มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 17 :  ความโลภไม่มีที่สิ้นสุด

มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 17 :  ความโลภไม่มีที่สิ้นสุด

โดย :

มนตร์เบญจรงค์ เรื่องราวของน้ำทอง หญิงสาวอาศัยอยู่ในบ้านทรงไทยไม้สักทองหลังงามกลางสวน กับการได้ครอบครองเบญจรงค์โบราณลายเทพบุตรทรงกลมแป้นที่ได้มาในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และเบญจรงค์ใบนี้ทำให้เหตุการณ์ในบ้านอันสงบสุขของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นิยายออนไลน์ โดย จรัสพร ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………………

-17-

 

กังไสมายืนอยู่หน้าห้องทำงานของเจ้าสัวคีรี ประธานธนาคาร เค เอ็ม บี บนชั้นสูงสุดของอาคารสำนักงานใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขามองสำรวจอาณาจักรของเจ้าสัวผู้นี้อย่างรวดเร็วก็ได้เห็นการวางฮวงจุ้ยอย่างถูกหลักในทุกทิศทาง ถึงแม้จะไม่ได้มีความรู้ในศาสตร์ทางนี้มากมายนักแต่เขาก็พอจะรู้ว่า จุดนี้เป็นจุดที่ดีที่สุดในโค้งน้ำเจ้าพระยา และตำแหน่งห้องทำงานนี้เป็นตำแหน่งพญามังกรชัดๆ เขารออยู่ไม่นานนัก เลขานุการสาวสวยก็นำเขาเข้าไปพบเจ้านายของหล่อนในห้องทำงาน ท่านเจ้าสัวนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ด้านหลังเป็นสัญลักษณ์ของธนาคาร ดูเขาเป็นผู้เรืองอำนาจและสามารถทำให้ผู้ก้าวเข้ามาพบกลายเป็นมดเป็นปลวกไปได้เลย

“อ้อ คุณกังไส มาตรงเวลาดีจริง นั่งสิ” เจ้าสัวทักทายพร้อมชี้ให้เขานั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของท่าน

“สวัสดีครับท่านเจ้าสัว” กังไสรีบยกมือไหว้ก่อนที่จะนั่งลง

“ว่ามา คุณมีข้อเสนออะไรมาคุยกับผม เอาแบบรวบรัดไม่ต้องอารัมภบทอะไรมากมายนะ”

“คือผมจะเรียนว่าผมเป็นเพื่อนสนิทกับ ดร.ลงยา ทิวากร ครับ เห็นข่าวของท่านแล้วเลยคิดว่าพอจะช่วยพูดกับเพื่อนให้รับงานท่านเจ้าสัวได้ เพราะเห็นถึงเจตนาดีของท่านที่ต้องการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ของคนในยุคใหม่ เพราะผมก็มีพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวอยู่เหมือนกัน ที่นั่น ดร.ลงยาก็เป็นผู้ได้ดำเนินการจัดการให้ตอนก่อตั้งใหม่ๆ ครับ ถ้าท่านสนใจผมขอเชิญไปชมพิพิธภัณฑ์เครื่องเรือนไทยของผมครับ” กังไสพยายามพูดให้น้อยที่สุดแต่ก็ยังเยอะอยู่ดี

“แล้วคุณจะได้อะไรจากการมาช่วยผมล่ะ อย่าบอกนะว่าไม่ได้ต้องการอะไร ผมไม่เชื่อหรอก คนเราหว่านพืชย่อมหวังผลเป็นธรรมดา ลองเสนอมาสิว่าคุณหวังอะไร”

“ผมหวังว่าจะได้รู้จักกับท่านแค่นั้นแหละครับ เพราะการที่ได้รู้จักกับคนระดับท่านก็เป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผมแล้ว อีกเรื่องที่ผมอยากจะเรียนก็คือ นอกจากนิทรรศการเครื่องเพชรโบราณของ ดร.ลงยา แล้ว ผมยังสามารถจัดนิทรรศการเครื่องทองโบราณของ ตระกูลเก่าที่หาดูได้ยากพร้อมๆ กันอีกด้วยนะครับ อันนี้ก็ของเพื่อนผมอีกเหมือนกัน”

