สายลมตะวันออก บทที่ 1 : ดรีม วอล์กเกอร์

สายลมตะวันออก บทที่ 1 : ดรีม วอล์กเกอร์

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ผมลืมตาตื่น

ความเงียบซุกไซ้ริมใบหู ชำเลืองมองรอบๆ พบเพียงภาพสลัวราง ไร้กลิ่นดอกไม้หอมจากเรือนกายสตรีนางใด

นี่ผมอยู่ที่ไหน

ในภาพฝัน หรือความจริง

ผมนอนนิ่งบนเตียงอันว่างเปล่า ปล่อยให้ควันขุ่นที่ฟุ้งในสมองค่อยๆ สลาย อากาศเย็นๆ จับผิว รู้สึกว่านัยน์ตาแห้ง แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคให้เริ่มเห็นว่าในแสงสลัวตรงหน้า คือเพดานห้องพักของตนเอง ดวงไฟฝังเพดานไม่ได้ถูกใช้งาน หันมองยังม่านที่กางปิดบานหน้าต่าง เช้าวันใหม่เดินทางมาถึงแล้ว

ใช้เวลาอีกครู่ รอคอยแรงเฉื่อยจากนิทราจางลง จึงเริ่มเข้าใจว่า ผมเพิ่งหลุดจากภาพฝัน

หวนทบทวนประสบการณ์ที่พานพบจากโลกจินตนาการในหัวสมอง

เธอคือใครกันหนอ หญิงสาวแรกรุ่นในเครื่องแต่งกายแบบชาวหัวเมืองเหนือในอดีต ไม่เห็นใบหน้าหล่อนชัดนัก แสงในภาพฝันสลัวเกินไป แต่ไม่ทราบว่าเหตุผลใด ผมสัมผัสได้ว่าหล่อนโศกเศร้า นัยน์ตาคลอไปด้วยน้ำใสทั้งที่มองไม่เห็น

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นเธอ ผมแน่ใจว่าไม่เคยพบหน้า หรือเคยรู้จักพูดจากันมาก่อน แต่ในความรู้สึกลึกๆ กลับคุ้นเคย

เธอมีตัวตนไหม มีชีวิตจริงๆ เคยเดินอยู่ในโลกนี้หรือเปล่า

หรือเป็นเพียงภาพจากส่วนหนึ่งส่วนใดของสมอง เก็บสะสมประสบการณ์ผู้คนที่เคยเดินผ่านในคอนโด เดินสวนกันบนรถไฟฟ้า เจอหน้ากันในตลาด หรือร้านค้าข้างทาง ระคนด้วยจินตนาการจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ผมอ่านอยู่เป็นนิตย์ จนกลายเป็นภาพฝันไร้สาระ

ผมดันตัวลุกขึ้นนั่ง ยกมือลูบหน้า สูดหายใจลึก สติค่อยๆ กลับคืนมาทีละน้อย ที่จริงในใจยังปรารถนาล้มตัวนอนลง ซุกใต้ผ้าห่มให้อุ่นสบายอีกสักชั่วโมงสองชั่วโมง หากแต่คำกำชับไว้มั่นเหมาะอย่างไม่ยอมให้มีคำโต้แย้ง คอยกระทุ้งหัวสมองว่า ผมจำต้องบันทึกความฝันทันทีที่ตื่นลืมตา อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลย หรือเผลอไผลนอนต่อ หรือกระทั่งลุกขึ้นล้างหน้า อาบน้ำ ทำกิจกรรมอื่นใด เนื่องจากเป็นไปได้สูงว่า  ความฝันที่เกิดขึ้นจะถูกลืมเลือน ความทรงจำเมื่อคืนจะเริ่มร่อยหรอลงทีละน้อย มลายหายไปกับภาพใหม่แห่งวัน จนพลาดข้อมูลสำคัญไปได้

การที่ภาพความฝันถูกบันทึกอยู่ในสมองส่วนความทรงจำชั่วคราว แต่ละนาทีที่ผ่านไป ย่อมเท่ากับภาพฝันถูกขจัดลงไปด้วย นักวิทยาศาสตร์ที่ผมร่วมงานด้วยบอกไว้อย่างนั้น

แกกำชับข้อปฏิบัตินี้ราวกับคำเตือนให้เดินอยู่ในเส้นทางกลางสนามทุ่นระเบิด

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากยากเข็ญนี่

ผมขยับตัว พิงหลังกับพนักเตียง เอื้อมเปิดโคมไฟหัวเตียง กวาดมือหยิบสมุดบันทึกเล็กๆ และปากกา จากนั้นเริ่มต้นบันทึก

