อุมาวสี บทที่ 39 : คุกคามไม่เลิกรา

อุมาวสี บทที่ 39 : คุกคามไม่เลิกรา

โดย : ตรี อภิรุม

อุมาวสี ภาคต่อของ “หิมพาลัย” โดย ตรี อภิรุม เรื่องราวชีวิตหลังงานแต่งงานของพิชญ์และอุมาวสีในโลกที่แตกต่างจากโลกลับแลจะเป็นอย่างไร ความรักที่พิชญ์มีให้เธอ จะเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้ได้หรือไม่ ‘อุมาวสี’ นวนิยายออนไลน์ที่พาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่สวยงามและความรักที่มีอยู่จริง

นับว่าเป็นการชุมนุมโดยไม่ได้นัดหมายครบเครื่อง ตั้งแต่พีรวรรณ-ไอศูรย์ นวมินทร์ และเจ้าจำรูญ

อุมาวสีตั้งสติอารมณ์ ไม่หวั่นไหว ถือเสียว่าอะไรจะเกิดก็ย่อมเกิด เราหยุดมันไม่ได้ จดจ้องเตรียมการแก้ไข หากเจอสถานการณ์อันไม่พึงประสงค์

ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย ปล่อยให้พนักงานเสิร์ฟรายอื่นต้อนรับหนุ่มมิจฉาชีพ ตระหนักถึงมารยาทสังคม เจ้าจำรูญไม่กล้าเอะอะมะเทิ่งทักทายนางงามประจำซอย ได้แค่ยิ้มพยักพเยิดกับนวมินทร์

เมื่อได้ข้าวราดแกงและน้ำดื่มขวด มันเลียบเคียงกับบริกรหญิง

“ผู้หญิงคนโน้นชื่ออุ อุไรวรรณใช่ไหมครับ”

“ไม่ใช่ค่ะ นั่นอุมาวสี”

“โสดหรือไม่โสด”

“ถามกับเจ้าตัวสิคะ”

“แล้วเด็กเสิร์ฟขี้เหร่ ผิวคล้ำกระดำกระด่าง ดั้งจมูกหักอยู่ไหนครับ”

ผู้ฟังป้องปากหัวเราะ สั่นหน้าเนิบ

“ที่นี่ไม่มีค่ะ”

จากประสบการณ์หลายครั้ง ทำให้เจ้าจำรูญรู้ว่า แท้จริงเด็กสาวอัปลักษณ์ก็คือ อุมาวสีจำแลงนั่นเอง

อิทธิปาฏิหาริย์เหนือมนุษย์เปรียบเหมือนไฟ คนฉลาดไม่จับให้ร้อนมือ หากใช้ไฟเป็นประโยชน์ด้วยการหุงต้ม เป็นอาทิ มันกำความลับของอุมาวสีไว้แล้ว ย่อมจะมีแต้มคูเหนือกว่าเล็กน้อย

ใช่…เล่นกับไฟต้องฉลาดรอบจัด จึงจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

มนุษย์เจ้าเล่ห์ยกจานข้าวกับขวดน้ำดื่มไปนั่งร่วมโต๊ะกับนวมินทร์ แฝงเจตนาไม่บริสุทธิ์หลายประเด็น อย่างแรกที่เห็นชัดคือ เบียดเบียนให้เขาเลี้ยงข้าว

“ขอโทษครับ หวังว่าคุณคงจะไม่รังเกียจผม”

แน่นอน โดยมารยาทสังคมใครจะบอกว่ารังเกียจ

“คุณจำรูญมีธุระอะไรครับ”

“เชื่อแล้วว่าใช่ไหมว่าผู้หญิงที่ชื่ออุมาวสีเป็นแม่มด หรือไม่ก็คนครึ่งปีศาจ น่าสะพรึงกลัวยิ่ง”

“ผมไม่ต้องการข้อมูลแบบนั้นอีกแล้ว เราคุยกันเรื่องอื่นๆเถอะ”

