ธำมรงค์เลือด บทที่ 41 : หนาวน้ำค้าง

ธำมรงค์เลือด บทที่ 41 : หนาวน้ำค้าง

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

“พ่ออยู่หัว…”

พระสนมนิ่มถึงกับผงะ ดวงหน้าสวยงามซีดเผือดไม่มีสีเลือด เธอครางเสียงแผ่วต่ำในลำคอ ดวงตาอิดโรยเบิกกว้าง ด้วยพ่ออยู่หัวคือคนสุดท้ายในโลกที่พระสนมจะคาดคิดถึงว่าจะมาปรากฏอยู่ตรงหน้า

วรกายสูงล่ำสันของพ่ออยู่หัวยืนตระหง่านอยู่หน้าตำหนัก เบื้องหลังของพระองค์คือพระมเหสีและโขลนประจำวัง ทุกคนไม่ได้บังเอิญผ่านมา หากทว่าตั้งใจมาเลยเทียวละ

“อีนกแก้ว”

พระสนมกวาดสายตาไปยังเรือนร่างสูงโปร่ง นึกออกในตอนนั้นว่าทั้งหมดคือแผนการของนกแก้ว เด็กสาวคนนี้วางแผนมาตั้งแต่แรกที่จะหลอกให้หล่อนสารภาพทุกอย่างออกมาด้วยปากของตัวเอง และเชิญเสด็จให้พ่ออยู่หัวมาได้ยินถ้อยคำทั้งหมดด้วยพระองค์เอง

คุณพิกุลตามเสด็จพระมเหสีมาด้วย เธอรีบขยับไปใกล้หลานสาว เอื้อมมือไปดึงร่างสูงโปร่งให้มาแอบอยู่ข้างหลัง หัวใจของนางกำนัลคนสนิทของพระมเหสีเต้นโครมคราม ตอนที่หลานสาวกระซิบบอกให้ช่วยไปกราบทูลพระมเหสี เธอไม่คิดว่าพระมเหสีจะเชิญเสด็จพ่ออยู่หัวมาด้วย

“พ่ออยู่หัว…” พระสนมนิ่มคราง ในใจพยายามคิดหาวิธีเอาตัวรอด

“ฉันเอง”

สุรเสียงของพ่ออยู่หัวทรงอำนาจ สายพระเนตรดุดันที่ทอดมองมาบอกให้รู้ว่าพระองค์ทรงได้ยินทุกอย่างหมดแล้ว และไม่มีประโยชน์ที่พระสนมนิ่มจะเถียงหรือแก้ตัวอะไรอีก พ่ออยู่หัวเป็นนักรบ มีน้ำพระทัยเด็ดเดี่ยว ยามรักคือรัก แต่ยามชังก็คือชัง

“เสียแรงที่ฉันชุบเลี้ยงหล่อนมาเป็นอย่างดี” สุรเสียงสะเทือนพระทัย “ไม่คิดเลยว่าฉันกำลังชุบเลี้ยงงูเห่าเอาไว้ข้างกาย”

“เรื่องนี้หม่อมฉันอธิบายได้นะเพคะ” พระสนมวิ่งลงมาจากตำหนัก ทรุดกายลงแทบพระบาทของพ่ออยู่หัว พระสนมพยายามยื่นมือไปข้างหน้า หากพ่ออยู่หัวทรงหันพระวรกายหนี พร้อมกับโขลนที่ตามเสด็จรีบเข้ามาขวางเอาไว้ ไม่ยอมให้พระสนมนิ่มเข้าใกล้พ่ออยู่หัว

“หมดเวลาอธิบายแล้ว” ตรัสด้วยสุรเสียงเข้มขรึม ทรงหันไปทางโขลนแล้วรับสั่งว่า “คุมตัวพระสนมนิ่มและนางกำนัลทุกคนไปขัง อีกพวกขึ้นไปค้นตำหนักให้ทั่วว่าพระธำมรงค์อยู่ที่ไหน”

