ตรอกบ้านจีน ชุมชนโบราณ @ ตาก (2)

ตรอกบ้านจีน ชุมชนโบราณ @ ตาก (2)

โดย : สุวิทย์ เมฆวิบูลย์

Loading

ไม่ได้มีแค่ นิยายออนไลน์ ให้อ่าน ที่ อ่านเอา  แต่เรายังมีเรื่องราวการเดินทางของ สุวิทย์ เมฆวิบูลย์ ชายหนุ่มผู้ที่เชื่อว่า การเดินทางกับการดื่มกิน คือองค์ประกอบสำคัญในการเติมไฟ เพิ่มพลังให้ชีวิต และเขายินดีแบ่งปันขุมพลังนี้กับผู้อ่าน “อ่านเอา” ได้ อ่านออนไลน์ 

…………………………………………..

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เดือนที่แล้วพี่สาวผมพบ คุณยายเกษร พุดตาลดง โดยบังเอิญ ท่านเป็นคนเก่าแก่รุ่นสุดท้ายในตรอกบ้านจีน เกิด โตและพักอาศัยอยู่มาทั้งชีวิต บั้นปลายทำหน้าที่บรรณารักษ์ห้องสมุด จ.ตาก คุณยายใจดีกรุณามอบสำเนาบันทึกที่เขียนไว้ว่า บริเวณตรอกระแหงนี้มีชาวจีนมาค้าขายกับพ่อค้าต่างจังหวัดที่ใช้เรือถ่อ เรือยนต์ขนสินค้าจากเมืองหลวงในลำน้ำปิงมาขึ้น 2 ท่าเรือ คือท่าปากคลองน้อย ซึ่งมีร่องน้ำจากหนองน้ำมณีบรรพต ผ่านโรงเรียนตากพิทยาคม ผ่านซอยตากสิน 21 และ 23 มีสะพานสูงข้ามคลอง เรียกว่าสะพานทอง เพราะมีผู้ทำการค้าเรือโกลน ขณะนั้นคือนายมาและนางทอง (ต้นสกุลทองมา) สร้างให้ข้ามคลองเพื่อให้ชาวบ้านใช้จับซุงไม้ที่ลอยตามน้ำ มาทำแพ ทำท่าเรือ สมัยก่อนแพชาวบ้านจะใช้เป็นที่อาบน้ำซักผ้า ตักน้ำ ส่วนอีกท่าเรือ อยู่ด้านเหนือขึ้นไป ชื่อท่าหลวง

ท่านให้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ชุมชนชาวจีนทั่วไปมักอยู่เรือนแถวหรืออาคารติดกัน เพื่อเอื้อต่อการทำการค้าขายกัน แต่ที่จังหวัดตากกลับแยกกันอยู่อิสระเป็นหลังๆ ในเรือนทรงไทย เป็นวิถีความเป็นอยู่จีน

ซึ่งหาดูยากมากในเมืองไทย อาจเป็นเพียงหนึ่งเดียวในสยาม

ห้วงเวลาเดียวกันก็เสาะหาเจอบันทึกของ ศ. นพ. เฉลี่ย วัชรพุกก์ เขียนถึงชีวิตในวัยเด็กที่เมืองตาก เมื่อ พ.ศ. 2529 น่าสนใจมาก ลองอ่านส่วนหนึ่งกันครับ… หลังสร้างเขื่อนภูมิพล แม่น้ำปิงที่ตากตื้นขึ้นมาก น้ำไม่แรงเท่าเก่า ลำน้ำแยกเป็นสายเล็กๆ หลายสาย ทรายก็กลายเป็นทรายสกปรก ไม่มีน้ำท่วมยามหน้าน้ำ ไม่มีการล่องแพจากทางเหนืออีกต่อไป เป็นที่น่าเสียดายสำหรับผู้ที่เคยได้เห็นแม่น้ำปิงกว้าง น้ำไหลแรง มีทรายสะอาดขาว มีปลามากมาย ไม่กี่ปีต่อมาทางการดูดทรายมาถมตลิ่งทั้งสองฝั่ง ตั้งแต่ท่าแคถึงหนองหลวง บีบให้แม่น้ำปิงแคบให้พอเหมาะกับน้ำที่ปล่อยลงมาจากเขื่อน แม่น้ำเดิมกว้าง 1 กิโลเมตร เหลือกว้างเพียง 200 เมตร เกาะอีจอนถูกทำลายราบ ไม่มีใครเห็นนากอีกเลย อาจอพยพไปที่อื่นหรือตายหมดแล้วก็ได้ บ้านคุณแม่เคยอยู่ริมน้ำ บัดนี้ต้องเดินผ่านถนน 2 สายและตลาดสดถึงจะไปถึงฝั่งแม่น้ำปิงได้

ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิด พ.ศ. 2459 จนถึง พ.ศ. 2473 เมืองตากไม่มีน้ำแข็ง ไม่มีรถยนต์ ยิ่งรถไฟแล้วนึกภาพไม่ออก มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่ออายุได้ 7-8 ขวบ เกิดพายุฝน มีก้อนน้ำแข็งโตประมาณหัวแม่มือตกลงมาบนหลังคา เสียงดังลั่น ออกไปดูเห็นเป็นก้อนใสๆ เลยลองจับเข้าปาก ความรู้สึกว่ามันร้อนจนต้องรีบคายออก เนื่องจากข้าพเจ้าไม่รู้จักน้ำแข็งเลย เรื่องรถยนต์เหมือนกัน ราวปี พ.ศ. 2473 มีรถโดยสารขนาดกลางของอเมริกัน (อินเตอร์เนชันแนล) หลังคาเป็นผ้าใบ มีที่นั่งสองแถว แล่นมาจากสุโขทัย ใช้เวลาเดินทางถึง 12 ชั่วโมง ระยะทางราว 80 กิโลเมตร เพราะไม่มีถนน ต้องใช้ทางเกวียนคดเคี้ยวไปมา บางที่ก็ต้องลงไปในคลองใหญ่ กว่าจะลากจูงขึ้นมาได้ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ออกจากตากเช้าไปถึงสุโขทัยก็ค่ำแล้ว บางครั้งต้องนอนระหว่างทางเพราะรถติดหล่ม ผู้โดยสารต้องลงช่วยกันเข็นรถเป็นระยะ รถกระดอนขึ้นลงตลอดเวลา ทางแคบ มีกิ่งไม้ระไปตามข้างรถ เวลานั่งต้องคอยระวังกิ่งไม้จะทิ่มเอา ครั้งหนึ่งคุณพ่อนั่งรถไปส่งข้าพเจ้าที่สุโขทัย โดนกิ่งไม้ดีดเอาที่หน้า เป็นแผลจนเลือดไหล จำไม่ได้ว่าค่าโดยสารเท่าใด วันแรกที่รถยนต์เข้าเมืองตาก คนแตกตื่นมาลองนั่งกันระหว่างท่าแคไปตลาด คุณแม่ก็ทดลองนั่งกับเขาเหมือนกัน ภายหลังเมื่อรถยนต์เข้าถึงตากได้สม่ำเสมอ ตลาดอำเภอเมืองเจริญขึ้น มีสินค้าพวกผลไม้ ผัก ปลา จากสุโขทัยมาขาย และมีสิ่งแปลกใหม่ เช่น น้ำแข็งและไอติมหลอดมาด้วย พ่อค้าแม่ค้าทางใต้ เช่น วังหิน ท่าแค แทนที่จะหาบของเดินมาเช่นเคย ก็ขนสินค้า ผัก ผลไม้ ขึ้นรถยนต์มาลงตลาดโดยตรงเพราะสะดวกมาก ความเจริญแบบนี้ทำให้ถนนสายหน้าบ้านคุณแม่ที่เคยคึกคักค่อยๆ ซบเซาลง

