บุษราอาฆาต บทที่ 8 : เช็กบิล

บุษราอาฆาต บทที่ 8 : เช็กบิล

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-8-

 

“พี่ต้องขอโทษคุณอคิณด้วยนะคะ พี่ไม่ทราบจริงๆ ว่าคุณไม่ชอบดูดวง

สุขรวีคงตกใจกับท่าทางเคร่งเครียดของอคิณ นับตั้งแต่พบกันมาไม่เคยเห็นชายหนุ่มมีสีหน้าเช่นนี้มาก่อน หล่อนจึงรีบเดินตามออกมาจากร้าน ทั้งสองเลือกนั่งคุยในร้านกาแฟ อคิณสั่งเครื่องดื่มเผื่ออีกฝ่าย

“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ใจร้อนเกินไป”

“คุณอคิณกับหนูณิ เคยพบกันมาก่อนแล้วหรือคะ”

เขาพยักหน้าแทนคำตอบ ถึงจะโกหกสุขรวีก็คงไม่เชื่อ สู้ยอมรับตรงๆ ดีกว่า เขารู้ตัวว่าเผลอแสดงความไม่พอใจออกไป ชายหนุ่มแอบมองทางหางตาและเห็นว่า หมอดูสาวทรุดตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง แววตาที่มองมาทำให้อดรู้สึกผิดไม่ได้ เขาไม่ได้ตั้งใจจะผรุสวาทใส่หล่อน แต่คงเป็นเพราะรับไม่ได้กับคำทำนายเสียมากกว่า ถึงตอนนี้เขาก็ไม่มีวันเชื่อว่า พลอยพยัพจะถูกวิญญาณสิงอยู่จริง ทุกอย่างอาจเป็นเพราะวิชาอาคมของหญิงสาวมากกว่า เขาเคยได้ยินว่า พวกที่เรียนไสยเวทสามารถทำให้เกิดภาพลวงตาได้

“มิน่า คุณอคิณถึงได้โกรธ พี่ขอโทษอีกครั้งนะคะ ปกติพี่ชอบดูหมอค่ะ ใครบอกว่าที่ไหนแม่นก็ไปหมด แต่หนูณิไม่เหมือนหมอดูคนอื่น เธอไม่เคยหลอกเอาค่ายกครูหรือชักชวนให้พี่ซื้ออะไร”

“ผมเข้าใจครับแต่คนเราชอบไม่เหมือนกัน ผมไม่โทษอะไรคุณสุขรวีเลยแม้แต่นิดเดียว”

“งั้นก็อย่าโกรธหนูณิด้วยได้ไหมคะ เธอเห็นอะไรก็พูดไปตามนั้น เพื่อนพี่บอกว่าแกมีสัมผัสพิเศษ มองเห็นวิญญาณได้จริงๆ หนูณิเป็นเด็กกำพร้า พ่อกับแม่เสียไปแล้ว เธออยู่กับปู่สองคนค่ะ”

“ปู่หรือครับ”

อคิณจำหญิงสาวไม่ได้ อันที่จริงเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหล่อนชื่อจริงว่าอะไร

“ค่ะ ปู่ของหนูณิเคยเป็นร่างทรง มีชื่อเสียงมากเลยนะคะ เมื่อก่อนนี้มีลูกศิษย์ลูกหาแวะเวียนมาไม่ได้ขาด แต่ปู่ของหนูณิวางมือไป ตอนนี้อยู่บ้านเฉยๆ หนูณิเป็นคนขยันทำงานหาเลี้ยงครอบครัว พี่ถึงชอบมาอุดหนุนสร้อยหินและก็ดูดวงด้วย”

ได้ทีคุณสุขรวีก็โฆษณาสรรพคุณของสร้อยหินที่สวมพร้อมกับชูข้อมือให้ดู หินซึ่งเป็นสีชมพูร้อยสลับกับหินสีขาวนวล หล่อนบอกว่าชื่อ โรสควอตซ์และมูนสโตน อคิณไม่เคยเชื่อเรื่องพลังหินมาก่อน เขาไม่รู้ว่ามันช่วยเรื่องต่างๆ ได้จริงอย่างที่ร่ำลือกันหรือเปล่า ชายหนุ่มรับรู้แต่เพียงว่า สุขรวีเอ็นดู บางทีความคิดที่ว่าณิรินเป็นสิบแปดมงกุฎอาจจะไม่จริงเสียแล้ว

“หรือครับ ผมไม่ยักรู้ว่าหินมีพลังทำเรื่องพวกนี้ได้จริงๆ”

“ไม่แปลกหรอกค่ะ คุณอคิณเป็นคนรุ่นใหม่ แถมเรียนจบที่ต่างประเทศ พี่ชวนคุยเรื่องไร้สาระเยอะแล้ว มาพูดเรื่องธุรกิจของเราดีกว่า”

