ชื่อธีด้าชอบหาเรื่อง บทที่ 1 : อิ่มอุ่น

ชื่อธีด้าชอบหาเรื่อง บทที่ 1 : อิ่มอุ่น

โดย : กวินนภา

ชื่อธีด้าชอบหาเรื่อง นวนิยายออนไลน์ โดย กวินนภา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวรักโรแมนติกน่ารักของหญิงสาวผู้เป็นยูทูบเบอร์ชื่อดังกับชายหนุ่มผู้ที่โลกใบเก่าของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง…และเขาต้องเลือกว่าจะเปลี่ยนตัวเองไปตามโลกหรือทิ้งทุกอย่างเอาไว้เป็นเพียงอดีต

*************************

– 1 –

 

ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ไวนิลแผ่นเดิมต้องหมุนวนอยู่ใต้ปลายเข็มตัวเก่า…นี่ถ้าปลายเข็มนั้นจะแหลมคมสมกับเป็นเข็มจริงๆ สักหน่อย ป่านนี้ก็คงกรีดแผ่นเป็นร่องลึก…ฟ้องได้ว่า มันเองได้รับใช้ขับกล่อมผู้เป็นเจ้าของกี่ร้อยกี่พันรอบแล้ว

แต่ในวันนั้น เพิ่งได้ตั้งเข็มลงบนแผ่น ยังไม่ทันได้ทอดอารมณ์กับเสียงเพลงดังตั้งใจ สาวใหญ่วัยกลางคนเจ้าของเครื่องเล่นนั้น มีอันต้องสะดุ้งสุดตัวด้วยเสียงแผดเรียกในระดับสำเนียงที่จะนำมาซึ่งปัญหาอย่างแน่นอน

“แม่อุ่นจ๋า ช่วยลูกด้วย” ไม่ทันขาดคำสาวน้อยในวัยไม่เต็มยี่สิบ เจ้าของร่างที่โตเกินกว่าจะนั่งตักแม่ ก็ถลาตัวขึ้นมาเกยอยู่บนนั้น ก่อนจะสอดแขนโอบรัดตัวแม่ไว้แน่นพร้อมนำเรื่องมาฟ้อง เสียงออดอ้อนจำนรรจาประหนึ่งว่าตนเองยังไร้เดียงสาอยู่

“คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะแม่อุ่น…”

ผู้เป็นแม่ก้มลงมามองเจ้าทารกยักษ์บนตัก ลองถ้าบุตรสาวมาอยู่ในท่านี้ก็คงมีเพียงเหตุผลเดียว

“เดี๋ยวก่อน…ให้แม่เดา ลูกไปก่อเรื่องให้คุณป้าอิ่มเขาอาละวาดใส่มาอีกแล้วละซิ”

“แม่อุ่นเดาถูกครึ่งเดียวค่ะ” สาวน้อยซุกหน้าอ้อนตรงอก เสียงอู้อี้ยานคาง “คุณป้าอิ่มอาละวาดน่ะใช่ แต่เรื่องน่ะ…ลูกไม่ได้เป็นคนก่อนะคะ คุณป้าอิ่มเขาเป็นคนก่อของเขาเอง” เด็กไร้เดียงสาแหงนหน้าขึ้นสบตา “ตะ…แต่ว่าแม่อุ่นจ๋า อย่าเพิ่งซักไซ้ลูกเลยนะคะ ลูกจะมาขออนุญาตแม่อุ่นว่า…ลูกอยากจะขอหลบหน้าให้คุณป้าอิ่มเย็นลงก่อน แม่ก็รู้ ถ้าคุณป้าอิ่มหัวร้อนขึ้นมาก็จะเอาแต่ลุยบ่นๆๆๆๆ ไม่ยอมฟังใคร แล้วน้ำในหูลูกก็จะ…”

“พอๆๆ”

แม่อุ่นเบรกเอี๊ยด ไม่อยากเสียเวลาฟังคำอ้างของธิดา พลางดันตัวสาวน้อยให้พ้นจากตัก “ถอยออกไป เหน็บจะกินขาแม่อยู่แล้ว อ้อนเป็นเด็กไม่รู้จักโต ยังไงล่ะ…ว่ามาเลย จะไปไหน ไปกี่วัน”

หน้าใสๆ คลายลูกอ้อน กลับมาสู่สีหน้าปกติที่ดูเป็นคนเจ้าเล่ห์แสนกล

“แหม…แม่อุ่นจ๋า…ฟังให้จบก่อนบ้างก็ได้ รู้ทันลูกทุกที”

