หนังสือเล่มนั้น มีเนื้อคู่ของฉันซ่อนอยู่ บทที่ 1 : หนังสือเล่มนั้นอาจมีอยู่จริง

หนังสือเล่มนั้น มีเนื้อคู่ของฉันซ่อนอยู่ บทที่ 1 : หนังสือเล่มนั้นอาจมีอยู่จริง

โดย : กุลวีร์

Loading

หนังสือเล่มนั้นมีเนื้อคู่ของฉันซ่อนอยู่ โดย กุลวีร์ นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาจะพาทุกคนไปพบกับความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับชาคร เมื่อหนังสือเล่มนั้นได้พาเขาไปพบกับหญิงสาวปริศนา จันตา…เธอคนนี้คือเนื้อคู่ของเขาอย่างที่ชายชราบอกอย่างนั้นหรือ หาคำตอบไปพร้อมกันที่เว็บไซต์ anowl.co พื้นที่ที่มีนวนิยายสนุกๆ ให้คุณได้เพลิดเพลิน

ชาครนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์โดยมีเพื่อนชายเป็นผู้ขับ ตอนแรกจะนัดกันไปเตะฟุตบอล แต่บุญยังขอพาเขาแวะห้องสมุดประชาชนเพื่อหาข้อมูลทำการบ้านส่งครู

เมื่อเพื่อนขี่รถมุ่งหน้าไปยังทิศทางสู่ที่หมาย อยู่ดีๆ ฟ้าก็มืดครึ้มเหมือนฝนจะเทลงมา

“ใกล้ถึงหรือยัง” เขาถามเพื่อนเพราะไม่อยากเปียกปอน

“จำได้ว่าอยู่แถวนี้ เคยมองเห็นผ่านๆ” บุญยังพูดไม่ทันขาดคำ สายตาก็แลเห็นสถานที่ที่ต้องการมาเยือน “นั่นไง เจอแล้ว ขี่หาอยู่ตั้งนาน”

ทั้งสองคนยืนมองป้ายชื่อกำกับสถานที่ด้วยความนึกคิดแตกต่างกัน

ชาครสงสัยแค่เพียงจุดเดียว

“นี่มันห้องสมุดประชา แล้วชนหายไปไหนล่ะ” เขาถามตัวเองพร้อมทั้งขอความเห็นจากเพื่อน เว้นช่วงเพื่อใช้ความคิดได้ไม่นานก็พูดต่อ หลังจากหาคำตอบให้กับคำถามนั้นได้ “คงหลุดหาย ยังไม่มีใครมาซ่อม แต่ป้ายก็ดูไม่เก่ามากเลยนะ ฉันว่าคงตั้งใจจะไม่ติดคำว่าชนต่อท้ายแน่เลย”

ส่วนบุญยังนั้น กำลังทบทวนความทรงจำซึ่งไม่ค่อยชัดเจนนัก “ฉันยังไม่เคยมาที่นี่สักที แต่เคยขี่รถผ่าน รู้สึกไม่คุ้น บอกไม่ถูกเหมือนกัน”

“อย่าคิดมากเลย ห้องสมุดเหมือนกัน มันคงมีอยู่ที่เดียว” ชาครแหงนหน้ามองท้องฟ้า “เหมือนฝนจะตก รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ”

เขาพูดจบก็เดินนำหน้าเพื่อนชายเข้าไปด้านใน จากการใช้สายตาสอดส่องเท่าที่สังเกตได้ อาคารชั้นเดียวแห่งนี้เป็นสถานที่กว้างขวางกว่าที่คิดไว้ โต๊ะที่ใช้นั่งอ่านหนังสือในจุดต่างๆ นั้นก็แทบไม่มีผู้อื่นอยู่เลยในยามนี้ นอกจากพวกเขาที่ยืนอยู่ตรงด้านหน้าทางเข้า

“ฉันว่ามันดูแปลกๆ ที่นี่น่าจะมีคนบ้าง” บุญยังย้ำความคิดตัวเอง

“ดูข้างนอก ฟ้ามืดขนาดนั้น ใครจะมานั่งอ่านหนังสืออยู่ได้ จะไปทำอะไรก็ไปทำ ฉันขอรออยู่แถวๆ นี้” เขาบอกเพื่อนพร้อมหาที่นั่งใกล้จุดต้อนรับซึ่งไม่เห็นใครเลยสักคน