สาเหตุที่สุขรวีนัดอคิณในวันนี้ก็เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแคมเปญใหม่ของบริษัทประกัน หล่อนเป็นคู่ค้าชั้นดีคอยช่วยบริษัทเสมอ

“ขอบคุณนะครับคุณสุขรวี ผมขอโทษที่ทำให้เสียบรรยากาศ”

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่จะบอกว่า พร้อมที่จะร่วมมือกับทุกโครงการของพีพีอินชัวรันซ์ทุกเรื่อง อะไรที่คุณอคิณอยากให้ช่วย ขอให้บอกมาได้เลย”

 

“พี่อคิณอยู่ในห้องทำงานหรือเปล่าคะ”

พลอยพยัพเพิ่งถ่ายแบบเสร็จและแวะมาหาอคิณที่บริษัทเพื่อจะขอติดรถชายหนุ่มกลับบ้าน แต่พอมาถึงกลับพบแค่เลขาฯ สาวนั่งอยู่หน้าห้องเพียงลำพัง พอเห็นหล่อนก็ส่งยิ้มหวานให้ วรัญญาต่างจากเลขาฯ คนอื่นที่แต่งกายเรียบร้อย หล่อนสวมเสื้อทำงานสีครีมคอวี ติดกระดุมถึงคอ กระโปรงยาวเลยเข่า ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงเล็กน้อย

“คุณเพชรไม่อยู่ค่ะ ออกไปพบลูกค้าตั้งแต่เที่ยงยังไม่กลับเข้ามาเลยค่ะ”

“แต่นี่มันบ่ายสามโมงกว่าแล้วนะคะ มีเรื่องอะไรถึงได้คุยนานนัก ลูกค้าผู้หญิงหรือผู้ชายคะ”

วิสัยพลอยพยัพขึ้นชื่อว่าหวงพี่ชายมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว สมัยเรียนหากมีผู้หญิงคนไหนส่งจดหมายให้กับอคิณก็มักจะถูกกีดกันอยู่เสมอ

“ผู้หญิงค่ะ แต่ไม่ใช่สาวๆ แล้ว ชื่อคุณสุขรวี”

วรัญญาอมยิ้ม หล่อนยื่นโทรศัพท์ให้ดูไลน์ติดต่อ รูปของลูกค้าโชว์หราอยู่ด้านหน้าคะเนดูแล้วน่าจะอายุราวสี่สิบปลาย

“จะสาวหรือแก่ ยังไงก็น่ากลัวพอๆ กันค่ะ อาจจะมีรสนิยมกินเด็กก็ได้ใครจะไปรู้” พลอยพยัพค่อน  

“ไม่น่าเป็นไปได้นะคะ เท่าที่ดิฉันรู้คุณสุขรวีมีครอบครัวแล้ว”

“ก็นั่นละค่ะยิ่งน่ากลัวใหญ่ คอยดูนะถ้าพี่เพชรกลับมาพลอยต้องซักให้ละเอียดหน่อยแล้ว ออกไปกินข้าวเที่ยงอะไรป่านนี้ยังไม่กลับมาอีก”

วรัญญาจับได้ถึงความหงุดหงิดของพลอยพยัพจึงเอ่ยว่า

“คุณพลอยอยากไปตามหรือเปล่าคะ”

ดวงตาคู่หวานเบิกกว้าง เป็นประกาย

“คุณญ่ารู้ว่าเขานัดกันที่ไหนหรือคะ”

วรัญญาส่งยิ้มหวาน หล่อนหยิบโทรศัพท์ให้ดูข้อความที่ส่งมา

“ทราบสิคะ ญ่าเป็นเลขาคุณเพชร ต้องรู้ทุกอย่างนั่นละค่ะ คุณสุขรวีเป็นคนบอกญ่าเองว่า อยากจะนัดที่ห้างเพราะเธอมีธุระต้องทำ”

พลอยพยัพเบ้ปาก บ่นพึมพำ

“คิดจะชวนพี่เพชรดูหนังกินข้าวต่อหรือยังไงกันนะ” หล่อนเห็นมาบ่อยแล้ว พวกสาวแก่แม่หม้ายที่เห็นอคิณเป็นขนมหวาน พี่ชายหล่อนคงเห็นว่าเป็นลูกค้าจึงไม่กล้าปฏิเสธ

“คงไม่ใช่นะคะ ห้างสรรพสินค้าที่นัดกันไม่มีโรงหนัง มีแค่ร้านเครื่องประดับ รู้สึกว่าจะเป็นร้านที่คุณพลอยเคยไปวันนั้น”

“คุณญ่าบอกว่าห้างชื่ออะไรนะคะ”

เมื่อได้ยินชื่อห้างสรรพสินค้า พลอยพยัพก็หงุดหงิดมากกว่าเดิมเพราะจำได้ว่าห้างนั้นคือที่ซึ่งหล่อนได้พบกับณิริน ลำพังลูกค้าหล่อนยังไม่กังวลแต่ถ้าเจอณิรินเข้ามาตีสนิทอาจจะไปกันใหญ่