ข้อมูลของบ้านแต่ละหลังในเว็บตรอกบ้านจีนตาก ขยายความว่า บ้านตระกูลวัชรพุกก์สร้างขึ้นในปี  พ.ศ. 2459 เดิมเป็นเรือนของขุนวัชรพุกก์ศึกษากร (แปลก วัชรพุกก์) อดีตธรรมการเมืองตาก และ นางบุญมี (โปสพันธ์) วัชรพุกก์ บิดามารดาของ ศ. นพ. เฉลี่ย วัชรพุกก์ และ นายเฉลียว วัชรพุกก์ อดีตอธิบดีกรมทางหลวงและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ก่อนเรือนหลังนี้ปลูกอยู่ริมแม่น้ำปิง เพื่อประกอบกิจการค้าขายเกี่ยวกับเครื่องอัฐบริขาร อุปกรณ์บวชพระ เครื่องเขียน แบบเรียนต่างๆ จึงทำให้เรือนหลังนี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบเรือนแถวค้าขาย 2 ชั้น โดยด้านหน้าติดกับถนนตรอกบ้านจีน ประตูจึงถูกออกแบบเป็นบานเฟี้ยม ที่สามารถเปิดได้โดยตลอดแนวเพื่อใช้ในการค้าขาย พบปะผู้คนได้อย่างสะดวก ส่วนภายในบ้านถัดไปจะเป็นส่วนที่อยู่อาศัยของสมาชิกในครอบครัว และด้านหลังเป็นบริเวณของครัวที่ยื่นลงไปในแม่น้ำปิง วิถีชีวิตของตระกูลวัชรพุกก์จึงผูกพันกับแม่น้ำปิง นอกจากนี้ยังมีการรักษาซุ้มประตูเพื่อเข้าสู่ส่วนด้านในบ้านโดยไม่ต้องผ่านส่วนค้าขาย ปัจจุบันเรือนหลังนี้ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น ของลูกหลานตระกุลวัชรพุกก์ซึ่งได้เล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้ ให้เป็นสมบัติคู่ตรอกบ้านจีน มีการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนหลังนี้สืบต่อมา

เพื่อนสนิทของผม อาจารย์รสสุคนธ์ มีศรี ส่งหนังสือ สายสัมพันธ์ ชุมชนโบราณบ้านจีน จัดพิมพ์โดย อบจ. ตาก มาให้พลิกอ่านอย่างสนุกตื่นตาตื่นใจ เพราะได้ต้นกำเนิดที่มาของชุมชนตรอกบ้านจีนเขียนเรียบเรียงใหม่ผนวกกับคำบอกเล่าของลูกหลานๆ ของปู่ย่าตายายหลายบ้านในตรอก จนมาเล่าสู่กันฟังว่า…..

ถ่ายที่หน้าบ้าน เมื่อ ศจ.นพ เฉลี่ย วัชรพุกก์ เป็นนิสิตแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

….ชาวจีนแกนนำของชุมชนตรอกบ้านจีน ที่ก่อร่างสร้างกิจการ สร้างความรุ่งเรืองให้ชุมชนเเละกลายเป็นต้นตระกูลคนไทยในเวลาต่อมา เเยกได้เป็น 3 สายได้ ดังนี้คือ

  1. นายทองอยู่ หลวงบริรักษ์ประชากร อาชีพค้าไม้ รับซื้อของป่าและทำเรือโกลน ใช้ชื่อการค้าว่า มุ่ยเซ่ง แปลว่า สวยและสำเร็จ มีลูกหลานคือ นายทองอยู่ > นายตังกวย > นายสมจิตร โสภโณดร
  2. นายเต็ง หลวงอุดรภัณฑ์พานิช นายอากรบ่อนเบี้ย จัดเก็บภาษีอากร
  3. นายบุญเย็น หลวงจิตรจำนงวานิชนาม หัวหน้าชุมชน ต่อมาย้ายไปเชียงใหม่ เดิมเป็นปลัดฝ่ายจีนเมืองตาก

3 คนนี้ร่วมกันทำธุรกิจ ‘บริษัทกิมเซ่งหลี’ จาก 3 แซ่ กิม, เซ่ง, หลี ได้สิทธิ์ผูกขาดจัดเก็บภาษีอากร ฝิ่น สุรา บ่อนเบี้ย และหวย ในจังหวัดเชียงใหม่ และค้าขายลงมาถึงตาก นครสวรรค์ แบ่งหน้าที่กันทำมาหากินคือ

  • อากรเต็ง ดูแลที่กรุงเทพฯ มีโรงจักรเลื่อยไม้ โรงสีไฟ อู่เรือ
  • บุญเย็น ดูแล กิจการที่เชียงใหม่
  • ทองอยู่ ดูแลกิจการที่ตาก

ต่อมาได้ไปร่วมก่อตั้ง แบงค์สยามกัมมาจล (ธนาคารไทยพาณิชย์) 10% ด้วยทุน 314,000 บาท จากทุน 3 ล้านบาท

