อุมาวสี บทที่ 36 : ยุ่งเหยิงไปกว่าเดิม

อุมาวสี บทที่ 36 : ยุ่งเหยิงไปกว่าเดิม

โดย : ตรี อภิรุม

อุมาวสี ภาคต่อของ “หิมพาลัย” โดย ตรี อภิรุม เรื่องราวชีวิตหลังงานแต่งงานของพิชญ์และอุมาวสีในโลกที่แตกต่างจากโลกลับแลจะเป็นอย่างไร ความรักที่พิชญ์มีให้เธอ จะเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้ได้หรือไม่ ‘อุมาวสี’ นวนิยายออนไลน์ที่พาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่สวยงามและความรักที่มีอยู่จริง

แม้พิธีจะเป็นการภายใน แต่ก็จัดว่าไม่กระจอกนัก แขกเหรื่อกว่าห้าสิบคน โดยเฉพาะรุ่นเด็กนั่งขอบเฉลียงและเก้าอี้สนาม เจ้าภาพจัดเลี้ยงน้ำชา-ขนมคุกกี้ บรรยากาศอบอุ่นกระชับมิตร

บิดามารดาไอศูรย์นั่งเก้าอี้แถวเดียวกับรัฐมนตรีพิพัฒน์ คุณนายนุชนารถ และนางมณีวงศ์

ไอศูรย์ พีรวรรณนั่งที่พื้นแทบเท้าบรรดาบุพการี สินสอดทองหมั้นถูกเปิดกล่องกำมะหยี่ออก เป็นจำพวกทองรูปพรรณโบราณทั้งสิ้น พร้อมทั้งเช็คเงินสดสิบล้านเก้าบาท

ว่าที่เจ้าบ่าวสวมแหวนเพชรห้ากะรัตให้แฟนสาว

พิชญ์ทำหน้าที่ตากล้องสมัครเล่น ร่วมกับญาติอีกคนที่ถ่ายวีดีโอ เก็บภาพเหตุการณ์สำคัญทุกขั้นตอน

ใช่แต่เท่านั้น พวกญาติมิตรรุ่นเด็กเชียร์ให้ฝ่ายชายหอมแก้มฝ่ายหญิง เล่นเอาพีรวรรณขวยเขิน

ผู้อิจฉาตาร้อนมีสองราย ได้แก่เฉิดโฉมกับกุลณัฐ

รายแรกสาววัยใกล้ขึ้นคานทองนิเวศน์รอมร่อ เสียทีโดนธวัชมอมยาพาขึ้นคอนโด หากอนาคตจะจบลงด้วยการวิวาห์ สินสอดทองหมั้นเทียบเท่าพีรวรรณก็นับว่าไม่เลว

ปัญหาอยู่ที่ว่า ธวัชจะยินยอมให้เป็นเช่นนั้นหรือ

“เราสาบานแก่ใจตนเองว่า ถึงยังไงก็จะไม่ครองโสดตลอดชีวิต”

ส่วนกุลณัฐเจ้าคิดเจ้าแค้นอุมาวสีที่เคียงคู่พิชญ์ ถ้าอดีตแฟนหนุ่มไม่พลัดถิ่นไปอยู่ดินแดนป่าเถื่อน ก็จะไม่เจอสาววัยรุ่นรายนี้ อุมาวสีใช้เสน่ห์มารยาสาไถยมัดหัวใจพิชญ์จนดิ้นไม่หลุด

หล่อนจัดอยู่ประเภทร้ายเดียงสา

“สักวันหนึ่ง เราจะเอาชนะแม่ร้ายเดียงสา ช่วงชิงพี่โหน่งกลับคืน”

ดูเถิด น่าเจ็บใจนัก เมียตามมาคุม พี่โหน่งไม่กล้าพูดเล่นหัวกับเรา

อุมาวสีสงบเสงี่ยมเจียมตัว หลายคราวคอยอำนวยความสะดวกแก่แขก เกือบจะไม่แตกต่างลูกจ้าง