เอากับพ่อซิ สงสัยว่าหนุ่มหล่อจะหลงรักอุมาวสี

ใช่แล้ว… ความรักทำให้คนตาบอด ไม่เห็นภยันตรายที่แอบแฝง

“คุณน่าจะเปิดเผยเกี่ยวกับตัวเองบ้าง รับรองว่าผมจะไม่รบกวนหรือทำให้คุณเดือดร้อน ในทางตรงกันข้าม อาจจะทำประโยชน์ให้เยอะ”

อุมาวสีเคยให้ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับจำรูญ ชายหนุ่มรู้ว่ามันเป็นทรชน สํานวนสุภาษิตว่าคบคนพาลพาลพาไปหาผิด เจ้าจำรูญเป็นตัวอันตรายควรหลีกเลี่ยง

“วันนี้คุณไม่ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือครับ”

สมคะเน ทรชนหนุ่มได้โอกาสพลิกแพลงวกสู่จุดประสงค์ที่มันต้องการสื่อ

“นั่นเป็นอาชีพของผม แต่คนเราย่อมมีเวลานอกกรอบบ้าง คร่ำเคร่งกับงานทั้งวันน่าเบื่อ วันก่อนผมกับเพื่อนแวะมาทานข้าว เจอสาวเสิร์ฟผิวคล้ำ ดั้งจมูกหัก โคตรขี้เหร่ วันนี้สอบถามได้ความว่า ไม่มีสาวเสิร์ฟรายนั้น ผมเชื่อว่าคุณอุจำแลง ไม่เชื่อคุณลองเรียกเธอมาซักฟอก”

หากเป็นยุคอดีต นวมินทร์จะถือว่าเป็นเรื่องตลก แหกเนตร หรือไม่ก็หลงงมงายทางไสยศาสตร์ เนื่องจากเคยพิสูจน์มากับตัวเองจึงเชื่อ แต่ถึงอย่างไรเขาจะไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของเจ้าจำรูญ

“ที่คุณเห็นคงเป็นลูกค้าคนหนึ่ง ขอตัวครับ”

พูดแล้ว ชายหนุ่มก็ละความสนใจจากฝ่ายตรงข้าม รับประทานอาหารบนโต๊ะ

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ ไอศูรย์เช็คบิล พาคู่หมั้นลุกออกจากสวนอาหาร เฉิดโฉมตามไปส่งที่คาร์พาร์ค สาระแนส่อเสียดตามความเคยชิน

“เช้านี้ น้องแนนตักบาตรคู่คุณเอ พระกี่รูปคะ”

“หกรูปค่ะ” พีรวรรณตาเบิกกว้าง “เอ๊ะ! พี่โฉมทราบได้ยังไง”

“น้องอุเล่าความละเอียด แต่ไม่กล้าลงความเห็นว่า ทั้งสองทดลองอยู่ด้วยกันหรือยัง อย่าไปต่อว่าเธอนะคะ เดี๋ยวเธอจะหาว่าพี่โฉมปากบอน”

สาวสวยฉุนกึก ลอเยนิสัยเสียชอบเก็บความในเอาไปขยายข้างนอก สงสัยอิจฉาริษยาท่วมท้น เพราะชีวิตสมรสของตัวเองชักจะไม่หวานแหวว จะต้องให้พิณทิพย์อบรมเสียบ้าง

เมื่อแขกพิเศษขึ้นรถเก๋ง เฉิดโฉมก็กลับไปนั่งประจำเคาน์เตอร์ แสร้งเปรยขึ้นเชิงเหน็บแนมเด็กเสิร์ฟเบอร์หนึ่ง

“ตายจริง คุณมินทร์ได้เพื่อนร่วมโต๊ะ น้องอุก็คุยกับคุณมินทร์ไม่ถนัดสิจ๊ะ”

“อุทำหน้าที่เสิร์ฟอาหาร ไม่ประสงค์จะคุยกับลูกค้าเกินความจำเป็นค่ะ”

“ฉันรู้นะ” ลอยหน้าลอยตายิ้มระรื่น แสดงประหนึ่งว่าฉลาดล้ำลึก “คุณมินทร์อยากจะคุยกับน้องอุเป็นส่วนตัว”

“พี่โฉมลองไปถามเขาว่าจริงหรือเปล่า”

