จากอักษรสู่ภาพเคลื่อนไหว : เมื่อโลกในจินตนาการของนักเขียนมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ

จากอักษรสู่ภาพเคลื่อนไหว : เมื่อโลกในจินตนาการของนักเขียนมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ

Loading

นิยายแต่ละเรื่องมีจุดเริ่มต้นแตกต่างกัน บางเรื่องเกิดจากความชื่นชอบบางอย่าง แล้วนำสิ่งนั้นมาต่อยอดเป็นเรื่องราว อย่าง เลื่อมลวง ของพงศกร บางเรื่องหยิบชีวิตจริงของผู้คนที่ได้พบเห็นมาผูกเป็นเรื่องราว แล้วแต่งเติมจินตนาการลงไป อย่าง มหกรรมมนุษย์ ของสีตลา สัตตสุวรรณ ซึ่งขณะนี้ถูกนำมาสร้างเป็นซีรีส์ทาง MONOMAX ขณะที่บางเรื่องอาจเริ่มต้นจากเพียงตัวละครหนึ่งตัวที่นักเขียนรู้สึกประทับใจ ก่อนจะค่อยๆ แตกแขนงกลายเป็นเรื่องราว อย่าง เหมันต์ตะวันรอน ของนวาภัส ซึ่งเพิ่งลาจอไปไม่นาน

ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากอะไร กว่าความคิดเล็กๆ เหล่านั้นจะกลายมาเป็นนิยายหนึ่งเรื่อง นักเขียนต้องใช้ทั้งจินตนาการ การค้นคว้า และการสั่งสมรายละเอียดมากมาย เพื่อทำให้โลกในเรื่องราวมีความสมจริงและแข็งแรงพอที่จะพาผู้อ่านเดินทางไปด้วยกัน

เมื่อไม่นานมานี้ เราได้มีโอกาสไปนั่งฟังเสวนา จากอักษร สู่ภาพเคลื่อนไหว เลื่อมลวง เหมันต์ตะวันรอน มหกรรมมนุษย์ โดยมี คุณหมอโอ๊ต-นายแพทย์พงศกร จินดาวัฒนะ นามปากกา พงศกร คุณแอม-อติกานต์ เขียววิจารย์ นามปากกา นวาภัส และคุณแนน-ชวชิต สุนทรศารทูล ร่วมเสวนา ซึ่งงานนี้จัดโดยร้านหนังสือริมขอบฟ้าและสำนักพิมพ์กรู๊ฟ พับลิชชิง ตลอดระยะเวลาชั่วโมงเศษเต็มไปด้วยเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของนิยาย วิธีที่นักเขียนใช้ค้นคว้าและวางโครงเรื่อง ไปจนถึงวันที่ตัวละครจากหน้ากระดาษถูกส่งต่อให้ผู้จัด นักแสดง และทีมสร้าง นำไปตีความและทำให้มีชีวิตขึ้นมาบนหน้าจอ

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเราเขียนตัวละครขึ้นมาแล้ว บางครั้งตัวละครก็อาจไม่ได้เดินไปตามทางที่นักเขียนวางเอาไว้เสมอไป เพราะเมื่อเราเริ่มรู้จักเขามากขึ้น ตัวละครอาจมีความคิด มีเหตุผล และมีปฏิกิริยาเป็นของตัวเอง จนบางครั้งคนเขียนต้องยอมเปลี่ยนพล็อตเพื่อให้เรื่องราวสอดคล้องกับความเป็นมนุษย์ของตัวละครนั้น

และเมื่อวันหนึ่งนิยายถูกนำไปสร้างเป็นละคร การเดินทางของเรื่องก็ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เพราะจากสิ่งที่เคยมีเพียงตัวอักษร กลับต้องถูกแปลงให้กลายเป็นใบหน้า น้ำเสียง เสื้อผ้า ฉาก และโลกทั้งใบที่มองเห็นได้จริงบนหน้าจอ ขณะเดียวกัน นักเขียนเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยมือจากตัวละครที่เคยเป็นของตัวเอง และเปิดพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามาร่วมสร้างชีวิตให้กับพวกเขา

