สายลมตะวันออก บทที่ 2 : สายลมพัดพา

สายลมตะวันออก บทที่ 2 : สายลมพัดพา

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ท้องฟ้าสีครามแต้มเมฆขาว คือภาพแรกที่เด็กหนุ่มเห็นหลังลืมตา เสียงคลื่นแว่วอยู่ใกล้ๆ เคล้าเสียงลมแรงไม่ขาดสาย น้ำซัดกระทบข้างลำตัว เส้นผมยาวที่เคยมัดรวบไว้เมื่อก่อนหน้า เพลานี้หลุดกระเซิง บนใบหน้าเป็นที่พาดพันของซากสาหร่ายสีเขียวเข้มแกมน้ำตาล กลิ่นชวนอาเจียน ริมฝีปากแห้งผาก กระหายน้ำนัก ลำคอเหมือนเพิ่งกลืนเม็ดทรายไปเต็มกำมือ เขาปวดหัวราวมีใครทุบอยู่ข้างใน ยกมืออันเหมือนมีลูกตุ้มเหล็กถ่วงขึ้นลูบหน้า สัมผัสได้ว่าข้างแก้มเต็มไปด้วยทรายละเอียด คิดจะปัดออก แต่ความเจ็บระบมเริ่มแผ่ซ่าน จากแขนกระจายไปถ้วนทั่วสรรพางค์กายอันไร้เรี่ยวแรง

ปูตัวจิ๋วสีขาวขุ่นเดินอยู่ใกล้ๆ ยกก้ามนิ่งค้างอยู่ชั่วครู่ แล้วเดินจากไปประหนึ่งตัวเขาเป็นเพียงเศษซากทะเลไร้ค่า

นี่หรือคือดินแดนแห่งพระเป็นเจ้า หากใช่ ไฉนทั่วร่างข้าจึงเจ็บปวดหนักหนา

เด็กหนุ่มสงสัย หลับตาลงสู่ความมืดอีกครา เสมือนต้องการนิทรายาวนาน มุ่งหวังว่าจะดำรงบนแดนฟ้าอย่างไร้ความทุกข์ทน

เสียงพูดแว่วเข้าหู หรือจะเป็นนางฟ้าและเทพเทวา หารู้ไม่ ไร้กำลังเรี่ยวแรงเกินกว่าจะเปิดเปลือกตาขึ้นมอง

รับรู้สุดท้ายคือร่างล่องลอย ก่อนสติดับลง

ผ่านไปเนิ่นนานเพียงไร เกินกว่าที่เด็กหนุ่มคาด แต่เมื่อลืมตา ภาพสวรรค์เปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นความสลัวภายในห้องเล็กๆ ไร้ท้องฟ้าคราม เสียงสายลม และสัมผัสระเรี่ยของพรายฟองคลื่น เจ้าปูตัวจิ๋วก็อันตรธานไปเช่นกัน

ไม่ใช่สถานสำหรับพระเป็นเจ้า

ใช้เวลารอคอยสติฟื้นคืนอีกสักครู่ จึงค่อยๆ รับรู้ว่าเขากำลังนอนอยู่บนเตียงไม้เก่า กลิ่นเหล้าองุ่นลอยแตะจมูกอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจางหายกลายเป็นกลิ่นหืนของผ้าปูเตียง และหมอนอันคร่ำคร่า

ชีวิตหลังความตายแปลกกว่าที่เคยคาดหมาย

หัวเตียงมีโต๊ะเล็กๆ วางแก้วไม้และเหยือกดินเผา ริมหน้าต่างด้านซ้ายมือมีม่านสีน้ำตาล ใต้หน้าต่างเป็นโต๊ะไม้ วางตะเกียงไว้ดวงหนึ่ง เปลวนิ่งไม่เคลื่อนไหว

ความปวดระบมยังกระจายไปทั่วกาย พยายามสำรวจตัวเอง บนหน้าผากมีผ้าพันไว้อย่างดี เช่นเดียวกับตามแขนขา อยากขยับลุกขึ้นนั่ง แต่เรี่ยวแรงน้อยเกินกว่าจะทำได้

ประตูไม้ส่งเสียงก็อกแก็ก หญิงวัยกลางคน ร่างท้วม แต่งกายชุดกระโปรงยาว สวมผ้ากันเปื้อนสีขาวหม่น ผลักประตูเข้ามา ผมของหล่อนสีน้ำตาลแดง หยักศกยาวราวบ่า ใบหน้ากลม แก้มเป็นพวงแลเห็นได้ชัด หล่อนเอาของที่ติดมือมาวางลงบนโต๊ะตะเกียง จากนั้นขยับมาข้างเตียง

“ฟื้นแล้วรึ” นางพูดด้วยภาษาต่างประเทศ เขาพอจับใจความได้ เป็นโชคดีที่ตั้งแต่ก่อนออกจากแผ่นดินเกิด เคยรู้จักคบหาสหายต่างชาติ จึงพอสื่อสารได้บ้าง

กระนั้นเขาก็ไร้แรงกำลังตอบกลับ แม้ในใจอยากพูดอะไรสักอย่าง

มีชายรุ่นราวคราวเดียวกับสตรีร่างท้วมเข้ามาอีกคน แต่งกายเหมือนพวกกลาสีตกยากจากตะวันตก รูปร่างก็ละม้ายฝ่ายหญิง นอกเสียจากศีรษะเถิก กลางกระหม่อมยังพอมีผมสีน้ำตาลปกคลุมบางๆ ใบหน้าวงรี หนวดเคราเป็นตอ

“เขาฟื้นแล้ว” ฝ่ายหญิงบอกคนเพิ่งเข้ามา

ชายหนุ่มใหญ่สังเกตสังกาใบหน้าเด็กหนุ่ม “รูปร่างผิวพรรณเห็นจะเป็นชาวตะวันออก ผิวถึงจะกร้าน แต่ไม่ถึงกับหยาบ แสดงว่าหาใช่พวกคนเรือโดยอาชีพ” แล้วหันสบตากับฝ่ายหญิง “โชคดีที่รอดมาได้ โชคดีแท้ๆ”

เด็กหนุ่มผู้รอดชีวิตใช้เวลารักษาร่างกายราวสองอาทิตย์ จึงพอมีกำลังลุกขึ้นเดินเหิน ตอนนั้นเองเขาถึงทราบว่า คนที่ช่วยตนรอดพ้นจากการเดินทางยังแดนสวรรค์แท้จริง คือราล์ฟ และภรรยาของแก เคท ทั้งสองเป็นจ้าของร้านเหล้าเล็กๆ บนเกาะห่างไกลแห่งหนึ่ง

เคทมอบเสื้อผ้าขนาดพอเหมาะให้เขา “คงใส่ได้นะ เป็นของลูกชายฉัน เคยเป็นน่ะ”

ใส่ได้สบาย ขอบคุณ” เขาน้อมรับ “แล้วลูกชายท่านไปไหน”

“ออกท่องทะเล แล้วไม่กลับมาอีกเลย” สีหน้าชั่วครู่ปรากฏอารมณ์เศร้าแม้หล่อนพยายามซุกซ่อน “แต่ช่างเถอะ สักวันอาจจะกลับมา” หล่อนยิ้มกลบเกลื่อน

ร้านเหล้าของราล์ฟ เป็นอาคารสร้างด้วยไม้ มีชั้นลอย โต๊ะสักสิบกว่าตัว วันแรกที่ชายหนุ่มเข้ามาในร้าน ลูกค้าเหลือสองโต๊ะ ต่างเมาหลับไม่ได้สติ เคทกำลังเช็ดแก้ว จัดวางบนชั้นด้านหลัง ส่วนราล์ฟเดินมาทักทายพร้อมเหยือกเหล้า และแก้วสองใบ

“เป็นอย่างไรบ้าง”

“ดีขึ้นแล้ว” เด็กหนุ่มตอบ

เจ้าของร้านเชิญชวนให้นั่ง รินเหล้าใส่แก้ว ส่งให้แก้วหนึ่ง “ดื่มสิ จะได้มีแรง”

เขายกดื่ม เหล้ารสชาติไม่คุ้นเคย แต่ก็ไม่แย่

หนุ่มน้อยกวาดตาถ้วนทั่วร้าน มองออกไปนอกหน้าต่าง พบแต่ความมืด

“ที่นี่ที่ไหน เกาะอะไรหรือ”

“ใครๆ ก็เรียกที่นี่ว่า โซเทอร์เรีย

“โซเทอร์เรีย”

“อยู่แถบทะเลตะวันออก ไม่ใช่เกาะที่ราชนาวีชาติไหนอยากจะจำ หรือใส่ใจจดบันทึกลงแผนที่ แต่เป็นสถานโปรดปรานของเหล่าพ่อค้านักเดินเรือทั้งใหญ่เล็ก รวมถึงเหล่าบรรดาสลัดทั้งหลาย พวกที่หนีกองเรือรบของทางการ หรือหนีโจรสลัดจอมโหด ล้วนมาพำนักเอาชีวิตรอดที่นี่ทั้งนั้น”

ชายหนุ่มพยักหน้า

“เจ้าล่ะหนุ่มน้อย พักอยู่นี่ก็หลายวันแล้ว ยังไม่ได้ไถ่ถามนาม ถิ่นฐานเดิมเลย ว่ามาจากที่ใดกัน”

“ข้ายามาดะ นิซาเอมอน เดินทางมาจากแผ่นดินญี่ปุ่นเมื่อหลายเดือนก่อน” ชายหนุ่มยกเหล้าดื่มนิดหนึ่ง พร้อมกันก็ทบทวนความจำอันพร่าเลือนจากสภาพกายอ่อนล้า

หลังความพ่ายแพ้สงครามกับโทกุกาวะ ไดเมียวโอคุโบะ จิเอมอน นายของเขา ได้กระทำเซปปุกุ ตัวเขากลายเป็นนักรบไร้เจ้านาย การแสวงหานายใหม่ท่ามกลางภาวะไม่แน่นอน เป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงและยากลำบาก การกวาดล้างโดยศัตรู ทำให้ชีวิตบนแผ่นดินเกิดกลายเป็นเพียงแสงเทียนกลางมหาวาโยใหญ่ เขาเหมือนหลงทาง ไม่รู้ควรเดินหน้าไปทางไหน ยังดีที่มีสหายแนะนำให้หลบหนี หาสถานที่ตั้งหลัก รักษาชีวิตไว้ก่อน

ยามาดะจำได้ว่าตนออกจากท่าเรือเมืองนุมาสึ มากับเรือสำเภาของพ่อค้ารายหนึ่ง ล่องมาท่ามกลางทะเลสงบ ดูช่างไร้อุปสรรคกับการหาที่พำนักชั่วคราวระหว่างลี้ภัย