“ไม่ต้อง” พระสนมผุดลุกขึ้นท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในบริเวณนั้น “ไม่ต้องค้น…หม่อมฉันจะขึ้นไปหยิบพระธำมรงค์มาคืนเองเพคะ…”

พ่ออยู่หัวไม่ตรัสอะไร พระองค์เพียงแต่พยักพักตร์เป็นทำนองอนุญาต ตำรวจวังถอยห่างจากพระสนมนิ่ม ปล่อยให้เธอย้อนกลับไปบนตำหนัก ขณะที่พระมเหสีหันไปสบพระเนตรกับคุณพิกุลด้วยความแปลกพระทัย ด้วยไม่คิดว่าบทจะยอมแพ้ พระสนมนิ่มก็จะยอมแพ้เอาง่ายๆ เช่นนี้

นกแก้วก็เช่นกัน เธอไม่คิดว่าพระสนมจะยอมคืนพระธำมรงค์แต่โดยดี

คนมีเล่ห์เหลี่ยมอย่างพระสนมนิ่ม อาจจะมีแผนการอะไรอยู่ในใจก็เป็นได้

แล้วพระสนมก็กลับลงมาพร้อมกับพระธำมรงค์ไพลินในมือ

เธอนำพระธำมรงค์มาถวายคืนพ่ออยู่หัวจริงๆ

แต่พระธำมรงค์มีแค่วงเดียว!

“อีกวงหนึ่งเล่า” พ่ออยู่หัวขมวดขนง “อยู่ที่ใด”

“หม่อมฉันไม่รู้เพคะ” พระสนมนิ่มเอ่ยเสียงเยือกเย็น “อ้ายเสือหยิบออกมาสองวง แต่มอบให้หม่อมฉันวงเดียว”

“วงเดียว” คราวนี้พระมเหสีอดรนทนไม่ได้ “ให้วงของบุรุษเนี่ยนะ จะมีประโยชน์ใด…ทำไมไม่ให้วงของสตรี”

“เพราะอ้ายเสือมันหมายสูง และแผนสูงอีกด้วย” พระสนมนิ่มแค่นเสียง “มันรู้ว่าวงที่ฉันอยากได้ที่สุดคือวงของสตรี…แม้ว่ามันจะขโมยพระธำมรงค์ออกมาสองวงก็จริง แต่มันเอามาให้ฉันแค่วงเดียวก่อน อีกวงหนึ่งมันยกจะให้ก็ต่อเมื่อ…”

พระสนมละไว้ไม่เอ่ยให้จบประโยค หากเท่านั้นก็เพียงพอที่ทุกคนในบริเวณนั้นจะเดาได้ว่าหมายถึงอะไร หลายคนที่ไม่รู้จักออกหลวงสีหเสนา ได้แต่พึมพำด่าว่าชายหนุ่มผู้นั้นว่าไม่เจียมกะลาหัว อาจเอื้อมตีเสมอเจ้านาย ขณะที่นกแก้วส่ายหน้า ไม่เชื่อว่า ‘พี่เสือ’ จะมีความคิดซับซ้อนถึงเพียงนี้

ทั้งหมดคือแผนการของพระสนมนิ่มแน่ๆ

สตรีใจโหดคนนี้ไม่ยอมตายคนเดียว แต่พร้อมจะลากเอาทุกคนให้ตายไปพร้อมกับเธอ

“ทหาร” พ่ออยู่หัวกำพระหัตถ์ที่มีธำมรงค์ไพลินวงของบุรุษแน่น “ตามข้าไปที่คุกหลวง…ข้าจะสอบถามอ้ายเสือด้วยตัวเอง ว่ามันซ่อนแหวนอีกวงไว้ที่ใด…ดูซิว่าข้าไปสอบถามมันด้วยตัวเองเช่นนี้แล้ว มันยังจะปิดบังอยู่อีกหรือไม่…”