ผมพยายามบอกเล่า ให้รายละเอียดทุกเรื่อง ทุกมุม ทุกฉาก จากทุกประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน หากนึกได้ จำต้องบอกเล่าอย่างเคร่งครัด ไม่มีเรื่องยิบย่อย หรือไร้แก่นสารเกินไป ทุกเรื่อง ทุกภาพ ทุกส่วนประกอบไม่อาจยินยอมให้ถูกละเลยก้าวข้าม

ทุกอย่างที่รับรู้ มีผลต่อการวิจัย นั่นเป็นคำที่ผมได้รับการบอก

ผมไม่รู้หรอกว่ามีความสำคัญแค่ไหน ความฝันของผมมีผลต่อการค้นพบใหม่ทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ มันเกินกว่าความสามารถการประมวลความเข้าใจของผม แต่ผมก็ไม่ใช่ผู้ปรารถนาเข้าใจทุกปรากฏการณ์ ดังนั้นเมื่อได้รับการบอกกล่าวอย่างไรมา ก็ไร้ประโยชน์ที่จะคัดค้านขัดขืน หรือพยายามหาเหตุผลที่มาที่ไปจนเกินเหตุ ผมทำตามโดยดุษณี

หลังบันทึกเสร็จ ผมโยนสมุดโน้ตและปากกาลงบนโต๊ะหัวเตียง ลุกขึ้นยืน บิดตัวยืดเส้นซ้ายทีขวาทีสองสามครั้ง แล้วหยิบผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า เปลื้องผ้า ปล่อยตัวเองชโลมด้วยสายน้ำอุ่นจากฝักบัวอยู่ยาวนาน หลังจากนั้น เดินมาหน้าอ่างล้างหน้า ไออุ่นจากเครื่องทำน้ำร้อนยังคลุ้งอยู่ ก่อไอน้ำจับผิวหน้ากระจกเงา ผมยกมือเช็ด

คนในกระจกแม้ไม่ใช่ชายวัยสามสิบเศษที่ดึงดูดสายตาสาวน้อยใหญ่ แต่หลายคนที่สนิทสนมมักบอกว่าผมเหมาะกับบุคลิกนิ่งๆ เงียบๆ เหมือนพวกนักคิด ในหัวสมองใต้ผมทรงสกินเฮดอาจกำลังซุกซ่อนเล่ห์กลแผนแยบยลสำหรับก่อการอะไรสักอย่าง

ผมว่าพวกนั้นพูดเกินจริงไปมาก ในหัวผมไม่มีอะไรแปลกแตกต่างไปจากมนุษย์โลกทั่วไป ปกติสามัญ ด้วยส่วนสูงร้อยเจ็ดสิบ ผิวออกขาวเหลือง มีมัดกล้ามอยู่ตามสมควร เกลียดคณิตศาสตร์ แต่ชอบหนังไซไฟ ไม่ใช่ลักษณะนิสัยที่แปลกพิเศษกว่าคนรอบตัว การเตะฟุตบอลจนเคยเป็นนักฟุตบอลโรงเรียน อาจมีส่วนให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นผลให้สามารถสวาปามอาหารได้ตามลิ้นปรารถนาโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความอ้วน นั่นความพิเศษเพียงอย่างเดียวของผม

ผมเลิกจากการสำรวจตัวเอง ออกมาแต่งตัว ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา ผมอยู่ในครัว จัดการกับเครื่องชงกาแฟ แม้เป็นเครื่องรุ่นเก่า แต่ถือว่าใช้การได้ดี

เวลาผ่านไปไม่นาน เครื่องชงก็ส่งกาแฟหอมกรุ่นออกมาให้ผม ไม่ต้องเลิศหรู มีฟอง เขียนเป็นรูปใบเมเปิลบนผิวหน้า แต่กลิ่นหอมกรุ่นและรสชาติตามคุณสมบัติชนิดพันธุ์กาแฟ ก็เพียงพอแล้วสำหรับผม

ผมหลงใหลกลิ่นกาแฟ บางทีอาจมากกว่ารสชาติยามสัมผัสลิ้นเสียด้วยซ้ำ อโรมาแห่งเครื่องดื่มชนิดนี้ เป็นที่ถูกใจของทั่วโลก เหมือนมนตร์ให้หลงเคลิบเคลิ้ม ราวน้ำหอมดอกฟรีเซีย บนร่างสตรีแรกรุ่น แต่ละชนิดแต่ละพันธุ์มีกลิ่นหอมเฉพาะตน สร้างความพอใจราวกับสตรีหลากหลายแบบ บ้างเรียบร้อย บ้างเป็นหญิงเก่ง หรือสาวห้าว