“ถ้าเป็นห่วง ลองตามไปดูสิคะ อยู่ไม่ไกลจากบริษัทนี่เอง”

“พลอยไปแน่ค่ะคุณญ่า รู้สึกสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้ อาจจะมีใครสักคนต้องการล่อพี่เพชรไปที่นั่นก็เป็นได้”

“คุณพลอยหมายถึงใครหรือคะ ญ่าไม่เข้าใจ”

“คนน่ารักอย่างคุณญ่าไม่เข้าใจหรอกค่ะ เอาไว้ให้พลอยจัดการเรื่องนี้เอง คอยดูนะถ้าใครหน้าไหนกล้ามาวุ่นวายกับพี่เพชรละก็ ต้องเจอกับฤทธิ์เดชพลอยแน่นอน”

อคิณไม่ได้ตั้งใจจะเสียเวลาไปทั้งวันกับการพบลูกค้า แต่เพราะตอนที่เขาเดินไปส่งสุขรวีที่รถและพบว่ารถของหล่อนยางแบน คุณพิรัชต์สอนเสมอว่า การดูแลลูกค้าประดุจญาติสนิท คือหลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจมาตลอด

ดังนั้นเขาจึงช่วยสุขรวีเปลี่ยนยาง แต่ลูกค้าสาวใหญ่ก็เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ขับรถแต่ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับรถยนต์เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเมื่อเปิดท้ายรถเพื่อเอาล้ออะไหล่ก็พบว่ายางแบน สุดท้ายอคิณจึงต้องนำยางสองเส้นไปให้ที่ร้านและนำกลับมาด้วย เขาต้องนั่งรอพนักงานตรวจและปะยาง และพบว่ายางเส้นหนึ่งอยู่ในสภาพใช้ไม่ได้แล้ว ส่วนอีกเส้นก็มีรูรั่วหลายตำแหน่งจนปะไม่ได้ ดังนั้นจึงตัดสินใจซื้อเส้นใหม่แต่เนื่องจากยางชนิดเดียวกันกับของสุขรวีนั้นขาดตลาด

พนักงานขายจึงนั่งรถไปซื้อจากอีกสาขาหนึ่งที่อยู่ใกล้กัน เมื่อกลับมาถึงห้างสรรพสินค้า ก็พบว่าตนพลาดที่ลืมตรวจดูอุปกรณ์เปลี่ยนยาง แม่แรง รวมถึงประแจและอุปกรณ์ในรถลูกค้าสาวนั้นขึ้นสนิมและอยู่ในสภาพไม่พร้อมใจ เขาจึงต้องค้นจากรถของตัวเอง เนื่องจากชายหนุ่มไม่ค่อยได้เปลี่ยนยางบ่อยนักจึงเสียเวลาไปชั่วโมงกว่า

“พี่ขอโทษคุณอคิณด้วยนะคะที่ทำให้เสียเวลา ดูสิมืดแล้ว”

“ไม่เป็นไรครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว คุณสุขรวีจะกลับเลยหรือเปล่าครับ”

“ค่ะ พี่ต้องไปรับลูก นัดกันไว้ที่สถานีรถไฟฟ้า”

อคิณประนมมือไว้ แต่พอมองก็พบว่ามือของตนนั้นเปื้อนคราบน้ำมันอันเป็นผลของการเปลี่ยนยางเมื่อครู่

“ได้ค่ะ โชคดีนะคะ ขอบคุณคุณอคิณอีกครั้ง”

ชายหนุ่มจำต้องเดินย้อนกลับมาในห้างสรรพสินค้าอีกครั้งเพื่อล้างมือ แต่พอมองไปฝั่งร้านหมอดูฝั่งตรงข้ามก็พบว่า หญิงสาวกำลังยืนคุยกับใครคนหนึ่ง

อคิณควรจะเดินผ่านไปไม่สนใจแต่แล้วความสงสัยทำให้ต้องมองให้ชัด แต่พอเห็นว่าคนที่ยืนคุยด้วยเป็นใคร มือก็เย็นเฉียบ

พลอยพยัพดูแปลกตากว่าทุกวัน หล่อนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามแฟชั่น ถ้าให้เดาคงจะเพิ่งกลับจากถ่ายแบบเมื่อเช้า แต่สิ่งที่แปลกไปคือดวงตารวมถึงท่าทางโกรธเกรี้ยว เขาไม่ค่อยเห็นน้องสาวอาละวาดใส่คนอื่น แต่ครั้งนี้ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าบอกว่า ใช่...