“นั่นไง เขามองมาแล้ว คงจะเรียกให้เธอไปเก็บเงิน”

จริงตามที่เฉิดโฉมพูด ชายหนุ่มอมยิ้ม พยักหน้าเนิบ

ที่โต๊ะ เจ้าจำรูญฉีกยิ้มกว้าง ยียวนกวนตบ อุมาวสีเอื้อมรับแบงค์ห้าร้อยที่นวมินทร์ยื่น

“คิดข้าวแกงน้ำดื่มตรงนี้ด้วยครับ ผมเลี้ยง”

“คุณอุ” มนุษย์เส็งเคร็งเริ่มบทบาท “ถ้าคุณไม่หยุดแกล้งละก็ ผมจะโพนทะนาทั่วไปหมด ว่าคุณเป็นแม่มดจอมอิทธิฤทธิ์ จำแลงมาในโลกมนุษย์เพื่อกิจบางอย่าง”

“แกล้ง” ตอบเสียงราบเรียบอารมณ์เยือกเย็น “นั่นเป็นเรื่องที่คุณเข้าใจเอาเองทั้งสิ้น คุณจะทำอะไรก็เชิญ ฉันไม่กลัว”

นวมินทร์ตั้งใจจะเจรจาสักประโยคสองประโยค แต่โอกาสไม่อำนวย เจ้าจำรูญอยู่ด้วย เท่ากับเป็นทศกัณฐ์ในตัว

“ไม่ควร คุณจำรูญคุกคามผู้หญิง”

ฝ่ายตรงข้ามหัวเราะแห้งๆ แก้ตัวว่าเฉพาะรายนี้ยกเว้น

O         O         O         O

ตอนเย็น อุมาวสีออกทางประตูหลังสวนอาหาร โผล่ที่ตรอก โทรศัพท์มือถือซึ่งเพิ่งเปิดเครื่องส่งสัญญาณเตือน

สงสัยนวมินทร์ นับว่าการคาดคะเนตรงเผง

“ตอนอยู่ในสวนอาหาร ผมหมดโอกาสคุยส่วนตัวกับคุณอุ”

“จำรูญก็คุยสนุกดีนี่คะ”

“ผมว่าเหลวไหลไร้สาระ ทำตัวเป็นมิจฉาชีพที่รอตำรวจซิวเข้าคุก”

อุมาวสีเฉยเสีย ไม่ออกความคิดเห็น

“อยากจะไปส่งคุณอุเช่นเคย ผมจอดรถรอริมถนนใต้สะพานลอยที่เดิมครับ”

ยิ่งหนี ก็ดูเหมือนจะยิ่งใกล้ชิด จะทำประการใดดีเล่า อุมาวสีตัดสินใจชั่วประเดี๋ยว

“ขอบคุณค่ะ แต่อุมีข้อแม้บางอย่าง จะเรียนให้ทราบเมื่อไปถึงรถ”

“ตัดข้อแม้ออกไปเลย ผมพร้อมจะทำทุกอย่างตามวัตถุประสงค์ของคุณอุครับ”

ต่างฝ่ายต่างสาย ดูเถิด นวมินทร์ดำเนินการทางบวกตลอด เหนือกว่าคำว่าเอื้อเฟื้อ สิ่งที่เข้ามาคือ การซึมลึก แต่คงจะไม่ถึงก้นบึ้งของหัวใจหล่อน

ทั้งเจ้าจำรูญและนวมินทร์เป็นอันตราย แต่ต่างกันตรงที่ความหยาบกระด้างหรือวิจิตร คนละขั้ว

ณ ยานพาหนะคันหรู นวมินทร์เอื้อมมือเปิดประตูรถต้อนรับ สาวน้อยโฉมงามหย่อนกายนั่ง แจ้งความประสงค์ และต่อท้ายว่า

“เมื่อออกจากห้าง ขับรถเก๋ง คุณมินทร์กรุณาปิดแอร์ เต้าฮวยจะได้เย็นช้าลง ได้ไหมคะ”

“ได้สิครับ”