“เออ อันนี้น่าสนใจมากทีเดียว คุณจะเริ่มจัดการให้ผมได้เมื่อไหร่ล่ะ เอาเป็นว่าวันจันทร์หน้าถ้าคุณสามารถทำได้อย่างที่พูดจริง สิบโมงเช้าพา ดร.ลงยามาพบผมที่นี่ ขอบใจมาก”

กังไสแทบจะร้อง ‘เย่’ ออกมาเมื่อออกมาจากห้องท่านประธานธนาคาร เค เอ็ม บี ไทย ขอให้มันราบรื่นราวกับหนทางนี้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างนี้ตลอดไปเถิด เขาเองก็ลำบากและเจ็บตัวมามากพอแล้ว คราวนี้คงถึงเวลาที่เขาจะต้องเรียกทุนคืนเสียที เมื่อเขาเปิดประตูรถเข้าไปนั่งก็ตกใจแทบจะร้องออกมา เพราะพ่อครูมานั่งรออยู่ตอนหลังของรถ ระยะหลังกังไสเองก็ไม่ได้ประหลาดใจเกี่ยวกับพฤติกรรมใดๆ ของจอมขมังเวทผู้นี้ เนื่องจากการหายตัวไปโผล่ที่นั่นที่นี่เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามากๆ สำหรับพ่อครูสะยามิน หากแต่ที่ตกใจเพราะไม่คิดว่า จะโผล่มาเงียบๆ แบบหายใจรดต้นคอกันต่างหาก

“พ่อครูตามมาเมื่อไหร่ครับนี่ มาเงียบๆ เล่นเอาผมตกใจเลย”

“ข้าจะมาบอกว่า ข้าเรียกพ่ออินกับแม่จันทร์มารออยู่ที่บ้านเอ็งแล้ว จะทำอะไรก็จัดการซะนะ ข้าไปละ ขี้เกียจรอเอ็งขับรถติด หาเหล้ายาปลาปิ้งมาให้พร้อมนะ ข้าจะไปรออยู่ที่บ้าน”

พ่อครูหายตัวไปเงียบๆ เหมือนกับตอนมา หนุ่มตี๋ได้แต่คิดว่ามีพ่อครูอยู่ใกล้ๆ ตัวนี่ก็ดีเหมือนกัน แกจัดการอะไรต่อมิอะไรให้เบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องสั่ง แต่เขาลืมคิดไปว่า คนเก่งและฉลาดอย่างนี้ อาจจะเป็นพิษภัยกับเขาได้ การมีคนอย่างนี้อยู่ใกล้ๆ น่าจะไม่ต่างกับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับงูพิษมากกว่า เขาขับรถไปแวะร้านอาหารอีสานชื่อดังที่มีสาขาอยู่ทั่วมุมเมืองเพื่อซื้อกับแกล้มให้พ่อครู ส่วนเหล้านั้นที่บ้านเขามีอยู่มากมาย ตัวเขาเองก็ไม่ได้นิยมการดื่มอยู่แล้ว แบ่งๆ ให้พ่อครูช่วยดื่มเสียบ้างจะได้หมดๆ ไป ไม่นานนักเขาก็ขับรถเลี้ยวเข้ามาในบริเวณบ้านของตัวเอง เมื่อเข้ามาถึงก็พบว่าพ่ออินกับแม่จันทร์นั่งรอเขาอยู่ในห้องรับแขก ทั้งคู่นั่งพูดคุยอยู่กับพ่อครูอย่างสนุกสนาน ไม่มีวี่แววว่ามีการสะกดวิญญาณใดๆ เกิดขึ้นเลย เมื่อทั้งหมดหันมาเห็นเขาก็ส่งเสียงทักทายอย่างร่าเริง โดนเฉพาะแม่จันทร์ในร่างน้ำทอง ด้วยสีหน้าแววตานั้นทำเอาเขาเกือบจะคิดว่า นั่นคือร่างและวิญญาณของเพื่อนรักของเขาโดยแท้ เมื่อหล่อนส่งเสียงหวานใสมาเรียกเขา

“มา มาไอ้กัง มาร่วมวงกัน”