อคิณกระเถิบไปใกล้หวังเพียงว่าจะได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคุยกัน แต่แล้วณิรินกลับเป็นฝ่ายหันหน้าหนีเดินเข้าไปในร้าน ท่าทางเหมือนไม่อยากเสวนาด้วย แต่สิ่งที่ทำให้อคิณต้องอึ้งกลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นต่างหาก…

 

“เธอเอาพี่ชายฉันไปไว้ที่ไหน”

พลอยพยัพปราดเข้ามาหาเรื่องถึงในร้าน ณิรินซึ่งอยู่ในสภาพเซ็งสุดขีดถึงกับส่ายหน้า หล่อนโดนอคิณต่อว่าคนหนึ่งแล้วและไม่อยากจะคุยกับพลอยพยัพอีก หมอดูสาวรู้ดีว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงแต่เป็นเพราะวิญญาณที่สิงอยู่มากกว่า

หล่อนไม่รู้ว่าทำไมและเพราะอะไร พลอยพยัพถึงได้โดนวิญญาณเข้าสิง แต่ใบหน้าของอดีตดาวโรงเรียนตอนนี้ดำคล้ำ ตรงหัวคิ้วเหมือนมีเงาดำแผ่ออกมาแถมขอบตาก็เป็นสีเข้มเหมือนคนอดนอน

“เธอพูดอะไรฉันไม่รู้เรื่อง พี่ชายเธอกลับไปตั้งนานแล้ว”

“ไม่จริง พี่อคิณยังไม่กลับ ฉันไปหาเขาที่บริษัทแต่ไม่เจอ”

“ขอโทษนะพลอย การที่เธอตามหาพี่ชายตัวเองไม่เจอ แล้วมาลงที่ฉันเนี่ยนะ ไม่ตลกไปหน่อยหรือ”

มือบางกำแน่น พลอยพยัพจ้องหน้าณิรินอย่างโกรธจัด

“ไม่ต้องมาแกล้งไก๋หน่อยเลย ฉันรู้นะว่าเธอต้องการใกล้ชิดพี่ชายฉัน เธอชอบเขาใช่ไหม”

คำถามที่ทำให้ณิรินถึงกับอึ้ง หล่อนเสไม่ยอมสบตา หญิงสาวไม่แน่ใจว่าคำถามนี้มาจากพลอยพยัพหรือวิญญาณที่สิงหล่อนอยู่กันแน่

“ฉันไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนี้ แต่ถ้าเธอจะถามถึงคุณอคิณละก็ ฉันเห็นเขาออกไปกับคุณสุขรวีตั้งนานมากแล้ว”

“เธอโกหก ฉันโทรถามแม่บ้านแล้ว เขายังกลับไม่ถึงบ้าน แถมยังไม่ได้กลับบริษัทอีก เธอต้องเอาเขาไปซ่อนไว้แน่ๆ ”

“นี่พลอย เธอน่าจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์บ้างนะ ดีกว่ามาตามหาพี่ชายแล้วอาละวาดไปทั่วแบบนี้ ฉันจะขอย้ำอีกครั้งว่า ฉันไม่ได้เห็นเขามาหลายชั่วโมงแล้ว หมดธุระแล้วใช่ไหม ถ้าใช่ก็เชิญกลับไปได้ เสียเวลาทำมาหากินของฉันเปล่าๆ”

“เธอยังไปไหนไม่ได้ เธอต้องคุยกับฉันก่อน เธอพยายามเอาอะไรให้พี่อคิณ”

ณิรินเบิกตากว้าง ไม่แน่ใจว่าพลอยพยัพรู้เรื่องยันต์ได้ยังไง บางทีอาจเป็นวิญญาณที่สิงอยู่ในตัวหญิงสาว

“เธอเป็นใครกันแน่ เข้ามาสิงร่างพลอยพยัพทำไม”

“ไม่ใช่เรื่องของแก อย่ามายุ่ง”

เสียงที่เคยหวานราวกับระฆังแก้วแปรเปลี่ยนเป็นเสียงแหบแห้งและน่าสะพรึงกลัว เมื่อหล่อนจ้องมองคนตรงหน้าก็พบว่า ใบหน้าของนางแบบสาวถูกซ้อนทับด้วยเงาโปร่งของผู้หญิงอีกคน ดวงตาที่กลายเป็นสีขาวขุ่นหมดทั้งสองข้างดูแล้วช่างน่าสะพรึงกลัว ณิรินมือเย็นเฉียบเมื่อรู้ว่า วิญญาณกำลังแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา

หล่อนรีบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าหยิบยันต์ของปู่ขึ้นมา แต่ดูเหมือนวิญญาณจะรู้ทันถึงได้ยกกระเป๋าถือขึ้นและฟาดใส่หน้าณิรินทันที หมอดูสาวล้มลงกับพื้น หล่อนพยายามกอบตัวขึ้นแต่คาดไม่ถึงว่าพลอยพยัพกลับยกโต๊ะหมอดูซึ่งเป็นโต๊ะพับขึ้นเหนือหัวและทุ่มใส่หญิงสาวจนสุดแรง โชคดีที่โต๊ะเป็นไม้อีกทั้งณิรินยังก้มหน้าหลบ ขอบโต๊ะจึงเฉียดศีรษะหล่อนไปแต่แผ่นหลังก็กระแทกโดนเต็มๆ ทำให้เกิดอาการปวดเหมือนศีรษะจะแตก ตาพร่ามัวเมื่อถูกกระแทก