“แล้วพระสนมนิ่มเล่าเพคะ” พระมเหสีทอดเนตรมองพระสนมด้วยความเคียดแค้นชิงชัง “พระองค์จะทำเช่นไร…”

“ฉันยกมันให้แม่” พ่ออยู่หัวเม้มพระโอษฐ์แน่น “จากนี้ไป แม่อยากจะลงโทษมันสถานใดก็สุดแต่ใจของแม่เถิด…”

 

“ช่วยด้วย”

เสียงร้องแหลมเล็กของเพลงภัทรที่ดังมาจากในสวนด้านล่าง ทำให้สีหราชจบเรื่องเล่าของเขาลงเพียงเท่านั้น ดวงตาคู่ดำสนิทของชายหนุ่มเบิกกว้าง สีหราชรีบผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งลงเรือนไปอย่างรวดเร็ว

ปะวะหล่ำรีบตามร่างสูงล่ำสันลงไป นึกเสียดายที่สีหราชจบเรื่องเล่าของเขาลงเพียงเท่านั้น แม้จะไม่ได้เล่าถึงจุดจบของเรื่องราว หากปะวะหล่ำพอจะเดาได้ว่าหลังจากนั้นพระสนมนิ่มและออกหลวงสีหเสนาก็คงจะถูกประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาล พระธำมรงค์ไพลินที่พระสนมนิ่มคืนกลับมาก็ถูกนำไปบรรจุลงในกรุวัดราชธิดาตามพระประสงค์ของพ่ออยู่หัว

พระธำมรงค์ไพลินวงของพระมเหสีคงจะหายไปจนบัดนี้ ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน และนี่เองคือสิ่งที่บรรพบุรุษของสีหราชสั่งลูกหลานกันต่อๆ มา ให้ติดตามหาพระธำมรงค์วงนั้นให้พบให้ได้

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ…ปะวะหล่ำถอนใจ

วงที่ได้คืนมานั้นอยู่ดีเพราะอยู่ในกรุ อีกวงที่หายไปไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ตกไปอยู่ในมือของใครบ้าง ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานหลายร้อยปี อยุธยาถูกเผาทำลาย ผู้คนแตกฉานซ่านเซ็นในสงครามครั้งสุดท้าย…ป่านนี้แหวนวงนั้นอาจจะสูญสลายไปจากโลกนี้แล้วก็เป็นได้

แต่เอาเถอะ…เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน

ตอนนี้เรื่องสำคัญกว่าคือเพลงภัทร

เพื่อนของเธอกรีดร้องด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น ตอนที่ปะวะหล่ำวิ่งไปถึงใจกลางสวนนั้น เพลงภัทรนั่งอยู่บนพื้น ยกมือทั้งสองขึ้นปิดหน้าปิดตา เบื้องหลังมีทัพและหาญยืนอยู่ห่างๆ ครั้นพอสีหราชหันไปเห็นลูกน้องคนสนิทของเขาเข้า ชายหนุ่มก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น

ทัพและหาญยังไม่ทันตอบ เพลงภัทรก็ผุดลุกขึ้นแล้วโผกอดสีหราชแน่น ปะวะหล่ำเห็นดวงหน้าของเพื่อนดูตกใจจริงๆ เพลงภัทรเล่าเสียงสั่นว่า

“ผีค่ะ…เพลงโดนผีหลอก คุณสีหราชช่วยเพลงด้วยนะคะ เพลงกลัว”

“ผีอะไรกันครับ” สีหราชพยายามแกะมือของเพลงภัทรออก ปะวะหล่ำเห็นท่าทางอึดอัดใจของชายหนุ่ม ก็รีบเดินเข้าไปช่วยดึงเพลงภัทรออกห่างจากเขา

“เพลงลงมาเดินเล่นในสวน” เพลงภัทรเล่าเสียงสั่น “ได้ยินเสียงแปลกๆ แล้วก็เห็นคนเดินแปลกๆ อยู่ทางด้านโน้น”