“วันนี้พ่อครูไม่ถือศีลห้าเหรอครับ ผมว่าจะถามตั้งแต่ตอนที่บอกให้ผมหากับแกล้มแล้ว” กังไสทรุดตัวลงนั่งข้างๆ พ่อครู แล้วหันไปถาม

“ขอกินเอาฤกษ์เอาชัยก่อนทำงานใหญ่หน่อยน่ะ กังไส มากรุงเทพทั้งทีถ้าไม่ได้ลิ้มรสเหล้าฝาหรั่งแกล้มกับเด็ดๆ ก็มาไม่ถึงน่ะสิ” พ่อครูตอบอย่างครึ้มอกครึ้มใจ

“พ่อกังไสให้พ่อครูไปรับฉันกับแม่จันทร์มามีกิจอันใดเหรอจ๊ะ” พ่ออินเปิดปากถาม น่าแปลกที่วันนี้พ่ออินดูสุภาพไม่มีทีท่ากระด้างกระเดื่องโกรธแค้นใดๆ เลย เขาจึงได้โอกาสบอกเรื่องที่จะให้ไปจัดการคุมการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ให้เจ้าสัวคีรี

“ผมให้พ่อครูไปตามพวกคุณมาเพื่อที่จะให้พ่ออินรับปากจัดทำพิพิธภัณฑ์และเอาเครื่องเพชรมาจัดนิทรรศการให้เจ้าสัว เอาชิ้นใหญ่ๆ แบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนเลยนะ ส่วนแม่จันทร์ขนเครื่องทองมาจัดนิทรรศการที่พิพิธภัณฑ์ท่านเจ้าสัวด้วย”

น่าแปลกที่ทั้งคู่รับปากรับคำเขาเป็นอย่างดี หนุ่มตี๋จอมเจ้าเล่ห์จึงนัดหมายให้ไปพบท่านเจ้าสัวกับเขาในวันจันทร์ที่จะถึงพร้อมกำชับไม่ให้บอกคนในบ้าน เมื่อนัดหมายกันเรียบร้อยกังไสก็เตรียมจะไปส่งสองหนุ่มสาว หากแต่เขายังไม่ทันได้พูดอะไร ทั้งสองร่างกลับเลือนหายราวกับถูกกลืนไปในอากาศซะอย่างนั้น เขาถึงกับสะดุ้งโหยง ละล่ำละลักถามพ่อครู

“นี่มันอะไรกันครับพ่อครู ทำไมสองคนนี่หายตัวได้”

“ข้าเรียกเจตภูตของพ่ออินกับแม่จันทร์มาสะกด มันลึกล้ำกว่าการสะกดจิตตรงหน้า เพราะสองคนนั่นจะเชื่อฟังและไม่ขัดขืน ข้าได้ล้างสมองไปเรียบร้อยแล้ว และถ้าไปเอาตัวมาพวกที่บ้านมันก็ต้องรู้ สู้สะกดให้มันหลับแล้วเรียกเจตภูตมันมาดีกว่า” พ่อครูตอบพร้อมกับยกแก้วเหล้าขึ้นมากระดกรวดเดียวหมด จากนั้นก็เอร็ดอร่อยเพลิดเพลินกับอาหารและสุราตรงหน้า โดยไม่สนใจจะพูดคุยกับเจ้าของบ้านอีกเลย

วันนี้คุณรักร้อยมาจดรายการเตรียมซื้อของจัดงานพิธีทำบุญใหญ่ตามที่หลวงตาบอกลุงตันมา ป้ามาลีนั่งปรึกษาเรื่องอาหารคาวหวาน โถเบญจรงค์น้ำทองและ ดร.ลงยาก็ถูกยกมาตั้งร่วมประชุมด้วย เพราะบางสิ่งหลวงตาบอกให้จัดมาเพื่อเป็นเครื่องเซ่นบวงสรวง จะต้องจัดกันอย่างรอบคอบ พ่ออินกับแม่จันทร์นั้นเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับตนแล้วก็เลยไปนั่งคุยกันที่ศาลาในสวน และจู่ๆ ก็วูบหลับไปทั้งคู่ เมื่อตื่นขึ้นมาทั้งคู่ก็พูดขึ้นมาพร้อมกัน