แต่พระเป็นเจ้ามอบความท้าทายให้เสมอ

“ระหว่างทางเจอพวกโจรสลัดสินะ” เจ้าของร้านเหล้าทาย

ราล์ฟเดาได้แม่นยำ ยามาดะจำได้ว่าวันนั้นกำลังยืนอยู่หัวเรือ เบื่อหน่ายกับลมทะเลปะทะใบหน้า และกลิ่นเกลือ เรือใบดำขนาดใหญ่ ชักธงรูปเหยี่ยว ล่องเข้ามาเร็วกว่าเรือลำใดที่เคยพบ เสียงอื้ออึงและสีหน้าตระหนกของลูกเรือ ทำให้ยามาดะรู้ว่าเป็นสัญญาณไม่ดี กัปตันสั่งเตรียมปืนและอาวุธประจำกาย

โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ปืนใหญ่ของพวกมันเริ่มกระหน่ำยิง ยามาดะและบรรดาลูกเรือก้มหลบเป็นพัลวัน หนุ่มญี่ปุ่นไม่ชาญการศึกบนเรือ จึงได้แต่หลบหลีกให้พ้นแรงระเบิด มารู้ตัวอีกที เมื่อเรือสลัดเข้าเทียบข้าง

เด็กหนุ่มยกดื่มไปอีกสองสามอึก วางลง ก้มมองขอบแก้ว แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นอดีตคราผจญภัยจนแทบเอาชีวิตไม่รอด

“ข้าเห็นพวกมันคนหนึ่ง ตัวโต โพกหัวด้วยผ้าดำ ผิวไหม้กร้านแดดจนน่าเกลียด หน้าตาเหี้ยมเกรียม หนวดเคราหนา มันตะโกนสั่งการอะไรสักอย่าง จากนั้นการเข่นฆ่าก็เริ่มต้นขึ้น”

ราล์ฟยกเหล้าดื่ม ไม่พูดอะไร ส่วนคนเล่าหมุนแก้วในมือเล่น

“พวกเราสู้ไม่ได้ หลายคนถูกฆ่า บ้างต้องยอมจำนน พวกมันแยกกันค้นหา ทั้งเสบียง สมบัติ เงินทองและเหล้า ขนเอาไป ข้าตัดสินใจกระโดดหนีลงน้ำ เกาะถังเหล้ารัม เอาชีวิตฝากไว้กับทะเลและกระแสลม ล่องไปกลางน้ำที่มองไม่เห็นฝั่ง ข้าไม่แน่ใจนักว่านานกี่วัน แต่รู้สึกว่าเนิ่นนาน ทรมานนัก ก่อนที่ความจำจะเลือนหาย มารู้ตัวอีกทีก็ที่นี่”

“โชคดีแล้วที่รอดมาได้ สลัดแห่งเรือฟอลคอน มาริโน่ไม่ปล่อยใครง่ายๆ พวกยอมจำนนมักถูกฆ่าหมด”

“ท่านรู้จักหรือ”

“คนย่านนี้รู้จักสลัดกลุ่มนี้กันทั้งนั้น” ราล์ฟรินเหล้าจากเหยือกลงแก้ว

“พวกมันเป็นใคร” ชายหนุ่มถาม

“มันคือหลิวเย่”

“หลิวเย่?”

“มันเป็นสลัดมีอิทธิพลในน่านน้ำแถบนี้ ธงรูปเหยี่ยวเหนือเสากระโดง คือสัญลักษณ์ที่ใครเห็นก็ต้องขยาด มันปล้นทุกอย่าง ทั้งเรือสินค้าของอังกฤษ ดัตช์ จีน ญี่ปุ่น แม้เรือเล็กของพ่อค้ารายน้อย มันก็ไม่มีความเมตตามอบให้”

เขารู้สึกว่าโชคดีที่รอดมาได้

ท่านเคยเจอมันไหม”

“แน่นอน แต่ก่อนที่มันจะเป็นกัปตันเรือฟอลคอล มาริโน่นะ” เจ้าของร้านยกเหล้าดื่ม แล้วว่าต่อ “ตอนนั้นฟอลคอน มาริโน่เป็นเรือสลัดยิ่งใหญ่ เป็นที่เกรงขามจากสลัดอื่น เป็นที่ต้องการตัวจากทางการ ทั้งจีน และญี่ปุ่น มีค่าหัวสูงจากอิส อินเดีย เทรดดิ้ง ของทั้งอังกฤษและฮอลันดา ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย แต่การมีค่าหัวสูงเป็นไปได้ว่ามาจากเรื่องเล่าลือกันว่า กัปตันแห่งเรือฟอลคอน มาริโน่ คือผู้รู้ที่ซ่อนของสมบัติจอมสลัดโรเบิร์ต บาร์โธโลมิว”

“สมบัติจอมสลัดในตำนานน่ะหรือ” ยามาดะเคยได้ยินเรื่องนี้มาจากพวกลูกเรือคราออกจากญี่ปุ่น

“ว่ากันว่าสมบัติเก็บไว้ที่ไหนสักแห่งที่เรียกว่า ทาร์ทารัส”

“ทาร์ทารัส? หมายถึงนรกน่ะหรือ”

ราล์ฟเปลี่ยนท่าทีมาเป็นไม่จริงจัง ยกเหล้าดื่ม “แต่ก็เป็นแค่เรื่องเล่าเท่านั้น ไม่เคยมีใครเห็น หรือกล้ายืนยัน แต่สุดท้ายฟอลคอน มาริโน่ ก็เปลี่ยนไป เมื่อกัปตันถูกต้นหนก่อกบฏยึดเรือ”

“หลิวเย่คือต้นหนเรือ” หนุ่มญี่ปุ่นเดา

คนเล่าผงกหัว “หลิวเย่มันเป็นคนโลภ ว่ากันว่าวันหนึ่ง มันคบคิดกับลูกเรือจำนวนหนึ่ง ยึดเรือจากกัปตันคนเก่า สังหารแล้วโยนลงทะเล กลายเป็นกัปตันเรือคนใหม่ จากนั้นทะเลก็เริ่มเต็มไปด้วยความน่ากลัว” ราล์ฟมองไปที่ไหนสักแห่งไม่อาจระบุจุดหมาย เสมือนว่าเป็นการมองไปในอดีต “จำได้ว่าตอนที่มันเคยมาดื่มที่นี่ บางอย่างในตัวฉันบอกว่ามันต้องเป็นโจร สันดานโจร โจรที่แม้โจรยังไม่ต้องการสมาคม”

เขานึกถึงภาพหลิวเย่ยืนสั่งการตอนยึดเรือ สังหารพรรคพวกที่ร่วมทางกันมาหลายวันคืน น่าแค้นใจนัก แต่ก็น่าสะพรึงไปพร้อมกัน เขาพยายามสลัดความกังวลออกไป เปลี่ยนเรื่อง ไม่ให้นึกถึงใบหน้าเหี้ยมนั้น

“ร้านท่านต้อนรับพวกโจร ไม่เคยถูกปล้นบ้างหรือ”

“ไม่ เป็นที่รู้กันว่าร้านของราล์ฟคือข้อยกเว้น” มีเสียงหัวเราะอย่างภูมิใจต่อมา “เก็บไว้เป็นที่เลี้ยงฉลองสำหรับทุกคน ไม่มีการปล้นที่นี่ แน่นอนไม่นับเรื่องเบี้ยวค่าเหล้า หรือแอบหยิบของเล็กๆ น้อยๆ ติดมือไปโดยไม่บอกกล่าวนะ”

ชายหนุ่มอมยิ้มไปตามเรื่อง

“ไม่มีใครกล้าแหกกฎนี้ เพราะมีคนแวะเวียนมามาก ไม่มีใครอยากมาถึงนี่แล้วไร้เหล้ากิน ถึงที่นี่ยังมีร้านอื่นต้อนรับความสำราญอีกก็เถอะ แต่ที่นี่ถูกใจพวกนั้นที่สุด ไม่ได้คุยนะ” พูดแล้วก็หัวเราะ จากนั้นต่างคนต่างยกแก้ว ดื่มกันต่อไป เคทยกเหล้ามาให้อีกเหยือก รินใส่แก้วแต่ละคนแล้วว่ากันต่อ

“เมื่อหายดีแล้ว เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป” เจ้าของร้านเหล้าถาม

เด็กหนุ่มถอนใจช้าๆ “ข้ายังไม่รู้เลย”

“เช่นนั้นก็อยู่ที่นี่ไปก่อน หากไม่ลำบากเกินไป ก็ช่วยฉันอยู่นี่จนกว่าจะมีหนทางของตัวเอง”

หนุ่มญี่ปุ่นเห็นชายผู้ช่วยชีวิตเอ่ยออกมาพร้อมสายตาจริงจัง แฝงด้วยไมตรี มิใช่คำพูดเพียงมารยาท ซึ่งเขาเชื่อว่าไม่ได้รับความนิยมในสถานที่นี้ แต่เป็นคำมาจากความจริงใจ นึกซาบซึ้ง

“ขอบคุณมาก ราล์ฟ คุณคือผู้มีพระคุณ หากมีโอกาสข้าจะตอบแทน”

“อย่าคิดมากน่า” แล้วยกแก้วขอชน ดื่มกันไปอีกยาวนานท่ามกลางราตรี

ยามาดะอยู่ช่วยงานราล์ฟตั้งแต่นั้น รินเหล้า จัดการโต๊ะเก้าอี้ ทำความสะอาด ไม่ใช่งานยาก ขัดเคืองหน่อยก็เรื่องที่หาโอกาสใช้อาวุธซึ่งเคยฝึกฝนได้ไม่บ่อยนัก นอกจากเวลาพวกขี้เมาตีกันเท่านั้น

ผู้คนที่แวะเวียนมาร้านของราล์ฟมีมากอย่างที่เจ้าของร้านคุยไว้ ทั้งชาวตะวันตก อย่างพวกสเปน โปรตุเกส อังกฤษ ฮอลันดา ตะวันออกอย่างพวกอันนัม จีน แน่นอนชาวญี่ปุ่นก็มีแวะเวียนมา ทั้งเป็นพ่อค้า และกะลาสีในเรือสัญชาติตะวันตก

ยามาดะจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันธรรมดาช่วงปลายปี เขาได้พบชายญี่ปุ่นรายหนึ่ง มาพร้อมกับเรือสินค้าของฮอลันดา ซึ่งแวะผ่านมาซื้อหาน้ำจืด