“อย่า…พลอย”

แทนที่จะหยุดวิญญาณในร่างพลอยพยัพกลับแสยะยิ้ม ช่างเป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวเหลือเกิน

“จำเอาไว้ นี่คือบทเรียนของคนที่แส่มายุ่งเรื่องของฉัน ถ้าขืนแกยังวุ่นวายอีกละก็ เตรียมตัวตายได้เลย”

 

ชายหนุ่มควรจะเดินหนีไปนั่นก็เพราะเขาไม่ได้สนิทสนมกับหมอดูสาวเลยสักนิด นับตั้งแต่เจอกันก็มีแต่ทะเลาะกัน แถมเขายังเพิ่งจะอาละวาดตอนที่หล่อนพูดว่า น้องสาวมีวิญญาณสิงอยู่ แต่ทำไมภาพของหญิงสาวที่มีเลือดอาบตรงศีรษะถึงทำให้อคิณลังเล เขาได้แต่ยืนนิ่ง ภายในใจแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่าย สุดท้ายคุณธรรมก็เป็นฝ่ายชนะ เขารอจนพลอยพยัพเดินจากไปเสียก่อน หลังจากนั้นก็ตรงไปพยุงหญิงสาวขึ้น

สีหน้าของหล่อนซีดมาก อคิณนำผ้าเช็ดหน้าขึ้นมากดห้ามเลือด เขาเพิ่งสังเกตว่าหล่อนหัวแตก โต๊ะหมอดูที่ทำจากไม้หักครึ่งเพราะแรงกระแทกเมื่อครู่

“คุณเป็นยังไงบ้าง เจ็บมากหรือเปล่า”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมา พอเห็นว่าเป็นใครก็รีบผลักออก

“คุณมาทำไมอีก รู้ตัวไหมว่าที่ฉันต้องเจ็บตัวก็เพราะคุณ”

“เพราะผมงั้นหรือ”

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขาอยู่ไกลเกินไปจนไม่ได้ยินว่าสองสาวเถียงกันเรื่องอะไร แต่เดาว่าน่าจะเป็นเรื่องสำคัญและทำให้พลอยพยัพโกรธมาก ตั้งแต่เล็กจนโตน้องสาวไม่ใช่คนอารมณ์ร้อน อคิณไม่เคยเห็นน้องสาวทำร้ายใครมาก่อน เขายอมรับว่าตกใจ เพราะทันทีที่หล่อนฟาดโต๊ะใส่หมอดูสาวเสร็จ ก็เดินออกจากร้านไป รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าดูเหี้ยมเกรียมและน่าสะพรึงกลัว

“ใช่…คุณกลับไปเสีย ไม่จำเป็นไม่ต้องมาที่นี่อีก ฉันไม่ได้อยากเจอคุณ”

“ผมไปเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ”

“ก็เพราะคุณ พลอยพยัพถึงได้มาอาละวาดยังไงล่ะ”

“ผมไม่เคยบอกให้พลอยทำ เป็นเพราะคุณเองหรือเปล่าที่ไปวอแวกับเธอ แล้วจะมาโทษผมได้ยังไง”

หญิงสาวหน้าบึ้ง หล่อนเผลอตะคอก

“ยังคิดจะโทษว่าเป็นความผิดของฉันอีกหรือ ฉันมันซวยจริงๆ ที่ต้องมาเจอคุณกับน้องสาว ฉันไม่น่าอยากช่วยคุณเลย”

“คุณจะช่วยผม” ชายหนุ่มย้อนคำ หรี่ตามองผู้หญิงตรงหน้า ขอบตาของหล่อนแดงก่ำเหมือนกำลังกลั้นน้ำตาไว้สุดความสามารถ

“ใช่…ฉันสงสารคุณกับน้อง แต่สุดท้ายแล้วฉันได้อะไรบ้าง ทั้งโดนน้องคุณตามมาอาละวาดแถมยังโดนทำร้ายอีก”

อคิณสังเกตเห็นว่า ปลายจมูกหล่อนแดงแต่พอเห็นเขามองหญิงสาวก็รีบเบือนหน้าทางอื่น น้ำตาหยดหนึ่งรินลงมา

“คุณเจ็บมากหรือ ทำไมต้องร้องไห้”

“ไม่ต้องยุ่งกับฉันได้ไหม ไปซะ”

ชายหนุ่มกวาดมองและพบว่า หญิงสาวมีแผลแตกตรงหน้าผาก เขาพยายามพยุงตัวหล่อนขึ้นแต่หญิงสาวสะบัดออก