ต่อมาทั้ง 3 ครอบครัวได้ใช้นามสกุล โสภโณดร ที่มาจากคำว่า โสภณ และ อุดร แปลว่า ‘ทิศเหนือที่งดงาม’ เป็นต้นตระกูลร่วมกัน ต่อมาทั้ง 3 ท่าน ในยุคปลาย ร. 5 ส่งธุรกิจต่อให้แก่รุ่นลูกหลาน การผูกขาดจัดเก็บภาษีฝิ่น อากรสุรา บ่อนเบี้ย หวย ก.ข. สิ้นสุดลง ในปี พ.ศ. 2450 รัฐเริ่มเข้ามาจัดเก็บภาษีอากรสุรา และ 2460 ประกาศยกเลิกหวย ก.ข. และการพนันบ่อนเบี้ย  ทำให้ธุรกิจการค้าขาดทุน เริ่มลดบทบาท จนเลิกกิจการไป ในสมัย ร.7

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายครอบครัว ที่คุ้นชื่อคุ้นหูทั้งในเมืองตากและสังคมทั่วไป บางท่านรับราชการ ก้าวหน้าไปถึงระดับรัฐมนตรี อธิบดี ที่สามารถจดจำกันได้ ดังนี้

ตระกูลวัชรพุกก์ ถ่ายรูปพี่น้องลูกหลาน ที่ระเบียงหลังบ้านริมน้ำแม่ปิง ในตรอกบ้านจีน เมื่อปี พ.ศ. 2507
  1. นายหมัง สายชุ่มอินทร์ ผู้แทนราษฏรคนแรก ของ จ.ตาก เมื่อเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย
  2. นายทอง นางมา ต้นสกุล ทองมา ค้าขายเรือโกลน เครื่องปั้นดินเผา เครื่องนอน และทอง เป็นปู่ย่าของ ท่าน ดร. เชาว์ ทองมา อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข เหลนในสายสกุลทองมาเล่าให้ฟังว่า ตระกูลเขามาจากตรอกนี้ เป็นร้านขายทอง หลังร้านเป็นอู่ต่อเรือ จากปากต่อปากเล่าต่อกันมาว่าหลังจากไปช่วยพระเจ้าตาก กู้บ้านกู้เมืองได้แล้ว ไม่รับยศถาบรรดาศักดิ์อะไร ขอกลับมาบ้านเกิดเมืองนอน มาทำมาค้าขาย เหมือนเดิม…
  3. บ้านขุนวัชรพุกก์ ท่านรับราชการกระทรวงธรรมการ นางบุญมี ภรรยา ค้าขายเครื่องอัฏฐบริขาร และแบบเรียน ท่านเป็นพ่อแม่ของ ศ. นพ. เฉลี่ย และ อธิบดี เฉลียว วัชรพุกก์
  4. เทียม ไชยนันทน์ รมว. กระทรวงยุติธรรม และ เทอดพงศ์ ไชยนันทน์ อดีต ส.ส. ตาก
  5. นายต่วน นางเตี้ยม คอวนิช ขายของชำและฟั่นเทียน บิดามารดาของคุณสุจิต คอวนิช ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา (พ.ศ. 2529)
  6. นายริด นางทองคำ บรรพบุรุษของศ. นพ. ชุด อยู่สวัสดิ์ค้าขายทองและสังฆภัณฑ์
  7. นายง้วน นางกิมหวล โปสพันธ์ ค้าขายเครื่องนอน
  8. นายเฟ้อ นางเพี้ยนบุญอินทร์ ขายก๋วยเตี๋ยวและข้าวต้ม
  9. นายจันทร์ สุประกอบ ขายยาสมุนไพร
  10. ก๋งรวย ค้าไม้ซุง กับคุณยายถมยา แซ่ตั้ง ทำเต้าเจี้ยว และเครื่องอัฐบริขาร ต้นตระกูลนิธิสมบัติ

