โทรหาใครบางคน บอกทันทีที่อีกฝั่งรับสาย

“ช่วยด้วย รัณถูกเพื่อนพี่ศิรามอมเหล้า”

อินทราถึงกับตาเหลือกพอรู้ว่าดารัณฟ้องอาศิรา ขณะนิธานใช้โทรศัพท์ของตัวเองวิดีโอคอลล์ไปหาอาศิราซึ่งก็เป็นสิ่งที่เขาตั้งใจทำอยู่แล้วรอแค่ดารัณทรุดนี่แหละ ไม่ลืมบอกอินทรา

“แกอยู่เงียบๆ นะ ทำเหมือนฉันอยู่กับรัณสองคน”

พออาศิรากดรับ นิธานได้เห็นบางอย่างแล้วอดหัวเราะไม่ได้ “เฮ้ย หมวกสวย” แล้วต้องหุบยิ้มทันทีเมื่ออาศิราถอดหมวกเหวี่ยงไปอีกทางด้วยหน้าตาบอกบุญไม่รับ เอ่ยถามทันที

“อยู่กับรัณเหรอ”

นิธานพยักหน้า สีหน้าท่าทางไม่รู้สึกอะไรเหมือนไม่ใช่เรื่องแปลกตรงไหนที่เขาจะอยู่กับดารัณทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเพิ่งโทรไปฟ้องอาศิราว่าถูกมอมเหล้า ก่อนกดกลับกล้องแล้วส่องไปทางดารัณที่ฟุบหมอบไปแล้ว

อาศิราถามทันที “ปลุกรัณทีได้ไหม”

นิธานลุกไปเขย่าตัวดารัณ หญิงสาวไม่หือไม่อือจึงดึงให้ลุกขึ้นนั่งแล้วตัวเองก็นั่งลงไปข้างๆ ผลคือดารัณเอนตัวมาซบนิธานซึ่งหันกล้องกลับมาให้อาศิราเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น… นิธานรู้เลยว่าเพื่อนโกรธ เลยยกมือขึ้นลูบหัวดารัณให้ดูเสียเลย แถมพูดอีก “ผู้หญิงเมานี่มันน่ารักจริงๆ นะ แกว่าไหม”

“วิชชิ่งวินด์เฮ้าส์ใช่ไหม”

นิธานพยักหน้า แล้วอาศิราก็วางสายไปทันที… นิธานดันหัวดารัณออกจากไหล่ตนให้เอนนอนไปอย่างเดิมดูไม่ได้ใส่ใจนัก หันไปมองหน้าอินทรา เอ่ยถาม “ไฟลต์สุดท้ายจากบ้านศิรามากรุงเทพฯ กี่โมง”

อินทราหาข้อมูลอยู่พักก็บอกได้ “ทุ่มครึ่ง”

นิธานดูนาฬิกา หกโมงกว่า… มุมปากยกขึ้นคล้ายจะยิ้ม หันไปคุยกับอินทรา “มันมาแน่ พนันกันไหมล่ะ”

แน่นอนว่าคนโดนท้าส่ายหน้า ก่อนบอก “เหตุผลเดียวที่ศิราจะไม่มาคือไปสนามบินไม่ทันไฟลต์ทุ่มครึ่ง… ที่ว่าจะทดสอบ แกจะทดสอบใครกันแน่”

นิธานหัวเราะ “ทั้งคู่แหละ ฉันไม่อยากให้ศิราได้แฟนเป็นคนดีเกินไป จะยิ่งโดนเอาเปรียบ… ฉันว่ารัณเหมาะดี แล้วฉันก็อยากรู้ด้วยว่าศิราคิดยังไงกับรัณกันแน่”

“แล้วจากที่เห็นแกคิดว่าไง”

“รอดูแล้วกันว่าศิราจะมาถึงที่นี่กี่โมง”

อินทราตอบทันที “ฉันว่าไม่เกินห้าทุ่ม พนันกันไหมล่ะ”

นิธานก็คิดแบบนั้นแหละ เพราะฉะนั้นเขาไม่พนันเด็ดขาด!