พอบุญยังเดินเข้าไปด้านในที่มีชั้นหนังสือมากมายได้ไม่นาน ชาครซึ่งกำลังนั่งทอดอารมณ์ มองออกไปด้านนอกก็ต้องสะดุ้งตัว เมื่อได้ยินเสียงทักจากด้านหลัง

“มาหาหนังสืออ่านเหรอ”

เขาเหลียวหลังหันไปมอง เห็นชายชราหลังค่อมยืนถือไม้เท้าอยู่ไม่ห่างมากนัก

ชาครยิ้มแหยๆ เพราะรู้ตัวดีว่าไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือจึงห่างไกลจากการเข้าห้องสมุด

เขาพยักหน้าตอบคำถามนั้นแบบขอไปที

“มานี่สิ” ชายชราพูดกับเขา ขณะเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า

ทั้งที่อยากนั่งอยู่เฉยๆ แต่เขาก็ลุกขึ้นยืน ก้าวขาไปตามเสียงเรียกนั้นจนหยุดตรงหน้าเคาน์เตอร์

ชาครมองดูชายชราหยิบหนังสือขึ้นมาจากลิ้นชัก วางไว้ให้เขาได้เห็นจะจะตา

หนังสือปกสีน้ำเงินสะดุดตา ไม่มีลวดลายใดๆ หนาเท่าความหนาของกล่องไม้ขีดไฟ

เขาไพล่ไปนึกถึงสมุดบันทึก หรืออาจจะเป็นหนังสือที่ให้ผู้คนลงชื่อ ยามเข้ามาใช้บริการที่นี่

หากคิดเช่นนั้นได้ไม่นาน ชายชราก็เอ่ยขึ้น “หนังสือเล่มนี้ไม่ธรรมดา”

เป็นถ้อยคำสั้นๆ ที่กระตุ้นความใคร่รู้

จากนั้นชายชราก็อธิบายเพิ่มเติม จนเขาคาดไม่ถึงเลยว่าหนังสือตรงหน้าคือสิ่งของที่ยากจะเชื่อตามคำกล่าวที่ได้ยินเสียจริงๆ

“เป็นหนังสือของคนที่เป็นเนื้อคู่กันเท่านั้นจะสามารถเปิดอ่านหรือขีดเขียนข้อความลงไปได้”

ชาครจ้องมองอีกฝ่าย ทำเป็นเหมือนจะไม่เข้าใจ แต่ก็เข้าใจแจ่มแจ้งทุกถ้อยคำ หากอีกใจคิดว่าเป็นแค่เรื่องล้อเล่นกันมากกว่าที่จะเป็นความจริง

“ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จะมีแค่คนสองคนมองเห็นและเปิดอ่านได้” ชายชราพูดให้เข้าใจง่ายขึ้น เมื่อเขามัวแต่ยืนนิ่ง ไม่เอ่ยคำใดออกมาเลย

“แล้วคุณตาเห็นหนังสือเล่มนี้ได้ยังไงครับ ถ้าสมมุติว่าเป็นหนังสือที่คนเป็นเนื้อคู่กันเท่านั้นจะมองเห็นได้” เขาโพล่งถามออกไปตามความคิด “หรือว่าคุณตากับผมจะเป็น…” ชาครเว้นคำนั้นไว้ เพราะไม่อยากจะเชื่อตามคำที่เคยผ่านหูเมื่อสักครู่

ชายชราหัวเราะในลำคอกับความคิดอุตริของชายหนุ่ม “ใครบอกว่าข้าเห็นหนังสือเล่มนี้ล่ะ”

“ถ้าไม่เห็น คุณตาจะหยิบขึ้นมาได้ยังไงครับ” เขายังเถียงต่อ

“สิ่งที่เจ้าเห็น ข้าเองเป็นคนบันดาล” ชายชราพูดจบก็เดินผละออกไป ปล่อยให้เขาอยู่กับหนังสือปกสีน้ำเงิน ราวกับส่งของถึงมือเจ้าของเรียบร้อยแล้ว

