อุมาวสี บทที่ 2 : พบหน้าพ่อสามี

อุมาวสี บทที่ 2 : พบหน้าพ่อสามี

โดย : ตรี อภิรุม

อุมาวสี ภาคต่อของ “หิมพาลัย” โดย ตรี อภิรุม เรื่องราวชีวิตหลังงานแต่งงานของพิชญ์และอุมาวสีในโลกที่แตกต่างจากโลกลับแลจะเป็นอย่างไร ความรักที่พิชญ์มีให้เธอ จะเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้ได้หรือไม่ ‘อุมาวสี’ นวนิยายออนไลน์ที่พาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่สวยงามและความรักที่มีอยู่จริง
*****************************

อาหารเช้ามื้อแรกที่ตึกขาวตรงตามความประสงค์ของอุมาวสี ค่อนไปทางมังสวิรัติ เน้นธัญพืชเป็นหลัก

พิชญ์นั่งโต๊ะรับประทานอาหารกับภรรยาสาวแรกรุ่น ต่อคำถามว่าเมื่อคืนนอนหลับสบายไหม  อุมาวสีอิดๆ เอื้อนๆ ถือสัจไม่กล่าวเท็จ ฉะนั้น การใช้ชีวิตแบบปุถุชนจึงค่อนข้างจะลำบาก

“อุไม่อยากให้พี่พิชญ์ เอ๊ย…พี่โหน่งกังวลค่ะ”

ชายหนุ่มเดาออกทันทีว่า แท้จริงหล่อนหลับไม่สนิท ครุ่นคิดถึงหิมพาลัยนครต่างภพ เป็นธรรมดาของคนที่พลัดครอบครัวบ้านเกิดเมืองนอน เขาเคยเผชิญมาแล้ว จะต้องใช้เวลานาน กว่าจะปรับตัวปรับใจให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่

“พี่ไม่ยักบอกอุสักคำว่าชื่อเล่น โหน่ง”

เขายิ้มเจื่อน นึกถึงคราวที่พลัดเข้าไปอยู่ในหิมพาลัยนคร แม้จะสันติสุขภายใต้ร่มเงาของพุทธศาสนาก็ตาม แต่การดำเนินชีวิตแตกต่างกับชาวกรุงเทพฯ โดยสิ้นเชิง

“สองชื่อพี่เกรงว่าอุจะสับสน และไม่มีใครถามด้วย”

เมื่ออิ่มข้าวต้ม ทั้งสองก็ต่อผลไม้ล้างปากแบบที่ตนเคยชิน พิชญ์ปรารภขึ้น

“วันนี้พี่จะไปติดต่อธนาคาร เยี่ยมญาติมิตรหลายแห่ง น้องอุจะไปด้วยหรือว่าจะอยู่กับบ้านพักผ่อน”

ดรุณีผู้สวยเลอเลิศไตร่ตรอง การเกาะติดสามีแจ ทำให้เขาขาดความเป็นอิสระคล่องตัว อย่างน้อยก็ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เว้นช่องว่างไว้สำหรับความคิดถึง จะเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย

“อยากจะดูแลทำงานบ้าน ข้าวของยังจัดไม่เรียบร้อยเลยค่ะ”

“ตามใจน้องอุครับ ต้องการอะไรสั่งผ่านถวิล บางทีกลางวันพี่จะโทรมาคุย ใช้โทรศัพท์เป็นหรือยัง”

อุมาวสีทอดสายตามองเครื่องโทรศัพท์บ้านที่ตั้งโต๊ะเล็กมุมห้อง ยิ้มจางๆ ส่ายหน้าแทนคำตอบ

พิชญ์อธิบายขั้นตอนโดยละเอียด รวมทั้งให้ฝึกอ่านเลขหนึ่งถึงสิบ ทั้งไทยและอารบิก

เวลาผ่านไปรวมครึ่งชั่วโมง ชายหนุ่มขับรถเก๋งคันหรูออกจากโรงรถ เด็กสาวยืนส่งที่บันไดขั้นพัก โบกมือไหวๆ ยิ้มหวานระรื่น

ที่หน้าต่างคฤหาสน์ นางมณีวงศ์กับลูกสาวจับตาสังเกต คุณนายนุชนารถกระแทกเสียงค่อยๆ

“ออเซาะยังงี้ ผัวที่แก่กว่าสิบปีทั้งรักทั้งหลง”