ในเวลาสี่ทุ่มสี่สิบห้านาที อาศิราที่ยังอยู่ในชุดเชฟก็มายืนเท้าสะเอวอยู่ต่อหน้านิธาน แต่ความโมโหลดลงเมื่อเห็นว่าอินทราอยู่ด้วย ซึ่งอีกฝ่ายก็บอกลาทันที

“ศิรา ฉันกลับก่อนนะ นี่ให้พ่อช่วยดูลูกไม่รู้พากันนอนหรือพากันเล่น”

อาศิราพยักหน้า ไม่ลืมบอก “ขอบใจนะที่อยู่เป็นเพื่อนรัณ”

อินทราหัวเราะ “ฉันก็ไม่ไว้ใจไอ้นายเหมือนกันแหละ”

นิธานหยิบกล่องทิชชู่ปาใส่หลังอินทรา ซึ่งหัวเราะคิกคักแล้วรีบเดินออกจากห้องไป หันไปส่งยิ้มยียวนให้อาศิราที่ถามมา

“กินอะไรกัน”

“แชมเปญ รัณซัดรวดเดียวแปดแก้ว”

อาศิราตาโต หันขวับมองดารัณแล้วอยากไปเขย่าคอปลุกมาคุยกันว่ากินเข้าไปได้ยังไงขนาดนั้น แถมรวดเดียวด้วย แชมเปญเป็นเครื่องดื่มที่เมาง่ายอยู่แล้ว ทำไมถึงได้ประมาทขนาดนี้ ชายหนุ่มเข้าไปเขย่าแขนดารัณ เห็นนิ่งเกินไปแล้วใจไม่ดีต้องจับหน้าดูว่ายังหายใจอยู่หรือเปล่า เห็นหญิงสาวขยับหน้าหนีมือเขาอย่างรำคาญแล้วเบาใจได้นิด หันไปมองเพื่อนที่นั่งไขว่ห้างกระดิกเท้ามองมาอยู่แล้วให้หงุดหงิด เรียกเพื่อนเสียงต่ำ “ไอ้นาย”

นิธานยิ้ม เอ่ยถาม “กินไรยัง สั่งอาหารไหม… สั่งเผื่อน้องรัณด้วยก็ดีนะ ฟุบไปตั้งแต่ตอนนั้น ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย”

ว่าแล้วนิธานก็หันไปทางที่รู้ว่าจะมีพนักงานยืนรออยู่ ยกมือเรียก ครู่เดียวอาศิราก็ได้สั่งเมนูอาหารไปเพราะไม่เห็นประโยชน์จะดึงดัน เขาเองก็ยังไม่ได้กินข้าวเย็น ตอนนี้เริ่มหิวแล้วด้วย หลังบริกรออกไปแล้วอาศิราก็ถามทันที

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมรัณกินเหล้าหนัก”

“ฮื่อ ไม่ใช่เหล้า แชมเปญ”

“ไอ้นาย…”

พอเสียงเรียกชื่อนั้นต่ำลงอีกนิธานก็หัวเราะ บอกไป “คุยกันเพลินไปหน่อย… น้องรัณคุยสนุกดี”

อาศิรายังจ้องหน้าเพื่อนอีกพักใหญ่ แต่นิธานก็หาได้รู้ร้อนรู้หนาวไม่ กระทั่งอาหารที่อาศิราสั่งมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว นิธานจึงฝากให้พนักงานเคลียร์โต๊ะจนเหลือแต่อาหารชุดใหม่ด้วย จากนั้นลุกขึ้นปิดม่านรอบห้อง ตบๆ โซฟาที่ตัวเองนั่ง ไปเปิดตู้ที่ซ่อนอยู่ด้านหลังเตาผิง หยิบหมอนกับผ้าห่มที่มีเก็บไว้ออกมาวางบนโซฟาแล้วบอก