ด้วยพลังจิตสูง สามารถสัมผัสกระแสกิเลสอันข้นคลั่กของผู้คน ความโลภเป็นพื้น รองลงมาได้แก่ ความโกรธ และหลง

กุลณัฐกับเฉิดโฉมน่าอเนจอนาถคนละแบบ เป็นชาวพุทธที่ไม่รู้จักดำเนินชีวิตวิถีพุทธ เข้าไม่ถึงปรัชญาพอเพียง ย่อมจะไม่พบความสุขที่เกิดจากความสงบ ยึดถือแต่ความฉาบฉวยจอมปลอมสอดไส้ความทุกข์

อย่างไรก็ตาม สตรีทั้งสองเป็นศัตรูลับประเภทยิ้มเชือด ประมาทไม่ได้ทุกกรณี

บัดดล ดรุณีสะคราญโฉมขนลุกกรูเกรียวจากไขสันหลังแผ่ขึ้นเบื้องสูง ม่านตาเบิกขยายกว้าง

โอ…โน่นอะไรกันเล่า?

ชุดไหมไทยประยุกต์สีทองแวววาวที่พีรวรรณสวมแปลสภาพเป็นสีดำสนิท ใช่แล้ว…ชุดไว้ทุกข์

โดยอัตโนมัติ เด็กสาวตะครุบจับแหวนเงินในนิ้วของตน พลันชุดดำกลายเป็นชุดสีทองสวยหรูเช่นเดิม

มันเป็นลางสังหรณ์ เชื่อว่ามีหล่อนเพียงคนเดียวที่บังเอิญค้นพบ

เปิดเผยไม่ได้เสียด้วย จะต้องเก็บเป็นความลับสุดยอด

อนาคตของพีรวรรณ จะกลายเป็นวิวาห์น้ำตาเช่นนั้นหรือ

งานเลี้ยงทุกประเภทย่อมคู่กับการเลิกรา แขกเหรื่อผู้ใหญ่เริ่มทยอยอำลากลับ ต่างไหว้และรับไหว้สลอน กลุ่มเจ้าภาพตามไปส่งที่เฉลียง

หมดแขกผู้ใหญ่ก็ถึงรุ่นเด็ก เฉิดโฉมกระซิบข้างหูอุมาวสีเชิงกำกับบท

“น้องอุลองถามน้องกุลสิจ๊ะ ทำไมไม่พาคุณมินทร์มาด้วย”

อารมณ์เยือกเย็นเกินกว่าที่ใครจะก่อกวนให้ขุ่นมัว ฝ่ายตรงข้ามคลี่ยิ้มอ่อนโยน

“พี่โฉมรู้จักพี่กุลก่อนอุ ถามกับต้นตอโดยตรงเลยค่ะ”

ผู้ฟังนิ่งอึ้งคอแข็ง ไม่ยอมรับความคิดส่วนต่าง โกรธว่าเด็กเสิร์ฟไม่อยู่ในโอวาท ดื้อดึงยโส

พิชญ์เขี่ยทิ้งเมื่อใดน้ำตาจะตก เชิดไปเถิด แม่คางคกขึ้นวอแมงปอตุ้งติ้ง

“อุขอตัวเปลี่ยนชุดครู่เดียวค่ะ”

บัดนี้ อุมาวสีนั่งรถเก๋งเบาะหน้าเคียงคู่เฉิดโฉม ไม่ลืมคาดเข็มขัดนิรภัย ยานพาหนะขับเคลื่อนความเร็วปานกลาง สาวใหญ่ร่างอวบชายหางตามอง

“อ้าว เธอไม่สวมสร้อยทับทิม”

“อุถอดเก็บไว้ค่ะ” อธิบายเสียงราบเรียบ “มันเป็นของเก่าบอบบาง เกรงว่าจะเกี่ยวอะไรขาด หรือไม่ก็เตะตาโจร”