ชาครยังคิดว่าเป็นเรื่องตลกขบขัน ไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไรว่ามีอยู่จริง

หนังสือที่คนเป็นเนื้อคู่กันเท่านั้นจะเปิดอ่านได้ ก็แค่นิทานหลอกเด็ก เขาโตเป็นหนุ่มแล้ว ไม่ต้องมาหลอกกัน

เขาไม่คิดจะหยิบขึ้นมาดูเลยสักนิดเดียว จึงได้แต่จ้องมองหนังสือซึ่งไม่มีชื่อตรงหน้าปก จนมีคนเดินมาจับบ่า

“ยืนเหม่อดูอะไรอยู่ เรียกก็ไม่ได้ยิน” บุญยังถามเขาเสียงดังให้เขารู้สึกตัว

“เสร็จแล้วเหรอ เร็วจัง หรือยังหาหนังสือไม่เจอ”

“หนังสือเยอะมาก ได้ข้อมูลจนเกินที่จะใช้เสียอีก แต่มันผ่านมาได้ชั่วโมงกว่าแล้ว ไม่เร็วหรอก ต้องไปเตะฟุตบอลกันต่อ ไม่อยากให้แกรอนาน”

คำตอบของบุญยังทำให้เขาประหลาดใจ เพราะรู้สึกว่ายังผ่านไปไม่ถึงสิบนาที

เพื่อนชายยังพูดกับเขาต่อ “โชคดีนะที่มีคุณตาใจดีมาบอกว่าหนังสือที่ฉันต้องการอยู่ตรงไหน ไม่ต้องเสียเวลาตามหา คุณตาคงเป็นบรรณารักษ์อยู่ที่นี่”

ชาครนึกถึงชายชราผู้นั้น พลางเหลือบมองหนังสือปกสีน้ำเงินที่ยังวางไว้ตรงจุดเดิมซึ่งมีอยู่เล่มเดียวบนเคาน์เตอร์ แล้วก็นึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นจนหัวเราะออกมาโดยไม่ตั้งใจ

“ขำอะไร นานๆ ทีจะเข้าห้องสมุด เพี้ยนไปเลยเหรอ” บุญยังถามเขา

“เปล่าๆ” ชาครเดินนำมาตรงประตูทางเข้า “รีบกลับเถอะ จะได้ไปเตะบอลกันสักที”

สภาพอากาศด้านนอก ท้องฟ้าก็ยังมืดครึ้มเช่นเดิม

เขาปล่อยให้เรื่องของหนังสือกับเนื้อคู่เป็นเรื่องเพ้อพกจากคนสูงวัยที่อาจมีสติฟั่นเฟือน และไม่ใส่ใจด้วยว่านอกจากเขาแล้ว จะมีผู้ใดมองเห็นอีกหรือไม่

“ฝนตั้งท่าจะตกแบบนี้ ยังจะเล่นอีกเหรอ” บุญยังถามเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์

“เล่นได้ เชื่อฉันสิ ฝนคงไม่ตกง่ายๆ หรอก” เขายืนยันตามความรู้สึก

หลังจากนั่งรถมอเตอร์ไซค์ออกมาด้วยกันได้ไม่นาน ท้องฟ้าเบื้องบนก็ปลอดโปร่งสดใสเหมือนช่วงก่อนที่จะขี่รถมาถึงห้องสมุดประชา

“ฟ้าเป็นใจให้เตะฟุตบอล จะเล่นได้นานๆ ไม่ต้องกลัวอะไร” เขาเอ่ย

“รู้แล้วทำไมฟ้าถึงมืด เพราะคนอย่างแกเข้าห้องสมุดไงล่ะ” บุญยังหัวเราะออกมา

ชาครคิดถึงแต่การเล่นฟุตบอล จนลืมเลือนหนังสือเล่มนั้นไปเสียสนิท ราวกับสายลมพัดผ่านผิวกายแค่ระยะเวลาสั้นๆ ไม่นานก็จางหายไปจากความทรงจำ

หากสิ่งที่ได้เจอในห้องสมุดประชานั้นเป็นเรื่องจริง เขาจะรู้ได้อย่างไรว่ามีเนื้อคู่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นจริงๆ

 



Don`t copy text!