“ตามสบายนะ คืนนี้มึงค้างห้องนี้แหละ ใช้ของอะไรได้ตามสบาย เสื้อผ้ากูมีเก็บไว้ในตู้”

อาศิราไม่ค้าน เพราะรู้ว่านี่สะดวกที่สุดแล้ว ห้องนี้เขาเคยมาค้างกับเพื่อนๆ บ้างทุกอย่างสะดวกสบายดี ห้องน้ำห้องท่าพร้อมสรรพ เสียงดนตรีจากข้างนอกเข้ามาได้เพียงแว่วๆ อีกอย่างดนตรีที่นี่เน้นเล่นเป็นแจ๊สหรือไม่ก็อะคูสติกสบายๆ จึงไม่รบกวนการนอนเท่าไรนัก

“พรุ่งนี้กลับกี่โมง”

อาศิรายึดเวลากลับเดิมของดารัณไปก่อน เพราะไม่รู้ว่าหญิงสาวมีงานอะไรที่วางแผนไว้ไหม “ไฟลต์ห้าโมงเย็น”

“โอเค พรุ่งนี้ตื่นแล้วก็โทรมาแล้วกัน เดี๋ยวกูบริการขับรถให้ทั้งวันเลย”

อาศิราพยักหน้ารับ มองหน้าเพื่อนที่ตอนนี้รอยยิ้มเริ่มกลายเป็นรอยยิ้มประจบแล้ว แล้วยังถามมา

“ไม่โกรธแล้วนะ”

อาศิราตอบกลับทันที “ยังโกรธอยู่”

ทำไมจะไม่โกรธ วันนี้เขาตื่นตีสี่ เตรียมของเตรียมงาน รับเอ็ดดี้กับแลมเบิร์ตที่มาตอนสี่โมงเย็น ใกล้ๆ หกโมงทำอาหารเสร็จแทนที่จะได้อยู่พูดคุยด้วยกลับคุยได้แค่แป๊บเดียวดารัณก็โทรมาบอกเรื่องที่ทำให้เขาใจหายวับจนต้องรีบลาทั้งคู่ รีบกลับบ้านเร่งให้พ่อกับสมหวังนั่งรถไปด้วยกันเพื่อไปสนามบินโดยที่เขาเป็นคนขับเองระหว่างนั้นก็โทรจองตั๋วเสื้อผ้งเสื้อผ้าไม่ได้เก็บ ลูกอยู่กับผิวก็ยังไม่ได้ลา จำได้ว่าระหว่างทางพ่อพูดคำว่า ‘เบาหน่อยลูก’ ไปสี่รอบกว่าจะถึงสนามบิน แล้วยังต้องรีบวิ่งไปเช็กอินซึ่งทันอย่างเฉียดฉิว โชคดีแค่ไหนที่สนามบินจังหวัดบ้านเขาเป็นสนามบินเล็กๆ ใช้เวลาไม่เกินสิบห้านาทีเขาก็ได้เข้ามานั่งรอขึ้นเครื่องด้านใน หย่อนก้นยังไม่ทันจะแตะเก้าอี้ไฟลต์เขาก็เรียกขึ้นเครื่อง แล้วตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้กินข้าว

นิธานเองมองหน้าเพื่อนแล้วพอเดาได้ว่าเพื่อนต้องวายป่วงแค่ไหนถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ แต่จะสำนึกก็หาไม่ กลับยังยิ้มอยู่ โบกมือแล้วบอกง่ายๆ “งั้นพรุ่งนี้มาง้อใหม่… ล็อกห้องด้วยล่ะ แม่บ้านจะเข้ามาทำตอนหกโมงเช้า แต่ถ้าห้องล็อกเขาจะไม่ยุ่ง”