“เซกิซัง! ยามาดะรีบโผเข้ากอดเพื่อนเก่าด้วยความยินดี

“นิซาเอมอนซังจริงรึนี่!” อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยความปีติไม่แพ้กัน

ยามาดะรู้จักเซกิมาแต่สมัยเด็กที่ซัมปุ เป็นคนหนุ่ม ผิวคล้ำกร้านแดด ร่างไม่สูงใหญ่นัก ปกติก็ผอมกว่ายามาดะอยู่แล้ว ยิ่งเพลานี้แลดูผอมลงกว่าเดิมอีก เรือดัตช์คงไม่บริบูรณ์ด้วยอาหารการกินกระมัง

“ตั้งแต่ถูกปล้นครานั้น ข้านึกว่าเจ้าตายไปแล้ว” ยามาดะบอก รอยยิ้มยังเต็มใบหน้า

“ข้าเองก็คิดว่าไม่รอดเหมือนกัน”

เซกิเล่าว่าตนเองหลบซ่อนอยู่ใต้ท้องเรือตอนที่หลิวเย่เริ่มบรรเลงเพลงสังหาร พวกนายเรือลูกเรือตายเป็นเบือ ที่ยอมแพ้ ก็ถูกให้ไปใช้งานบนเรือของพวกมัน ที่ขัดขืน หรือบาดเจ็บก็ถูกฆ่า พวกมันสนใจแต่สมบัติมีค่า จึงไม่ได้เคร่งครัดค้นหาคนแอบซ่อน เมื่อขนของไปหมด พวกมันก็เผาเรือ โห่ฮาอย่างกับคนบ้า

“ข้าพยายามหนีออกจากเรือ เกาะแผ่นไม้ ฝากชีวิตไว้กับมัน ไม่รู้หรอกว่ากี่วันกว่าเรือสินค้าฮอลันดามาพบ จากนั้นก็ร่วมอยู่ในเรือลำนี้ เดินทางค้าขายมาจนได้พบเจ้าที่นี่”

“โชคดีนัก” แล้วยามาดะก็เล่าเรื่องของตนให้สหายร่วมชาติฟังบ้าง จากนั้นบอกต่อว่า

“ข้าเห็นจะต้องใช้เวลาอยู่ที่นี่สักพัก แล้วค่อยหาทางต่อไป เจ้าต้องการจะร่วมเป็นลูกเรือดัตช์เช่นที่เป็นอยู่ หรือจะอยู่ร่วมกันกับข้าละ”

“เราเป็นสหาย เจ้าอยู่ที่ไหน ข้าก็พร้อมร่วมเป็นร่วมตาย”

สองสหายจึงร่วมงานอยู่ในร้านเหล้าบนโซเทอร์เรียนับแต่นั้น ราล์ฟยินดีอยู่แล้วที่ได้คนช่วยงานเพิ่ม ถือเป็นการแบ่งเบาภาระ

การใช้ชีวิตบนโซเทอร์เรีย นอกจากช่วยให้ได้พบสหายเก่าแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ยามาดะพบเจอผู้คนหลากหลาย ทั้งบรรดาทหารนอกราชการ แต่ยังภูมิใจในเครื่องแบบ พวกนักเลงโตชอบอวดเบ่งฝีมือดาบอันไม่มีอยู่จริง ยังมีพวกสถุลจอมขโมย พวกตามหาการบำเรอกามอันไม่รู้จักพอ ยังมีพ่อค้าสำเภาทั้งน้อยใหญ่ หลายคนมีฝีมือ หัวการค้าแท้จริง สร้างตนจนร่ำรวย แจกเงินซื้อความสุขมากเท่าที่ต้องการ แต่ก็มีพ่อค้ารุ่นหนุ่มที่ถ่อมตน เก็บงำความสามารถไว้ใต้ท่าทางเงียบสุขุม พวกนักรบรับจ้าง ทั้งจีน ญี่ปุ่น สเปน โปรตุเกส ฮอลันดา บรรดาโจรสลัดก็แวะเวียนมาตลอด ที่นี่ไม่มีใครใส่ใจจับตัวส่งทางการ ภายใต้วงเล็บ หากค่าหัวไม่มากพอ

ยามาดะเรียนรู้จากการสนทนากับผู้คน ได้รู้วิธีการทำงานพาณิชย์ แนวคิดการค้า การทหาร เส้นสนกลใน และความเหลวแหลกในระบบบริษัทการค้าของรัฐตะวันตก เขาพบคนหลากหลายนิสัยใจคอ ได้รู้ว่าพวกขี้โอ่ ปากเก่ง มักไม่ได้เรื่อง ขณะที่คนสันโดษทำตัวธรรมดาสามัญไร้ความต้องการเป็นที่สนใจ มักน่าเกรงขาม

คืนหนึ่งเขาพบกลุ่มพ่อค้าตะวันตก มีหัวหน้าเป็นโปรตุเกสวัยกลางคน มาพร้อมกับสหายอายุน้อยกว่าอีกสอง บอกว่าเป็นชาวดัตช์

“ท่านเดินทางมาจากไหนกันหรือ” ยามาดะลองถาม เพราะตลอดหลายเดือนยังไม่เคยเห็นหน้า ที่จริงรู้อยู่ว่ากลุ่มชายดังกล่าวไม่ใช่ลูกค้าใหม่เสียทีเดียว เพราะทักทายกับราล์ฟอย่างเป็นกันเอง การพาณิชยนาวีย่อมต้องอาศัยลมตามฤดูกาล กว่าลมจะเปลี่ยนทิศเพื่อเดินทางกลับ ต้องใช้เวลาหลายเดือน

“พวกเราออกเรือกลับมาจากอโยธยา” หัวหน้ากลุ่มบอก

“อโยธยา?”

“พ่อค้าบางคนเรียกดินแดนแถบนั้นว่าสุวรรณภูมิ ดินแดนดี คนไม่มากนัก แต่ก็มีหลายเชื้อชาติอยู่ ผู้คนนับถือศาสนาความเชื่อได้โดยอิสระ ไม่บังคับศรัทธา”

“ข้าเพิ่งเคยได้ยิน”

“ที่นั่นน่าสนใจนัก เจ้าหนุ่ม” ชายชาวดัตช์ร่างเล็กเอ่ยมาบ้าง

“เจ้ามันก็สนใจไปเสียทุกที่ทุกเรื่องละจอร์จ” ดัตช์อีกคนซึ่งตัวอ้วนกว่าแซวเพื่อนร่วมชาติ “เอาแต่จดแต่เขียน มิรู้จะมาอยู่ในเรือทำไม ไปเป็นราชบัณฑิตในราชสำนักเหมาะกว่า”

“ก็เจ้านี่บันทึกแล้วเอาไปแต่งเรื่องเล่าเพ้อฝัน จะมีราชสำนักไหนรับเล่า” คนโปรตุเกสหัวเราะ

“ไม่ ทุกอย่างล้วนฟังมาจากคนที่ร่วมในเหตุการณ์ ทุกเรื่องมีมูลน่าเชื่อถือ” คนถูกแซวกล่าวแก้

คนโปรตุเกสโบกมือ เหมือนไม่อยากต่อล้อต่อเถียง ยกแก้วเหล้าองุ่นดื่มกันไปคนละหลายอึก เมื่อวางลง จึงถามยามาดะกลับบ้าง

“เจ้าล่ะ เป็นชาวพื้นเมืองในเกาะแถบนี้ หรือคนจากแผ่นดินจีนฮั่นกันล่ะ”

“ข้าเป็นชาวญี่ปุ่น ระหว่างเดินทางเกิดเรือแตก จึงมาพำนักอาศัยที่นี่ระยะหนึ่ง ได้ราล์ฟคอยช่วยเหลือ”

“ราล์ฟดีกับเราเสมอ ถ้าไม่เบี้ยวค่าเหล้านะ” เจ้าดัตช์ร่างอ้วนพูดแล้วก็พากันหัวเราะครืนใหญ่

“ที่อโยธยาก็มีชาวญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อยทีเดียว” ดัตช์ร่างเล็กบอกกับยามาดะ

“จริงหรือ”

คนบอกพยักหน้า “เราได้พบหลายคน บางคนว่าหนีมาจากญี่ปุ่นหลังสงคราม พวกนี้ขยัน รบเก่ง เห็นว่ากษัตริย์ทางโน้นยังเคยใช้เป็นองครักษ์ บ้างก็ทำการค้า เป็นไปด้วยดี ข้าเองยังเคยขอความช่วยเหลือติดต่อประสานงานการค้าอยู่หลายครา”

“น่าสนใจ ท่านได้เดินทางไปหลายสถาน พบเรื่องแปลกใหม่ ทำให้ข้าอิจฉานัก หากวันหนึ่ง ข้ามีเรือสินค้า จะขอเดินทางเป็นพ่อค้าวาณิชเช่นท่านเหมือนกัน”

“เอาอย่างนั้นเลยหรือ มีเรือเป็นของตัวเองเนี่ยนะ” เจ้าโปรตุเกสหัวเราะพร้อมกับดัตช์ร่างอ้วน ยกมือตบไหล่ยามาดะ “เช่นนั้นก็ขอให้ตั้งใจรินเหล้าในร้านของราล์ฟ หาทุนจากพวกขี้เหล้าแถวนี้ไปก่อนนะ” แล้วพากันหัวเราะอีกยาวนาน

หนุ่มญี่ปุ่นยิ้มแหยๆ ไม่อยากคิดว่าเป็นเชิงดูถูก อย่างไรก็ตามเขายังฝันว่าสักวันจะได้ออกท่องสมุทร มุ่งค้นหาแหล่งปักหลักพักพิงมั่นคง เริ่มต้นกิจการของตนในฐานะพ่อค้าวาณิช แม้หนทางไปสู่ความจริงยังมองไม่เห็น

​​​​​*

หากไม่ได้อยู่ในร้านเหล้าแล้ว ยามาดะมักพอใจกับการออกเดินท่องเกาะ สำรวจโลกใหม่ใบเล็กๆ

โซเทอร์เรียไม่ใช่เกาะใหญ่โตนัก คนแวะเวียนมามักจอดเรือไว้ทางฝั่งตะวันออกของเกาะ ขณะที่ฝั่งตะวันตกเป็นแนวป่าและผาหิน ยามาดะชอบเดินลึกผ่านแนวป่า ใช้เวลาสักครึ่งวัน ก็จะโผล่ออกมาบนเนินผาสูง มองเห็นทะเลกว้างไกล หาดฝั่งตะวันตกเป็นแนวหินมากกว่าหาดทราย หินใหญ่น้อยโผล่พ้นน้ำขึ้นมา เหมือนแท่งตะปูหลายสิบแท่ง สีดำทะมึนตัดกับพรายฟองขาวที่ซัดกระทบ บ้างใหญ่ราวกับเกาะอีกเกาะ บ้างเล็กเพียงโผล่พ้นผิวน้ำยามน้ำขึ้น คะเนไม่ยากว่า ท้องทะเลแถบนี้เต็มไปด้วยหินโสโครก เป็นเหตุให้ไม่มีใครอยากเฉียดใกล้ เอาเรือมาจอดบริเวณนี้ ยิ่งรวมกับบรรดาสัตว์ร้ายมีพิษที่มักพบได้เสมอ จึงเข้าใจได้ว่าไม่ใช่สถานที่ที่ใครอยากมาเยือน