“ปล่อย…ช่วยไปให้พ้นร้านฉันเสียที”

“ผมไปแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ คุณต้องไปหาหมอ ดูสิเลือดออกใหญ่แล้ว”

หมอดูสาวมีแผลแตกตรงศีรษะใกล้กับไรผม แม้จะเอาผ้ากดเอาไว้แต่ก็ยังมีเลือดไหลออกมา

“ฉันดูแลตัวเองได้ คุณไปเสีย”

“อย่าดื้อนะ แค่เดินยังไม่ไหวแล้ว ผมจะพาคุณไปหาหมอ”

“ฉันบอกว่าไม่ไปยังไงล่ะ ปล่อยฉัน”

หล่อนดิ้นสะบัดมือออก อคิณไม่ยอมแพ้ เขาบีบตรงข้อมือหญิงสาวพร้อมจะชะโงกหน้าเข้ามาใกล้

“จะไปดีๆ หรือจะให้ผมลากคุณออกไป เลือกเอา แต่บอกไว้ก่อนนะว่า คนอย่างผมพูดคำไหนคำนั้น วันนี้คุณจะต้องไปหาหมอกับผม”

“คุณมันเผด็จการ”

“เพิ่งรู้หรือ ใครๆ เขาก็บอกว่าผมทั้งเผด็จการและบ้าอำนาจเลยละ ดังนั้นถึงแม้จะปฏิเสธก็ไม่มีประโยชน์หรอก ถึงยังไงวันนี้เราสองคนก็ต้องไปโรงพยาบาล จะยื้ออยู่อย่างนี้หรือไปให้มันจบๆ”

บาดแผลของหญิงสาวจำเป็นต้องเย็บเพื่อห้ามเลือด โชคดีที่แผลอยู่ตรงตีนผมพอดี หลังจากเย็บแผลและดึงผมลงมาปรกจึงเห็นไม่ชัดนัก ตลอดเวลานับตั้งแต่พาหล่อนไปโรงพยาบาล หมอดูสาวก็เอาแต่นั่งเงียบ อคิณช่วยหล่อนปิดร้านอีกทั้งยังช่วยเก็บโต๊ะที่หักเอาไว้ด้านหนึ่งของร้าน

เขานั่งรอหญิงสาวอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ชายหนุ่มมองบัตรประชาชนซึ่งพยาบาลเพิ่งคืนมา และตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าหล่อนชื่อณิริน

ชื่อและนามสกุลนี้แม้จะไม่คุ้นหูแต่พอลองค้นดูก็พบว่า หล่อนเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนเดียวกันจริงๆ น่าแปลกที่เขาจำหล่อนไม่ได้ อาจเพราะอคิณมีเพื่อนน้อยมาก นอกจากเรื่องศิษย์เก่าแล้ว อคิณยังเจอกับข่าวเกี่ยวกับครอบครัวผุดขึ้นมาด้วย ชื่อและนามสกุลเดียวกับณิริน แต่เป็นการประสบอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับคำพูดของสุขรวี

“หนูณิเป็นเด็กดี เธอกำพร้า เธออยู่กับปู่สองคน”

ถ้าฟังจากคู่ค้าสาวแล้ว หญิงสาวคงไม่ใช่สิบแปดมงกุฎอย่างที่อคิณปรามาส แต่ในเรื่องที่หล่อนมีสัมผัสพิเศษหรือเปล่า เขายังไม่แน่ใจ คำถามก็คือ ทำไมหญิงสาวถึงคอยย้ำอยู่เสมอว่า พลอยพยัพถูกวิญญาณสิงอยู่

ชายหนุ่มยอมรับว่าตนเป็นคนรุ่นใหม่ เขาไม่เคยเชื่อเรื่องผีและวิญญาณเลยแม้แต่น้อย แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขากลับได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นหลายอย่าง ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเพราะยันต์ แต่พอนึกถึงภาพของพลอยพยัพตอนยกโต๊ะขึ้นมาทุ่มใส่ณิรินแล้วก็อดประหลาดใจไม่ได้ พยาบาลสาวเข็นรถคนป่วยออกมาพอดี อคิณรีบนำใบเสร็จไปจ่ายค่ายาและรับยามาให้ ณิรินยังคงหน้าบึ้ง

“ใครใช้ให้คุณจ่ายค่ายาให้ฉัน”

“เอาน่าคุณ แค่นี้สำหรับผมไม่ได้มากมายสักหน่อย”

“รวยมากว่างั้น ก็เลยคิดอยากจะเอาเงินฟาดหัวคนอื่น”

“นี่คุณ จะพูดประชดให้ได้อะไรขึ้นมา หมอบอกให้คุณพักผ่อนมากๆ บ้านอยู่ที่ไหนผมจะไปส่ง”