หากมีโอกาส ผมสมควรเปิดร้านกาแฟ ผมน่าจะลอง ร้านกาแฟขายเฉพาะลูกค้าที่ประสงค์สูดกลิ่นเท่านั้น คนหลงใหลกลิ่นกาแฟ ต่อแถวเพื่อสูดกลิ่นกาแฟตามที่ตนต้องการก่อนไปทำงาน เรื่องราวน่าสนใจ แต่จะเป็นไปได้หรือ คงไม่ จะมีใครกันเข้าร้านมาเพื่อสูดแต่กลิ่นกาแฟกันเล่า คิดให้ดี ผมรู้ตัวเองว่าไร้ความสามารถทางการค้า ปราศจากกระบวนการในสมองเชิงธุรกิจ นอกจากนี้ผมยังไร้จิตใจบริการ ไม่ยินยอมก้มหน้าฝืนยิ้มกับความงี่เง่าน่ารำคาญของลูกค้า หากลงมือทำ ย่อมเท่ากับเอาเงินไปผลาญด้วยเพลิงความกระสันอยาก

ผมละความฟุ้งซ่านทางธุรกิจ ถือถ้วยกาแฟสีขาวล้วนออกจากครัวร้อมไส้กรอกชีส ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เคยคิดว่าบางทียามเช้า หากมีไข่ลวก หรือแฮม ขนมปังปิ้งอีกสักหน่อยน่าจะดี แต่สุดท้าย ผมไม่อยากใช้เวลาไปกับการปิ้งขนมปังและลวกไข่ ทีจริงอาจใช้เวลาไม่นานไปกว่าเอาไส้กรอกใส่เตา แต่สมองบอกล่าวสู่ตัวผมว่า ทำหลายอย่างเท่ากับมีภาระเพิ่ม

ผมถืออาหารเช้าไปยังโต๊ะนอกระเบียง

ทิวทัศน์และอากาศซึ่งผมคาดเดาเอาอย่างไร้ข้อมูลว่า สะอาดกว่าเบื้องล่าง ทำให้ตรงนี้เป็นมุมโปรดของผม สำหรับคนที่พำนักบนอาคารสูงมาเนิ่นนานอาจเป็นภาพปกติ พบเห็นจนชินตา แต่สำหรับมือใหม่ทางการอาศัยในอสังหาริมทรัพย์ราคาสูง วิวของมหานครกรุงเทพจากชั้น 16 ถือเป็นความแปลกใหม่ ตึกรามริมสายน้ำเจ้าพระยา ผุดตั้งกระจายประหนึ่งถูกระบายไร้กฎเกณฑ์ สายน้ำสีเขียวเคลื่อนกาย ราวงูใหญ่ที่แผ่นหลังประดับอัญมณีส่งประกายวิบวับ รถไฟฟ้าสีขาวน้ำเงินคืบคลานเชื่องช้าแต่สม่ำเสมอ ไม่เร่งเร็ว หรือเอื่อยเฉื่อย รถยนต์ต่อกันเป็นแถว ผู้คนตัวเล็กจิ๋วจนแทบกลายเป็นเศษฝุ่นผง

ห้องพักของผมไม่ถือว่าหรูหราระดับไฮเอนด์ แต่ก็ไม่ซอมซ่อเล็กเป็นรูหนูอย่างหอพักสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ห้องขนาดสามสิบห้าตารางเมตร หนึ่งห้องนอน มีโถงรับแขก ห้องครัวแยกส่วน หรูหราเกินกว่าเคยคาดว่าจะมีได้ หากไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้รับหลังจากแม่ซึ่งเป็นญาติคนสุดท้ายเสียชีวิตลง งาน นักเขียนประจำคอลัมน์สารคดีประวัติศาสตร์ในนิตยสารระดับกลางสุ่มเสี่ยงปิดตัวในไม่ช้า คงยากจะหาที่อยู่อย่างนี้ได้

แต่ถึงอย่างนั้น ใช่ว่าเงินมรดก เป็นเงินทองมากมายจนสามารถนอนใจ อยู่สุขสบายทั้งชาติ