และหลายตระกูลที่ไม่สามารถเขียนถึงได้ครบทั้งชุมชนได้ อาทิ ตระกูลบัวเกตุ วงศ์เสรี บุรีรัตน์ สุวรรณเพ็ญ บรรพบุรุษของแต่ละครอบครัว ประกอบอาชีพหลากหลาย เช่นเดียวกับคนค้าขายในตลาดทั่วไป มีค้าขายปลีกค้าส่งให้กับพม่า ขายขนม ขายอาหารเครื่องดื่ม เครื่องนอน เสื้อผ้า ผ้าดิบ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องทอง ทองรูปพรรณ มีด ขวาน จอบ หม้อไหกระทะ ธูปเทียน น้ำอบ เหล็ก อุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องเขียน แบบเรียน เครื่องยาสมุนไพร ของชำ สำนักงานทนายความ สังฆภัณฑ์ และเต้าเจี้ยว อาหารพื้นเมืองแท้ๆ ของคนตาก

มีประวัติเพิ่มเติมว่า พ.ศ. 2435 ร่วมกับชาวบ้าน สร้างวัดน้ำหัก ในปี พ.ศ. 2448 ต่อมาได้รับพระราชทานนามจากรัชกาลที่ 6 เป็นวัดสีตลาราม  วัดนี้เป็นธรรมยุตินิกาย

หลายคนอาจไม่รู้มาก่อนว่าจังหวัดตากมีที่เที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมนี้ด้วย ขอแนะนำให้ออกเดินเที่ยวสำรวจร่องรอยย่านการค้าในอดีตที่ยังสามารถพบเห็นได้เด่นชัดในบางหลัง ประปรายในบางเรือน พอมองออกว่าเป็นสภาพร้านค้า สำนักงาน อาจารย์รสสุคนธ์ชี้ภาพถ่ายที่เป็นปกในตอนที่ 1 ว่า บ้านหลังนี้ เธอเติบโต อาศัยอยู่ในวัยเด็กกับ คุณชวดมิ้ม โสภโณดร และ คุณยายบุญทิน วงษ์เสรี ตั้งใจอยากจะซ่อมแซมเพื่ออนุรักษ์บ้านเก่าที่ถูกปิด ไม่มีใครมาอยู่อาศัยแล้ว ลองให้ช่างไม้ฝีมือท้องถิ่น ประเมินค่าซ่อม ตกประมาณ 3 ล้านบาท เลยต้องยกเลิกโครงการไปก่อน ประกอบกับพี่น้องๆ ไปทำงานที่อื่นแล้ว และคนรุ่นใหม่ก็ไม่มีใครชอบอยู่บ้านเรือนโบราณ สภาพปัจจุบันค่อนข้างชำรุดมาก และภายในยังมีของโบราณสะสมอีกหลายๆ ชิ้นมาก นี่คืออีกหนึ่งปัญหาระดับชาติไทยของการอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนโบราณ ที่ญาติพี่น้องของทุกหลังอยากทำนุบำรุง ดูแลเก็บรักษา ไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม สมบัติของชาติให้คนรุ่นหลังเห็น ศึกษา แต่ไม่รู้จะไปต่อกันอย่างไรดี ทั้งงบประมาณและการบำรุงรักษา เป็นเรื่องที่ต้องฝากไว้กับทุกคนนะครับ

ในฐานะคนตาก ขอปิดท้ายด้วยคำเชิญชวนแวะมาเที่ยวชุมชนโบราณตรอกบ้านจีนกัน หากใครชื่นชอบการถ่ายภาพบ้านเก่าๆ อาคารชิคๆ สถาปัตยกรรมโบราณ ชอบโพสต์ท่าให้ตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ในเฟรมแบ็กกราวนด์โบราณยุคสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มาเลยครับเพียง 420 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ ตรอกบ้านจีนอยู่ในตัว อ.เมือง จ.ตาก คนไม่เยอะไม่พลุกพล่าน เงียบสงบมากๆ ปลอดโปร่งเหมาะกับการเก็บภาพสวยๆ ไปตามพิกัดนี้เลยครับ : https://goo.gl/maps/XGzIB

 

อ้างอิง จาก

  1. หนังสือ สายสัมพันธ์ ชุมชนโบราณบ้านจีน โดย อบจ. ตาก
  2. บันทึกประวัติจังหวัดตากและชุมชนตรอกบ้านจีน โดย น.ส. เกษร พุดตาลดง อดีตบรรณารักษ์ห้องสมุด จ.ตาก
  3. trokbanchintak.com

Don`t copy text!