เพื่อนของปะวะหล่ำชี้มือไปทางมุมด้านใน ที่มีทางเดินเล็กๆ ไปสู่เรือนด้านหลัง ปะวะหล่ำจำได้ว่านั่นเป็นทางเดินปูอิฐที่สีหราชเคยพาทุกคนไปชมกรุสมบัติของเขา

“เสียงแปลกๆ คนเดินแปลกๆ” ปะวะหล่ำไม่เข้าใจสิ่งที่เพื่อนพยายามจะบอก “เป็นยังไงหรือจ๊ะเพลง”

“เพลงกำลังชมดอกไม้เพลินๆ ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังเดินลากอะไรอยู่…ดังชัดมากเลยนะแป้ม…” เพลงภัทรเล่า “เสียงดังแกรก แกรก…เพลงเลยเดินไปดูก็เห็นผู้ชายสามคน ตัวดำทะมึน นุ่งโจงกระเบน ท่อนบนไม่สวมเสื้อ ท่าทางเหมือนคนสมัยโบราณ  เหมือนพวกทาสในละครพีเรียดที่เคยดูยังไงยังงั้น พวกเขากำลังเดินอยู่ริมรั้ว เดินเรียงเป็นแถว เพลงเห็นหน้าไม่ชัด แต่มั่นใจว่าถอดเสื้อแบบนั้นต้องเป็นผู้ชายแน่ๆ…พวกเขาเดินอยู่ในสวน เสียงดังแกรกๆ เพราะที่ขามีโซ่ล่ามเอาไว้ เวลาเดินโซ่เลยลากไปกับพื้น…”

ปะวะหล่ำหันไปทางสีหราช พยายามจะจับสังเกตว่าชายหนุ่มจะว่าอย่างไร หากดวงหน้าของเจ้าของเรือนนั้นเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาให้เห็น

“จะเป็นไปได้อย่างไร” หล่อนพึมพำ “ตาฝาดหรือเปล่า”

“จริงนะแป้ม เพลงเห็นจริงๆ” เพลงภัทรยืนยัน “เพลงอยากรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร ทำอะไรในสวน เลยเดินไปใกล้ๆ หนึ่งในนั้นหันมาทางเพลง…หน้าตาของเขาน่ากลัวมาก มันไม่ใช่หน้าคนนะแป้ม แต่เป็นหัวกะโหลก กะโหลกผี สีขาวโพลน ตากลวงโบ๋ ข้างในเบ้าตามีไฟแดงๆ ด้วยนะ พวกมันทำท่าเหมือนจะเดินตรงมาหาเพลงเพลงเลยร้องให้คนช่วยนี่ละ”

“ไหนล่ะ…ไม่เห็นมีใครเลย” ปะวะหล่ำเริ่มกลัวขึ้นมาบ้าง เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ สวนก็ไม่เห็นจะมีอะไร นอกจากเงาตะคุ่มของหมู่ไม้ที่ตัดแต่งเอาไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงาม

“ไม่รู้” เพลงภัทรส่ายหน้า “พอเพลงลืมตามาอีกทีพวกมันก็หายไปหมดแล้ว…และลูกน้องของคุณสีหราชก็โผล่มาพอดี”

สายลมที่พัดผ่านเย็นยะเยือกจนปะวะหล่ำต้องยกมือขึ้นกอดอก กรุ่นหอมของดอกราตรีลอยมากับสายลม พาให้บรรยากาศยิ่งวังเวง

“ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณเพลงคงตาฝาดเหมือนที่คุณแป้มว่านั่นละ…คนงานในบ้านของผมชอบแต่งตัวเหมือนคนโบราณครับ คนผ่านไปผ่านมาเห็นเข้าก็กลัวกันทุกราย นึกว่าเป็นผีเป็นวิญญาณไปโน่น”