เฉิดโฉมหัวเราะเบาๆ เชิงเยาะเย้ยในลำคอ โธ่เอ๊ย…ขี้งก มีทองเท่าหนวดกุ้ง นอนสะดุ้งจนเรือนไหว

เด็กสาวรู้ใจอ่านความคิดของหล่อนออก สังเวชไม่คิดจะโต้ตอบ

คนที่เอาแต่ความโลภ โกรธ และหลง ไม่เคยขัดเกลาลดละกิเลส จะอยู่กับความทุกข์วิตกจริต เฉิดโฉมน่าจะได้รับบทเรียนซ้ำซาก

ยานพาหนะเลี้ยวเข้าไปจอดในลานพาร์คกิ้ง  พลันสายตาไวเหลือบพบเก๋งคันงามจอด หมายเลขทะเบียนรถคุ้นเคย หัวใจคนขับคึกคักดุจเสพยาบำรุงกำลัง

“เอ๊ะ! คุณมินทร์”

เฉิดโฉมรีบลงจากรถ จริตจะก้านพราวโดยอัตโนมัติ กรายแขนนวยนาดปานนางแบบบนแคทวอล์ค สั่งเด็กสาวที่เดินตามหลัง

“ไหนๆ อุไม่ได้บริการเขาตั้งแต่ต้น ก็ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเด็กเสิร์ฟอื่นจ้ะ”

สกัดกั้นป้องกันความสัมพันธ์ยืดเยื้อ อุมาวสีนึกขบขัน เฉิดโฉมคงคิดว่าตนเองที่โปรดปรานนวมินทร์

หนุ่มสุดหล่อกับเพื่อนชายสองคนนั่งโต๊ะกลางเด่น สาวใหญ่เจ้าเสน่ห์กรายโฉมเข้าไปหา ออกอาการกระติ๊กริกรื่นเริง

“แหม คุณมินทร์ โฉมนึกว่าลืมสวนอาหารอิ่มเอมเสียแล้ว”

“ผมไม่ลืมครับ”

“มีอะไรประทับใจคะ”

หล่อนเบิกตาโตแอ๊บแบ๊ว เอียงคอไปมาตุ้งติ้ง

นวมินทร์ลอบกลืนน้ำลายเอื๊อก ซ่อนความรังเกียจผสมอาการขำกลิ้ง หากพูดตรงไปตรงมาจะบอกว่า มุขตลกแรดของพี่โฉมนี่แหละยอดเยี่ยมกระเทียมดอง ขนาดสาวค้าเนื้อสดยังอาย

“อาหารอร่อย”

“งั้นหรอกหรือคะ มื้อนี้โฉมจะลดราคาให้สิบเปอร์เซ็นต์ แถมของชำร่วย”

ชายหนุ่มขอบคุณ ยิ้มจืดชืด ชำเลืองมองอุมาวสีที่อยู่ในกลุ่มพนักงานเสิร์ฟ

เฉิดโฉมเดินสะบิ้งสะโพกไปที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ ขณะลูกน้องเก่าที่รักษาการณ์แทนเลี่ยงออก

เวลาผ่านไป สามหนุ่มบริโภคอาหารตามสั่ง ช่างน่าแปลกอุมาวสีหลีกเลี่ยงไม่เข้ามาบริการ จนแล้วจนรอด คล้ายจะรังเกียจนวมินทร์

ครั้งหนึ่งบังเอิญประสานตากัน เด็กสาวยิ้มจางๆ ส่ายดวงหน้าสวยพริ้ง นวมินทร์รู้โดยสัญชาตญาณว่า เจอคำสั่งห้ามจากเฉิดโฉม