“ว่ากันว่าก่อนนี้เคยมีเรือหลายลำชนหินโสโครก จมอยู่ทะเลฝั่งนั้นหลายลำ จนใต้ทะเลกลายเป็นสุสานเรือ” ราล์ฟเคยบอกเขา “หลายคนเลยเชื่อกันว่ามีอาถรรพณ์ มีภูตผีเฝ้าอยู่ คนตายก็อยู่ตะวันตกฝั่งโน้น ส่วนผู้รอดก็อยู่ที่ตะวันออกฝั่งนี้”

นางนวลหลายสิบหลายร้อยโผออกมาจากซอกผาของเกาะหินใหญ่ที่สุด ซึ่งถูกรายล้อมด้วยเกาะหินขนาดย่อมลงมา รูปร่างเกาะหินที่ว่าดูเหมือนปราสาทหอคอยสูง ภายในคงมีถ้ำโถงใหญ่กระมัง คิดจะเดินเข้าไปสำรวจ แต่คลื่นแรงแทบตลอดเวลา ทำให้เขาละเลิกความคิดทำตัวเป็นนกนางนวล ย่างกรายลึกลงใต้โลก จึงหันเหกลับขึ้นไปชมทิวทัศน์ท้องสมุทรกว้างบนเชิงผา

บางคราเขาพอใจกับการพักค้างบนยอดผา เพื่อชมดาวพรายยามค่ำ พร้อมตะเกียงวับแวมเพียงดวง เหล่าดารากระจายเต็มฟ้า ช่างงามไม่ต่างจากกลางสมุทร

ค่ำคืนนี้เขาเห็นตรงขอบฟ้าทางใต้ เรืองรองสุกสกาวด้วยแสงขาวอมชมพูม่วงจากกลุ่มเมฆ นึกประหลาดใจ ไฉนกลุ่มเมฆจึงฉายแสงได้ในยามราตรี เป็นการสรรค์สร้างจากพระเป็นเจ้าสินะ บางทีในความมืดมนบนโลกกว้าง ยังมีความงามอันน่าอัศจรรย์ซุกซ่อนไว้เพื่อรอการค้นพบ

ย้อนนึกถึงสมัยเด็ก เขานิยมไปกับสหาย นั่งบนเนิน ชมภาพทิวทัศน์ยอดเขาฟูจิยามอรุณรุ่ง ยอดฟูจิขาวโพลน งดงามนักหนา แม้ราตรีกาล แสงเงินจากเทพสึคิโยมิ ก็ยังสาดต้องตกเกล็ดหิมะ กลายเป็นอัญมณีวิบวับในความมืด

เขาคิดถึงบ้าน คิดถึงร้านดังโกะของคุณป้าใจดีข้างบ้าน คิดถึงสายน้ำในลำคลอง และถนนดินแดงทอดยาวเคียงกันไปสุดตา ภาพอดีตยังชัดเจน อย่างน้อยก็ในเวลานี้ แต่เกรงว่าเวลาได้เริ่มกร่อนให้พร่าเลือนทีละน้อย

กระนั้น ก็ยังแอบวาดหวังว่า สักวันจะได้สิ้นลมหายใจสุดท้ายบนแผ่นดินเกิด

​​​​​*

ยามาดะจำได้ว่าวันที่ชายคนนั้นเข้ามาในร้าน เป็นวันหนึ่งในคริสต์ศักราช 1611 ตามการนับเวลาของราล์ฟ ตอนนั้นเวลาล่วงเที่ยงคืนไปแล้ว ความสงัดเริ่มกลับมาละทีน้อย พวกลูกค้าขี้เหล้าเมามายมาแต่เย็น หลับอุตุอยู่พื้นมุมร้าน ทหารหนีทัพที่ขลุกกับเหล่านารีมาแต่ค่ำ ต่างพากันออกไปหาที่เหมาะๆ ราล์ฟกำลังนั่งเขียนอะไรสักอย่าง ส่วนเคทยืนทำความสะอาดแก้วอยู่หลังเคาน์เตอร์

ชายแปลกหน้ามาแต่ลำพัง สวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ มีผ้าโพกหัวสีน้ำตาลแดง ที่จริงอาจเป็นแดงสด แต่ด้วยความเก่า ทำให้สีเริ่มซีดจาง มีปืนสั้นรัดอยู่ข้างเอว เขาทิ้งตัวลงที่โต๊ะเล็กมุมร้าน ถอดหมวกออกวางข้างๆ ยามาดะแลเห็นใบหน้า น่าเชื่อว่าเป็นคนที่มีเชื้อสายทั้งตะวันออกและตก รูปร่างใหญ่ ผิวออกน้ำตาลกร้านแดดลมพอสมควร มองไม่เห็นแววตา แต่ท่าทางเขาเหมือนไม่สนใจโลกรอบตัว

“ท่านจะรับอะไร”

“เหล้ามาเหยือกหนึ่ง”

เด็กหนุ่มเดินกลับมาเคาน์เตอร์ เป็นเวลาเดียวกับที่ราล์ฟเงยหน้าขึ้นมาเห็นลูกค้าใหม่ หรี่ตามองอยู่ชั่วครู่ราวกับให้แน่ใจ แล้วฉีกยิ้มเล็กๆ มุมปาก

“ท่านรู้จักหรือ… ชายคนนั้น” เด็กหนุ่มถาม

“ตายยากเสียจริงนะเจ้านี่” คำของราล์ฟราวพูดกับตัวเอง ตายังจับจ้องชายแปลกหน้า

“ท่านหมายถึง…”

เจ้าของร้านเบนสายตากลับมายังหนุ่มญี่ปุ่น “ยังจำเรื่องหลิวเย่ที่เคยเล่าให้ฟังได้ใช่ไหม”

ยามาดะพยักหน้า

“หลิวเย่มันยึดเรือจากกัปตันคนเก่า” ราล์ฟเบนสายตาไปยังชายท่าทางซอมซ่อรายนั้น “เขานี่ละกัปตันเรือที่ถูกหลิวเย่ทรยศ กัปตันเจิ้งอี้”

“ท่านบอกว่าเขาถูกฆ่าไปแล้ว”

ราล์ฟพูดยิ้มๆ “ก็เชื่ออย่างนั้นจนเมื่อไม่กี่นาทีนี้”

ยามาดะยกเหยือกเหล้าไปให้ พร้อมกับแกล้มอีกจาน

เจิ้งอี้เห็นกับแกล้มเป็นถั่วอบเนย ก็เงยมองเด็กหนุ่ม ข้าสั่งแต่เหล้า”

“ราล์ฟให้เอามาให้ เขาจำได้ว่าเป็นของโปรดท่าน” ยามาดะบอก

จอมสลัดมองข้ามไหล่เด็กหนุ่มไปทางสหายเก่า ยิ้มให้เล็กๆ ราล์ฟยกมือทักทาย

“ท่านคือเจิ้งอี้ใช่ไหม” ยามาดะถามให้แน่ใจ

คนในชุดซอมซ่อยกเหยือกเหล้าดื่ม แล้ววางลง บอกอย่างไม่ใส่ใจนัก “ชื่อสำคัญไฉน”

“ลือกันว่าท่านตายไปแล้ว”

“ข้ามันคนตายยาก เจ้าละ เพิ่งมาอยู่รึ ไม่เคยเห็นหน้า”

“ถูกแล้ว ข้าเพิ่งมาอยู่กับราล์ฟได้ไม่กี่เดือน”

“ไม่คิดว่าราล์ฟจะรับผู้ช่วย”

“ก็ไม่ได้ตั้งใจ ราล์ฟช่วยชีวิตข้าไว้”

“อย่างนั้นเอง”

ยามาดะถือวิสาสะนั่งลงร่วมโต๊ะ เอ่ยถามอย่างสนใจ ฝ่ายลูกค้าเองก็ไม่ได้มีท่าทางรังเกียจอยากขับไล่

“ราล์ฟเคยเล่าให้ข้าฟังว่าท่านถูกทรยศ ถูกปล้นเรือไป”

จอมสลัดกระดกเหล้าดื่มหลายอึก เศษเหล้ากระฉอกเปียกปอนไรหนวดเครา ทั้งรอบปากและคาง เรื่อยมาถึงเสื้อทูนิคขาวหม่นของเขา

“ตอนนั้นเมาไปหน่อย” พูดแล้วหัวเราะหึเบาๆ เหมือนหัวเราะเยาะตัวเองมากกว่า อดีตกัปตันเรือสลัดเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งครึม พูดต่อว่า “แล้วก็เพราะวางใจคนผิด ไม่เชื่อความรู้สึกตัวเอง” เงยมองหนุ่มน้อย ยกเหยือกเหล้าดื่มจนหมด วางลงบนโต๊ะ “แต่ที่จริงก็เพราะเมานี่ละ ทำให้เกือบถึงตาย เลยคิดว่าจะเลิกเมาเสียที”

ท่านดูไม่เหมือนคนจะเลิกเมาเลย” หนุ่มน้อยหยอกด้วยรอยยิ้ม มองใบหน้าซึ่งเริ่มแดงจากฤทธิ์สุรา

อดีตสลัดหัวเราะแค่นๆ

หนุ่มญี่ปุ่นหยิบเหยือกเหล้าว่างเปล่ากลับไป เปลี่ยนเอาอีกเหยือกมาให้ นั่งลงที่เดิม เอ่ยต่อ

“ตอนนี้หลิวเย่กลายเป็นสลัดโหดเหี้ยม ผู้คนเกรงกลัวไปหมด”

คนเคยถูกทรยศบอกเสียงต่ำๆ “ปล่อยมันไปก่อนเถอะ เวลาสำราญของมันเหลืออยู่อีกไม่นานหรอก”

ประโยคนั้นทำให้เด็กหนุ่มสนใจ “ท่านกำลังจะหาทางยึดเรือคืนใช่ไหม”

จอมสลัดสั่นศีรษะ “ข้าจะทวงคืนสิ่งที่เป็นของข้าต่างหาก”