หนุ่มหล่อขับเคลื่อนรถเก๋ง การจราจรไหลลื่น ใช้ความเร็วค่อนข้างสูง

ดิสเคาน์สโตร์แห่งนั้นอยู่ในเส้นทางผ่าน เขาเลี้ยวรถยนต์เข้าไปจอดในพาร์คกิ้ง ทั้งสองลงจากรถ อุมาวสีทอดฝีเท้าไม่ใกล้ชายหนุ่มมากนัก แฝงนัยว่าไม่ปรารถนาจะเป็นแฟน เป็นได้แค่เพื่อนต่างเพศธรรมดา

ณ ฟู้ดเซ็นเตอร์ อุมาวสีซื้อเต้าฮวยใส่ถุง ไม่ยอมให้นวมินทร์จ่ายเงิน แค่เขาช่วยบริการขับรถรับส่งก็ดีที่สุดแล้ว

ขณะย้อนกลับสู่คาร์พาร์ค สัญญาณริงโทนดังกังวานปี๊บ ชายหนุ่มช่วยหิ้วถุงแทน เปิดโอกาสให้เด็กสาวหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋า

คิดว่าจะปลอดเจ้าแม่แอ๊บแบ๊ว แต่ผิดถนัด ตัดสินใจชั่วเสี้ยวนาที อุมาวสีกดรับสาย

“ธุระอะไรคะ พี่โฉม?”

“น้องอุถึงบ้านหรือยังจ๊ะ พี่เป็นฮ้วง-เป็นห่วง”

ชอบกล ห่วงใยเฉพาะวันที่นวมินทร์มาอุดหนุนที่สวนอาหารอิ่มเอม นึกหรือว่าจะรู้ไม่เท่าทัน เรื่องแผนส่อเสียดล้วงลูก พร้อมกันนั้นก็จะเก็บเอาไปเพ็ดทูลพีรวรรณ-พิณทิพย์ ต่อเติมป้ายสีสกปรก

แปลก…เฉิดโฉมมีความสุขด้วยการเป็นคนนอกทำเนียบ

“ยังค่ะ อุแวะซื้อเต้าฮวยตามที่คุณยายสั่ง คุณมินทร์อาสาขับรถไปส่ง”

“อุ๊ยตาย คาดไม่ถึง”

สาวใหญ่ร้องเสียงแหลม หัวใจจะขาดรอนๆ เสียให้ได้ ความอิจฉาริษยาท่วมท้น

“ติดต่อนัดหมายกันยังไงเนี่ย หรือว่าใช้ซิกแนลกันลับเฉพาะ”

“อย่าลืมฟ้องพี่แนน-พี่แนทนะคะ อุถึงบ้านเมื่อไหร่จะได้ตกเป็นจำเลยทันที”

“โอย ทำไมพูดยังงั้นล่ะ พี่ไม่เคยทำตัวปากบอน”

“เชื่อค่ะ” เด็กสาวแสร้งประชด “พี่เฉิดโฉมมีมารยาท คุณธรรม และจริยธรรมครบถ้วน จะคุยกับคุณมินทร์ไหมคะ จะได้ทราบว่าใช้ซิกแนลหรือเปล่า”

เล่นเอาเฉิดโฉมนิ่งอึ้งคอแข็ง กระดากกระเดื่อง อุมาวสีกระทบกระเทียบเจาะลึกถึงสันดานดิบ ใครจะกล้าซักถามนวมินทร์ รู้โดยสัญชาตญาณว่า เขาพยายามหลีกเลี่ยงและรังเกียจหล่อน

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ เท่านั้นแหละ” ยอกย้อนเหน็บแนมกลับบ้าง “พี่ไม่รบกวนเวลาความสุขสำราญของเธอ”

อุมาวสีเก็บเครื่องมือสื่อสาร อธิบายแก่ชายหนุ่มเรียบๆว่า

“พี่โฉมโทร.มาสอบถาม อุตอบว่ามากับคุณมินทร์ จะได้หมดเรื่องหมดราวไปเลยค่ะ”