เขาแอบเห็นณิรินเม้มปากแน่น เสมองไปทางอื่นไม่ยอมสบตา

“นี่…ถ้าจะนั่งเงียบแบบนี้ผมจะไปรู้หรือ ผมถามว่าบ้านอยู่ที่ไหน ผมจะไปส่ง”

“เลิกยุ่งกับฉันเสียที รู้ตัวไหมว่าคุณกำลังทำให้ฉันลำบาก”

อคิณกอดอกจ้องหน้าหล่อน ใบหน้าบึ้งตึง

“ผมทำให้คุณลำบากตรงไหนไม่ทราบ ช่วยอธิบายให้เข้าใจหน่อยได้ไหม”

“ฉันรู้ว่าพูดไปคุณก็คงไม่เชื่อ แต่วิญญาณที่อยู่ในร่างน้องสาวคุณไม่ต้องการให้คุณพบกับฉันอีก ขืนคุณยังมาวุ่นวายละก็ บางทีฉันอาจจะโดนฆ่าปิดปากไปเลยก็ได้”

“ผมไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไรนะณิริน แต่การที่คุณพูดย้ำว่าเห็นวิญญาณ มันทำให้ผมไม่อยากเชื่อ”

“ถ้างั้นทำไมคุณไม่พิสูจน์ แค่ยอมรับของสิ่งนี้ไป”

ณิรินยื่นยันต์ออกมาตรงหน้า อคิณเพิ่งเห็นว่าหล่อนกำของชิ้นนี้ไว้ตลอดเวลาที่เย็บแผล เขาเผลอมองจ้องเข้าไปในดวงตา

“ผมจะเชื่อได้ยังไงว่า นี่ไม่ใช่คุณไสยที่คุณทำ”

“ที่แท้คุณก็คิดว่าฉันทำของใส่ มิน่าถึงปฏิเสธท่าเดียว งั้นเอาอย่างนี้ คุณเอานี่ไป”

หญิงสาวล้วงมือเข้าไปดึงสร้อยที่สวมอยู่ออกมา หล่อนประนมมือไหว้และปลดองค์พระออกมา

“นี่คือพระที่ฉันสวมมาตลอด ไม่ใช่ของมีราคาแต่พ่อฉันให้คล้องไว้ตั้งแต่เด็ก ฉันมั่นใจว่าของสิ่งนี้จะทำให้คุณได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น”

“ผมจะเชื่อได้ยังไงว่า ในพระนี้จะไม่ได้มีเวทมนตร์หรือไสยศาสตร์อยู่อีก”

ณิรินเบ้หน้า มองชายหนุ่มก่อนจะถอนหายใจ

“ฉันคงไม่มีหลักฐานอะไรจะพิสูจน์ว่า นี่คือพระธรรมดาองค์หนึ่ง แต่พระองค์นี้อยู่กับฉันมานานมากแล้ว ตั้งแต่พ่อให้ฉันก็ไม่เคยถอดมันออกอีก ถ้าไม่สุดวิสัยจริงๆ ฉันคงไม่มอบให้คุณ”

อคิณมองหญิงสาวอย่างลังเล สุดท้ายแล้วก็ยื่นมือไปรับ

“ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนสมัยใหม่ไม่เชื่อเรื่องผีสาง แต่ถ้าแน่จริงทำไมไม่ลองพิสูจน์ดูล่ะ”

“ผมจะรู้ได้ยังไงว่าคุณไม่ได้โกหกให้ผมระแวงน้องสาวตัวเอง”

“การเจ็บตัวของฉันยังไม่พอที่จะพิสูจน์หรือคะว่าฉันไม่ได้คิดร้ายอะไรกับคุณ ถ้ายังลังเลอีกละก็ตามใจก็แล้วกัน”

ณิรินเบือนหน้าหนี อคิณยืนอึ้งอย่างลังเล สุดท้ายแล้วก็พยักหน้ายื่นมือไปรับของจากมือของหญิงสาว

“ก็ได้ ผมจะลองดูสักครั้ง แต่ถ้าไม่มีอะไรตามที่บอกละก็ ผมเอาเรื่องคุณให้ถึงที่สุด คุณจะไม่ได้เปิดร้านหมอดูที่ห้างสรรพสินค้านั้นอีกเลยตลอดไป”

 

อคิณกลับถึงบ้านก็เกือบสามทุ่ม เนื่องจากบ้านของหญิงสาวอยู่คนละฟากกัน ณิรินไม่ยอมให้เขาเข้าไปส่งที่บ้านแต่ให้จอดรถห่างออกไปสองซอย เขาเฝ้ามองหล่อนลงรถและเดินลึกเข้าไปในซอย หลังจากรอจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงตัดสินใจกลับบ้าน แต่ทันทีที่โผล่เข้ามาในห้องรับแขกก็พบว่า พลอยพยัพนั่งหน้าบึ้งตึงอยู่