แม่อุ่นนึกขำลูกสาวอยู่ในใจ  จะไม่ให้รู้ทันได้อย่างไร ก็ในเมื่อเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวนี้ ถอดความรั้นมาจากเธอทุกกระเบียดนิ้ว เชื่อในความคิดตัวเองจนกลายเป็นนิสัยยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ สิ่งที่ต่างกันก็เพียงแค่ผู้เป็นแม่จะแก่ประสบการณ์กว่า จึงพยายามปกป้องลูกไม่ให้ถลำออกนอกลู่นอกทางแบบตน แต่กระนั้นความที่เหมือนกันจนรู้ว่าอีกฝ่ายจะคิดอะไร รู้สึกอย่างไร จนเกรงว่าจะเสียการปกครอง แม่อุ่นจึงยกให้คุณป้าอิ่มพี่สาวคู่แฝดของตนทำหน้าที่ประหนึ่งมารดาอีกคน

กวินธิดา หรือ ‘ธีด้า’ จึงเติบโตขึ้นมาด้วยความรักและเอาใจใส่อย่างเข้มงวดของ ‘แม่อิ่ม’ ผู้เป็นป้า แต่ด้วยความทะนุถนอมอ่อนโยนของ ‘แม่อุ่น’ ผู้เป็นแม่ คนหนึ่งรักและตามใจ แต่อีกคนหนึ่งก็คอยตีกรอบ กำหนดข้อห้ามต่างๆ ทั้งสองแม่ช่วยกันเลี้ยงดูเด็กหญิงน้อยๆ โดยปราศจากผู้ที่เรียกว่า ‘บิดา’

แม้จะไม่เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ให้สมกับที่มีแม่คุมความประพฤติถึงสองคน แต่กวินธิดาก็มิใช่เด็กเหลวไหลไร้สาระ ตรงกันข้ามเธอนี่แหละคือยูทูบเบอร์ชื่อดังของเมืองไทย มีรายได้ขนาดที่สรรพากรต้องโฉบมาเยี่ยมที่บ้านบ่อยๆ ต้นกำเนิดของยูทูบเบอร์สาวน้อย ต้องขอบคุณคุณป้าอิ่มที่เห็นแววโมซาร์ทในตัวหลานสาวจึงจับเล่นเปียโนแล้วถ่ายโฮมวิดีโอไว้ตั้งแต่สามขวบ เรียกว่าฟันแท้ยังไม่เต็มปากกวินธิดาก็มีถ้วยชนะเลิศด้านดนตรีจนล้นตู้  ต่อมาโลกเปลี่ยนคนเสพโซเชียลกันมากกว่าอาหารสามมื้อ จากโฮมวิดีโอก็กลายเป็นคลิปจากมือถืออัปลงช่องยูทูบ แรกๆ คลิปก็เน้นความอัจฉริยะของเด็กน้อยธีด้า ยอดวิวกระจายเป็นแสนๆ วิว แต่เมื่อผ่านไปนานเข้า คนเริ่มเบื่อดูของดี พากันชอบของตลกโปกฮา ขำบ้าง ไร้สาระบ้าง กวินธิดาผู้ไม่ยอมแพ้ใคร จึงตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า จะต้องดึงคนดูให้ทะลุล้านให้ได้ ซึ่งเจ้าตัวก็ทำได้สำเร็จ มีคนตามฟอลโลเพิ่มเป็นหลายล้าน ทำรายได้เลี้ยงดูตัวเองอย่างสุขสบายโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำตัวปีกกล้าขาแข็ง เมื่อจะต้องไปไหนมาไหนไกลตาก็จะต้องให้มารดาเป็นผู้อนุมัติเสียก่อน

แล้วครั้งนี้ที่บุตรสาวมาออดอ้อนชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อหนีจากคำดุของคุณป้าอิ่มนั้นก็จะดูเบาไป

“บอกความจริงแม่มา คราวนี้จะไปทำพิเรนทร์อะไรที่ไหนอีก”