ผู้ฟังระบายยิ้ม ไม่ซักรายละเอียด ทราบมานานแล้วว่า เฉิดโฉมจุ้นจ้านส่อเสียดเกินพิกัด สงสัยเหลือเกินว่าผู้ชายคนไหนจะสามารถอดทนอยู่กินกับหล่อนถาวร

นวมินทร์ขับเคลื่อนรถเก๋งคันงามออกจากห้าง ปิดแอร์ เลื่อนกระจกไฟฟ้าลง จึงแลดูแปลกกว่ารถคันอื่นๆ

อากาศเริ่มขมุกขมัว ไฟถนนสว่างตลอด ถนนสายนั้นยวดยานไหลลื่น สะสมเป็นบางระยะ อุมาวสียอมให้เขาไปส่งถึงหน้าประตูเหล็กดัดของคฤหาสน์ ก่อนลงจากรถนบนิ้วไหว้ขอบคุณ

“สมมุติว่าคุณอุแบ่งภาคได้ แบ่งภาคสองมาอยู่กับผมก็จะดีครับ”

“แบ่งไม่ได้ค่ะ เกินความสามารถ”

ถวิลเปิดประตูรั้วด้านข้างหูช้างต้อนรับ เจ้าโกโก้สุนัขสีน้ำตาลเข้มกระดิกหางทักทายอุมาวสี

ก่อนอื่น มุ่งตรงไปที่ตึกเล็ก จัดการกับถุงเต้าฮวย อุมาวสียกถ้วยไปตั้งโต๊ะ นางมณีวงศ์แย้มริมฝีปาก สองข้างแก้มจีบริ้ว

“โอ…ยังอุ่นอยู่เลยจ้ะ”

หลานสะใภ้ยิ้มหวานละมุนแทนคำตอบ ถอยออกมานั่งห่างจากหญิงชราพอสมควร

ท่านตักรับประทานได้สองคำ เหลียวชำเลืองมอง

“อ้าว! อุยังไม่ได้เปลี่ยนชุดเลย ตามสบายจ้ะ”

อุมาวสีเลี่ยงลงจากตึก ประจันหน้ากับพิณทิพย์ระหว่างทางเดิน ฝ่ายตรงข้ามสีหน้าเคร่งเครียดกระเดียดยิ้ม

“อยากรู้นัก ทำไมเธอชอบเก็บเรื่องภายในบ้าน เอาไปเล่าข้างนอก รู้หรือเปล่าว่ายังงี้เข้าข่ายโอษฐภัย”

น้องสะใภ้ไม่ไหวหวั่น ตั้งรับด้วยความสงบ รู้ว่ากรณีนี้มาจากเฉิดโฉมคนปากโทรโข่ง

“เรื่องอะไรคะ พี่แนท”

“ขอถามหน่อย พี่โฉมรู้ได้ยังไงว่าพี่เอพี่แนนร่วมตักบาตรตอนเช้า ตรัสรู้เอาเองเรอะ”

“พี่โฉมซักไซ้ไล่เลียง อุเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายค่ะ”

“ตอบว่าไม่ทราบเท่านั้นเองก็จบ” พิณทิพย์เล่นงานฉอดๆ “หนอย…อยู่ในบ้านเงียบหงิมอยู่นอกบ้านพูดจายังกะต่อยหอย ไม่กล้าออกความเห็นว่าสองคนอยู่กินกันล่วงหน้าหรือยัง แฝงนัยว่าเธออยากรู้เต็มแก่ใช่ไหมล่ะ”

ต้องยอมรับว่า เฉิดโฉมมีความสามารถพิเศษในการตบแต่งดัดแปลงข้อมูล จากสีขาวบริสุทธิ์ กลายเป็นกระดำกระด่างสกปรก

“เชิญพี่แนทไปที่สวนอาหาร ซักถามพี่โฉมต่อหน้าอุ พิสูจน์ความจริงจะได้ทราบว่าใครผิดใครถูก บางทีพูดกันคนละครั้ง คนละสำนวน จะให้ความหมายที่แตกต่าง”

