‘สุวิทย์ เมฆวิบูลย์’ ทุกการเดินทางที่มีเรื่องเล่า

‘สุวิทย์ เมฆวิบูลย์’ ทุกการเดินทางที่มีเรื่องเล่า

‘สุวิทย์ เมฆวิบูลย์’ เจ้าของคอลัมน์ท่องเที่ยวในหมวดอ่านเอาสบาย คือหนุ่มวิศวกรที่ตัดสินใจออกจากระบบการทำงานบริษัทสู่ธุรกิจส่วนตัวด้านวิศวกรรมโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม เขาคือผู้รักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ หลงใหลในวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นชุมชนทั่วไป และพร้อมที่จะเรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมที่หลากหลาย นี่คือแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดสิ่งที่ได้พบเห็นผ่านตัวหนังสือและภาพถ่าย นำประสบการณ์การท่องเที่ยวช่วยสร้างสมดุลให้กับชีวิต

รูปแบบการท่องเที่ยวของคุณสุวิทย์ตั้งแต่หนุ่มจนกระทั่งมีครอบครัว เริ่มต้นด้วยการท่องเที่ยวในต่างประเทศในบรรยากาศของเมืองใหญ่แสนศิวิไลซ์ที่มีความเจริญก้าวหน้า เพียบพร้อมด้วยความสะดวกสบาย จากนั้นการลากกระเป๋าใบโตก็ค่อยๆ ถูกย่อส่วนแพ็กลงกระเป๋าใบเล็กใบย่อม เขาเริ่มแบกเป้และออกเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ที่เล็กลง แต่อรรถรสในการท่องเที่ยวไม่เล็กตาม จะเพราะอะไร  เราไปรู้จากเขากันเลยค่ะ

“เดี๋ยวนี้ผมชอบไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในต่างจังหวัด เป็นลักษณะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยเฉพาะที่สามารถเข้าถึงวิถีชีวิตชาวบ้าน วัดวาอาราม โบราณสถานที่มีตำนานท้องถิ่น ยิ่งเป็นอันซีนไทยแลนด์ยิ่งชอบ เพราะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคัดสรรมาให้เราเรียบร้อยแล้ว 

“ถ้าถามถึงจังหวัดที่ไปกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ สำหรับผมมีอยู่ 2 จังหวัดในดวงใจคือจังหวัดสุโขทัยและเชียงราย ที่รู้สึกว่าไปกี่ครั้งทุกอย่างก็ลงตัว ครบถ้วน ถูกตา ต้องใจไปหมด แต่ถ้าเป็นต่างประเทศชอบหลวงพระบางและญี่ปุ่น มากๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่น จะเป็นแถบจังหวัดรอบๆ ภูเขาไฟฟูจิ เช่น ที่ยามานาชิ กับเกาะคิวชู”

เที่ยวถูกหรือแพง?เที่ยวไทยหรือไปนอก? บางทีก็ไม่ใช่ประเด็น

“ผมว่าเรื่องของราคาหรือการไปต่างประเทศไม่ใช่เป็นประเด็นหลัก เพราะสีสันของการท่องเที่ยวมันเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่จะไปท่องเที่ยว จากเริ่มค้นหาข้อมูล ติดต่อ วางแผนและช่วงเวลาระหว่างการเดินทางต่างหาก ดังนั้น ในสถานที่ที่มีต้นทุนราคาแพงๆ สำหรับผมก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะลึกๆ แล้วผมเชื่อว่ามีหลายคนที่มีอารมณ์เสียดายเงินเวลาไปเที่ยวในสถานที่แพงๆ เพราะจะหยิบจะจับกินนอนใช้สอยก็ไม่มีความสุขเต็มที่นักมันต้องคิดแล้วคิดอีก แต่ถ้าไปในสถานที่ราคาถูกและมีอะไรให้ดูมากมาย บางทีกลับกลายเป็นการท่องเที่ยวที่สะดวกคุ้มค่า แต่ทั้งหมดที่ว่านี้ต้องอยู่ภายใต้ความปลอดภัยสูง ระบบสาธารณสุขที่ดีเข้ามาตรฐานสากลด้วยนะ ที่สำคัญ สำหรับผมต้องตอบสนองความอิ่มครบ 3 อย่าง คือ อิ่มอก อิ่มใจ อิ่มท้อง ทุกครั้งที่ได้ก้าวเท้ากลับบ้านจะต้องรู้สึกอยากกลับไปอีก