หลายเรื่องจากเสวนาครั้งนี้น่าสนใจเกินกว่าจะเก็บไว้ฟังเพียงครั้งเดียว จึงอยากนำเรื่องราวเหล่านั้นมาเล่าต่อ ทั้งสำหรับนักอ่านที่อยากรู้ว่าเบื้องหลังนิยายและละครที่เราชื่นชอบมีอะไรซ่อนอยู่ และสำหรับคนที่อยากเป็นนักเขียน ซึ่งอาจได้เห็นอีกด้านของการสร้างสรรค์งานว่า กว่านิยายหนึ่งเรื่องจะออกมาเป็นเรื่องราวที่แข็งแรงได้นั้น นักเขียนต้องผ่านอะไรบ้าง

บางเรื่องอาจมีสูตร บางเรื่องอาจไม่มีอะไรตายตัว แต่สิ่งหนึ่งที่ชอบมากที่สุดจากการฟังเสวนาครั้งนี้คือ เมื่อเรื่องราวถูกเขียนขึ้นมาแล้ว มันไม่ได้หยุดมีชีวิตอยู่เพียงในวันที่ต้นฉบับเสร็จสมบูรณ์

เมื่อมีคนหยิบมันขึ้นมาอ่าน เรื่องราวก็กลับมามีชีวิตอีกครั้งในจินตนาการของคนอ่าน

เมื่อถูกนำไปสร้างเป็นละคร ตัวละครเหล่านั้นก็มีชีวิตขึ้นมาในภาพเคลื่อนไหว

และเมื่อถูกตีความใหม่โดยผู้สร้างหรือนักแสดง มันก็อาจกลายเป็นเรื่องราวอีกแบบหนึ่งที่แม้แต่นักเขียนเองก็อาจไม่เคยจินตนาการถึง

บางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้นิยายเรื่องหนึ่ง ไม่มีวันตาย

เพราะตราบใดที่ยังมีคนอ่าน ยังมีคนหยิบไปสร้าง และยังมีคนมองเห็นความหมายใหม่ๆ เรื่องราวนั้นก็ยังคงมีชีวิตอยู่เสมอ

ก่อนจะเป็นนิยาย ทุกเรื่องล้วนเริ่มต้นจากบางสิ่ง

อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่า นวนิยายไม่ได้มีจุดเริ่มต้นเหมือนกันทุกเรื่อง และไม่เคยมีสูตรสำเร็จ บางเรื่องอาจเริ่มจากสิ่งที่ผู้เขียนหลงใหล บางเรื่องเกิดจากตัวละครที่ผุดขึ้นมาในหัว หรือบางเรื่องอาจมีจุดตั้งต้นมาจากคนใกล้ตัวและเรื่องราวในชีวิตจริง

ครั้งนี้ พงศกร หรือคุณหมอโอ๊ต เล่าว่า จุดเริ่มต้นของ เลื่อมลวง มาจากความชื่นชอบแฟชั่นยุคแกสบี้ โดยเฉพาะเสื้อผ้าในสมัยรัชกาลที่ ๖ ก่อนจะนำมาผสมกับเรื่องราวของเพื่อนคนหนึ่งที่สามารถมองเห็น ออร่า ของผู้คนได้ จนกลายเป็นแนวคิดที่นำไปสู่ เลื่อมลวง ในที่สุด

ส่วน เหมันต์ตะวันรอน ของ แอม – อติกานต์ หรือ นวาภัส จุดเริ่มต้นกลับมาจากตัวละคร หลังจากได้ชมซีรีส์ต่างประเทศเรื่องหนึ่งและรู้สึกประทับใจกับคาแรกเตอร์พระเอกที่มีภาวะความจำเสื่อม จึงหยิบคาแรกเตอร์นั้นมาเป็นต้นแบบในการสร้าง ท่านชายรวีกานต์ ก่อนจะค่อยๆ คิดต่อว่า หากมีตัวละครแบบนี้ เรื่องราวที่เหมาะกับเขาควรเป็นอย่างไร จนกลายมาเป็น เหมันต์ตะวันรอน