“นุชช่วยอธิบายหน่อย แม่ตามัวเห็นภาพไม่ชัด”

หล่อนเล่าความ แต่งเติมเสริมต่อจากความรังเกียจเดียดฉันท์ที่เป็นทุนเดิม มารดาไม่ค่อยจะคล้อยตามสักเท่าใด

“เธอยังไม่คุ้นเคย พูดยังกะอุเป็นหญิงแพศยาเลวทราม”

“ก็มันจริงนี่คะแม่” คุณนายนุชนารถแย้ง “โหน่งหายตัวไปปีครึ่ง ประเมินสถานการณ์ไม่ผิดหรอก เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่แม่คนนี้แหละ นุชไม่ยอมรับเป็นลูกสะใภ้ นอกจากนางบำเรอของโหน่ง สมแล้วที่แนน-แนทเรียกหล่อนลับหลังว่าลอเย”

ขณะนั้นอุมาวสีสงบนิ่งสำรวม สมาธิจิตทำให้ได้ยินเสียงสองแม่ลูกคุยกันชัดเจน ทั้งที่อยู่ห่างกว่าร้อยเมตร

ประเด็นร้อน แม่ผัวจงเกลียดจงชังหล่อน รวมทั้งคนอื่นๆ ก็ไม่ใช่ย่อย นั่นเป็นสิ่งที่สังหรณ์ใจอยู่แล้วว่าจะต้องเผชิญ

ตั้งใจว่าจะไม่หวั่นไหวย่อท้อ จะประกอบคุณงามความดีตามแนวของตน

อำนาจพิเศษที่ติดตัวเยอะมาก ตอนอยู่ที่หิมพาลัยไม่ค่อยจะได้ใช้นัก เนื่องจากเป็นเมืองแห่งศีลธรรม เกือบจะปลอดกิเลส หลงเหลืออยู่บ้างเพียงบางเบา ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่บุคคลรอบข้าง

ตรงกันข้ามกับกรุงเทพมหานคร ได้รับกระแสโลภ โกรธ หลงเพียบ

“สงสัยว่าเราจะต้องเอาอำนาจพิเศษมาใช้แยะ ธรรมะชนะอธรรม”

อุมาวสีทำงานกระจุกกระจิกส่วนตัว นานโขด้วยสัญชาตญาณพิเศษ รู้สึกว่าใครบางคนย่องเข้าตึกชั้นล่างเงียบกริบ

“คุณอุคะ”

เจ้าของนามชะโงกมองที่บันไดขั้นพักชั้นบน สาวใช้นั่นเอง แจ้งจุดประสงค์ต่อเนื่อง

“คุณยายเรียกให้ไปพบที่ตึกเล็กค่ะ”

“ท่านจะให้อุทำอะไรจ๊ะ”

“ดูเหมือนจะให้อ่านหนังสือพิมพ์ทำนองนี้แหละ ไม่แน่ใจนัก”

กิริยาอาการของถวิลเกือบจะขาดความนอบน้อม เพราะเห็นว่าสะใภ้ใหม่สกุลต่ำ มาจากเมืองที่ห่างไกลความเจริญ

“คอยสักครู่”

เด็กสาวขบริมฝีปากครุ่นคิด อ่านหนังสือไทยไม่ออก ขืนเปิดเผยให้ใครทราบจะเข้าทิศทางของกลุ่มที่ตั้งป้อมรังเกียจ หล่อนคงจะถูกกระแนะกระแหนเหยียบย่ำซ้ำเติมบี้แบนติดดิน

เรื่องพรรค์นี้แก้ไขไม่ยาก อานุภาพที่ติดตัวมาจากหิมพาลัยก็ยังอยู่ครบถ้วน

ณ ตึกเล็กชั้นเดียวกะทัดรัด สภาพคล้ายบังกะโล นางมณีวงศ์นั่งเอนหลังพิงโซฟา ความใหญ่โตของเก้าอี้ยาวข่มร่างท่านให้ดูเล็กกระจ้อยร่อย

อุมาวสีทรุดกายลงกราบที่พื้น และนั่งต่ำกว่าสตรีสูงอายุ นางมณีวงศ์ระบายยิ้ม สองข้างแก้มจีบริ้ว พูดช้าเนิบเสียงเครือ