พิณทิพย์ทำท่าคล้ายจะชำเลืองค้อน นัยน์ตาวาวคมกริบปานจะเจาะลึกถึงกระดูก

“ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นพิสูจน์ คาดคั้นเอาเป็นเอาตายหรอก ฉันแค่ตักเตือนเธอนิ่มๆ หุบปากไว้เสีย อย่าทำตัวเป็นกาแจ้งข่าว คนที่ชอบพูดพล่อยๆ คือคนที่ลดคุณค่าของตัวเองเหลือต่ำสุด”

พูดแล้วสาวสวยก็เดินเลยไปเสีย ทิ้งให้น้องสะใภ้มองตามหลังอย่างมึนงงฉงนฉงาย แต่ไม่ยอมให้ความโกรธทำลายบุคลิกเยือกเย็นสงบ

O         O         O         O

วันแต่งงานระหว่างพีรวรรณ-ไอศูรย์ใกล้เข้ามาทุกขณะ เฉิดโฉมเลียบเคียงตามวิสัยส่อเสียด

“พี่อยากทราบข่าวคืบหน้างานน้องแนนจ้ะ”

ขำกลิ้ง อุมาวสีไม่มีวันจะหลงกลเจ้าเล่ห์ คลี่ยิ้มระรื่น

“ถามกับเจ้าตัวโดยตรงสิคะ”

“ต๊าย! น้องอุเป็นอะไรไปเนี่ย” หล่อนตีโพยตีพาย ชูคออันอวบอิ่ม “ไม่ไว้ใจพี่แล้วเรอะ”

“พี่แนทสั่ง ห้ามเอาความในออกไปเล่าข้างนอก หนก่อนอุโดนจวกแหลก”

ไม่เคยมองความบกพร่องของตนเอง เฉิดโฉมแก้ตัวยาวเหยียด

“เป็นเรื่องเข้าใจผิดแท้ๆ พี่ไม่เคยนินทาว่าร้ายคนอื่น โดยเฉพาะเกี่ยวกับน้องอุ พี่ยกย่องกล่าวขวัญถึงในแง่ดีเสมอ เปรียบได้ว่าอมพระมาพูดก็ได้จ้ะ”

ป่วยการต่อปากต่อคำ คนที่ประพฤติชั่วเป็นนิจ จะไม่คิดว่าตัวเองทำชั่ว อุมาวสีเฉยเสียด้วยรอยยิ้ม เหมือนเชื่อถือวาจาของฝ่ายตรงข้าม

“จนใจจริงๆ ค่ะ คำสั่งต้องเป็นคำสั่ง อุจะไม่ละเมิด”

ธวัชโผล่เข้ามานั่งโต๊ะ เท่ากับเปลี่ยนโลกทั้งใบทีเดียว เฉิดโฉมชื่นฉ่ำกระติ๊กริกดุจไม้ดอกได้รับหยาดฝน เด็กสาวแยกไปบริการลูกค้าหนุ่ม

ชั่วครู่ สาวใหญ่ก็เคลื่อนร่างออกจากเคาน์เตอร์ นวยนาดปานนางพญามหาเสน่ห์

“แหม คุณธวัชหายไปตั้งหลายวัน โฉมคิดว่าลืมสวนอาหารอิ่มเอมเสียแล้ว

“ไม่ลืมหรอกครับ บังเอิญติดติดติดธุระไม่ว่าง ผมมีข้อเสนอบางอย่างเพื่อสืบสานความสัมพันธ์เบื้องต้น คุณโฉมสนใจไหมเอ่ย”

“สนสิคะ”

“เรามาแลกเปลี่ยนแหวนกันคนละวง จะคิดว่าเป็นตราจองหรือของที่ระลึกก็ได้ทั้งนั้นครับ ผมกะจะซื้อแหวนเพชรให้คุณโฉมวงนึง ราคาประเมินเฉียดแสน สำหรับผม คุณโฉมหาแหวนทองเกลี้ยงสักวง ราคาสักสอง-สามพันก็พอ”

นิสัยโลภ ชอบสะสมวัตถุ ได้มากเท่าใดไม่เคยอิ่ม ไม่เคยพอเพียง อยู่ในโลกของวัตถุนิยมจนเคยชิน เฉิดโฉมฉุกคิดถึงไอศูรย์สวมแหวนเพชรเม็ดเป้งลงในนิ้วนางซ้ายของพีรวรรณ ไม่อาจเลียนแบบตรงเผง ใกล้เคียงหน่อยก็ยังดี