เขาพยายามอธิบาย

“ผมเองก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเรือนของเราอยู่อยุธยา การจะแต่งตัวย้อนยุคแบบนั้นก็เข้ากับสถานที่และบรรยากาศดี คนงานที่คุณเห็นอาจจะเป็นพวกคนสวน…บางครั้งพวกเขาก็ชอบจะออกมาทำงานกันตอนกลางคืนมากกว่ากลางวัน เพราะอากาศไม่ร้อน”

“แต่…” เพลงภัทรพยายามจะเถียง เธอมั่นใจว่าไม่ได้ตาฝาด นอกจากความน่ากลัวแล้ว ยังมีกลิ่นเหม็นสาบสางเหมือนเนื้อเน่าๆ อีกด้วย เป็นไปไม่ได้ที่ประสาทรับรู้ของเธอจะผิดเพี้ยนไปพร้อมๆ กัน

ดวงตาของเพลงภัทรที่กวาดมองไปรอบๆ เต็มไปด้วยความประหวั่น

หล่อนไม่ใช่คนกลัวผี สิ่งที่ได้เห็นในวันนี้ มันน่ากลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดที่เคยประสบมา

“บางทีกลางคืนและความมืดก็ทำให้เราเห็นอะไรผิดไปจากความเป็นจริงนะครับคุณเพลง”

สีหราชไม่ปล่อยให้หญิงสาวพูดจนจบ ชายหนุ่มหัวเราะเสียงแผ่วต่ำในลำคอ

“เอาเป็นว่าต่อไปผมจะกำชับคนของผมให้ดี ไม่ให้ออกมาเดินเพ่นพ่านทำให้แขกตกใจกลัวเหมือนอย่างวันนี้”

เขาหันไปพยักหน้าให้ทัพและหาญ สองคนนั้นก้มศีรษะให้ผู้เป็นนาย ก่อนจะถอยหลังกลับไปเงียบๆ ปะวะหล่ำมองตามพร้อมกับนิ่วหน้า ด้วยรู้สึกราวกับว่าเรือนร่างสูงล่ำสันของหาญและทัพ…เลือนหายไปในความมืดมากกว่าจะเป็นการเดินจากไป

“กลับกันเสียทีดีไหมครับ” เขาว่า “ดึกมากแล้ว น้ำค้างลงจัด ประเดี๋ยวจะป่วยไข้ไป…”

ดวงตาคู่ล้ำลึกของเขาจ้องมองปะวะหล่ำ และหญิงสาวก็รู้สึกหน้าร้อนผะผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

เสียงดนตรีไทยแว่วหวานดังมาจากบนเรือน…เสนาะใสเข้ากับเสียงน้ำค้างที่พร่างพรม

ดวงตาของสีหราชเหมือนจะบอกความนัยบางอย่าง ปะวะหล่ำสังเกตเห็นและเพลงภัทรก็สังเกตเห็นเช่นกัน

เธอเริ่มรู้สึกไม่พอใจปะวะหล่ำมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตอนรับประทานอาหารค่ำปะวะหล่ำก็แย่งความสนใจของสีหราชไปหนหนึ่งแล้ว ไม่รู้ว่าชายหนุ่มเจ้าของเรือนสนใจคนสวยเรียบๆ อย่างปะวะหล่ำได้อย่างไร ไม่เห็นจะมีดีที่ตรงไหนเลย สู้ความสวยเย้ายวนของเธอก็ไม่ได้

“เพลงอยากนั่งคุยต่อ มีเรื่องอยากถามคุณสีหราชเยอะเลยค่ะ” เพื่อนของปะวะหล่ำทำเสียงอ้อน อยากดูว่าเขาจะว่าอย่างไร