เด็กหนุ่มตื่นเต้น แต่เพียงชั่วประเดี๋ยว ก็เกิดข้อสงสัย

“ตอนนี้ท่านเหลือแต่เพียงหัวเดียวเดี่ยวโดด จะไปเอาเรือคืนได้อย่างไร”

“ที่นี่มีคนมากมาย อยากออกผจญชีวิตกลางสมุทรกับข้า” คำตอบจากน้ำเสียงปกติ ไม่แฝงอาการล้อเล่น ราวกับว่านั่นคือคำตอบจริงในความคิด

ยามาดะคิดว่า ความต้องการลูกเรือ เป็นเหตุผลที่เจิ้งอี้เดินทางมาเกาะแห่งนี้

“แต่หากไม่มีค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อ คงไม่มีใครอยากออกผจญภัยกับท่าน หรือจะหวังให้พวกนั้นรอเงินทองจากการปล้นครั้งหน้า”

“เงินทองหาไม่ยาก” ว่าแล้วหยิบถุงผ้าเก่าสีน้ำตาล ใบขนาดยาวเกือบฟุตขึ้นมา วางลงบนโต๊ะ สภาพเหมือนมีบางอย่างบรรจุอยู่ไม่เต็มนัก แต่ก็มากกว่าครึ่ง

เด็กหนุ่มยื่นมือไปแง้มปากถุงอย่างกล้าๆ กลัวๆ เห็นข้างในเป็นเหรียญทองคำหลายสิบเหรียญ

“เอามาจากไหน ท่านมีทรัพย์มากเพียงนี้เลยหรือ”

“ไม่สำคัญว่ามาจากไหน แค่รู้ว่ามันช่วยให้ข้าได้สิ่งที่ต้องการก็พอ”

ยามาดะรู้สึกว่าสลัดรายนี้ไม่ธรรมดา บางทีนี่น่าจะเป็นโอกาสให้เขาออกทะเล มุ่งค้นหาประสบการณ์ใหม่ หนทางชีวิตใหม่ หากวันหนึ่ง มีกำลังตั้งหลักได้ จะได้กลับแผ่นดินเกิดอีกครา หาใช่ดำรงอยู่เกาะเล็กๆ นี้ไปตลอด

“หากท่านตามหาลูกเรือ ข้าขอร่วมเป็นหนึ่งในลูกเรือท่าน”

จอมสลัดชายตามอง ยังไม่มั่นใจ “นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น”

“ข้าก็ไม่ได้พูดเล่น หรือตัดสินใจเพียงเพื่อความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว ข้าหวังได้ออกเดินทางตามใจปรารถนา ข้าอยากใช้เวลา เดินทางไปอย่างเสรี ค้นหาจุดหมายของชีวิต”

“เสรีอย่างนั้นหรือ” คนพูดหัวเราะหึ “เป็นแค่คำของพวกคุยโวจอมเสแสร้งเท่านั้น ไม่มีเสรีอะไรหรอก มีแต่ผู้คนที่ดำรงอยู่ ประทังชีวิตไปวันๆขณะที่พวกปากเก่งในโลกแห่งเสรี ล้วนเอาเปรียบกอบโกย ข้าคือโจร คือคนที่ไม่ยอมตกอยู่ใต้โลกที่มันสร้าง ซึ่งแน่นอนว่าพวกมันจำต้องหาทางทำลายให้สิ้น” เจิ้งอี้ตบไหล่เด็กหนุ่ม “ชีวิตสลัด อาจไม่ใช่หนทางของเจ้า”

“ท่านรู้ว่าเป็นโจร ถูกตามทำลาย แต่ท่านก็ยังเป็น เพราะอะไรเล่า”

ไม่มีคำตอบ เด็กหนุ่มจากญี่ปุ่นจึงพูดต่อ

“ไม่ใช่เพราะได้เงินทองใช่ไหม ไม่ใช่เพราะทรัพย์สิน หรือความร่ำรวย แต่เพราะความอยากรู้อยากเห็นของท่าน ความต้องการอิสระจากโลกที่ถูกสร้างขึ้นมาจากพวกผู้ปกครอง ข้าเองก็หลบหนีเรื่องเช่นว่านี้มาเหมือนกัน ข้าไม่รู้ว่าสลัดเป็นทางของข้าไหม แต่ข้าก็อยากลอง จะรู้ก็ต่อเมื่อได้ลองแล้ว ข้าเชื่อว่า ไม่ว่าอย่างไร มันจะมีค่าต่อชีวิตข้าแน่ ชีวิตสั้น จะรอคอยวันเวลา ก็เหมือนนับถอยหลังให้ชีวิตไร้ค่าลงเรื่อยๆ”

ตาคมของจอมสลัดจ้องมองหนุ่มญี่ปุ่นไม่วาง ปากที่ปกคลุมด้วยหนวดเครา ยิ้มน้อยๆ “ดี ข้าชอบเจ้า หนุ่มน้อย” ตบไหล่หนักๆ อีกสองครั้ง ยืนขึ้น

“ขอต้อนรับสู่กองทัพแห่งสลัดเจิ้งอี้”

เงียบสงัดท่ามกลางยามดึก ไม่มีเสียงโห่ร้องอย่างกองทัพกระสันศึก

ยามาดะมองซ้ายขวา พบแต่ความสงัด เอ่ยอ้อมแอ้มเหมือนไม่กล้าพูดสักท่าไร

“ถึงจะหาลูกเรือจากที่นี่ได้ แต่ตอนนี้ท่านไม่มีเรือ แล้วจะไปกู้ฟอลคอน มาริโน่คืนได้อย่างไร”

สลัดเจิ้งอี้ยิ้มมุมปาก “เรือหาไม่ยากหรอก บนเกาะนี้มีเรือรอให้เรายืมเสมอละ”

​​​​​​*

ข้ารู้ว่าที่นี่กักตัวเจ้าไม่ได้ หากนั่นคือทางชีวิตของเจ้า จงไปตามใจต้องการเถิด” ราล์ฟบอกเมื่อยามาดะแจ้งว่าต้องการเดินทางไปกับเจิ้งอี้

“หากข้าตั้งตัวได้ มีทรัพย์สินเลี้ยงตน จะกลับมาตอบแทนพระคุณท่าน” เขาให้สัญญาด้วยจริงใจ

เจ้าของร้านยิ้มรับ “เจ้าเป็นคนดี เชื่อว่าจะได้ดี”

ชายหนุ่มค้อมศีรษะแสดงการขอบคุณ ราล์ฟคือคนที่เขาจะไม่มีวันลืม หากมีฐานะมั่นคงเมื่อไร จะกลับมาหาทางตอบแทนแน่ กลับกัน หากล้มเหลว ร้านเหล้าบนโซเทอร์เรีย ก็เห็นจะเป็นที่พำนักพักพิง เป็นที่ตายจริงๆ ละ

นอกจากนี้ยามาดะยังหารือกับเพื่อนสนิท

“การนี้เสี่ยงนัก ไม่รู้ชะตากรรม เจ้าเองอาจดีกว่าหากอยู่กับเรือของดัตช์ เซกิซัง”

“เรือฮอลันดาน่าปรารถนาอยู่เสียเมื่อไร เมื่อชะตานำให้เรารอดตายมาพบกันอีก อย่างมากก็เสี่ยงตายกันอีกครั้ง จะเป็นไรไป”

ยามาดะยกมือแตะไหล่เพื่อน “ดี เราจะออกทะเลกันอีกครั้ง”

เซกิจับไหล่เพื่อนเช่นกัน “เริ่มต้นชีวิตครั้งใหม่อีกครั้ง นิซาเอมอนซัง”

ยามาดะก้าวมองผ่านบานหน้าต่างออกไปทะเลกว้างไกลลิบ ซึ่งดูดกลืนอดีตเขาไปจนแทบหมดสิ้น เช่นเดียวกับที่กำลังจะเป็นจุดเริ่มของชะตากรรมใหม่

“อย่าเรียกข้านิซาเอมอนอีกเลยเซกิ ข้าหาใช่คนหามเกี้ยวในซัมปุอีกแล้ว เพลานี้ข้าเป็นคนสามัญ นามที่ได้รับมาแต่กำเนิด คือ นากามาสะ”

​​​​​*

เจิ้งอี้หาพรรคพวกมาเป็นลูกเรือได้จำนวนหนึ่ง ใช้โอกาสยามดึก ลอบขโมยเรือชื่อสวิฟของพ่อค้าฮอลันดา ออกเดินทางมุ่งสู่ท้องมหาสมุทรกว้าง

ความทรงจำแรกของยามาดะครั้งออกทะเลมากับเรือสำเภาตราแดงหวนคืนมาในหัว แต่ที่แตกต่างคือ เขาไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับทะเลอีกต่อไป ความตื่นเต้น กระสันค้นหาเรื่องราวใหม่จากการเดินทาง มีมากกว่าความรู้สึกไร้ทางเลือก

เจิ้งอี้นำเรือล่องไปบนเส้นทางที่ยามาดะไม่คุ้นเคย เขาล่องตัดสู่ทะเลลึก ไม่ได้เลียบชายฝั่งเช่นเรือสินค้าโดยทั่วไป

“ขืนล่องอย่างเรืออื่น เห็นจะถูกจับเอาได้ง่ายๆ” จอมสลัดเคยบอกไว้

จอมสลัดยังนำเรือไปยังสถานที่ เกาะแก่งที่ยามาดะไม่เคยรู้จัก ได้พบผู้คนแปลกแตกต่าง ชนพื้นเมืองที่เหมือนยังเป็นอนารยะ ได้เรียนรู้โลกกว้าง ความรู้หลายแขนง ศิลปะการคบหา พูดจา กลยุทธการศึก การโจมตี และหลบหนี

เรื่องราวแปลกใหม่ทั้งหลาย ทำให้หนุ่มญี่ปุ่นเริ่มลืมเลือนกาล วันเวลากลายเป็นของยากต่อการจดจำ มหาสมุทรดูดกลืนลำดับวันคืน ภาพความหลังเจือจางลงทุกที ที่เหลือก็ได้แต่ซุกซ่อนหลบแอบอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ไม่ให้ถูกสายลมพัดพาปลิวลอยล่อง

กระนั้นยามาดะก็เริ่มเกิดความสงสัย

วันหนึ่ง ชายหนุ่มถามกัปตันเรือ “จุดหมายของเราอยู่ที่ไหน”

เจิ้งอี้ชำเลืองมองด้วยหางตา “เจ้ากลัวข้าหลงทางรึ”

“เปล่า เพียงแค่สงสัย คิดว่าเมื่อออกเรือ เราเคยมีเป้าหมาย แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านลืมไปหรือยัง”