ขณะที่ มหกรรมมนุษย์ ของ แนน – ชวชิต หรือ สีตลา สัตตสุวรรณ มีจุดเริ่มต้นใกล้ตัวกว่านั้น เพราะตัวละครและเรื่องราวบางส่วนได้รับแรงบันดาลใจจาก คุณยายสองคนที่เป็นพี่น้องกัน และมีความผูกพันกันอย่างมาก รวมถึงประโยคที่ทั้งสองเคยพูดต่อกันว่า “อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลานนะ”

ประโยคธรรมดาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง กลับกลายเป็นหนึ่งในเมล็ดพันธุ์ของนิยายเรื่องนี้ ซึ่งกว่าจะกลายมาเป็น มหกรรมมนุษย์ ฉบับสมบูรณ์ เขาใช้เวลาสั่งสมและเขียนเรื่องนี้ยาวนานถึง ๑๐ ปี

สามเรื่อง สามจุดเริ่มต้น และสามวิธีคิดที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ไม่มีเรื่องไหนเกิดขึ้นมาได้ในทันที เพราะหลังจากได้บางสิ่งมาเป็นจุดตั้งต้นแล้ว นักเขียนยังต้องพามันเดินทางต่อ จากความคิดเล็กๆ ให้กลายเป็นเรื่องราวที่มีตัวละคร มีโลก และมีจุดหมายปลายทาง

และนั่นอาจเป็นส่วนที่ยากกว่าการคิดไอเดียเสียอีก…

เพราะเมื่อเริ่มต้นเขียนแล้ว เราจะพาตัวละครเหล่านั้นไปจนถึงตอนจบได้อย่างไร

ความท้าทายถัดมาของนักเขียนคือ การพาเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นแล้วเดินทางไปจนถึงตอนจบ เพราะการมีไอเดียที่ดีอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือทำอย่างไรให้เรื่องราวเดินหน้าไปได้อย่างสนุกและไม่หลุดออกจากเส้นทางที่วางไว้

สำหรับ นวาภัส การวาง Treatment หรือโครงสร้างของเรื่อง จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมการดำเนินเรื่อง โดยเฉพาะช่วงกลางเรื่องที่นักเขียนมักจะ ตกท้องช้าง ได้ง่าย เธอจึงเลือกวางชุดเหตุการณ์สำคัญเอาไว้ก่อน แล้วค่อยแตกออกมาเป็นแต่ละซีน เพื่อให้เรื่องยังคงเดินอยู่บนเส้นทางที่วางไว้ โดยไม่ปล่อยให้ตัวเองด้นสดจนเรื่องออกทะเล

ขณะที่ ชวชิต ต้องเผชิญกับโจทย์ที่แตกต่างออกไป เพราะ มหกรรมมนุษย์ เป็นเรื่องราวของคนคนหนึ่งตั้งแต่เกิดจนตาย การควบคุม ไทม์ไลน์ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้งช่วงวัยของตัวละคร เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต รวมถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ต้องถูกนำมาวางให้สอดคล้องกัน เพื่อให้เรื่องราวของชมนาดไม่ได้ดำเนินอยู่เพียงลำพัง แต่เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับสังคมรอบตัว

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ต่อให้วางโครงเรื่องไว้อย่างละเอียดเพียงใด บางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเขียนก็อาจทำให้นักเขียนต้องเปลี่ยนแผนได้เหมือนกัน