“แหม แม่อุ่นจ๋า ลูกไม่ได้ทำพิเรนทร์เสียหน่อย…ออกจะสร้างสรรค์ เดี๋ยวนี้มีคนมาเลียนแบบช่องแบบที่ลูกทำตั้งเยอะ ลูกก็ต้องคิดอะไรให้มันกิ๊บเก๋ยูเรก้าเข้าไว้ คนจะได้ไม่หนีไงล่ะจ๊ะ…นะจ๊ะแม่อุ่นจ๋าขอลูกไปนะ” พูดจบก็กระเถิบกลับไปซบที่ตัก แถไถหน้าเลื้อยเป็นแมวขี้อ้อนอย่างรู้ใจว่าแม่ชอบ ซึ่งก็มักจะได้ผลอยู่ร่ำไป

 

ภายหลังร่ำลาแม่อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่รีบร้อนเพื่อเดินทาง แต่เพื่อหนีพายุลูกใหญ่จากคุณป้าอิ่ม

กวินธิดาก็ถอดวิกผมเธอออก คว้ากระเป๋าเป้ใบเดียวที่เตรียมไว้แล้ว ข้างในมีเสื้อผ้าไม่กี่ชุดสำหรับไว้ใส่ออกงาน นอกนั้นเธอมีสำรองไว้ที่หลังรถเป็นตะกร้าพร้อมเสมอสำหรับการนอนค้างอ้างแรมในที่ใดๆ เมื่อได้ยินเสียงรถของป้าเข้าจอดเทียบหน้าบ้าน พร้อมกับเสียงอาละวาดกวาดต้อนหมาแมวที่กระดี๊กระด๊าออกไปต้อนรับนายจนแตกกระเจิง หลานสาวตัวป่วนของป้าก็รู้สถานการณ์ในทันทีเช่นกันว่าตนเองก็อยู่รับหน้าไม่ได้ ขนาดนังซูซู่แมวตัวโปรดยังต้องร้องม้าววว คล้ายกับโดนนายหญิงเตะจนกระเด็น มีหรือที่เธอจะรอด

หลานสาวไม่ได้ออกทางหน้าบ้าน เธอเตรียมการไว้แล้ว จึงนำรถไปจอดข้างกำแพงบ้าน โยนกระเป๋าเป้ออกไปก่อน แล้วไต่ขึ้นหลังคาชิงช้าที่ริมรั้ว ใช้เป็นบันไดออกไปสู่โลกภายนอก

เสียงสตาร์ตรถดังแว่วมาจากทางข้างรั้วบ้าน คุณอุ่นถอนหายใจลึกๆ เอาละต่อไปนี้ ก็คงเหลือแต่เธอสินะ ที่ต้องอยู่รับภัยพิบัตินี้เพียงลำพัง อยากรู้จริงเชียวว่าคราวนี้ไปสร้างเรื่องปวดหัวอะไรมาอีกแล้ว

 “อยู่ไหนล่ะแม่ตัวดี

เฉียดกับหลานสาวเพียงเสี้ยววินาที คุณอิ่มที่ถูกพาดพิงถึง ก็กระฟัดกระเฟียดเข้ามาในบ้าน สองมือช้อนชายกระโปรงชุดราตรีขึ้น กันตนเองเหยียบสะดุด

ฝ่ายแม่จริงแอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนเดินไปปิดเครื่องเล่นแผ่นไวนิล หมดสิ้นอารมณ์สุนทรีย์แต่เพียงเท่านี้ เนื่องจากต้องตั้งหลักเป็นกรรมการห้ามศึกป้าหลานขาประจำ

เดินผ่านห้องรับแขกจนมาถึงห้องนั่งเล่นหลังบ้าน พี่สาวอายุห่างกันสิบนาที ปราดเข้ามาถึงตัวน้องสาวที่ทำเป็นไม่รู้เรื่องมาก่อน

“ทำไมกลับมาเร็วจังเลย งานราบรื่นดีใช่มั้ยพี่อิ่ม แหม…ชุดสวยเชียว ว่าจะชมตั้งแต่ออกจากบ้านแล้ว”

“อย่ามานอกเรื่อง” พี่สาวรู้ทัน “คราวนี้อย่าห้ามพี่น่ะอุ่น” เธอเสียงเข้มใส่น้องสาว ก่อนจะตะโกนเรียกหาตัวก่อเรื่องเสียงสนั่นลั่นบ้าน หมาแมวหัวหดเข้ากรงกันเองเป็นพัลวัน

“ธีด้า…ธีด้า…แม่ธิดา…”