เสียงหัวเราะแผ่วๆ ดังมาจากลำคอของจอมสลัด “ข้าไม่มีวันลืมหรอก” เขาถอดหมวก ปัดเศษขี้เกลือออก สวมกลับไปใหม่ หยิบเข็มทิศขึ้นมาดู แล้วเงยมองใบเรือที่ต้านลม นำพานาวาที่ปล้นมาล่องไป ปากพูดขึ้นว่า

“อีกไม่นานจะเข้าฤดูลมตะวันออกแล้ว ไกลลิบโน้น” เจิ้งอี้ชี้ไปทางท้องทะเลว่างเปล่าแสนไกล “ตรงนั้นจะเต็มไปด้วยเรือสินค้า ทั้งเรือของอังกฤษ ฮอลันดา โปรตุเกส สเปน แล้วยังมีเรือของพวกจีน ญี่ปุ่นอีก แหล่งสมบัติมากมายล่องอยู่กลางทะเล”

ยามาดะลองคิดตาม ทีแรกคิดว่าเจิ้งอี้จะเริ่มชีวิตเช่นอดีต ทำตนเป็นจอมสลัดใหญ่อีกครา ทว่าเมื่อคิดให้ดี ทำให้เริ่มเข้าใจได้ว่า เขามีอีกจุดมุ่งหมาย ภารกิจที่ตั้งใจมาแต่เมื่อแรกปล้นเรือสวิฟออกเดินทาง

“ท่านกำลังคิดว่า มีเรือสินค้าที่ไหน หลิวเย่มันก็อยู่ที่นั่น”

เจิ้งอี้ยิ้มชื่นชม

ยามาดะวางท่อนแขนทั้งสองบนผิวไม้ขัดมันของกราบเรือ จ้องมองจอมสลัด มีข้อสงสัยอีกข้อที่อยากรู้มาตลอดตั้งแต่ก่อนการเดินทาง จนวันนี้คิดว่าไม่จำเป็นต้องเก็บงำไว้อีก

ว่ากันว่าท่านได้รับมรดกสลัด สมบัติของบาร์โธโลมิว เป็นเรื่องจริงไหม”

กัปตันเรือหยิบซิการ์ซึ่งคงได้มาจากห้องพักของกัปตันเรือคนเก่า ออกมาจุดสูบพ่นควันอยู่เนิ่นนาน จนชายหนุ่มคิดว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะเล่า แต่ที่สุดเสียงเอ่ยจากปากอันรายล้อมไปด้วยเคราครึ้ม มีออกมาว่า

“โทรุ มาร์โก หยาง สลัดวาโกะแห่งน่านน้ำตะวันออก ช่วยข้าไว้จากพวกทหารสเปนตั้งแต่ตอนแปดขวบ จากนั้น ข้าก็ติดตามเขาเรื่อยมา เขาพาข้าไปทั่วสมุทร กระทั่งสถานที่หนึ่ง เกาะร้างห่างไกล ซึ่งข้าไม่รู้จัก มันลึกลับซับซ้อน แต่เต็มไปด้วยสมบัติ”

“ทาร์ทารัส” ชายหนุ่มจำได้จากที่ราล์ฟเคยเล่า

คนสูบซิการ์เล่าต่อว่า

“มันคือตำนานที่สลัดทุกคน กระทั่งราชนาวีหลายชาติมุ่งค้นหา แต่ไม่มีใครเคยพบ นอกจากคนที่รู้ว่าอยู่ตรงไหน”

“ท่านรู้ว่าทาร์ทารัสอยู่ที่ไหน”

“มันสำคัญอยู่ที่เมื่อข้าเติบโต เป็นหัวหน้าสลัด ข้าคิดหวังว่าจะไปอีกครั้ง เพื่อหาทางครอบครองสมบัติเหล่านั้น แต่ไม่ใช่แค่ข้า”

“หลิวเย่?” ยามาดะหลุดปากออกมาโดยแทบไม่รู้ตัว

เจิ้งอี้ไม่ปฏิเสธ “ข้าเคยคิดตั้งแต่เจอมันว่า แววตามันมีเลิศนัย คงทรยศสักวัน แต่เงินทองที่มี และความกระสันจะยิ่งใหญ่ ทำให้ข้ามองข้ามอันตรายนี้ ลืมสัญชาตญาณตนเอง แน่ละ ฝีมือมันช่วยข้าได้ดีตลอดมา จนข้านอนใจ ถือเป็นความผิดพลาดสำคัญในชีวิต”

ชายหนุ่มรอฟัง

“ข้าคิดว่าสมบัติที่ได้จากการปล้นเรือสินค้า ทำให้ลูกเรือพอใจได้ แต่หลิวเย่มันจอมโลภ โดยเฉพาะเมื่อมันรู้ว่าข้ารู้ทางไปทาร์ทารัส”

“มันต้องการให้ท่านพาไปทาร์ทารัสสินะ”

“มันอยากให้ข้าพาไป หรือไม่ก็บอกเส้นทางให้พวกมัน มันจับข้ามัดห้อยไว้ที่กราบเรือ บังคับให้บอก ที่สุดข้าก็บอก”

“ท่านบอกหรือ” ยามาดะไม่คิดว่าเจิ้งอี้จะยอมเลย

“แต่ความโลภทำให้ดวงตาและปัญญามืดบอด พลาดให้แค่กลลวงง่ายที่เด็กอมมือก็ดูออก”

ชายหนุ่มไม่เข้าใจ “ทำไม”

“ข้าคิดอยู่แล้วว่าสักวันอาจถูกพวกต้องการสมบัติปองร้าย จึงทำแผนที่ปลอมขึ้นมา เมื่อมันค้นตัว ก็ได้ของปลอมไป”

“เยี่ยม” ยามาดะชื่นชมแกมสะใจ นึกภาพหลิวเย่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

“จากนั้นมันก็ยิงข้า” เจิ้งอี้พูดต่อ

“แล้วท่านรอดมาได้ยังไง”

จอมสลัดหยิบกล่องยาสูบขนาดเล็กของพวกสเปน เป็นกล่องโลหะ มีร่องรอยบุ๋มเป็นรู แต่ไม่ทะลุ “กระสุนโดนนี่เข้า ข้าจึงรอดมา”

“มันคงโกรธแทบบ้า ถ้ารู้ว่าสถานที่ในแผนที่ ไม่มีอะไรอย่างที่หวัง”

คนได้กล่องโลหะช่วยชีวิตหัวเราะ หนุ่มญี่ปุ่นอารมณ์ดีตามไปด้วย

“หากท่านเจอหลิวเย่เมื่อไร จะทำอย่างไรกับมัน” ยามาดะถาม

“มันอยากได้สมบัติ อยากไปทาร์ทารัส ข้าจะเอาศพมันยัดใส่หีบทอง แล้วเอาไปไว้ที่นั่น ให้เป็นผีเฝ้าสมบัติอย่างที่มันต้องการ”

เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆ สัมผัสลึกว่าเจิ้งอี้ยังโกรธแค้น

“พบมันเมื่อไร เจ้าก็หลบให้ดีแล้วกัน จะได้ปลอดภัย” บอกแล้วขยับเดินไป แต่ชายหนุ่มพูดขึ้นมาอย่างขัดเคือง

“ทำไมต้องให้ข้าหลบ ข้ามีฝีมือพอจะรับมือหลิวเย่ได้”

เจิ้งอี้หยุด ชายตามอง “มันเป็นความแค้นของข้า ไม่ใช่เจ้า”

หนุ่มญี่ปุ่นส่ายหน้าเล็กๆ

“ท่านผิดแล้ว”

จอมสลัดสงสัย รอคำตอบ

“ข้ามาอยู่โซเทอร์เรีย ได้ราล์ฟช่วยชีวิตไว้ ก็เพราะเรือที่ข้าโดยสารออกมาแต่เมืองญี่ปุ่นถูกปล้น” เขาพยักหน้า “ใช่…โดยฝีมือไอ้หลิวเย่”

เจิ้งอี้เงียบไปสักครู่ แล้วจึงเอ่ยออกมา พร้อมรอยยิ้ม

“ดี อย่างนั้นเราก็มีศัตรูคนเดียวกัน”

​​​​*

วันนั้นเป็นวันอากาศขมุกขมัวที่สุดในรอบสัปดาห์ แต่ยามาดะก็ยังสามารถแลเห็นเรือฟอลคอน มาริโน่ ได้แต่ไกล เรือสีดำชักธงรูปเหยี่ยวทะเล มุ่งตรงเข้ามาอย่างเร็ว เจิ้งอี้ยืนอยู่หลังพังงา สีหน้าเหมือนสุขใจ การรอคอยสิ้นสุด

จอมสลัดสั่งให้คนชักธงเรือสินค้า แสร้งล่องหลบหนี ขณะเดียวกันก็สั่งการ เตรียมซุ่ม รับการต่อสู้

เสียงปืนใหญ่ดังเมื่อเรือธงเหยี่ยวทะเลตามขึ้นมาประกบข้างลำ จากนั้น เสียงสนั่นของปืนใหญ่สองฝ่ายก็แผดลั่น

สลัดในเรือเหยี่ยวทะเลขว้างเชือกตะขอ กระโดดโหนตัวข้ามลำเรือเข้ามาประจัญบาน มีเสียงปืนเล็กดังเป็นระยะ สลับเสียงดาบกระทบกัน

ลูกเรือสองฝ่ายต่อสู้กันอุตลุด ทั้งดาบ และปืน

ยามาดะเห็นเจิ้งอี้ฉากตัวไปหลบตรงแท่นเสากระโดงเรือ ตากวาดไปทั่วเหมือนค้นหาใครสักคนซึ่งก็พอคาดเดาได้ กระทั่งสลัดรายหนึ่งโจนตัวขึ้นเรือมา ร่างสูงใหญ่แม้แลดูท้วม แต่แขนขายังมองเห็นมัดกล้ามได้ ผ้าดำโพกหัว ใบหน้าปุปะ หนวดเคราขึ้นครึ้ม ยังเป็นภาพไม่ต่างจากวันวาร ชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมา

หลิวเย่ตะโกนสั่ง เช่นที่มันคุ้นเคย คือสังหารให้หมดสิ้น ขนสมบัติที่มีไปให้หมด

ตอนนั้นเองที่เจิ้งอี้เผยตัวจากหลังเสากระโดงใหญ่ กัปตันเรือเหยี่ยวสมุทรตกใจเมื่อเผชิญหน้ากับนายเก่า ผู้ที่มันคาดว่าตายไปแล้ว แต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว กลบอาการครั่นคร้ามไว้ได้หมดสิ้นหากว่ามีอยู่ในจิตใจ