“อย่างบางคนอาจจะใฝ่ฝันอยากไปเยือนอเมริกาสักครั้งหนึ่ง สำหรับผมคงต้องบอกว่าไม่ใช่เลย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเราหลงใหลและเป็นปลื้มกับดนตรี ชื่นชอบกับภาพยนตร์ของเขาแบบฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ด้วยความที่ไม่ชอบนั่งเครื่องบินยาวๆ นานๆ แถมแต่ละเมืองก็ห่างกันมาก ภูมิประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ไปเที่ยว 2-3 ครั้งเสน่ห์มะกันที่เคยถวิลหาหายไปหมด ยิ่งพอได้รู้รากเหง้าของเขายิ่งไม่น่าสนใจเลย พอข้ามมาแถบสแกนดิเนเวียเจอธรรมชาติที่สวยสุดๆ ก็รู้สึกปลื้ม แต่มาสะดุดที่ค่าครองชีพมหาโหด อยู่นานๆ ไปนอกจากจะหนาวตายแล้วยังต้องทรมานไส้กิ่วขาดใจไปพร้อมๆ กัน ซึ่งผิดกับการไปญี่ปุ่นไปฮ่องกง บางทริปจ่ายถูกเงินกว่าไปเช่ารถ นอนเล่นว่ายน้ำที่ภูเก็ต สมุยซะอีก”

‘เวลา’ และ ‘เพื่อนร่วมทาง’ คือหัวใจของการท่องเที่ยว

“ต่อให้ปลายทางจะสวยงามแค่ไหน ผมให้ความสำคัญกับ 2 องค์ประกอบคือเวลาและเพื่อนร่วมทาง มันต้องลงตัว ต้องพอดีกัน เพราะเมื่อผสมผสานกับสถานที่แล้ว จะเกิดสิ่งวิเศษขึ้น ที่เราเรียกว่าบรรยากาศของความสุขใจ ความประทับใจ บางทริปเราอาจจะไปกันแค่ 2 คน 6 คนหรือ 20 คน แต่เราได้เจอที่พัก ยานพาหนะ ภูมิอากาศในสภาพ ที่แม้จะต้องลุยหิมะฝ่าฝนต้านลมโดนแดด ไปล่องทะเล เดินไต่ขึ้นภูเขา หากทั้งหมดลงตัวเหมาะสมกับองค์ประกอบ ทริปที่ดีก็เกิดขึ้นครับ

“อย่างผม จะมีเพื่อนร่วมทาง 2 กลุ่มที่เที่ยวกันมา 30-40 ทริปแล้ว กลุ่มหนึ่งคือเพื่อนหมู่บ้านและเพื่อนนักเรียนมัธยมปลาย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน ต่างคนต่างรู้ใจถ้อยทีถ้อยอาศัยและมีรสนิยมคล้ายคลึงกัน แม้บางอย่างจะพึงพอใจต่างกัน เราก็พยายามปรับ เปิดใจค่อยๆ แก้เข้าหากัน ซึ่งถ้าคนไหนไม่ใช่คอเดียวกัน ในการเดินทางแต่ละครั้งถ้าได้เผชิญอุปสรรคหรือปัญหา มันจะค่อยๆ ช่วยสกรีนคนในกลุ่มให้เราไปในตัว คนที่ไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกันก็จะค่อยๆ แยกตัวออกไปจนตกผลึกเหลือคนที่ใช่ กับคนที่ชอบในแนวเดียวกัน มาเป็นเพื่อนร่วมทางที่ไปไหนไปกันในที่สุด เตือนใจตัวเราเองว่าต้องก้าวออกจากบ้านไปจึงจะได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา

เมื่อเวลาเปลี่ยน รูปแบบการท่องเที่ยวก็ปรับ

“แม้ชอบชีวิตการท่องเที่ยวแค่ไหน การปรับสมดุลในชีวิตก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ทำให้ในระยะหลังเพื่อนนักเรียนมัธยมปลายปรับเปลี่ยนการเที่ยวไปเป็นการร่วมแข่งขันวิ่งมาราธอนตามอีเวนต์ของจังหวัดต่างๆ มาผนวกไปเที่ยวต่างจังหวัดนั้นๆ ต่อเนื่องในคราวเดียวกันเลย ทำให้ได้อรรถรสไปอีกรูปแบบหนึ่ง ได้ออกกำลังกาย ได้ดูแลสุขภาพทูอินวันในการท่องเที่ยวด้วย ชนิดว่าลงตารางสมัครวิ่งไปได้ทุกเดือนๆ สบายๆ ได้เที่ยวสนุกๆ ต่างสถานที่แปลกใหม่ แถมมีสุขภาพดีด้วย”

ทริปนี้ประทับใจไม่ขอลืม

“ถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวคงเป็นที่ญี่ปุ่นเพราะการคมนาคมขนส่งสาธารณะของเขาดีเยี่ยม ใช้ตั๋วราคาประหยัดได้สะดวกเข้าใจง่าย บ้านเมืองสะอาด ตรอกซอกซอย มีความปลอดภัยสูง ถ้าไปเป็นกลุ่มใหญ่คนไหนอยากแยกไปเที่ยวเองก็ทำได้หรือมีความสนใจในบางสถานที่ไม่ตรงกัน ก็แยกไปตะลุยแล้วมาเจอกันได้ไม่ยากเย็น หากหมายถึงทริปที่โหดสุดๆ แต่พอผ่านมาได้แล้วรู้สึกฝังใจคงเป็น 2 ทริปที่ชีวิตนี้ไม่เคยลืมและไม่คิดว่าจะลืมแน่นอน