คนเป็นแม่เริ่มผวา หากว่าพี่สาวเรียกชื่อไทยแท้แบบนี้ ดูพลังโกรธไม่น่าจะเป็นเรื่องเล็กอย่าง

ที่ลูกสาวแก้ตัวไว้เมื่อสักครู่ว่า ‘เรื่องเล็กจี้ดดดดดเดียว’

“ยัยธิดา…ออกมามอบตัวซะดีๆ  ป้าจะตีให้เนื้อแตกเลยวันนี้…อย่านึกว่าโตแล้วป้าจะไม่กล้าตีนะ…อยู่ไหนแม่ตัวดี” คุณป้าอิ่มกระแทกเท้าเดินตามหาหลานจนครบรอบบ้านหนึ่งรอบ เมื่อรู้แน่ว่าไร้เงาของเจ้าตัวดี จึงหันมาคาดคั้นจากคนเป็นแม่ ซึ่งยืนกลืนน้ำลายเอื้อกรออยู่แล้ว

“บอกมา…ยายธิดา ลูกสาวตัวดีเธออยู่ไหน”

เมื่อยืนเผชิญหน้ากัน สองพี่น้องรู้สึกเสมอว่าเหมือนกำลังส่องกระจก แต่เงานั้นต่างกันด้วยบุคลิกและเครื่องแต่งกาย เวลานี้คนหนึ่งนั้นอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีขาวหลวมๆ กางเกงยีนส์ห้าส่วนดูเก๋ไก๋เข้ากับมาดเท่ที่ดูสงบ ส่วนอีกเงาหนึ่งอวดไหล่ขาวกลมกลึงในชุดราตรีสีแดงเพลิง สีเดียวกับอารมณ์ของเธอในขณะนี้ แม้ทั้งสองจะอยู่ในวัยสี่สิบปลายๆ แต่ก็ยังดูสวยสง่าดูอ่อนกว่าอายุจริงเป็นสิบปี

“ไปค้างบ้านเพื่อนแล้วค่ะ…เพิ่งออกไปเมื่อกี้นี้…แหม…คลาดกันนิดเดียว…มะ มีเรื่องอะไรกันเหรอคะ”

“ยัยตัวดี ก่อเรื่องใหญ่ไว้ระดับชาติเชียวแหละ” แฝดพี่สวนฟ้องขึ้นมาทันควัน แล้วจึงเริ่มสาธยายความผิดระดับชาติของหลานสาวพร้อมกับระบายความอัดอั้นที่เธอเผชิญมาเมื่อช่วงหัวค่ำนี้ เนื่องด้วยเธอนั้น อาศัยชื่อเสียงของบิดาผู้ล่วงลับในฐานะวาทยากรระดับประเทศ อาสาจัดงานระดมทุนใหญ่โต เชิญท่านทูตฝั่งยุโรปมาเต็มที่นั่งแถวหน้า แล้วยังแขกเหรื่อผู้ใหญ่ คุณหญิงคุณนายตีกะบังทั้งหลาย ที่เป็นแฟนเพลงรุ่นเดอะของคุณพ่อ ซึ่งต่างคาดหวังจะชมการแสดงดนตรีคลาสสิกในระดับฝีมือของลูกหลานในตระกูล

“หมดกันตระกูลคลาสสิกของบ้านเรา จะมาพังในรุ่นที่สี่ที่หกนี่ไม่ได้นะ…โอ๊ยฉันเหนื่อย”

คุณอิ่มทรุดตัวลงนั่งหอบบนโซฟา คุณอุ่นแฝดผู้น้องรินน้ำเสิร์ฟ หวังให้พี่คลายความร้อนใจลงบ้าง

“เอาเตอกีล่ามากรอกปากพี่สักขวดเถอะอุ่น…พี่อยากตาย…พี่อับอายขายขี้ไก่มากเลยนะงานนี้”

“ธิดาไปสร้างเรื่องร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอคะพี่อิ่ม…ยังไงคะ…ค่อยๆ เล่ามาเผื่ออุ่นจะช่วยปรามลูกบ้าง”

คุณอิ่มสะบัดหางตาไปทางน้องสาว นึกสบประมาทในใจว่าหน้าอย่างเธอน่ะหรือที่จะเอาอยู่ กี่ครั้งแล้วที่ถูกลูกสาวหลอก แต่เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ จำเป็นต้องให้คนเป็นแม่รับรู้ไว้บ้างก็ยังดี

“คืองี้…”