“เราเจอกันทุกวัน คราวหลังไม่ต้องกราบไหว้ยายจ้ะ อุนั่งเก้าอี้เถอะ ยายอยากจะให้อ่านหนังสือพิมพ์ที่วางบนโต๊ะ”

หลานสะใภ้ทำตามคำสั่งอย่างนุ่มนวล ถามพินอบพิเทา

“คุณยายชอบข่าวประเภทไหนคะ”

“ราชสำนักอันดับหนึ่ง อื่นๆ รองลงมา แต่ยายไม่ชอบข่าวการเมือง”

เด็กสาวใช้มือที่สวมแหวนเงินของบรรพบุรุษจับหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง แหวนสัมผัสเนื้อข่าวคอลัมน์ ตลอดจนคำบรรยายใต้ภาพ เท่านั้นเองพลังจิตก็ซึมซับข้อมูลโดยตลอด

อย่าว่าแต่ภาษาไทยเลย แม้ภาษาอื่นๆ เช่น อังกฤษ ก็สามารถหยั่งรู้ได้ด้วยวิธีเดียวกัน

คราวนี้สบตาสตรีวัยดึกที่ตนเองแก่กว่า สะกดจิตระดับหนึ่ง

“คุณยายชอบนวดหรือเปล่าคะ”

“โอ ชอบ…ชอบมากทีเดียวจ้ะ”

“โปรดเอนกายลงอุจะนวดให้ค่ะ เผื่อว่าคุณยายม่อยหลับ อุขออนุญาตกลับตึกขาว เผื่อว่าพี่โหน่งจะโทรมาคุยด้วย”

นางมณีวงศ์เอนกายลงนอนระนาบ อุมาวสีเริ่มบีบนวด ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาจนถึงน่อง แผ่เนื้อหาของข่าวผ่านมือซึมซับเข้าไปในสมองของท่าน

สบายเนื้อสบายตัว คลายความปวดเมื่อย เกิดอาการสะลึมสะลือ ความง่วงจู่โจม เพียงไม่กี่นาทีก็หลับผล็อย

ดรุณีเฉิดโฉมลงจากตึกเล็ก กลับสถานที่พัก โล่งอกที่ประกอบภารกิจสำเร็จ อาศัยพลังวิเศษช่วย ไม่รู้ว่าต่อไปจะเจออะไรอีก

O         O         O         O

กริ๊ง-กริ๊ง!

สามารถล่วงรู้ได้ทันทีว่าพิชญ์ติดต่อ ภรรยาสาวยกกระบอกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบข้างแก้มมุมเฉียง

“ฮัลโหล น้องอุเหรอ”

“ใช่ค่ะ พี่โหน่ง”

“ทานข้าวกลางวันหรือยังครับ”

“เรียบร้อยแล้วค่ะ ขนมกุยช่ายทอดเกรียม นมถั่วเหลืองแช่เย็นอร่อยมาก”

“บรรยากาศที่ตึกขาวเป็นยังไงบ้าง”

อุมาวสีเล่าความเรื่องนางมณีวงศ์โดยละเอียด ต่อท้ายว่า

“อุไม่อยากให้ใครทราบว่าเราเก่งเหนือมนุษย์ พี่โหน่งอย่าบอกใครนะคะ”

พิชญ์เข้าใจเจตนารมณ์ของภรรยาสาว ไม่ประสงค์จะสำแดงอิทธิฤทธิ์ยกเว้นไม่มีทางอื่นเลือก ประเด็นที่สองอุตส่าห์ลดอายุขัยตนเองเทียบเท่าชาวโลก ก็เพราะความรักเขาแน่นแฟ้น

“อย่าห่วง เรื่องนี้เราคุยกันสอง-สามครั้ง พี่จำได้แม่นยำ สมมุติว่าญาติมิตรมองอุเป็นแม่มด มันก็จะส่งผลกระทบมาถึงพี่ด้วย” เว้นระยะหน่อย “คุณพ่อกลับจากตรวจราชการหรือยัง”

“ยังเลยค่ะ”

“คาดว่าจะกลับเย็นนี้แหละ พี่จะพาอุขึ้นไปกราบท่านบนตึกใหญ่ ตอนนี้รถติดยาวเหยียด อีกประมาณชั่วโมงนึงพี่จะถึงบ้าน”