“ตายยากเสียจริงนะ เจิ้งอี้”

“ข้าตายไม่ได้หรอก หากยังไม่ได้ฆ่าแก”

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้จะเป็นวันตายจริงๆ ของแก”

ต่างคนต่างแสยะยิ้ม เสมือนบ่งบอกซึ่งกันและกันว่า นีคือเวลาที่รอคอย หลังจากนี้จะมีคนรอดเพียงหนึ่งเดียว

ยามาดะปล่อยให้เป็นการชำระแค้นระหว่างสองคน ตนเองกระชับดาบ สังหารพวกสลัดที่พยายามปล้น ล้มตายไปสองราย กระทั่งรายที่สาม เป็นไอ้ยักษ์ใหญ่ แยกเขี้ยวฟันดำ น่าขยะแขยง ผิวกายเข้มมีร่องรอยแผลเป็นลายพร้อยราวรอยสัก

ไอ้ตัวดำถือดาบเล่มโต เงื้อมาแต่ไกล ฟาดฟันเต็มแรง เด็กหนุ่มฉากตัวหลบ แล้วยกดาบฟันหวังสังหาร แต่ไอ้ยักษ์ตัวเข้มก็รวดเร็วไม่แพ้กัน ยกดาบรับอาวุธของเขาได้ทันท่วงที จากนั้นออกแรงดัน ด้วยเรี่ยวแรงของร่างยักษ์ ทำเอาเด็กหนุ่มถอยกรูดจนเกือบล้ม รีบตั้งหลัก กระชับดาบ ชี้ปลายตรงยังคอหอยศัตรู ยักษ์ดำถือดาบกระโจนเข้ามาอีกที ฟาดคมลงมาจากเบื้องสูง หวังฟันเข้าตั้งแต่กลางกระหม่อม แต่ยามาดะยกดาบพร้อมรับไว้อยู่แล้ว ทว่าที่คาดไม่ถึงคือเรี่ยวแรงมหาศาล จนแรงฟาดทำเอายามาดะเข่าทรุด ชายหนุ่มเบี่ยงดาบ ให้แรงบิดเทไปด้านข้าง คมอาวุธเบี่ยงลงทางขวา เขาใช้โอกาสนั้นฟันออกไป เป้าหมายที่คอของศัตรู แต่อีกฝ่ายก็ยังเอนตัวหลบได้ ยามาดะรีบฟาดฟันต่อไปอีกหลายครั้ง ยักษ์ดำยกอาวุธรับเป็นพัลวัน ชายหนุ่มใช้โอกาสที่อีกฝ่ายตั้งหลักไม่ทัน ตวัดปลายดาบ ปาดเข้าที่ข้อมือศัตรู

ดาบในมือยักษ์ดำร่วงหล่น ชายหนุ่มไม่รอช้า เงื้อดาบสูงเตรียมฟาดฟันลงมา แต่ไอ้ยักษ์ยังไม่ยอมแพ้ พุ่งร่างอันใหญ่โตเข้าชนเต็มแรง ทำเอาร่างปลิวตามแรงจนไปกระแทกกราบเรือ ยามาดะใช้ด้ามดาบกระทุ้งเข้าที่แผ่นหลังศัตรู แต่ไม่ช่วยอะไรนัก ยักษ์ดำจับเขาเหวี่ยงลงกระแทกพื้นเรือจนดาบหลุดมือ มันดึงดาบสั้นจากข้างเอวออกมา กระโจนร่างมหึมาทับยามาดะแทบกระอัก แต่ด้วยความรักชีวิตจึงพยายามสู้กับความเจ็บปวด คนกระโจนทับเงื้อดาบสั้นด้วยสองมือ แทงลงมา เป้าหมายกลางคอหอย ชายหนุ่มจับมือมันไว้ก่อนมีดสั้นปลายแหลมแทงลงมาถึง แต่เรี่ยวแรงมันช่างมหาศาล เขาทำได้เพียงชะลอให้ปลายแหลมพุ่งมาช้าลง ช่วยให้เขาเอนศีรษะและลำคอหลบฉากไปได้ก่อนปลายทิ่มลงมา คมมีดเพลานี้ห่างจากผิวต้นคอเขาไม่ถึงคืบ

สลัดร่างยักษ์พยายามดึงมีดขึ้น หวังเงื้อแทงอีกครั้ง ปลายมีดลอยขึ้นมาตรงหน้ายามาดะ โดยภาพฉากหลังเป็นรอยแยกเขี้ยวฟันเหลืองปนดำของไอ้ยักษ์ แรงกดมีขึ้นอีกครั้ง ยามาดะใช้สองมือขืนแรงศัตรู แต่ก็รู้ว่าหากปล่อยเช่นนี้ ปลายแหลมได้ดื่มโลหิตเขาเป็นแน่ จำต้องหาหนทางเปลี่ยนความเสียเปรียบเป็นได้เปรียบ ไม่เช่นนั้น ความตายจะได้เป็นสถานใหม่อันเขาต้องผ่านเข้าไป

ในเสี้ยวนาทีนั้น ชายหนุ่มใช้เข่ากระทุ้งหว่างขาของไอ้ยักษ์ ซึ่งมัวมุ่งความสนใจอยู่กับการแทงคอ มันร้องเอิ๊ก ร่างเสียการทรงตัว ถลันไปข้างหน้า ชายหนุ่มใช้โอกาสนั้นบิดปลายมีดกลับ แล้วออกแรงดัน ปลายแหลมแทงเข้ากลางอก ด้วยร่างอันหนัก และแรงที่ยามาดะกระแทกสุดแรง ทำให้มีดจมหายเข้าไปกลางลิ้นปี่ไอ้ร่างใหญ่จนมิดด้าม

เสียงลมหายใจขัดๆ ดังอยู่ใกล้ๆ จากปากร่างที่ใกล้สิ้นลม

ไม่กี่อึดใจต่อมา ร่างยักษ์ดำก็นิ่งงันไป ชายหนุ่มรวบรวมแรง ดันร่างใหญ่ให้พ้นจากตัว นอนสูดกลิ่นชีวิตอยู่สองสามครั้ง ก่อนค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ตอนนั้นเอง เขาได้ยินเสียงดาบประกันดังในโสตอีกครั้ง หลังไม่ได้ยินเสียงอื่นใดเลย ระหว่างสู้กับไอ้ยักษ์

ยามาดะกวาดตามองไปรอบเรือ ยังมีการต่อสู้ สายตาเขาหยุดลงที่การต่อสู้ของคู่หนึ่ง

ในตอนที่ยามาดะมองเห็น เป็นเวลาที่เจิ้งอี้ใช้ดาบสองมือ รุกเร้าหลิวเย่จนถอยกรูด ดาบหลุดจากมือ หงายล้มลง อดีตกัปตันฟอลคอน มาริโน่ ไม่รอช้า พุ่งฟาดฟันอาวุธหวังสังหาร แต่กัปตันปัจจุบันยังม้วนตัวหลบได้ทัน แล้วหยิบปืนที่ตกอยู่ ยิงกระสุนโดนหัวไหล่นายเก่าจนเข่าทรุด เจิ้งอี้พยายามเอาดาบยันตัวพยุงยืน แต่อาวุธที่ผจญไอเกลือทะเลมานาน หักเป็นสองท่อน

ร่างเจิ้งอี้ล้มกอง

หลิวเย่ค่อยๆ ลุก หยิบดาบขึ้นมา หัวเราะ พูดอะไรสักอย่าง สุดท้ายก็เงื้อดาบขึ้น

เด็กหนุ่มไม่อยู่เฉยๆ หยิบมีดสั้นจากร่างไอ้ยักษ์ตัวดำ แล้วพลันเขวี้ยงไป ปลายแหลมพุ่งเสียบหน้าอกเยื้องไปทางขวา ร่างสลัดจอมโหดเซเกือบล้ม แต่มือยันกราบเรือเอาไว้ทัน ตอนนั้นเจิ้งอี้ยันตัวขึ้นยืน มือยังกุมกระชับด้ามดาบที่ปลายหักสะบั้นไปแล้ว

สลัดเจิ้งอี้พูดอะไรสักอย่าง ก่อนเงื้อดาบฟาดลงบนร่างศัตรู แม้ปราศจากปลายแหม แต่คมอาวุธก็เพียงพอให้ทะลวงเฉือนผ่านเนื้อหนังเข้าไปถึงกระดูก

หลิวเย่นิ่งไปหลายอึดใจ ก่อนร่างหงายร่วงลงน้ำ หายไปใต้มหาสมุทร

เมื่อพวกสลัดจากฟอลคอน มาริโน่คนอื่นๆ เห็นกัปตันของตนสิ้นชีพ ก็หยุดมือ ทิ้งอาวุธ ยอมแพ้

ความเงียบเข้ารอบล้อมเรือสองลำที่ล่องตีคู่

นานเนิ่นเพียงไร หนุ่มญี่ปุ่นไม่ทันสังเกต แต่สุดท้ายก็ถลันตัวไปประคองร่างของเจิ้งอี้ที่ค่อยๆ ทรุดล้มลง

เนื้อตัวของคนที่ล้มทรุดปรากฏร่องรอยคมดาบ เลือดแดงไหลซึมเรื่อยๆ

“ท่านบาดเจ็บ!