คุณอิ่มเล่าย้อนไปถึงงานคอนเสิร์ตรอบพิเศษเมื่อช่วงบ่าย เธอแบ่งช่วงการแสดง ให้ลูกหลานในตระกูลทุกคนได้แสดงฝีมือ ลูกลุงกาญเดี่ยวแซกโซโฟน หลานป้าใหญ่โชว์เชลโล เหลือคนสุดท้ายคือกวินธิดาผู้เป็นจีเนียสด้านดนตรี หยิบจับเครื่องไหนเป็นเก่งได้ทุกเครื่อง แต่ด้วยความเป็นกีตาร์แชมป์เยาวชน ทุกคนจึงหมายมั่นให้กวินธิดาโชว์ฝีไม้ลายมือทางกีตาร์ แต่เจ้าตัวอิดออด ขอเลือกเครื่องดนตรีเอง

“ยัยตัวดีขอเล่นระนาด ซึ่งพี่ก็ว่ามันมาแปลกดี แต่ก็ไม่ติดใจอะไร พวกจีเนียสก็ชอบมีอะไรเซอร์ไพรส์ เราอยู่แล้ว พี่คิดยังงี้นะ แต่ไม่นึกว่า…”

คุณอุ่นกระดกน้ำเปล่าเสียงลงลำคอดังอึ๊กๆ แล้วเล่าเรื่องต่อ…

“แม่คุณตีระนาดไปถึงกลางเพลง นางก็แผลงฤทธิ์แปลงกายต่อหน้าคนดู สะบัดหมวกออกเพื่อจะโชว์ทรงผมแฟชั่น 7 สี 7 ศอก”

“ยังไงคะพี่อิ่ม แฟชั่น 7 สี 7 ศอก”

“ก็ไอ้แฟชั่นทำสีผมสารพัดสีบนหัวเดียวนี่แหละ ชนิดที่ใครเขาก็ไม่ทำกัน ถ้าทรงนี้ไปเดินข้างถนนก็คงไม่มีใครว่า แต่นี่ขึ้นเวทีทรงเกียรติระดับประเทศ เขาเรียกว่าไม่รู้กาลเทศะ เสียมาถึงเราด้วย หาว่าไม่สั่งสอนลูกหลาน”

แม่อุ่นแอบขำเบาๆ ที่พี่สาวระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องมารยาททางสังคม การวางตัว การพูดจาต้องตกเป็นจำเลยสายตาคนอื่นเพราะบุตรสาว ยิ่งนึกย้อนไปถึงบารมีที่สะสมมากว่าครึ่งชีวิต ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเป็นดีเจสถานีวิทยุวัยรุ่นยุคโน้น ก้าวมาเป็นผู้ประกาศข่าว จนถึงขนาดเป็นโฆษกพรรคฯ สมัยทะลึ่งไปเล่นการเมือง จนบัดนี้แม้จะยึดอาชีพหลักเป็นอาจารย์ด้านการร้องเพลงอยู่ในมหาวิทยาลัยแต่ก็ยังรับงานพิธีกรบ้างประปราย โดยเฉพาะงานที่มีแต่ผู้หลักผู้ใหญ่เพราะเชื่อมือว่าคุณป้าอิ่มจะไม่ทำให้ผิดพลาดอับอายใคร คุณป้าออกจะเป็นสาวสังคมระดับเทพ แต่ดันมีหลานสาวเป็นทโมนแบบยายธิดา แค่คิดก็เครียดแทน

“แล้วพี่อิ่มไม่เห็นมาก่อนเหรอคะ ว่าธิดาทำสีผมแบบนั้น”

“จะไปเห็นได้ยังไง นางก็สวมหมวกเก็บผมไว้ตลอดเวลาน่ะสิ”

ก็จริงของพี่สาวฝาแฝด เมื่อสักครู่มานอนอ้อนหนุนตัก บุตรสาวก็ซ่อนสีผมไว้ในหมวกไหมพรมทรงทอมบอย เพราะรู้ว่าป้าไม่ปลื้มมิน่าถึงได้ไม่ยอมถอดเลย

“อิ่มช่วยฟังให้จบเรื่องก่อน อย่าเพิ่งขัดพี่”

“ค่ะๆ งั้นต่อเลยค่ะ”