ชายหนุ่มวางหู อุมาวสีกอดอก ทอดสายตามองต้นแก้วริมกำแพงรั้ว บังเอิญเหลือบพบตั๊กแตนตำข้าวเกาะยอดหญ้า ตัวยาวปีกยาวสีเขียวอ่อนน่ารัก อยากจะทดสอบพลังจิต

เด็กสาวแบมือข้อศอกแนบสีข้าง สายตาจับนิ่งที่ตัวตั๊กแตนตำข้าว เพียงชั่วประเดี๋ยวมันก็บินปร๋อมาเกาะที่ฝ่ามือ และหลังจากนั้นสองนาทีก็บินเตลิดหายไปทางต้นโมก

คราวนี้ส่งกระแสจิตไปที่คฤหาสน์ สงบนิ่งสำรวมสมาธิ แว่วเสียงนางมณีวงศ์คุยกับคุณนายนุชนารถ

“อุนวดพร้อมทั้งอ่านหนังสือพิมพ์ให้แม่ฟังจ้ะ เสียงใสไพเราะถูกอักขรวิธี ร.เรือ ควบกล้ำชัดเจน แตกต่างกับวัยรุ่นยุคใหม่ที่มักจะอักขรวิบัติ แม่เพลิดเพลินหลับผล็อย”

“เสแสร้งปรุงแต่ง นุชว่าไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติของหล่อน” คุณนายเหยียดหยาม “ผู้หญิงที่มาจากพื้นเพต่ำสุด โหน่งจับคางคกมาขึ้นวอ”

“เธอจงเกลียดจงชังอุมาวสี”

“ชอบไม่ไหวค่ะ คุณแม่ นุชเชื่อเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ลอเยเป็นตัวการพรากโหน่งไปจากเราปีครึ่ง อุ๊ย…ไว้ผมยาวประบ่ายังกะนางเงือก เชยแหลก ยังงี้โหน่งคงไม่กล้าพาหล่อนออกงานสังคม กลัวจะออกอาการเปิ่นขายหน้าผู้คน”

“แม่พยายามทำใจเป็นกลาง ศึกษาเรียนรู้หนูอุ”

อุมาวสีเปลี่ยนอิริยาบถ ทันทีทันควันเสียงที่แว่วขึ้นในจิตสำนึกก็สิ้นสุด

คุณนายนุชนารถตั้งข้อหาหล่อนฉกาจฉกรรจ์ ทั้งที่ไม่เป็นความจริงสักนิด ทำอย่างไรจึงจะล้างมลทินหมดสิ้น นี่เพียงก้าวแรกที่เข้ามาพำนักในกรุงเทพฯ ก็เผชิญคลื่นอุปสรรคแห่งอธรรม นี่หรือกระแสโลกาภิวัตน์

หล่อนหยิบกรรไกรตัดหญ้าลงไปตัดแต่งพุ่มไม้สวนหย่อมหน้าตึก ลืมเรื่องที่รกสมอง

สุนัขพันทางเพศผู้สีน้ำตาลวิ่งเหยาะๆ ออกมาจากหลังตึก กระดิกหางดมน่องทักทาย แทนการเห่ากรรโชกคนแปลกหน้า อุมาวสีเอื้อมมือลูบหัวเมตตาสุนัข ภายใต้สายตาลอบมองของคุณนายที่คฤหาสน์

ครู่ใหญ่ แตรไฟฟ้าดังปิ้นๆ คนสวนเปิดประตูรั้วบริการ พิชญ์ขับเคลื่อนยานพาหนะคันหรูเข้าไปจอดในโรงรถ อุมาวสีลงมาช่วยรับของหิ้วถุงสัมภาระพร้อมทั้งกระซิบ

“แน่ะ คุณแม่เรียกพี่โหน่ง”

ชายหนุ่มเหลียวมอง พบมารดายืนที่เฉลียงหินอ่อนกวักมือ ลูกชายวางถุงที่บันไดขั้นพัก สืบเท้าเข้าไปหาคุณนายนุชนารถ

“แบ่งเวลามาให้ครอบครัวบ้างได้ไหม พวกเราก็อยากจะพบปะสังสรรค์ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ โหน่งจากบ้านไปปีครึ่งเปลี่ยนแปลงแยะ”

“รูปร่าง หน้าตาของผมหรือครับ”