คุณหมอโอ๊ตเล่าถึงประสบการณ์จากการเขียน เบื้องบรรพ์ ว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยวางพล็อตให้พระเอกเสียชีวิตในเหตุการณ์หนึ่ง แต่เมื่อเขียนเรื่องดำเนินมาถึงจุดนั้น กลับรู้สึกว่าตัวละครที่สร้างขึ้นมาไม่น่าจะยอมตายง่ายๆ ด้วยอุปนิสัยและคาแรกเตอร์ที่เขาวางเอาไว้ ทำให้พล็อตที่เตรียมมาถูกเปลี่ยนกะทันหัน และพระเอกก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อ

นี่เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจของการเขียน เพราะยิ่งนักเขียนรู้จักตัวละครมากขึ้นเท่าไร ตัวละครก็ยิ่งมี ‘เหตุผลของตัวเอง’ มากขึ้นเท่านั้น จนบางครั้งคนเขียนอาจไม่ได้เป็นผู้กำหนดทุกอย่างแต่เพียงฝ่ายเดียว

ชวชิต เองก็เคยเจอประสบการณ์เช่นเดียวกัน เขาเคยพยายามเขียนให้ ชมนาด มีความร้ายกาจมากขึ้น แต่กลับเขียนต่อไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นไม่ใช่ชมนาดที่เขารู้จัก

บางทีการเขียนนิยายจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของพล็อตหรือโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของ การทำความรู้จักกับตัวละคร อยู่ด้วย

เมื่อเรารู้จักตัวละครมากพอ เราจะเริ่มรู้ว่า หากเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น คนคนนี้จะคิดอย่างไร จะตัดสินใจแบบไหน และจะยอมหรือไม่ยอมทำอะไร

และเมื่อถึงจุดนั้น ตัวละครที่เราเป็นคนสร้างขึ้นมา ก็อาจไม่ได้เป็นเพียงตัวละครในกระดาษอีกต่อไป

แต่มันเริ่มมีชีวิตขึ้นมาแล้ว

จากวันที่นักเขียนสร้างโลกขึ้นมาเอง สู่วันที่มีคนอื่นมองเห็นโลกนั้นและอยากนำไปสร้างต่อ

“เกินฝันมากๆ ครับ”

นี่คือคำตอบแรกของ ชวชิต เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกในวันที่ มหกรรมมนุษย์ ได้รับการติดต่อเพื่อนำไปสร้างเป็นละคร

หลังจากบากบั่นเขียนนิยายเรื่องนี้มาเป็นเวลานานถึง ๑๐ ปี ในที่สุด มหกรรมมนุษย์ ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่นที่ ๓ ก่อนจะนำไปเผยแพร่เป็นตอนๆ ในเว็บไซต์อ่านเอา และเพียงลงไปประมาณหนึ่งถึงสองตอน ก็ได้รับการติดต่อจากทีมผู้จัดที่สนใจนำไปสร้างเป็นละคร

จากนิยายที่เคยมีเพียงตัวอักษรและจินตนาการของนักเขียน วันหนึ่งตัวละครเหล่านั้นกำลังจะมีใบหน้า มีเสียง และมีชีวิตอยู่บนหน้าจอจริงๆ

สำหรับชวชิตแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะเกินกว่าความฝันที่เคยวาดเอาไว้ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็น แพนเค้ก – เขมนิจ จามิกรณ์ มารับบทเป็น ‘ชมนาด’ ตัวละครที่เขาใช้เวลาสร้างและเขียนเรื่องราวของเธอมานานหลายปี

“การได้เห็นคุณแพนเค้กรับบทชมนาดเป็นอะไรที่ไม่เคยคาดคิดเลยครับ”

ยิ่งเมื่อได้เห็นซีรีส์ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ทั้งนักแสดงและโปรดักชันที่ช่วยกันสร้างโลกของ มหกรรมมนุษย์ ให้มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ความรู้สึกของคนเป็นนักเขียนจึงไม่ได้มีเพียงความดีใจ แต่ยังมีความประหลาดใจปะปนอยู่ด้วย โดยเฉพาะฉากสำคัญที่เกิดขึ้นกับตัวละครซึ่งเขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง ถึงขั้นที่เจ้าตัวเล่าว่า เมื่อดูแล้วอดถามตัวเองไม่ได้ว่า