เกิดคำถามในใจว่า นายจ้างที่มีพฤติกรรมเยี่ยงอันธพาลหญิง จะคบหาสมาคมได้หรือ

รับประทานอิ่ม นวมินทร์ชำระเงิน นำกลุ่มลุกออกจากโต๊ะ โอกาสเหมาะเฉิดโฉมฉวยถุงขนมคุกกี้ของชำร่วยผูกโบว์ตามไปที่ลานพาร์คกิ้ง เรียกเสียงหวานเจื้อยแจ้ว

“เดี๋ยวค่ะ คุณมินทร์”

ณ ยานพาหนะคู่ชีพ เจ้าของนามรู้สึกประหนึ่งว่าได้ยินเสียงนางนาคพระโขนง พลางเหลียวขวับ

“นี่ค่ะ ของชำร่วยทานกับกาแฟอร่อย”

“ขอบคุณครับ”

นวมินทร์รับถุงพลาสติกส่งต่อให้เพื่อนเหมือนไม่ยินดียินร้าย คำถามที่อัดอั้นอยู่ในอกพรั่งพรู

“พี่โฉมสั่งห้ามคุณอุมาบริการโต๊ะผมหรือครับ”

เบิกตาโตกรอกกลิ้งตุ้งติ้งกระดิ้งพราว สาวใหญ่จีบปากเจรจาเยี่ยงหนูน้อย

“ต๊าย! โฉมไม่เคยสั่ง น้องอุฟ้องเหรอคะ”

หนุ่มหล่อไม่เชื่อน้ำมนต์ รู้ว่าหล่อน “แต-หลอ” สุดๆ

“เธอจะฟ้องได้ยังไง อยู่ห่างจากโต๊ะผมตลอด”

“แหม โฉมไม่อยากบอกความจริง เกรงว่า…”

หล่อนทำเป็นอึกอักยับยั้ง ยกมือแตะคอเสื้อที่คว้านลึก ไม่แน่ใจว่าจะปกปิดหรืออวดทรวงอันอวบเต่ง นวมินทร์เตือน

“พูดเถอะ”

“เกรงว่าจะเป็นการให้ร้ายป้ายสีน้องอุ เธอปรารภทำนองว่า อยากจะอยู่ห่างๆ คุณมินทร์”

รู้วิสัยเฉิดโฉมว่าชอบโกหกมดเท็จ ยกตัวเองให้เด่นเลอเลิศ คอยล้มเส้นทางคนอื่นที่อาจจะเป็นคู่แข่ง นี่เป็นผู้หญิง หากผู้ชายคงจะปากเจ่อหลายรอบ

“เผื่อผมจะสอบถามคุณอุ”

“เชิญ”

เฉิดโฉมยืนยันเสียงแข็ง เมื่อถึงวาระนั้นก็สามารถพลิกพลิ้วได้อีก วาจาไม่เคยเป็นรองใครอยู่แล้ว ถือมติว่าถ้ากล้าโกหกซ้ำซาก ในที่สุดคำโกหกก็จะกลายเป็นความจริง

“ลาก่อนครับ”

“โอกาสหน้า เชิญมาอุดหนุนค่ะ”

โบกมือให้เขาไหวๆ เยื้องกรายเข้าตึก เฉิดโฉมผิดหวังนวมินทร์ไม่ยักเคลิบเคลิ้ม เผลอกอดจูบ

อุมาวสีจับตามอง ด้วยจิตที่มีสมาธิแน่วนิ่ง สามารถได้ยินเสียงสนทนาโดยตลอด

O         O         O         O

เลิกงานเย็น เปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือ อุมาวสีออกทางประตูหลัง เลาะลัดสู่ถนนซอย

ปี๊บ-ปี๊บ!