ผมลุกไปหยิบคอมพิวเตอร์แล็บท็อปจากโต๊ะทำงาน ใช้เวลาระหว่างเครื่องเริ่มทำงาน ไปกับกลิ่นละมุนและรสขมกลมกล่อมของเครื่องดื่ม เพิ่มเติมด้วยไส้กรอกสองชิ้น แม้เคยอ่านข่าวว่า ไส้กรอกและผลิตภัณฑ์จำพวกเดียวกันนี้ ประกอบไปด้วยสารก่อมะเร็งมากมายก่ายกอง ทั้งยังมีเกลือปริมาณสูง สาเหตุของโรคไต จึงฟังดูสุ่มเสี่ยงเป็นผลร้ายต่อสุขภาพ ผมเชื่อข้อมูลเหล่านั้น เห็นพ้องด้วยว่าต้องระวัง แต่ความปรารถนาลิ้มรสชาติกระตุ้นเซลล์สมองส่วนความพึงพอใจ และการซื้อหาง่าย ทำให้มันยังถูกจับใส่ท้องทุกๆ เช้า ผมเดาเอาว่าหลายคนเป็นเหมือนกับผม หากไม่เกิดผลร้าย โรคภัยก่อตัวจนล้มป่วย ก็ไร้ความมุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงตนเอง

เมื่อเครื่องแล็บท็อปพร้อมใช้ ผมเริ่มต้นพิมพ์เรื่องราวความฝันจากสมุดโน้ต ตกแต่งคำให้เข้าใจง่าย ตรงความหมาย ตรวจอีกครั้งเมื่อแล้วเสร็จ จากนั้นบันทึกไฟล์ เปิดเข้าอีเม เพื่อส่งบันทึกดังกล่าวไปยังปลายทาง

ในกล่องข้อความมีจดหมายใหม่ส่งมา เป็นจดหมายจากผู้กำชับกำชาผมให้แหกตาตื่นเพื่อบันทึกความฝันนี่ละ เมื่อเลื่อนเคอร์เซอร์เปิดอ่านเป็นข้อความสั้นๆ เข้าใจง่าย

         เข้ามาพบคืนวันพุธ

ผมแปลกใจอยู่บ้าง ปกติแล้วการเข้าไปพบตามนัดหมาย มักเกิดขึ้นสองอาทิตย์ต่อครั้งเป็นอย่างมาก ล่าสุดผมเพิ่งเข้าไปเมื่อไม่ถึงอาทิตย์นี่เอง

แต่ก็ไม่ลำบากอะไรนี่ ตราบใดที่ค่าตอบแทนยังถูกส่งมาตรงเวลา ตามจำนวนที่ตกลงไว้ ก็เพียงพอให้ผมปิดปาก ทำตามคำสั่งแต่โดยดี

ผมปิดจดหมาย ใช้เวลาอีกเล็กน้อยส่งบันทึกความฝัน เมื่อเสร็จสิ้น ภาระยามเช้าก็ถือว่าลุล่วง ผมปิดแล็บท็อป กลับเข้ามาทิ้งตัวลงนอนบนโซฟา หยิบหนังสือบนโต๊ะรับแขก ซึ่งอ่านค้างไว้แต่เมื่อวาน

หนังสือผลงานของศาสตราจารย์ศานติ เป็นเล่มหนึ่งที่ผมมักอ่านเพื่อใช้อ้างอิงในงานบทความสารคดี แม้งานเขียนสารคดีทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ตีพิมพ์ลงนิตยสารรายปักษ์ใกล้เจ๊งฉบับหนึ่ง เป็นความพอใจเชิงความใฝ่ฝัน แต่ต้องยอมรับความจริงว่าไม่อาจสร้างความมั่นคงทางรายได้เท่าไรนัก กระนั้นตลอดมาก็ยังช่วยตอบสนองการดำรงอยู่ของผมได้ แม้คิดว่าอีกไม่นานอาจต้องปิดตัวลงตามสภาวการณ์เปลี่ยนไปของสังคมก็ตาม

หลายคนระทมทุกข์กับการสูญหายของนิตยสารหลากหลายเนื้อหา เป็นการสูญสิ้นทางองค์ความรู้และประวัติศาสตร์ยาวนาน แน่นอนผมก็เสียดาย กับหลายฉบับที่หายไป บางฉบับผมเคยเป็นแฟนประจำของนักเขียนบางคนบางคอลัมน์ มักหยิบอ่านยามเช้าพร้อมลิ้มรสกาแฟ

บรรดาสำนักพิมพ์นิตยสาร เพลานี้หลงเหลือไม่กี่หัวในตลาด ตลอดหลายปี นิตยสารดังๆ ต่างทยอยปิดไปทีละราย เหตุผลคงมาจากแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ไหว ขณะลูกค้าน้อยลง ท่ามกลางเทคโนโลยี การอ่านเรื่องราวต่างๆ หาง่ายขึ้น บางทีงานของผมอาจรอคอยชะตากรรมนั้นเช่นกัน