“นี่ฉันทำอะไรลงไป”

จากคำพูดสะเทือนใจนั้น กลับสะท้อนความรู้สึกบางอย่างของคนเขียนได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อเรื่องราวถูกนำไปสร้างเป็นละคร มันไม่ใช่เพียงสิ่งที่อยู่ในจินตนาการของเขาอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นประสบการณ์ร่วมของนักแสดง ทีมสร้าง และคนดูจำนวนมาก

เส้นทางของ เหมันต์ตะวันรอน แตกต่างออกไป เพราะผลงานเรื่องนี้เกิดจากโครงการ ‘ช่องวันอ่านเอา’ รุ่น ๒ ซึ่งมีโจทย์ตั้งแต่ต้นว่าผลงานที่ได้รับการคัดเลือกจะถูกนำไปสร้างเป็นละครทางช่องวัน 31 ดังนั้น เมื่อ แอม–อติกานต์ รู้ว่าผลงานของตัวเองได้รับเลือก ความดีใจจึงมาพร้อมกับความตื่นเต้น เพราะนี่คือโอกาสที่จะได้เห็นตัวละครที่เคยอยู่เพียงในจินตนาการออกมาโลดแล่นบนหน้าจอจริงๆ

“ความฝันของนักเขียนคือการได้เห็นผลงานของตัวเองถูกสร้างเป็นละครค่ะ”

และความตื่นเต้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อได้รู้ว่า แจม–รชตะ หัมพานนท์ จะมารับบทเป็นท่านชายรวีกานต์ ตัวละครเอกที่เธอเป็นคนสร้างขึ้นมาตั้งแต่ต้น สิ่งที่ทำให้เธอประทับใจไม่ได้มีเพียงการได้เห็นตัวละครของตัวเองมีใบหน้าใหม่ แต่ยังเป็นการที่นักแสดงนำกลับไปทำความรู้จักตัวละครนั้นด้วยตัวเองอย่างจริงจัง

ครั้งหนึ่งเมื่อมีโอกาสได้พบกัน พระเอกหนุ่มได้เข้ามาถามเธอว่าเล่นเป็นอย่างไรบ้าง พร้อมเล่าถึงวิธีที่เขาตีความตัวละครและรายละเอียดบางอย่างของ เสือตะวันและท่านชายรวีกานต์ ให้ฟัง

สำหรับคนเขียน นั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจไม่น้อย เพราะตัวละครที่เคยมีชีวิตอยู่ในหัวของเรา กำลังถูกคนอีกคนหนึ่งทำความรู้จัก ตีความ และถ่ายทอดออกมาในแบบของเขาเอง

และนั่นคือจุดที่นิยายเริ่มออกจากมือของนักเขียนอย่างแท้จริง

เมื่อตัวละครมีใบหน้า และโลกในจินตนาการกลายเป็นภาพจริง

จริงอยู่ที่นักเขียนเป็นคนสร้างเรื่องราวและสร้างตัวละครขึ้นมา แต่เมื่อวันหนึ่งนิยายถูกนำมาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหว ตัวละครเหล่านั้นก็ไม่ได้มีเพียงนักเขียนเป็นผู้กำหนดอีกต่อไป เพราะยังมีนักแสดง ผู้กำกับ ทีมคอสตูม และทีมงานอีกมากมายเข้ามาช่วยกันเติมรายละเอียด จนโลกที่เคยมีอยู่เพียงในจินตนาการค่อยๆ กลายเป็นภาพที่มองเห็นได้จริง