“อย่าเลยครับ พวกคุณกลับไปเสียเถอะ อย่าหาว่าผมเสียมารยาทเลยนะครับ ผมยังมีธุระที่ต้องทำอีกหลายอย่าง” สีหราชพูดตรงๆ “พวกคุณกลับไปพักผ่อนน่าจะดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าด้วยไม่ใช่หรือครับ…ได้ยินมาว่าคุณปีธวัชจะเปิดกรุชั้นล่างสุดตอนเจ็ดโมงเช้า”

“คุณรู้ได้อย่างไร” ปะวะหล่ำสงสัย ขณะที่เพลงภัทรยังคงหน้าบึ้ง ไม่พอใจที่ถูกปฏิเสธ

ปะวะหล่ำจ้องดวงหน้าคมสันของสีหราชและรอฟังว่าเขาจะตอบอย่างไร ปีธวัชกำลังสงสัยว่าสีหราชอาจจะเกี่ยวข้องกับการขโมยของในกรุ และเธอเป็นคนที่คัดค้านไม่เห็นด้วย…แต่เรื่องเปิดกรุชั้นล่างนี่เป็นความลับ คนภายนอกอย่างเขารู้ได้อย่างไร

…หรือที่จริงแล้ว เขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการโจรกรรมจริงๆ…

“อย่าแปลกใจเลยครับที่ผมรู้เรื่องนี้…เกี่ยวกับพวกคุณ ผมอยากรู้อะไรก็รู้ได้หมดละครับ” ดวงตาของเขายังคงจ้องมองปะวะหล่ำ มีอะไรหลายอย่างในดวงตาคู่นั้น เหมือนมีอะไรที่สีหราชอยากพูดอีกมากมาย หากเขาเพียงแต่เอ่ยสั้นๆ ว่า

“คุณมีคนในพื้นที่ทำงานด้วยไม่ใช่หรือ…ข่าวก็รั่วมาจากพวกนั้นละครับ”

“ตายจริง” ปะวะหล่ำส่ายหน้า “พี่ปีอุตส่าห์ปิดเป็นความลับ กลัวว่าจะมีพวกนักข่าวมาถ่ายภาพ มีพวกหัวขโมย มีคนร้ายที่อยากได้ของในกรุแอบแฝงตัวเข้ามา”

“คนที่นี่ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกครับ” สีหราชว่า “พวกเขามีแต่ความซื่อและความจริงใจ อย่าเสียเวลาสงสัยพวกเขาเลย คนที่น่าสงสัย คนที่น่ากลัวคือคนเมืองใหญ่มากกว่า หลายคนที่อยู่รอบตัวคุณ…คุณอาจจะรู้หน้า แต่เราไม่รู้เลยนะครับว่าจริงๆ แล้วในใจของพวกเขาคิดอะไรอยู่”

“คุณพูดแบบนี้ ฉันฟังแล้วไม่สบายใจกว่าเดิม” ปะวะหล่ำถอนใจ

“มันคือความจริง…ความจริงอาจทำให้คนที่ได้ยินไม่สบายใจ” เขาว่า “แต่เราหลีกหนีความจริงไม่พ้นหรอกนะครับ”

“หมายความว่าอย่างไร” ปะวะหล่ำสะดุดหูกับคำพูดของชายหนุ่ม “คุณรู้หรือว่าใครคือคนร้าย”

“ตามนั้นครับ” เขายักไหล่ “ผมว่าผมพูดชัดแล้วนะ”

“ฉันไม่เข้าใจ” ปะวะหล่ำส่ายหน้า

“ฟังสัญชาตญาณของคุณให้มากๆ” สีหราชเอ่ยจริงจัง “ถ้าคุณสงสัยอะไร…ให้ลองอยู่นิ่งๆ หยุดใช้สมองชั่วคราว แต่ฟังเสียงจากภายในของคุณแทน…ปะวะหล่ำ…คุณเป็นคนมีสัญชาตญาณแม่นยำมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว…คำตอบทุกอย่างอยู่ข้างในตัวของคุณ…ถ้าเพียงแต่คุณจะตั้งใจฟัง…”



Don`t copy text!