หยิบเครื่องมือสื่อสารออกจากกระเป๋าหิ้ว นึกว่าอย่างไรเสียก็ต้องเป็นนวมินทร์ นับว่าการคาดคะเนตรงเผง

“รบกวนเวลาคุณอุหรือเปล่าครับ”

“เปล่าค่ะ”

“ยังงั้นผมจะรอคุณอยู่ใกล้ป้ายรถเมล์ที่เดิม โปรดอย่าใช้อิทธิปาฏิหาริย์หลบเลี่ยง”

อุมาวสีเผลอระบายลมหายใจยาวเหยียด นี่ก็เป็นความหนักใจอีกรูปแบบ นวมินทร์พยายามจะเข้ามาแบบซึมลึก

ความชั่วไม่กลัว แต่ความดีนี่สิ ขจัดลำบาก

“ถ้าคุณมินทร์จะถามอะไรอุ เชิญถามเดี๋ยวนี้ได้เลย”

“โปรดสัญญาก่อน จะยอมให้ผมไปส่งที่ปากซอยบ้านรัฐมนตรีพิพัฒน์”

อัดอั้นตันทรวง ชีวิตในกรุงเทพฯ ผจญภัยนานัปการ แต่ความดีกลับเป็นภัยอันใหญ่หลวง หากใจอ่อนพลาดพลั้งจะเสียสัจ อิทธิฤทธิ์ทั้งปวงจะสูญสิ้นหมดสิทธิ์คืนสู่หิมพาลัยนคร

“ตกลงค่ะ”

“พี่โฉมสั่งห้ามคุณอุมาบริการโต๊ะผม”

“เฉพาะวันนี้ พี่โฉมอ้างว่าพนักงานอื่นบริการอยู่แล้ว อุไม่ควรไปยุ่ง กรุณาอย่าไปยืนยันกับพี่โฉม อุเบื่อการเผชิญหน้า ต่อปากต่อคำ ปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล”

“ครับผม”

“สักครู่เราจะพบกันค่ะ”

บัดนี้ อุมาวสีนั่งรถเก๋งคันงามเคียงคู่นวมินทร์ที่วิ่งฉลุย ก่อนอื่นหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่กดปุ่มบน จอสีดำวูบ

“ปิดเครื่องกลัวใครโทรมาครับ”

“เบื่อพี่โฉมโทร.มาเช็ค”

ชายหนุ่มเพิ่มความเกลียดชังเฉิดโฉม หล่อนเปรียบเสมือนนางมารร้าย รุกล้ำขอบเขตส่วนตัวของผู้อื่น จุ้นจ้านเกินพิกัด นึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง

ขาดศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม แทบไม่น่าเชื่อว่าคนประเภทนี้ ครองชีวิตอยู่ได้โดยสวัสดิภาพ

ไม่นานเกินรอ ยานพาหนะคันหรูชะลอจอดที่ปากซอยใกล้ป้ายรถเมล์ อุมาวสีพนมมือไหว้ลาชายหนุ่ม ก่อนเคลื่อนกายลงจากรถผลักประตูปิด

เจ้าจำรูญยืนรอระยะสามสิบเมตร ยิ้มแสยะครึ่งกล้าครึ่งขลาด สิ่งที่เป็นจุดเด่น คือสร้อยคอสแตนเลสห้อยพระเครื่องสามองค์อยู่นอกเสื้อทีม

“คุยกันก่อน คุณอุ”

“ยังไม่เข็ดอีกรึ คุณรูญ”

“ไม่เข็ด อยากรู้นักว่าจะสำแดงอะไรอีก”

อุมาวสีคลี่ยิ้มสมเพช มันสรรหาพระเครื่องมาเป็นสมบัติส่วนตัว เชื่อว่าจะป้องกันภยันตรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหล่อน

“ห้อยพระเครื่องเพื่อเพิ่มความเหิมเกริมประพฤติชั่ว แทนที่จะให้เป็นอัตลักษณ์ทางพุทธศาสนา จิตใจสงบขัดเกลากิเลส

ใช่แล้ว…ผิดวัตถุประสงค์วิถีพุทธ

“ฉันจะบอกคุณอย่างหนึ่ง เครื่องรางของขลังไม่คุ้มครองโจรหลอก”