สารคดี ฟังแล้วไม่บันเทิงนัก ผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม ยากจะอาศัยเป็นหลักในการหารายได้ แต่ผมยังไม่มีสิ่งอื่นใดที่ชวนให้รู้สึกกระเหี้ยนกระหือรือลงมือทำ วิถีชีวิตปกติสามัญไร้ความต้องการสูงส่ง ทำให้ไม่อยากเปลี่ยนแปลงตนเอง บางทีอาจเป็นกลไกของมนุษย์ส่วนใหญ่ (หรือไม่ก็เฉพาะมนุษย์อย่างผม) ไม่คิดเปลี่ยนหากไม่อยู่บนขอบเหวแห่งความวิบัติ

อย่างไรก็ตาม วันนี้นิตยสารที่ตีพิมพ์บทความของผมยังอยู่ ยังคงถูกส่งไปถึงผู้อ่าน ไม่อาจบอกล่าวให้แจ่มชัดว่าเป็นที่ถูกใจในวงกว้าง แต่อย่างน้อยก็ยังมีผู้อ่านแสดงความชมชอบหรือยอมเสียเวลากวาดตาอ่านผลงานของผม หลายครั้งมีจดหมายเขียนส่งมาชื่นชม หลายคนให้คำแนะนำ บอกกล่าวเพิ่มเติมเรื่องราวโน้นเป็นอย่างนี้ เรื่องนี้แท้จริงเป็นอย่างนั้น คำแนะนำอันประเสริฐ ผมยินดีน้อมรับไว้จากใจจริง เป็นการตักเตือนว่าผมไม่ควรมองข้ามแม้รายละเอียดเล็กน้อย

ผมพลิกหน้ากระดาษหนังสือของอาจารย์ศานติ พร้อมกวาดสายตาอ่านอย่างเร็วๆ ส่วนหนึ่งเพราะเคยอ่านแล้วบ้าง เนื้อหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวของชาวต่างชาติหลายๆ คนในประวัติศาสตร์สยาม หลายคนมีเรื่องราวชีวิตอันเต็มไปด้วยสีสันและความสนุก แม้อ่านสองหรือสามรอบ ก็ยังตื่นเต้นประทับใจเสมอ

หลายบุคคลในประวัติศาสตร์ ผมเคยนำมาเขียนถึงในบทความสารคดีของตนเอง ตีพิมพ์มาบ้างแล้ว

อย่างเช่น เยรากิ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีกในราชสำนักอโยธยา ครั้งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ร่วมทำการถวายงาน จนที่สุดได้รับอวยยศสูงสุดเป็นถึงออกญาวิไชยเยนร์

ฟอลคอนทิ้งเรื่องราวของตนเป็นประวัติศาสตร์ ทั้งจับต้องได้และไม่ได้หลายอย่าง บ้านวิไชยเยนร์ที่จังหวัดลพบุรี แสดงวัฒนธรรมตะวันตกในดินแดนละโว้ หรืออย่างป้อมวิไชยเยนร์ที่ปากคลองบางกอกใหญ่ ปราการที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันภัยจากต่างชาติ ทว่าเกือบกลับกลายเป็นภัยต่ออยุธยาเสียเองหากตกอยู่ในมือชาติมหาอำนาจที่จ้องกลุ้มรุม

ไม่เพียงตัวชาวกรีกผู้นี้เท่านั้น แต่เรื่องราวของผู้เป็นภรรยา ก็ยังเป็นที่พูดถึงกันมายาวนาน หล่อนทิ้งมรดกขนมหวานไว้จนตอนนี้ เรื่องของท้าวทองกีบม้ายังถูกพูดถึง ควบคู่กับประวัติศาสตร์ขนมหวานของไทยเสมอมา หนังสือหลายเล่ม สารคดี นวนิยาย มีให้หาอ่านได้ไม่ยาก แต่ส่วนใหญ่ล้วนแต้มเติมจินตนาการเพิ่มความสนุก จำได้ว่าเคยอ่านนิยายที่ผมจำชื่อเรื่องไม่ได้ ของนักเขียนไร้ชื่อเสียงคนหนึ่ง หญิงสาวเชื้อสายญี่ปุ่น มีชีวิตโลดโผนผ่านความเสี่ยงจากการกระทำของสามี สีสันชีวิตหล่อนที่ถูกหยิบมาเป็นเรื่องเล่า สนุกไม่แพ้มรดกทางอาหารหวานที่หล่อนทิ้งไว้

ต่างกับผมเสียจริง ชีวิตธรรมดาสามัญ ไร้ความตื่นเต้น ปราศจากมรดกอันประเสริฐใดทิ้งไว้ให้สังคม