“พี่เพชรไปไหนมาคะ พลอยตามหาจนทั่วก็ไม่เจอ”

ไม่บ่อยนักที่พลอยพยัพจะรออยู่แล้วตรงเข้ามาผรุสวาทเช่นนี้ แต่นี่คงเป็นครั้งเดียวที่เห็นว่าน้องสาวกำลังโกรธจัด

“พี่ไปพบลูกค้า พลอยมีอะไรหรือเปล่า”

“ลูกค้าคนไหน ผู้หญิงหรือชาย พลอยรู้จักไหมคะ”

อคิณอมยิ้ม พูดกลั้วหัวเราะ

“นี่ตกลงพลอยเป็นน้องสาวหรือเป็นแม่พี่กันแน่” เขาแกล้งเอ่ยแซวแต่พลอยพยัพยิ่งหน้าบึ้งตึง

“พี่เพชร”

หล่อนแหวใส่ แต่ไหนแต่ไรมาอคิณรักและตามใจน้องสาวมาตลอด ครั้งนี้จึงไม่อยากขัด เขานั่งคิดมาตลอดทางระหว่างขับรถว่าจะทำตามสิ่งที่ณิรินเสนอดีหรือไม่ บางทีหมอดูสาวอาจมีแผนการบางอย่างหลอกให้เข้าใจผิดและหลงเชื่อ

“ทำไมต้องโมโหด้วย พี่ไปพบลูกค้าจริงๆ เธอชื่อคุณสุขรวี”

“พลอยไม่เชื่อ พี่อคิณต้องแวะไปหาคนอื่น พลอยรู้”

“พลอยหมายถึงใครหรือ”

คำถามย้อนกลับทำให้หญิงสาวถึงกับอึ้ง หล่อนเสมองทางอื่นอย่างมีพิรุธ เมื่อถูกพี่ชายคาดคั้นแทน

“ว่าไงล่ะพลอย คิดว่าพี่จะแอบไปพบใคร”

“พลอยจะไปรู้ได้ยังไง พลอยแค่เดา”

“พี่ไม่เคยปิดบังอะไรพลอยเลยนะ พลอยคือน้องสาวที่พี่รักมากที่สุด อะไรที่เป็นความสุขของพลอยพี่พร้อมจะทำ”

“จริงๆ นะคะ ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ต้องไม่แวะไปที่ห้างนั้อีก”

“เอาเถอะ พี่รับปาก ต่อไปพี่จะพยายามนัดลูกค้าที่อื่น”

อคิณยื่นมือไปหมายลูบผมน้องสาวเหมือนอย่างเคย แต่กลับกลายเป็นพลอยพยัพที่สะดุ้งถอยหลังหนี จนชายหนุ่มตกใจ

“พลอยเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าซีด”

“พลอยร้อน แล้วก็รู้สึกแสบ”

หญิงสาวยกมือแตะปอยผมที่อคิณสัมผัสเมื่อครู่ แต่พอหล่อนเลิกผมขึ้น ชายหนุ่มก็เป็นฝ่ายตกใจแทน เขารีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

“พลอยรู้สึกไม่สบายตัวยังไงก็ไม่รู้ ขอขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ”

ร่างบางเดินขึ้นบันไดไปโดยมีชายหนุ่มมองตาม ตลอดแนวบันไดเป็นกระจกบานใหญ่จนถึงชั้นบน แต่พอพลอยพยัพผ่านกระจกอคิณก็ต้องตกใจอีกครั้ง จู่ๆ น้องสาวก็หันขวับมา

“ทำไมพี่อคิณต้องจ้องพลอยอย่างนั้นด้วย”

“เปล่า...ไม่มีอะไร พี่ตาฝาดน่ะ วันนี้ทำงานเหนื่อย พลอยไปพักเถอะ”

ชายหนุ่มไม่กล้ามองตามน้องสาวอีก เขาได้แต่ครุ่นคิด มือล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อสูทและหยิบพระองค์เล็กที่ณิรินให้ขึ้นมาถือไว้ในมือ

เขาจะเล่าให้คนอื่นฟังได้ยังไงว่า เมื่อครู่นี้เห็นรอยแดงตรงหน้าผากคล้ายโดนไฟนาบตรงตำแหน่งที่ตนเอื้อมมือไปสัมผัส นอกจากนั้นเขายังเห็นเงาโปร่งซ้อนทับกับร่างของพลอยพยัพอีกด้วย ชายหนุ่มมั่นใจว่าตาไม่ฝาด นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เห็นเช่นนี้ เขานึกถึงสิ่งที่ณิรินพูดเอาไว้

“ฉันหวังดีต่อคุณและพลอยจริงๆ ไพ่นี้ไม่ได้โกหก สิ่งเหล่านี้กำลังจะเกิดขึ้น คุณเตรียมตัวรับมือให้ดีก็แล้วกัน”

Don`t copy text!