ใจทมิฬหินชาติ มีหรือจะยอมรับ เจ้าจำรูญโทษความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้ต้องแสดงออกเชิงแก้แค้น ยุติธรรมดีแล้ว มันแกล้งหัวเราะกร้าวกระหึ่ม

“ไม่จริง! คุณอุใส่ร้ายผม”

“ผู้หญิงสอง-สามรายตกเป็นเหยื่อ คุณพาไปที่ตึกร้าง พรรคพวกมิจฉาชีพที่รออยู่รุมสกรัม เหยื่อเสียทั้งตัวเสียทั้งเงิน อับอายขายหน้าไม่กล้าแจ้งความ จงรู้ไว้เถอะ ใกล้วาระที่คุณจะชดใช้กรรมรอมร่อ”

“ก่อนโน้นก็เคยข่มขู่ทำนองนี้ ไม่มีอะไรในกอไผ่” มันกระตุกไหล่พรืด “สงสัยว่าคุณอุจะแก่วัด”

“พระเครื่องที่ห้อยคอของเก๊ทั้งนั้นแหละ” เด็กสาวชี้มือ “พวกเซียนพระเขาทำเลียนแบบ”

“เอาอะไรมาพิสูจน์”

“อยากวิ่งออกไปกลางถนนมั้ย”

ถามเสียงเฉียบ ใบหน้างามเคร่งขรึม เจ้าจำรูญชักจะครั่นคร้าม เคยเผชิญมาแล้วใต้สะพานลอย กระเด็นข้ามถนน หัวเข่าถลอก ฟกช้ำหลายแห่ง บาดเจ็บพร้อมกับเพื่อนร่วมแก๊ง

“อย่าล้อเล่นนะ”

“งั้นก็แค่บทเรียนท้วมๆ”

อุมาวสีหมุนแหวนเงินในนิ้ว กลั้นลมหายใจ ประสานสายตาบุรุษชั่ว แผ่จิตตานุภาพแรงสูง

เจ้าจำรูญกระตุกหงึก เย็นซู่จากไขสันหลังแผ่ขึ้นเบื้องสูง ประหนึ่งว่าเส้นผมจะลุกตั้งชันทั้งศีรษะ สติสัมปชัญญะดิ่งวูบร่อยหรอ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ฮึกเหิมสุดขีด เช่นเดียวกับคนที่สักของขึ้น หรือใกล้เคียงเมายาบ้า

มันร่ายรำกระโดดโลดเต้น พร้อมทั้งคำรามโฮ่ก ไม่เป็นภาษามนุษย์ ลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างในโลก นอกจากการกระทำที่บ้าระห่ำ

แน่นอน ย่อมเป็นเป้าสายตาแก่ผู้คนรอบบริเวณ เพื่อนในทีมมอเตอร์ไซค์รับจ้างอดทนไม่ไหว ตรงเข้ามาหา ตะปบจับแขน เรียกเสียงหนัก

“เฮ้ย ไอ้รูญ!”

“เอิ๊บ!”

ทรชนหนุ่มสะดุ้งโหยง สติสัมปชัญญะกลับคืน มันเหลียวซ้ายมองขวาลอกแลก

“นางงามประจำซอยหายไปไหนเนี่ย?”

“เอ็งแสดงอาการคลุ้มคลั่ง ใครเขาจะคุยด้วย เพิ่งเดินหนีเอ็งแป๊บเดียวนี่เอง”

“ข้าถูกสะกดจิต ก็แม่นางงามรายนั้นแหละ”

“กูไม่เชื่อ”

ช่วงเวลาเดียวกัน อุมาวสีปรากฏกายหน้าประตูเหล็กดัด รถเก๋งคันงามจอดริมกำแพงรั้ว เพ่งสายตาใช้ฌานตรวจสอบ ได้ข้อมูลรางเลือน

“กุลณัฐศัตรูลับของเรา”