“ไม่ใช่ นิสัยใจคอต่างหาก” สุภาพสตรีอาวุโสเน้นเสียง “ก่อนโน้นเคยรักห่วงใยแม่ เดี๋ยวนี้เมียรุ่นกระเตาะดึงเวลาไปหมด”

พิชญ์ทำตาปริบๆ ยิ้มจืดชืด ไม่กล้าขัดแย้งผู้บังเกิดเกล้า อันที่จริงท่านน่าจะเข้าใจ เขาพ้นจากสภาพชายโสดแล้ว จะให้เป็นลูกแหง่ติดแม่เช่นนั้นหรือ

ทั้งนี้และทั้งนั้น หนุ่มหล่อรู้ว่าเกิดจากความรักผูกพันทางสายโลหิตนั่นเอง

“ผมขอไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด สักครู่จะมาคุยกับคุณแม่ครับ”

หล่อนพยักหน้าเนิบ กลับเข้าคฤหาสน์ นั่งโซฟาตัวเดียวกับนางมณีวงศ์ หญิงวัยดึกเอ่ยเสียงเครือ

“นุชไปขับเคี่ยวอะไรโหน่ง”

“เปล่าค่ะ แม่ ลูกแค่ปรับทุกข์ว่าอยากจะคุยด้วยส่วนตัว ไม่ใช่จมปลักอยู่ที่ตึกขาวทั้งวันทั้งคืน แม่ก็เห็นนี่คะ ตอนเช้าโหน่งไม่แวะเยี่ยมเยียน ขับรถออกจากบ้านหายต๋อม”

นางมณีวงศ์ตักเตือนลูกสาว ว่าพิชญ์แต่งงานแล้วอยู่ในช่วงฮันนีมูน การใช้ชีวิตย่อมแตกต่างจากชายโสด

ประเด็นที่สอง ห่างเหินจากบ้านเกิดเมืองนอนเสียนาน เมื่อได้กลับมาอีกครั้ง จึงอยู่ในช่วงที่สับสนเตลิดเพริดตื่นเต้น เขากระจายความสนใจไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อนฝูง ด้านครอบครัว ถือว่าเจอกันเมื่อใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรีบด่วน

ความรุ่มร้อนของคุณนายนุชนารถสงบลงบ้าง หากความขุ่นมัวยังยึดครองในส่วนลึก ไม่สามารถขจัดสิ้น

ทิฐิอัตตาของตนเองสูงนัก ฉันเป็นแม่ ลูกจะต้องอยู่ในโอวาทเคร่งครัด แม้ว่าโหน่งจะอายุมากสักแค่ไหนก็ตาม ให้เมียอยู่เหนือแม่ไม่ได้

พิชญ์โผล่ขึ้นตึก เนื้อตัวสะอาด สวมเสื้อกางเกงชุดลำลอง ทรุดกายบนเก้าอี้นวมเยื้องสองบุพการี

“เที่ยวไหนบ้างโหน่ง”

มารดาถามเรียบๆ ใบหน้าเรียบเฉย

“หลายแห่งครับ ติดต่อธนาคารอันดับแรก สถานที่ถนนหนทางเปลี่ยนแปลงแยะ เพื่อนฝูงเก่าคิดว่าผมตายแล้ว ถ้าโผล่ไปเยี่ยมกลางดึก ใครๆ คงคิดว่าผีหลอก สักสาม-สี่วันจะคุ้นเคย”

“เมื่อไหร่โหน่งจะทำงาน”

“ผมกะจะตระเวนกรุงให้ทั่วเสียก่อน ไปไหนมาไหนจะได้ไม่หลงทาง พรุ่งนี้ผมจะพาอุไปร้านเสริมสวย เปลี่ยนทรงผม ตัดชุดต่างๆ ตามวาระ”

“โหน่งคิดจะทำงานไม่ยากหรอก” คุณนายจาระไนความ “เพื่อนฝูงคุณพ่อเยอะแยะ แค่โทรฝากจะผ่านตลอด บางทีไม่ต้องสัมภาษณ์เสียด้วยซ้ำ”

“ใช้เส้นสายเกรงข้อครหา ผมอยากจะใช้ความสามารถของตัวเองครับ”

“โฮ้ย เส้นสายมีทุกวงการน่ะแหละ” หล่อนแค่นยิ้ม “เมืองไทยเราเป็นสังคมเอื้อผลประโยชน์ ตอบแทนบุญคุณ ไม่มีใครสามารถอยู่ได้โดดเดี่ยว ไม่เอาพวกพ้องเพื่อนฝูง”