หล่อนจะมีหน้าตาอย่างไรนะ ผมเคยคิด บางทีอาจเป็นสาวผิวสีน้ำผึ้งร่างอวบอิ่ม ในชุดยูคาตะแบบญี่ปุ่น หรืออาจเป็นสาวร่างขาวผ่อง ในเครื่องแต่งกายแบบไทย แต่อาจเป็นแบบยุโรปก็ได้ ใช่ บางทีอาจเป็นชุดแบบอังกฤษ หรือฝรั่งเศส อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตหลังการแต่งงาน แต่ไม่ว่าอย่างไร ผมว่าหล่อนน่าจะสะสวย ไม่อย่างนั้นขุนนางใหญ่ชาวกรีกคงไม่พอใจยกขึ้นเป็นภรรยา กระนั้นก็เป็นแค่ความรู้สึกจากจินตนาการ ควบรวมกับความพอใจทางสุนทรียะ โดยปราศจากข้อเท็จจริงอ้างอิง บางทีในอดีต เธออาจเป็นสาวอ้วนฉุ ใบหน้าปุปะก็เป็นได้ แต่นั่นไม่ใช่สุนทรียะที่สมองซีกขวาของผมปรารถนาวาดภาพ

พูดถึงป้อมปราการจากฝีมือสามีของสาวผู้ทำขนม ทำให้ผมนึกถึงบุคคลสมัยใหม่อีกคนหนึ่ง พระยาชลยุทธโยธิน หรือกัปตันริชชิล ชาวเดนมาร์ในกองทัพเรือสยาม ผู้มีส่วนสร้างกองทัพสยามสมัยใหม่ เขาควบคุมการสร้างป้อม ให้ความสำคัญยุทธนาวี ช่วงเผชิญภัยฝรั่งเศสครั้งเหตุการณ์ ร.ศ.112 เรื่องราวของเขาเป็นข้อเขียนของผมที่กำลังจะส่งตีพิมพ์ คิดว่าใช้พื้นที่สักสามตอน เวลานี้ส่งไปยังกองบรรณาธิการแล้วสองตอน

ผมคิดว่านอกจากบทบาทของตัวพระยาชลยุทธโยธิน และสิ่งที่ทำไว้ให้กับสยามแล้ว ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ยังบอกเล่าบทเรียนให้รู้จักการตระเตรียมตัว ไม่รั้งรอปล่อยป จนภัยมาถึงตัว เพราะหากไม่แล้ว ภัยที่เข้ามาฉับพลัน ไม่อาจแก้ไขได้ทัน

เป็นบทเรียนที่ตอบไม่ได้ว่าถูกเรียนรู้ไปมากเพียงไร บางเรื่องกว่าจะรู้ ก็ต่อเมื่อสายเกินแก้

อาจเพราะเช่นนี้กระมัง ทำให้ผมสนใจประวัติศาสตร์ ไม่ถึงกับเป็นความหลงใหลมาแต่เด็ก ไม่ใช่ความปรารถนาพร้อมทุ่มกายถวายชีวิต อุทิศร่างกายและปัจจัยสี่เพื่อประวัติศาสตร์ ผมรู้สึกแค่สนุกสนานยามอ่าน ยามได้ฟัง และคิดว่าไม่เป็นการเปลืองเปล่าหากใช้เวลาไปกับการชมหรืออ่านสารคดีประวัติศาสตร์สักเรื่อง คุ้มค่ามากกว่าละครน้ำเน่า หรือรายการแข่งขันร้องเพลงบางรายการ

การศึกษาประวัติศาสตร์ในรั้วมหาวิทยาลัยช่วยเพิ่มเชื้อความอยากรู้ บ้างเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แล้วเลือนหายราวหมอกยามสาย แต่บ้างก็ดำรงคงอยู่เนิ่นนาน ละม้ายเป็นความหลงใหลหาคำตอบ ไขข้อสงสัยทีละข้อๆ ก้าวไปหนึ่ง ก็เหมือนมีอีกเรื่องหนึ่งรอคอยให้สำรวจ ทุกข้อสงสัย ทุกปริศนาดำมืดที่ซ่อนในทุกภาพ ทุกอักษรบนจารึกบันทึกโบราณ ประหนึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้ก้าวต่อไป ค้นหาสิ่งซ่อนเร้น เฉกเช่นผู้หลงใหลซากฟอสซิล เมื่อขุดพบเศษกระดูกชิ้นหนึ่งก็หวังพบอีกชิ้น เพื่อก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเป็นซากที่สมบูรณ์ เอามาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ เปิดให้ผู้คนเยี่ยมชม