มาหาใคร เพื่อจุดประสงค์อะไร ประเดี๋ยวก็คงจะทราบ เด็กสาวผ่านเข้าประตูรั้ว

ที่คฤหาสน์ค่อนข้างจะเงียบ สามารถรู้ได้ทันทีว่า กุลณัฐน่าจะเยี่ยมนางมณีวงศ์

ช่างน่าขบขัน หล่อนประจบประแจงสม่ำเสมอ แม้ว่าช่องทางที่จะกลายเป็นหลานสะใภ้ปิดสนิท

ขึ้นตึกขาว อาบน้ำ สวมชุดลำลอง ครู่หนึ่ง อุมาวสีก็ลงมาเก็บดอกมะลิที่ปลูกในสวนหย่อมใส่ขันโอ พลันเหลือบพบพิณทิพย์กับกุลณัฐเดินมาตามทางเท้า รู้กาละเทศะ รีบพนมมือทำความเคารพแขกพิเศษ

“พี่ซื้อเต้าฮวยมาฝากคุณยายจ้ะ น้ำขิงแก้ร้อนๆ ไม่หวานจัด ท่านชอบ”

พิณทิพย์กล่าวเสริมขึ้น แฝงนัยดูแคลน

“ถ้ามัวแต่หิ้วถุงเต้าฮวยขึ้นรถเมล์ละก็ กว่าจะถึงที่หมายก็เย็นชืด”

ผู้ฟังไม่โต้ตอบ คนดูแคลนรู้จักหล่อนน้อยเหลือเกิน สักวันหนึ่งจะพิสูจน์

“เอ๊ะ! เมื่อราวๆ หนึ่งชั่วโมง พี่โฉมโทร.ถึงน้องอุไม่ติด ปิดมือถือหรือจ๊ะ”

นึกแล้ว เฉิดโฉมชอบก้าวก่ายแทรกแซงชีวิตภาคส่วนตัวของหล่อน จุ้นจ้านแม่รีแม่แรด แถมยังปากโทรโข่ง ฟ้องพิณทิพย์

ประเด็นเดียวที่ระแวงเกือบจะเข้าขั้นโรคจิต คือ กลัวว่าหล่อนจะนั่งรถเก๋งคู่นวมินทร์

“ใช่ค่ะ พี่แนท”

“ทำไมปิดเครื่อง”

“อุชอบอิสระ เลิกงานแล้วก็ควรมีอิสระเสรีบ้าง เบื่อโทร.เช็คโน่นนี่ตลอด”

“พี่โฉมเป็นห่วงเธอ”

“อุไม่ใช่เด็กเล็กๆ”

เหตุผลชัดเจน หากซักถามต่อ เกรงว่าจะกลายเป็นสาระแนหาเรื่องจับผิด พิณทิพย์ตามไปส่งกุลณัฐที่ประตูรั้ว

อุมาวสีนำดอกมะลิไปฝากสตรีสูงอายุ ท่านคุยอวดผสมความภูมิใจเล็กน้อย

“กุลเอาเต้าฮวยมาฝากยาย น้ำขิงเผ็ดจัด อร่อยจ้ะ”

“งั้นวันหลัง อุจะเอามาฝากคุณยายบ้างค่ะ”

“อย่าเลย เดินทางกว่าจะถึง เต้าฮวยเย็น ไม่ค่อยอร่อย”

หลานสะใภ้ยิ้มอ่อนโยน ไม่ขยายความ สองวัยต่างวัยสนทนาหลายเรื่อง

สุดท้าย พรุ่งนี้วันหยุด อุมาวสีจะตามคุณนายนุชนารถไปช้อปปิ้งเช่นเคย นางมณีวงศ์เสนอตัวติดตามไปด้วย อยากจะเปิดหูเปิดตาบ้าง

เด็กสาวผู้พลัดถิ่นเดาไม่ออกว่า รูปการณ์จะยุ่งเหยิงหรือว่าราบรื่น

 



Don`t copy text!