สำหรับ มหกรรมมนุษย์ ความท้าทายสำคัญอยู่ที่เรื่องราวของตัวละครทอดยาวตั้งแต่วัยเด็ก เติบโต มีครอบครัว มีลูก จนกระทั่งเข้าสู่วัยชรา นั่นหมายความว่า ไม่ใช่เพียงนักแสดงเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามวัย แต่รายละเอียดอย่างเมกอัพ เสื้อผ้า และคอสตูม ก็ต้องเปลี่ยนตามช่วงเวลาและอายุของตัวละครอย่างพิถีพิถัน

สิ่งที่ทำให้ชวชิตรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ คือเมื่อได้เห็นภาพตัวละครในซีรีส์ เขากลับรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด เพราะหลายรายละเอียดชวนให้นึกถึงภาพถ่ายเก่าของคุณยายสองคน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการเขียนเรื่องนี้

“ในฐานะคนเขียน เราเคยจินตนาการภาพการแต่งกายของตัวละครแต่ละคนไว้ในหัว โดยอ้างอิงจากยุคสมัย ภาพถ่ายครอบครัว และผู้คนจริงในยุคนั้น พอได้เห็นภาพในซีรีส์ ความรู้สึกแรกคือหลายรายละเอียดตรงกับภาพที่เราเคยนึกไว้ ทั้งการแต่งกายของพ่อและคุณทองทา รูปแบบเสื้อผ้าที่บอกฐานะและวัยของตัวละคร ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่ช่วยพาเรากลับไปอยู่ในบรรยากาศของยุคนั้นได้จริง

“สิ่งที่ชอบมากอีกอย่างคือ ตัวละครไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาพจำเพียงช่วงวัยเดียว แต่เสื้อผ้า เมกอัพ และทรงผมค่อยๆ เปลี่ยนไปพร้อมกับชีวิตของพวกเขา จากสีหน้าสดใสในวัยหนุ่มสาว ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งเพียงแค่ทรงผม สีของเสื้อ หรือรายละเอียดบนใบหน้า ก็ทำให้รู้สึกได้ทันทีว่าเวลาผ่านไปแล้วจริงๆ

“สำหรับคนเขียน นี่จึงเป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างพิเศษ เพราะตัวละครที่เคยมีเพียงภาพอยู่ในจินตนาการ กลับค่อยๆ เติบโต มีวัย มีช่วงเวลา และมีชีวิตของตัวเองอยู่ตรงหน้า

“เหมือนเราไม่ได้กำลังดูซีรีส์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเปิดอัลบั้มภาพของครอบครัวหนึ่ง แล้วเฝ้ามองคนในภาพเหล่านั้นเติบโต เปลี่ยนแปลง และเดินผ่านกาลเวลาไปทีละช่วงชีวิต”

ส่วน เหมันต์ตะวันรอน ซึ่งมีฉากหลังอยู่ในช่วงต้นรัชกาลที่ 9 การแต่งกายของตัวละครก็ต้องสอดคล้องกับยุคสมัยเช่นกัน และสำหรับ นวาภัส เรื่องแฟชั่นถือเป็นสิ่งที่เธอให้ความสำคัญอยู่แล้ว ในนิยายจึงมีการบรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับเสื้อผ้าของตัวละครเอาไว้ไม่น้อย

โดยเฉพาะ เพชรพริ้ง ที่เป็นสาวทันสมัยและติดตามแฟชั่นอยู่เสมอ ขณะที่ ลูกจัน แม้จะเป็นหญิงสาวจากต่างจังหวัด แต่ก็มีความพิถีพิถันในการแต่งตัว เพียงไม่ได้ตามแฟชั่นจัดจ้านเท่ากับเพชรพริ้ง

สำหรับนักเขียนสาว เสื้อผ้าจึงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อบอกว่าตัวละครอยู่ในยุคไหน แต่ยังเป็นอีกวิธีหนึ่งในการเล่าบุคลิกและตัวตนของพวกเขาด้วย

“ชุดและการแต่งตัวจะช่วยบ่งบอกบุคลิกและนิสัยของตัวละครได้เป็นอย่างดีค่ะ”