เมื่อยิ่งเรียนมากเข้า ผมเริ่มสังเกตตัวเองพบว่า แม้เล่าเรียนประวัติศาสตร์หลากหลายวิชา แต่ดูเหมือนว่า หากไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของไทย และอดีตของดินแดนใกล้เคียงโดยเฉพาะเอเชียแล้ว รายวิชาอื่น ประวัติศาสตร์ภูมิภาคอื่น ไร้พลังดึงดูดความสนใจ ไม่ว่าจะประวัติศาสตร์ชาติตะวันตก ยุโรป ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง หรืออื่นใด แม้สหายร่วมชั้น โดยเฉพาะในชั้นเรียนปริญญาโท ทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง นักวิชาการ จำนวนไม่น้อยให้ความสนใจ แต่ไม่ใช่สำหรับผม สหายร่วมชั้นเรียนบัณฑิตวิทยาลัยหลายคน เคยบอกกล่าวเล่าความด้วยถ้อยคำน่าฟังว่า เรื่องราวประวัติศาสตร์ดินแดนเหล่านั้น ช่วยสร้างแรงบันดาลใจต่อการสร้างชาติ สร้างตนทางธุรกิจ เรื่องราวของ เจ.พี. มอร์แกน ร็อกี้เฟลเลอร์ เป็นบทเรียนชิ้นเอกของเหล่าว่าที่เจ้าสัวทั้งหลาย

แต่ผมไม่มีเป้าหมายอย่างนั้น

พวกนักรัฐศาสตร์นิยมก็มักสนใจเรื่องราวสงครามปลดแอกทาส การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย การปฏิวัติ ทั้งเปลี่ยนสู่สาธารณรัฐ และการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ แต่สำหรับผม แม้ไม่ถึงกับชิงชัง แต่ไม่อาจบอกได้ว่าใส่ใจ ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องของพวกหนอนตำรานักวิชาการ นักทฤษฎีนิยม พวกอวดอ้างความรู้ เสนอหน้าตามจอโทรทัศน์ แล้วรับเงิน แต่ไร้ความสามารถลงมือทำในเชิงปฏิบัติได้ในระดับที่เรียกว่าเข้าท่า

แต่นั่นก็แค่ความคิดของผมเท่านั้น ความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่อาจนำไปใช้ตัดสินใคร หรือบอกกล่าวว่าเป็นมาตรฐาน เป็นบรรทัดฐานทางความคิดของสังคมโดยรวม เป็นเพียงห้วงความคิดจากสมองของผมเอง และสมองผมก็หาได้เลอเลิศ ที่จะไปอวดอ้างเชิดชูได้ จึงไม่หาญกล้าไปเทียบกับเหล่าผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในบรรดาสหายทั้งหลาย ผมจึงมักเลือกใช้เวลาอยู่กับตัวเองเสียส่วนใหญ่ เรียนรู้ตามความปรารถนาโดยไร้จุดหมายปลายทาง

แต่โลกความจริงก็พาให้ตระหนักว่าความปรารถนาเรียนรู้โดยไร้จุดหมาย กำลังนำพามาซึ่งความลำบาก เมื่อผมทำงานในตำแหน่งนักวิชาการ ที่สำนักพิมพ์จัดทำแบบเรียนแห่งหนึ่ง ผมเขียนตำราสังคมประวัติศาสตร์เด็กประถม มัธยม ไม่ใช่งานยาก ความรู้จากปริญญานำมาใช้ได้เต็มที่ มีเงินเดือนในระดับยอมรับได้ ที่จริงน่าจะสร้างชีวิตปกติสามัญของผมอย่างเป็นสุข แต่วันหนึ่งบริษัทปิดตัวลง ตำราวิชาคณิตศาสตร์และภาษาไทยเกิดผิดพลาด เรื่องราวถูกแชร์ลงสังคมออนไลน์ ไม่กี่วันหลังจากนั้น ลูกค้ายุติการสั่งซื้อ กระทรวงศึกษาธิการสั่งตรวจสอบยาวนาน ความน่าเชื่อถือหมดสิ้น สุดท้ายต้องปิดตัวลง

หลายคนเสนองานอาจารย์มหาวิทยาลัย หรือครูโรงเรียนมัธยมมาให้ ไม่น่าลำบากนักหากผมจะทำ แต่ความคิดผมเต็มไปด้วยความลังเล ยิ่งนึกถึงเพื่อนร่วมคลาสสมัยเรียน ผมไม่อยากเป็นเหล่าหนอนตำรา