ต่างฝ่ายต่างเงียบ มารดาสังเกตว่าข้อมือพิชญ์ปราศจากสายสิญจน์สองเส้น เมื่อไต่ถามก็ได้ความว่า เขาถอดเก็บไว้แล้วเกรงว่ามันจะหมองคล้ำสกปรก นางมณีวงศ์ที่นิ่งฟังนานเอ่ยขึ้นบ้าง

“อุอ่านหนังสือพิมพ์ให้ยายฟังเสียงเสนาะหูชัดเจน แฟนโหน่งเรียนจบชั้นไหนจ๊ะ”

หลานชายเผลอกลืนน้ำลายเอื๊อก ยิ้มกร่อย อดีตพักที่หิมพาลัยเคยชินต่อการไม่กล่าวเท็จ ปัจจุบันพักที่กรุงเทพฯ ความรู้สึกเดิมก็ยังไม่สูญสิ้น กระดากอายที่จะโกหกหลอกลวง

“การเรียนที่เมืองลับแลไม่จัดอันดับชั้นครับ อ่านออกเขียนได้คล่องก็ถือว่าจบหลักสูตร ที่โน่นเป็นเมืองเกษตรกรรม ปลอดวัตถุนิยม”

“ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ว่างั้นเถอะ”

คุณนายนุชนารถเปรียบเปรยเชิงกระทบกระเทียบกรายๆ

“ทำนองนั้นครับ ขนานแท้ แตกต่างกับเศรษฐกิจพอเพียงแบบปากว่าตาขยิบ”

นางมณีวงศ์กับลูกสาวซักถามพิชญ์นานโข เขาเล่าความเกี่ยวกับหิมพาลัยโดยสรุป ไม่เน้นกรณีอิทธิปาฏิหาริย์ ผัดว่าเมื่อพิมพ์คอมพิวเตอร์เสร็จเป็นเล่มจะได้เรื่องราวสมบูรณ์ครบถ้วน คาดว่าประมาณหกเดือนจะเสร็จเรียบร้อย

“โอ…นานขนาดนั้นเชียว แม่จะคอยอ่านจ้ะ”

บุตรชายอำลากลับตึกขาว ทิ้งท้ายว่าซื้อองุ่นแดงไข่ปลาไร้เมล็ดมาฝาก ให้ถวิลเอาไปเก็บไว้ในตู้เย็น

O         O         O         O

สองหนุ่มสาวชมรายการโทรทัศน์ภาคค่ำ ถวิลเดินจรดปลายเท้า เมื่อใกล้พอควรก็ยอบตัวลงรายงานนอบน้อม

“คุณพ่อเรียกคุณโหน่งคุณอุขึ้นไปพบบนตึกค่ะ”

พิชญ์กดรีโมตปิดเครื่องรับโทรทัศน์ อุมาวสีลุกไปส่องกระจกเหนืออ่างกระเบื้องเคลือบ สำรวจโฉม ใช้แป้งพัฟตบแต่งเสริมความนวลแก่ใบหน้าสวยพริ้ง

อกสั่นหวั่นไหว คาดว่าคงจะเจอการดูถูกเหยียดหยาม เนื่องจากตนมาจากดินแดนลึกลับด้อยพัฒนาทางวัตถุ ชายหนุ่มอ่านใจแฟนสาวออก ปลอบโยน

“น้องอุอย่ากังวล ท่านอยากรู้จักลูกสะใภ้เท่านั้นเอง”

คนทั้งสองผ่านไปตามทางเท้ามุ่งสู่คฤหาสน์ เด็กสาวหยั่งรู้ด้วยพลังจิตว่า น่าจะเจอศึกหนักกว่าวันวาน

นายพิพัฒน์วัยหกสิบเอ็ดปี ร่างกายแข็งแรงรูปร่างสันทัดไม่ลงพุง ชอบกีฬากอล์ฟ มักจะเข้าก๊วนกับพวกเจ้าใหญ่นายโต หรือไม่ก็แขกต่างเมือง ท่านยังมีเค้าหล่อ ใบหน้าละม้ายแม้นพิชญ์