เมื่อถูกนำไปสร้างเป็นละคร นวาภัสจึงรู้สึกประทับใจกับการทำงานของทีมคอสตูม เพราะรายละเอียดที่ปรากฏบนหน้าจอมีความใกล้เคียงกับสิ่งที่เธอเคยจินตนาการและบรรยายเอาไว้ในหนังสืออย่างมาก ราวกับว่าตัวละครเหล่านั้นเดินออกมาจากหน้ากระดาษแล้วมีชีวิตขึ้นมาตรงหน้า

แต่การสร้างโลกของนิยายให้สมจริงไม่ได้มีเพียงเรื่องเสื้อผ้าเท่านั้น เพราะ สถานที่และบรรยากาศก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องได้เช่นกัน

ใน เหมันต์ตะวันรอน นวาภัสเลือกให้นครราชสีมาเป็นฉากสำคัญของเรื่อง เพราะจากการค้นคว้าข้อมูลในช่วงเวลานั้น เธอพบว่าโคราชมีทั้งการเข้ามาของคนต่างชาติ การตัดถนนมิตรภาพ รวมถึงบริบททางสังคมที่แตกต่างจากปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้จึงไม่ได้ถูกนำมาใช้เพียงเพื่อทำให้เรื่องดูเป็นนิยายย้อนยุค แต่ถูกนำมาผูกเข้ากับเส้นเรื่องและตัวละครโดยตรง

น้องชายของพระเอกเป็นวิศวกรที่เข้ามาทำงานเกี่ยวกับการสร้างถนนมิตรภาพ ขณะที่บรรยากาศของเมืองในเวลานั้นก็เปิดทางให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งเรื่องของกลุ่มโจรและผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของตัวละคร

แม้แต่เหตุการณ์ที่พระเอกหายตัวไปหลังถูกลอบทำร้ายจนสูญเสียความทรงจำ ก็ยังเชื่อมโยงกลับมาหาสถานที่แห่งนี้ในเวลาต่อมา เมื่อทักษะการพูดภาษาอังกฤษของเขากลายเป็นเบาะแสที่ทำให้คนที่กำลังตามหาตัวรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน

จึงเห็นได้ว่า ฉากหลังของเรื่องไม่ได้มีหน้าที่เพียงเป็นฉากประกอบตัวละครเท่านั้น แต่ยังสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์และขับเคลื่อนเรื่องราวไปพร้อมกับตัวละครได้

จากเสื้อผ้า หน้าผม ไปจนถึงถนนหนทางและบรรยากาศของเมือง ทุกองค์ประกอบที่อยู่รอบตัวละครจึงมีส่วนช่วยทำให้โลกที่เคยอยู่ในจินตนาการของนักเขียน ค่อยๆ กลายเป็นโลกที่คนดูมองเห็นและสัมผัสได้

แต่ถึงอย่างนั้น ต่อให้หลายรายละเอียดถูกถ่ายทอดออกมาได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับเพียงใด ก็ย่อมมีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเรื่องราวเดินทางจาก ‘หนังสือ สู่ ละคร’

เพราะทันทีที่ตัวละครมีใบหน้า และโลกในจินตนาการกลายเป็นภาพจริง นักเขียนก็ต้องยอมรับว่า โลกใบนั้นไม่ได้เป็นของเขาเพียงคนเดียวอีกต่อไป

และนี่เองคือบทเรียนอีกอย่างของการเดินทางจากตัวอักษรสู่ภาพเคลื่อนไหว นั่นคือ การเรียนรู้ที่จะปล่อยมือจาก ลูกรักของตัวเอง

ครั้งหน้าเราจะมารู็กันว่า เมื่อนวนิยายออกจากมือผู้เขียน จะถูกตีความอย่างไร เพื่อทำให้เรื่องราวมีชีวิตอีกครั้งค่ะ 

Don`t copy text!