โชคดีนิตยสารฉบับหนึ่งสนใจอยากได้นักเขียนบทความสารคดีประวัติศาสตร์สักคน ไม่ใช่นิตยสารรายใหญ่เป็นผู้นำวงการ แต่ก็พอได้ยินชื่อผ่านหูมาบ้าง มีการติดต่อพูดคุย ผมตอบรับทันที ในตอนนั้น บรรณาธิการสาวใหญ่ที่ผมสนทนาด้วยเสมือนผู้เข้ามาช่วยชีวิต ต่อลมหายใจให้ยืนนานต่อไป ใช่ว่าหากไม่ได้งานนี้ ชีวิตผมจะตายตกหมดชีพ ไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้น เพียงรู้สึกเหมือนพลัดหลงไปในสภาวะไม่น่าปรารถนา

อย่างไรก็ตาม แค่งานเขียนบทความสารคดี ไม่เพียงพอหาเงินทองได้คล่องมือ รายได้พอแค่ใช้ในวิถีชีวิตปกติ แต่ไม่สามารถออกเดินทางค้นคว้าสัมผัสสถานที่ เมื่อไม่ใช่ผู้ชาญการเขียน หรือเต็มภูมิด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์ ชนิดหายใจเข้าเป็นปราสาทนครวัด หายใจออกเป็นสุสานฟาโรห์ ผมจึงต้องการทำงานให้ละเอียด ทั้งในแง่ทักษะการเล่า และข้อมูล ผมไม่ต้องการสร้างงานลวกๆ ไร้คุณค่า ออกสู่สาธารณะ

โชคดีเหลือเกิน เมื่อหลายเดือนก่อน ผมได้รับข้อเสนอจากศาสตราจารย์ธาม อาจารย์ที่ปรึกษาสมัยมหาวิทยาลัย ทีแรกรู้สึกแปลกแปร่ง เพราะข้อเสนอที่ว่าไม่ใช่หน้าที่ในงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ทรงคุณค่า หรือแอบมอบหลักฐาน แผนที่สมบัติโบราณสมัยจักรวรรดิอียิปต์ เพื่อให้ผมร่วมทีมค้นคว้าตามหา แต่ศาสตราจารย์แนะนำให้ผมรู้จักกับเพื่อนของแกครั้งเรียนระดับมัธยมในประเทศญี่ปุ่น อกเตอร์ด้านวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ชีวสัมพันธ์ (หรือด้านห่ะเหวอะไรสักอย่างที่ผมจำไม่ได้) นักวิทยาศาสตร์ผู้ซึ่งกำลังศึกษาวิจัยโครงการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงชิ้นสำคัญ

โครงการวิจัยอะไรหรือครับ ผมถามศาสตราจารย์ธามเมื่อแรกที่ได้รับฟังคำเชิญชวน

ผมไม่รู้รายละเอียดอะไรมากนักหรอก แต่แน่ใจได้ว่าหากคุณร่วมโครงการวิจัยนี้ จะมีค่าตอบแทนเลี้ยงตัวสบายๆ สามารถทุ่มเวลาไปกับงานเขียนสารคดีได้เต็มที่ ผมหวังอยากเห็นคนทุ่มเทให้ประวัติศาสตร์มานานแล้ว หากคุณอยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ก็ลองไปคุยกับเขาดู

แล้วศาสตราจารย์ก็หยิบนามบัตรเล็กๆ ให้ เป็นนามบัตรที่ไม่มีอักษรตัวพิมพ์ใดๆ แต่เป็นการเขียนด้วยลายมือหวัดๆ เป็นชื่อ

Prof Dr.TAKAYAMA MURAKI

ใต้ชื่อ เป็นหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ

มีเพียงเท่านั้น

ไร้ที่อยู่ ปราศจากรายละเอียด ไม่มีข้อความอื่นใดอีก

อย่างไรก็ตามนามบัตรดังกล่าว เป็นที่มาของงานง่ายๆ แต่ค่าตอบแทนสูง พอให้ผมมีชีวิตสุขสบาย ทำงานสารคดีทางประวัติศาสตร์ต่อไปโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ว่าจะมีใบแจ้งหนี้ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ส่งมาถึง

ถูกแล้ว เป็นงานที่ทำให้ผมต้องตื่นขึ้นมาพร้อมหน้าที่บันทึกความฝัน ตามที่ได้บอกกล่าวไปแล้ว

ผู้ร่วมเป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยโครงการที่มีชื่อว่า

Project : Dream Walkers

(โครงการ : ดรีมวอล์กเกอร์)

 



Don`t copy text!