“ทริปแรกคือ อังกฤษ-สกอตแลนด์ ตอนนั้นขับรถเช่าตะลุยไปทางตอนเหนือของลอนดอน โดยตะลอนแวะไปเรื่อยๆ นอนไปไล่รายทางแล้วต่อรถไฟขึ้นไปเอดินบะระ อยู่ที่นั่นจนภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ระเบิดจนต้องติดในลอนดอน 1 สัปดาห์แบบลากกระเป๋าย้ายโรงแรม 6-7 แห่ง เปลี่ยนที่นอนกันทุกวันเรียกว่าโกลาหลวุ่นวายมาก แผนการเดินทางทุกอย่างถูกเปลี่ยนถูกเลื่อน วันๆ ได้แต่ลอยชายไม่รู้จะไปไหนเพราะต้องรอเวลาฝุ่นควันจางลงจนน่านฟ้ายุโรปเปิด ยิ่งไปเจอคนไทยด้วยกันยิ่งห่อเหี่ยวต้องมานั่งปลอบใจกันให้อย่าเพิ่งหมดกำลังใจอย่าท้อแท้แม้ไม่รู้อนาคต ซึ่งช่วงนั้นออฟฟิศที่กรุงเทพฯ ก็เปิดแล้ว ลูกน้องก็มาทำงานกันหมด แต่ตัวเราเองยังไม่มีวี่แววจะได้กลับบ้าน ก็คิดซะว่าได้ 7 วัน เป็นโบนัสในลอนดอนที่ฝังใจมากๆ

“อีกทริปคือไปเที่ยวอิตาลีตอนใต้ที่ได้ชื่อว่าเส้นทางถนนริมทะเลสวยมาก วิวมองไปทางไหนมีสีน้ำตาลกับสีน้ำเงินเข้ม โทนสีตัดกันจัดจ้านมาก ดูจากรูปในเว็บไม่โหดไม่อันตราย จองรถเช่าระบุเป็นรถเบนซ์เกียร์ออโต้ แต่ได้เกียร์ธรรมดา ต้องค่อยๆ ขับไต่เนินชันโค้งหักพับไปมา แถมผิวทางขรุขระนี่โหดมากเลย สำหรับคนยุโรปและคนอิตาเลียนเขาคงเคยชิน วันที่2 ขับรถเที่ยวจนมืดค่ำ 2-3 ทุ่มหลงบนเส้นทางจะไปหมู่บ้านที่เป็นฉากหนังเรื่องก๊อดฟาเธอร์ ลากโค้งเนินไปมาจนเกียร์พัง จอดค้างบนเนินเกือบจะตกเหว ต้องรอรถมากู้และรับส่งเราไปที่โรงแรม เข็ดขยาดหวาดกลัวจนไม่รู้จะบรรยายยังไงดี”

เส้นทางในฝันที่ชีวิตนี้ขอต้องไปให้ได้

“รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย เป็นเส้นทางในฝันที่อยากไปนั่งใช้ชีวิตบนขบวนรถไฟสัก 2-3 วันหรืออาจเป็นช่วงหนึ่งช่วงใดของสาย ขอเพียงแค่ได้เห็นทะเลสาบไบคาล เห็นเมืองเห็นชุมชนริมทาง ก็หวังไว้ว่าจะมีจังหวะเวลาและร่างกายของกลุ่มเพื่อนที่มีความพร้อมลงตัวสักวันและจะได้ทำตามความฝันนี้สักที”

การได้ไปท่องเที่ยว ไม่ว่าทริปนั้นจะเป็นรูปแบบไหน  ฮูกเชื่อว่า ช่วงเวลานั้นเราได้ถูกเติมออกซิเจน เติมพลังเหมือนร่างกายถูกชาร์จประจุแบตเตอรี่เต็มๆ กลับบ้าน และเมื่อไรที่รู้สึกเหนื่อยหน่ายท้อแท้ แค่ออกไปพบปะเพื่อนสนิทเพื่อนที่รู้ใจ ที่มีรสนิยมคอเดียวกัน ได้กินได้เที่ยว แม้เพียง One Day Trip ในกรุงเทพฯ ก็เพียงพอแล้ว และที่สำคัญ ฮูกเห็นด้วยกับคุณสุวิทย์ที่ว่า “การท่องเที่ยวทำให้ได้เห็นได้รู้จักและเข้าใจคนอื่นๆ มากขึ้น ไม่เฉพาะกับคนไทยเท่านั้น กับคนต่างชาติต่างภาษาก็ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิต ขอแค่ก้าวเท้าออกจากบ้านไปเที่ยวแล้วสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นตามมา มากกว่าการผ่อนคลาย ความสุขสบาย แต่มันคือความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตเสมอ”

Don`t copy text!