“พอแปลงกายเสร็จสรรพ ตอนนั้นพี่ใจคอไม่ดีประมาณนึงแล้วนะ ลุ้นแทบแย่ว่าจะมีอะไรอีก อึดใจเดียว นางก็ส่งสัญญาณให้เด็กทีมงานมาถอดผืนระนาดออก แม่อุ่นรู้มั้ย ที่ใต้ผืนระนาด ยัยลูกสาวเธอมันซ่อนเทิร์นเทเบิลเอาไว้ เท่านั้นยังไม่พอ ทะลึ่งหยิบหูฟังมาถือไว้ข้างนึงท่าทางเหมือนลิง สแครชแผ่นต่อหน้าคนดูผู้หลักผู้ใหญ่”

ผู้เป็นแม่ยกมือป้องปากปิดสีหน้าขำจนกลั้นไม่อยู่ เมื่อนึกท่าทางของลูกสาวต่อหน้าผู้ชมบรรดาศักดิ์ สักพักใหญ่ๆ แล้วที่ลูกสาวของเธอประกาศตนชัดเจนว่า กำลังคลั่งไคล้ดนตรีอีดีเอ็ม ประเภททรานส์ เดท และอีกสารพันที่เธอไม่กระดิกหู

“ไอ้ท่าทางดีเจนั่นก็เรื่องนึง แต่เพลงที่เลือกมามิกซ์นี่สิ ทั้งเถื่อน ทั้งต่ำ ใช้คำว่าสถุลยังดีไป…เพลงอะไรของมัน ร้องไปไม่กี่คำก็พ่นออกมา ฟักอย่างโน้น ฟักอย่างนี้ ฟักมี ฟักยู โอ๊ย…สักพักมีเสียงครางอูย…โอย พวกทูตผู้ใหญ่ทนไม่ไหว เดินออกจากคอนเสิร์ตเป็นแถบๆ…ยิ่งนึกยิ่งอับอาย หมดกันชื่อเสียงชั้น”

“แล้วพี่อิ่มทำยังไงต่อคะ…”

“พี่ก็ต้องให้ยัยตัวดีหยุดเล่นเดี๋ยวนั้น แย่งไมค์มากราบขอโทษคนฟัง แต่ตอนนั้นพี่ต้องทนยืนดูแผ่นหลังคนดูที่พากันทยอยออกจากฮอลล์…พี่ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้วอุ่น…เรื่องนี้พี่ไม่ปล่อยไว้แน่ ทีนี้บอกพี่ได้รึยัง ว่าลูกสาวเธอไปไหน”

“ใจเย็นๆ นะคะพี่อิ่ม บางทีอุ่นก็อยากให้พวกผู้ใหญ่เปิดใจรับวัฒนธรรมอะไรใหม่ๆ บ้าง อิ่มว่าลูกก็ไอเดียดีนะคะ เอาระนาดมาผสมกับแผ่นเสียง”

“มันคือความหายนะของวงการน่ะสิไม่ว่า เครื่องดนตรีมีตั้งมากมาย กีตาร์ คีย์บอร์ด อยากจะเล่นเครื่องไหน พี่เคยขัดใจหลานๆ มั้ย ก็ไม่เคย…แต่นี้ เอาแผ่นเสียงมาขูดแกรกๆ แล้วบอกว่าเป็นเพลง พี่รับไม่ได้ ซึ่งพี่คิดว่าคนดูของพี่เขาก็รับไม่ได้เหมือนกัน ถึงได้พร้อมใจกันวอล์กเอาต์ออกจากโรงแบบนั้น”

ก็จริงอย่างที่พี่สาวว่า คุณอุ่นคิดภาพตาม

“เอาละ อย่ามาดึงเวลา แม่ธิดาไปบ้านเพื่อน เพื่อนคนไหน พี่จะตามไปสั่งสอนมันให้ถึงที่สุด ปล่อยไว้จะหาว่าพี่ไม่เอาจริง เอ๊า…ว่ามาสิ เพื่อนคนไหน”

“แกไม่ได้บอกไว้ว่าเพื่อนคนไหน แค่มาขอว่า…เอ่อ…บอกไปพี่อิ่มก็คงจะไม่ตามไปหรอกมั้ง”

ผู้เป็นแม่ทบทวนอยู่ในใจราวแปดตลบ ว่าจะบอกดีมั้ยว่า บัดนี้หลานสาวตัวดีตีตั๋วไปกระโดดเหยงๆ อยู่ในเทศกาลดนตรีที่คุณพี่แขยงอยู่ นั่นแหละค่ะ



Don`t copy text!