“ตัดสินใจยากเหลือเกิน”

หล่อนเล่นลีลาทั้งที่หัวใจแสนจะละโมบ

“คุณโฉมเก็บเอาไปไตร่ตรองก่อน แล้วค่อยให้คำตอบผม”

“ขอเวลาซักสอง-สามวันค่ะ”

เฉิดโฉมพยักพเยิด ตุ้งติ้งสะดิ้งพราว เผยอริมฝีปากค้างเติ่งเหมือนจะรอจุมพิต

คุยอ้อยอิ่ง จนกระทั่งอาหารตามสั่งถูกนำมาตั้งโต๊ะ หล่อนจึงขอตัวธวัชกลับเคาน์เตอร์

เมื่ออุมาวสีนำกระดาษจดรายการมามอบ สาวใหญ่ทรงเซ็กซี่ไม่วายคุยโอ้อวด กรณีธวัชเสนอแลกเปลี่ยนแหวน สื่อความหมายตราจองเบื้องต้น

“อุขอแสดงความยินดี น้อยคุณจะมีโอกาสแบบพี่โฉม ขอเขาแหวนเพชรสักห้ากะรัตสิคะ”

ผู้ฟังเบิกตาโตจนดูน่ากลัว ยกมือทาบปิดคอเสื้อลีลาที่เคยชิน

“นั่นราคาเป็นล้านเชียวนะจ๊ะ ห้ากะรัตเฉียดแสนคงเป็นเพชรเก๊”

“หรือคะ อุไม่ทราบ เพราะไม่คุ้นเคยกับเครื่องประดับราคาสูงลิบ”

“ฉันควรจะรับข้อเสนอไหมเนี่ย”

เด็กเสิร์ฟเบอร์หนึ่งยิ้มระรื่น อ่านใจคู่สนทนาออก หาโอกาสนี้ตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว ทัศนคติไม่รู้จักคำว่าพอเพียง มีหรือจะถอยฉาก เชื่อมั่นตัวเองจนกลายเป็นโง่

หารู้ไม่ว่าข้อเสนอของธวัชคือ เหยื่อที่ฝังเบ็ด เอาไว้ล่อปลาละโมบ เฉกเช่นเฉิดโฉม

“อุเดาว่าพี่โฉมจะปฏิเสธ”

“ไม่จ้ะ เราคบค้ากันมานานพอสมควรแล้ว ผู้หญิงเล่นตัวนักก็ไม่ค่อยเหมาะ”

“ถ้าใครเป็นแบบพี่โฉม คงจะปลื้มไม่เสร็จ”

อุมาวสีเลี่ยงไปบริการลูกค้าโต๊ะอื่น

เวลาผ่านไปจนกระทั่งเย็น ปิดสวนอาหาร อุมาวสีออกทางประตูด้านหลัง ผ่านทางลัดทะลุสู่ถนนซอย

มัวแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ไม่ทันสังเกต เมื่อลงจากสะพานลอย อุมาวสีก็ประจันหน้ากับเจ้าจำรูญที่จอดมอเตอร์ไซค์ดัก

“ฮะแอ้ม! สวัสดีครับ คุณอุ”

มนุษย์วายร้ายยิ้มเผล่ ทะลึ่งทะเล้น รวมทั้งยียวนกวนบาทาแสดงออกเพียบ

“มิน่า มาคอยขึ้นรถเมล์ป้ายนี้เสมอ เพราะคุณทำงานที่สวนอาหารอิ่มเอม”

“อย่ามายุ่งกับฉัน”

“ผมมาขอเจรจาสงบศึก คบกับผมไว้เถิด เราจะร่วมกันทำประโยชน์มหาศาลให้แก่แผ่นดิน”มาแปลกกว่าทุกครั้ง อุมาวสีไม่เชื่อบุรุษร้อยเล่ห์กะลาวน แสร้งถาม

“ประโยชน์อะไรมิทราบ?”

 



Don`t copy text!