แล้วก็เดินออกจากห้องไปให้อาศิราได้แต่ส่ายหน้า ครู่หนึ่งก็ยิ้มได้เพราะว่าไปเมื่อกี้นี้มันเหมือนเดิมทุกอย่าง… เหมือนเดิมกับตอนที่เขากับนิธานยังสนิทสนมกันโดยไม่มีเรื่องปริยฉัตรให้หมองใจ อาศิราเดินไปล็อกห้องแล้วเดินกลับมายืนมองดารัณที่ยังนอนแน่นิ่งอยู่ ครู่เดียวก็ถอนใจเฮือกใหญ่ กดโทรศัพท์หาพ่อเพราะท่านกำชับไว้หลังเขาโทรบอกตอนถึงกรุงเทพฯ ให้เขาโทรไปบอกอีกทีตอนเจอดารัณ แน่ใจว่าพ่อยังรออยู่ พร้อมกันนั้นก็เดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กนำไปชุบน้ำ บอกเมื่อพ่อรับสาย “เจอตัวเรียบร้อย น็อกแบบไร้สติไปเลย”

แต่พอพ่อส่งเสียงอย่างตกใจก็รีบบอก “แต่ไม่มีอะไรพ่อ มีอิ๊งอยู่ด้วย ไม่ได้อยู่กับนายสองคน”

อาศิราได้ยินเสียงพ่อหัวเราะหึ บอกข้อสันนิษฐานที่ทำให้อาศิราหัวเราะได้ไปด้วย

“เหมือนเพื่อนอยากหลอกลูกให้ไปหา นี่รัณเมาจริงหรือแกล้ง”

“เมาจริง ไม่ตื่นไม่หือไม่อือ ตอนแรกนิ่งจนลูกกลัวว่าจะต้องหามส่งโรงพยาบาล… สิงห์หลับแล้วใช่ไหมพ่อ”

“หลับแล้ว ไม่ต้องห่วง เอ็ดดี้กับแลมเบิร์ตก็เข้าที่พักเรียบร้อย ปิ๊งดูแลต่ออย่างดี ลูกไปดูน้องเถอะ”

อาศิราตอบรับแล้ววางสาย เริ่มต้นเช็ดหน้าเช็ดตาให้ดารัณ เสร็จแล้วพับผ้าขนหนูเป็นสี่เหลี่ยมวางพาดไปบนหน้าผาก ถอดรองเท้ากับเข็มขัดให้ เขาทำได้เท่านี้แหละ ดังนั้นอาศิราจึงไปจัดการตัวเองบ้างโดยเริ่มจากกินข้าวให้อิ่มหนำ ระหว่างรอเวลาเพื่อจะได้ไปอาบน้ำ อาศิราก็เปิดกระเป๋าถือของดารัณ เห็นกระเป๋าใบเล็กเดาได้ว่าเป็นกระเป๋าเครื่องสำอางจึงหยิบมาเปิดดู หยิบลิปสติกออกมา หยิบของที่รูปร่างคล้ายดินสอขึ้นมาอ่านแล้วรู้ว่าเป็นที่เขียนคิ้วก็เอาออกมาวาง ขยับไปนั่งบนพื้นตรงหน้าดารัณเพื่อให้เห็นเป้าหมายชัดๆ แล้วเริ่มลงมือเขียนคิ้วให้ ทาลิปสติกให้อย่างตั้งอกตั้งใจ

หลังอาบน้ำจนสดชื่นดีแล้ว อารมณ์ขุ่นข้องทั้งหมดเลือนหาย รู้ว่าดารัณไม่ได้อยู่ในอันตราย อาศิราก็เริ่มง่วง และเขาไม่ฝืนตัวเองจึงเดินไปห่มผ้าให้ดารัณแล้วกลับมานอนบนโซฟาอีกตัว หลับใหลลงไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม…

อยากรู้นักว่าพรุ่งนี้ดารัณเห็นหน้าตัวเองแล้วจะโวยวายหนักหนาแค่ไหน แล้วเขาจะซัดกลับให้หนักกว่า คอยดู!

Don`t copy text!