“เรื่องเล็กน้อย” เสียงตอบของคนเจ็บแผ่วจาง พยายามซ่อนอาการ แต่คนข้างๆ สัมผัสความเจ็บปวดได้ไม่ยาก

เจิ้งอี้สั่งให้ต้นเรือคุมเรือใบดำ ส่วนตนเองยังอยู่บนเรือสวิฟกับยามาดะ เพราะร่างกายไร้แรงเกินกว่าจะเคลื่อนย้าย ต้องถูกประคองนอนพัก สีหน้าเริ่มซีด ลมหายใจแผ่วเบา

“เจ้าหนุ่ม เจ้าคงตามข้าไปอีกไม่ได้แล้วละ ข้าจะต้องไปที่ใหม่ คงมีพวกที่ข้าเคยปล้นเคยสังหารรออยู่เพียบ”

“ไม่นานท่านจะหายดี” ยามาดะปลอบ แม้รู้ว่าไร้ความหมาย แต่ไม่รู้จะพูดอะไรที่ดีไปกว่านี้

อดีตกัปตันที่เพิ่งลุล่วงจากความแค้นหัวเราะแค่นๆ แล้วบอกว่า

“เรือใบดำ มีสมบัติที่หลิวเย่มันปล้นมาเก็บอยู่มาก ข้าบอกต้นเรือแล้วว่าให้จัดการแบ่งทุกคน รวมถึงพวกลูกเรือเก่าของหลิวเย่ด้วย ส่วนของข้า ขอมอบให้เจ้านำไปใช้ตามสบายเถิด”

หนุ่มญี่ปุ่นอยากจะอ้าปากค้าน แต่รู้ว่าไร้ประโยชน์

เจิ้งอี้พูดต่อ “หลังข้าตาย ขอเจ้าช่วยนำร่างข้าใส่โลง ปล่อยลงสู่ทะเล คาลิปโซ่จะนำทางข้าไปสู่ที่ที่ข้าควรไป”

“ข้าจะทำตามท่านว่า” เขารับปาก

“อีกอย่าง” จอมสลัดดึงสร้อยจากคอ สายเป็นเชือกเก่าสีน้ำตาล คราบเหงื่อไคลพอกจนแทบไม่เห็นสีแท้จริง แต่ที่ปลาย เป็นอัญมณีกลมขนาดใหญ่กว่าเมล็ดกาแฟเล็กน้อย สีฟ้าครามงดงามเมื่อต้องแสง

“รับเอาไป”

ชายหนุ่มรับมาไว้ในมือ จ้องมอง “อะไรหรือ”

“ของที่ระลึกจากข้า” เจิ้งอี้ยกมือจับไหล่เขา “เจ้าหนุ่ม เจ้าเป็นคนดีกว่าข้า อยู่ที่ที่ดีกว่าข้า ยิ่งใหญ่กว่า และตายอย่างมีเกียรติได้ หาใช่ต้องมาสิ้นลมกลางทะเลพร้อมกับขี้เกลือและไอแดดเช่นนี้”

เขารับฟังแต่นิ่งๆ น้ำตาเริ่มซึม คลออยู่ในดวงตากลมเล็ก

“ท่านตายอย่างมีเกียรติแล้วสำหรับข้า”

เจิ้งอี้เพียงยิ้มน้อย เปลือกตาค่อยๆ พริ้มหลับลง และเป็นเช่นนั้นไปตลอดกาล

*

หลังเจิ้งอี้เสียชีวิตลง ยามาดะจัดการทุกอย่างตามที่ได้รับการสั่งเสีย จากนั้นลูกเรือจำนวนหนึ่งนำเรือฟอลคอน มาริโน่แยกไปตามทางของตนเอง ขณะที่ยามาดะ เซกิ และพรรคพวกอีกไม่กี่คน นำเรือสวิฟแยกกลับขึ้นฝั่ง ตั้งหลักที่โซเทอร์เรีย

เขายอมรับว่ารู้สึกหนทางตีบตัน ไม่รู้จะบ่ายหน้าไปทางใด โซเทอร์เรียเป็นเสมือนสถานพักพิงอันไว้วางใจได้

ราล์ฟยังอยู่ที่นั่นเหมือนเดิม เมื่อเล่าเรื่องราวให้ฟัง เขาก็บอกว่า

“น่าเสียใจที่คราวนี้ต้องเสียเจิ้งอี้ไปจริงๆ” สีหน้าแววตาของราล์ฟแสดงความเสียใจไม่ปิดบัง แต่เมื่อสลัดความทุกข์ทิ้งไป ก็มุ่งสนใจชะตาของเด็กหนุ่มที่เขาเคยช่วยชีวิต “แล้วเจ้าล่ะ จะทำอย่างไรต่อไป”

“บอกตามตรง ข้าก็ยังไม่รู้” ยามาดะยอมรับ “ก่อนนี้เคยคิดจะติดตามท่องทะเลไปกับเจิ้งอี้สักหลายปี เก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนหาที่ปักหลัก แต่ดูเหมือนทุกอย่างไม่เป็นใจนัก”

“จะอยู่ที่นี่ไปก่อนก็ได้นะ”

ชายหนุ่มค้อมศีรษะเคารพ “ท่านกรุณาข้าตลอดมา ข้าซาบซึ้งด้วยใจจริง แต่บางอย่างบอกข้า ถึงเวลาที่ต้องออกเผชิญโลกด้วยตัวเองแล้ว เผชิญด้วยตัวเองเท่านั้น จึงจะพบเป้าหมาย ข้าอยากลองดูสักที แม้ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่เชื่อว่าหนทางจะเปิดช่องให้เห็น”

ราล์ฟพยักหน้ายิ้ม เหมือนรู้อยู่แล้วว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้ ตบไหล่เขาเบาๆ

“เชื่อว่าเจ้าทำได้ ข้าขอเอาใจช่วย”

​​​​​*

ยามาดะใช้เวลาที่โซเทอร์เรียเพื่อพักร่างกาย หาเสบียง ค้นหาจุดหมายและหนทางชีวิตกับเหล่าสหาย

“ยินพวกขี้เหล้าแถวนี้มันว่า พวกราชนาวีฮอลันดาจากแถบบอร์เนียวยังไล่ล่าหาเรือสวิฟอยู่ การตายของเจิ้งอี้ไม่ได้ช่วยให้เลิกตาม ดังนั้นเราคงอยู่แถบนี้นานไม่ได้” สหายคนหนึ่งบอก

“ใครมีข้อเสนอไหม” ยามาดะถาม

ทุกคนมองหน้ากันยังไม่มีพูดอะไร จนลูกเรือคนหนึ่ง ซึ่งดูท่าว่าดื่มเหล้าองุ่นไปหลายเหยือก เปรยลอยๆ ขึ้นว่า

“น่าเสียดาย ที่เจิ้งอี้ตายไปเสียก่อนจะได้บอกกล่าวเส้นทางสู่สมบัติบาร์โธโลมิว ไม่เช่นนั้น เราคงได้รวย ไม่ต้องมานั่งจ่อมไร้จุดหมายอย่างนี้”

“อย่างไรเจิ้งอี้ก็ตายไปแล้ว แผนที่สู่ทาร์ทารัสคงจะสาบสูญไปแล้วเหมือนกัน ไร้ประโยชน์หากมัวเสียดาย ตอนนี้ต้องร่วมกันหาว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลอดภัยจากพวกราชนาวีหลายชาติ” ยามาดะบอก

ลูกเรืออีกคนขยับตัวขึ้นจากพนัก ยกเหล้าดื่มอึกหนึ่ง แล้วให้ความเห็น

“หากให้พ้นเขตอำนาจของฮอลันดา เราต้องหลบหนีไปให้ถึงอินเดีย เทียบท่าที่นั่น ท่าเรือย่านนั้นมีผู้คนมาก อีกทั้งแถบนั้นอิทธิพลฮอลันดามีไม่มาก จะมีก็พวกอังกฤษ ซึ่งไม่ค่อยสนใจเรื่องที่เกิดในดินแดนตะวันออกเท่าไร คงพอแฝงตัวพำนักอยู่ได้”

“อินเดียอย่างนั้นรึ” ยามาดะมีข้อกังวล “พวกเรายังไม่เคยมีใครเคยเดินทางไปไกลถึงเพียงนั้นเลยใช่ไหม” เขารู้ดีว่าทุกคนในที่นี้ล้วนมีประสบการณ์เดินทะเลทางไกลน้อยนัก อย่างมากก็ชำนาญแต่ในน่านน้ำแถบนี้เท่านั้น

“เราไม่มีทางเลือก จำต้องยอมเสี่ยง ไม่อย่างนั้นก็ต้องหลบหนีไปเรื่อยๆ” คนเสนอยังยืนยัน

ดูเหมือนบทสรุปจุดหมายเป็นไปอย่างไร้ทางเลือก ยามาดะหยิบแผนที่หนังวัวขึ้นมากาง ชี้มือตรงลายเส้นบนแผนที่

“ก่อนไปถึงอินเดีย เราต้องผ่านช่องแคบมะละกา เขตอิทธิพลฮอลันดาทั้งนั้น”

หากเราล่องจากที่นี่ เพื่อผ่านช่องแคบไปในคราวเดียวเห็นจะไม่ได้” เซกิเสนอข้อคิดเห็น “อาหารอาจพอ แต่น้ำจืดเห็นจะไม่ ต้องหาจุดพำนักเติมให้พร้อมก่อนเดินทาง จะเสี่ยงไปปล้นเอาจากเรือสินค้าระหว่างทะเลแถบนั้นไม่เห็นควร จะยิ่งตกเป็นเป้าโดยไม่จำเป็น”

เจ้าพูดมามีเหตุผล” ยามาดะจับจ้องบนแผนที่ กวาดตาไปบนเส้นทางที่อาจต้องใช้ล่องผ่าน มีตรงไหนบ้างนะ ที่พอเป็นแหล่งพักพิงชั่วคราวได้บ้าง ที่สุดเมื่อสายตาหยุดลงตรงจุดหนึ่ง จำได้จากเรื่องเล่าของลูกค้าร้านเหล้า เห็นจะพอใช้การได้ จึงจิ้มนิ้วลงไปตรงบริเวณเหนือช่องแคบมะละกา พร้อมพูดว่า

“ก่อนผ่านเขตอิทธิพลฮอลันดา ยังมีดินแดนตรงนี้ เห็นจะพอเป็นที่พำนักเติมเสบียงให้พร้อมก่อนเดินทางต่อได้” เขาลากนิ้วไปทางซ้าย ตรงดินแดนที่พูดถึง “ข้าเคยได้รับฟังมาเมื่อครั้งกระโน้นว่า ดินแดนนี้มีหลากหลายเชื้อชาติพำนักอาศัย ไม่มีต่างชาติไหนมีอำนาจเบ็ดเสร็จเป็นเขตอิทธิพล อีกทั้งยังเปิดโอกาสการค้า ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง”

ทุกคนจ้องมองตำแหน่งจุดหมายตามข้อเสนอของชายหนุ่ม ปลายนิ้วของเขาตอนนี้อยู่ตรงตำแหน่งคำว่า

Siam

“สยามอย่างนั้นรึ” คนหนึ่งพูดขึ้นมา

ยามาดะพยักหน้า อาณาจักรสยาม หรือบางคนเรียกว่า สุวรรณภูมิ ศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่นี่” เขาเลื่อนนิ้วลงมายังอักษรที่เล็กกว่า เขียนว่า

Ayothaya

“อโยธยาจะเป็นที่พำนักเติมเสบียงที่ปลอดภัยของเรา” เขาประกาศ

ทุกคนหันมองหน้ากัน ไม่มีใครคัดค้าน

คริสต์ศักราช 1612  ยามาดะและลูกเรือทั้งญี่ปุ่นและต่างชาติ รวมถึงพวกไร้สัญชาติ ก็ออกล่องเรือมุ่งหน้าเข้าน่านน้ำภายใต้ขอบขัณฑสีมาแห่งราชอาณาจักรสยาม



Don`t copy text!