ชายหนุ่มกับภรรยาสาวรุ่นทรุดกายลงกราบที่พื้นแทบเท้า ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่เพ่งมาเป็นจุดเดียว อุมาวสีสัมผัสกระแสแห่งความเกลียดชังที่กระจายตลบอบอวล เปรียบได้ว่ากลิ่นคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณนั้น

“นั่งข้างบน”

ลูกชายลูกสะใภ้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายพิพัฒน์ โดยเฉพาะอุมาวสีเข่าหนีบตัวเกร็ง ระมัดระวังทุกอิริยาบถ รู้โดยสัญชาตญาณว่าบิดาของพิชญ์ไม่ชอบตน

“โหน่ง ถ้าอยากเรียนต่อปริญญาเอก พ่อจะส่งแกไปเมืองนอก”

วาจานั้น ฟังเผินๆ เหมือนจะหวังดีเต็มเปี่ยม หากแฝงนัยพลัดพรากจากภรรยาสาวที่เพิ่งจะแต่ง ชายหนุ่มสบตาผู้บังเกิดเกล้า

“แล้วน้องอุล่ะครับ”

“ก็ให้อยู่ที่ตึกขาว รอแกเรียนสำเร็จกลับเมืองไทย”

ทิ้งอุมาวสีอยู่คนเดียวไว้ใจได้หรือ อาจถูกคุณแม่วงศาคณาญาติคอยกระแนะกระแหนบีบคั้นทางอ้อม จนกระทั่งหล่อนหนีกลับหิมพาลัยนคร สรุปแล้วก็ไม่แตกต่างกับหวังดีแฝงประสงค์ร้าย ใครจะยอมรับ

“ผมอยากทำงานครับ”

“งั้นพ่อจะฝากงานให้โหน่ง”

“อยากจะช่วยตัวเองก่อน หากสุดความสามารถจริงๆ จะขอความอนุเคราะห์จากคุณพ่อครับ”

“ตามใจแก” ท่านหันไปทางลูกสะใภ้คนสวย “อยู่ที่หิมพาลัย เอ๊ย…เมืองลับแล เธอทำงานอะไร”

พิชญ์ชักจะวิตกที่บิดาไล่เบี้ยอุมาวสี ดรุณีร่างสะคราญก้มหน้าก้มตาตอบสำรวม

“เรือกสวนไร่นาครบวงจรค่ะ รวมทั้งทำงานบ้านด้วย”

นายพิพัฒน์พิจารณารูปโฉมลูกสะใภ้ที่ใจส่วนลึกยังไม่ยอมรับ ค่อนข้างจะอรชรอ้อนแอ้น ผิวขาวเนียน น่าจะเป็นนางงามหรือนางแบบที่กรีดกรายบนแคตวอล์ก

“แปลก รูปร่างเธอไม่เหมือนเกษตรกร”

“น้องอุอายุยังไม่มากครับ คุณพ่อ”

ท่านหันไปทางธิดาคนโต

“แนน…ลองจับมืออุพิสูจน์ว่าแข็งหรือนิ่ม”

พีรวรรณลุกจากเก้าอี้นวม รู้สึกรังเกียจรังงอน แต่ไม่อาจปฏิเสธบิดา อุมาวสียื่นมือให้โดยดี

“ค่อนข้างกระด้างค่ะ แตกต่างกับฝ่ามือแนน-แนท”

เมื่อถอยกลับไปนั่งที่เดิม หล่อนก็นึกอยากจะล้างมือ ป้องกันการติดเชื้อธุลีดิน อาจจะเป็นอาถรรพณ์ทำให้ชีวิตของตนตกต่ำ

“ชาวเมืองใช้พาหนะอะไรอุ”

“ล่อค่ะ”

“ล่อ!”

ท่านรัฐมนตรีทวนคำ ทำสีหน้าประหลาด ประหนึ่งว่ามันเป็นภาษาใหม่ที่เพิ่งบัญญัติ เพิ่งได้ยินครั้งแรกในชีวิต

“สัตว์ลูกผสมระหว่างม้ากับลาครับ”

“บางคราวพวกเราก็ใช้โคเทียมเกวียน” อุมาวสีอธิบายเพิ่มเติม “แต่พวกเราชอบเดินมากกว่า ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน บุกป่าฝ่าดง หิมพาลัยภูเขาเยอะมากมีรอบๆ เมือง”



Don`t copy text!