“วันจันทร์กังไสมารับไปพบเจ้าสัวคีรี” แล้วพยักหน้าให้กัน

เช้าวันจันทร์กังไสขับรถไปรับแม่จันทร์จากที่ออฟฟิศแล้วเลยมารับพ่ออินที่มหาวิทยาลัย  เทียมจันทร์จะขอตามไปด้วย แต่พ่ออินหันมาสั่งห้ามด้วยเสียงเฉียบขาด จึงได้แต่มองตามไปด้วยความสงสัย แต่ถ้าจะเก็บความสงสัยไว้คนเดียวคงไม่ใช่เทียมจันทร์อย่างแน่นอน เจ้าหล่อนจึงโทรศัพท์ไปเล่าให้คุณรักร้อยได้รับทราบเอาไว้ก่อน

“สวัสดีค่ะคุณแม่ วันนี้พ่ออินเขามีนัดกับคุณกังไสหรือเปล่าคะ”

“สวัสดีจ้ะหนูเทียมจันทร์ เอ…ยังไงก็ไม่ทราบนะจ๊ะ เมื่อเช้าก็ไม่เห็นพูดอะไรเลย มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ” คุณรักร้อยซักต่อด้วยความสงสัย

“คือเมื่อกี้หนูเห็นคุณกังไสกับแม่จันทร์ขับรถมาด้วยกันมารับพ่ออินที่มหาวิทยาลัย น่ะค่ะ เลยสงสัยว่าธุระอะไรกัน จะขอตามไปด้วยพ่ออินก็ไม่ยอมค่ะ”

“น่าแปลกใจจริง เดี๋ยวถ้าผิดเวลาแล้วค่อยว่ากันนะจ๊ะอย่าเพิ่งตกใจไป ขอบคุณมากเลยนะจ๊ะที่หนูโทรมาบอก” หลังจากวางสายกับเทียมจันทร์ คุณรักร้อยก็โทรศัพท์ถึงลุงตันเพื่อบอกให้รับรู้ไว้

กังไสพาพ่ออินและแม่จันทร์ขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสูงสุดของสำนักงานใหญ่ธนาคาร เค เอ็ม บี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อขึ้นมาถึงเลขานุการของท่านเจ้าสัวพาคนทั้งหมดเข้าไปในห้องประชุมเล็ก แล้วเตรียมน้ำชากาแฟมาเสิร์ฟเพื่อรอท่านเจ้าสัวมาร่วมประชุม ไม่นานนักประตูห้องก็เปิดเข้ามาอีกครั้ง ผู้ที่ก้าวเข้ามาหาใช่ผู้ยิ่งใหญ่ในวงการเงินการธนาคารไม่ แต่กลับเป็นธนกิจกับเกรียงไกร พนักงานสองคนที่ไปติดต่อกับพ่ออินที่มหาวิทยาลัยนั่นเอง วันนี้ทั้งคู่มาในมาดผู้บริหาร เขานั่งลงตรงหน้าคนทั้งหมด พร้อมยื่นเอกสารสัญญาในมือให้กับหนุ่มตี๋พร้อมออกคำสั่ง

“คุณกังไสช่วยบอกให้เพื่อนคุณทั้งสองเซ็นสัญญาฉบับนี้ให้เรียบร้อย”

“อ้าว แล้วท่านเจ้าสัวล่ะ ผมและเพื่อนต้องการพบกับท่านเจ้าสัว ถ้าท่านไม่มาเราก็จะไม่เซ็นสัญญาใดๆ ทั้งสิ้น” กังไสตอบ

“ใช่ ใช่ เราจะไม่เซ็นสัญญาใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าท่านไม่มาเราก็จะไม่เซ็นสัญญาใดๆ ทั้งสิ้น”

พ่ออินและแม่จันทร์กล่าวสนับสนุนออกมาพร้อมกัน  เมื่อพูดจบผนังด้านหนึ่งของห้องประชุมก็ค่อยๆ เลื่อนออกจากกัน เผยให้เห็นท่านเจ้าสัวนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะในตำแหน่งประธานที่ประชุมพอดิบพอดี ธนกิจและเกรียงไกรต่างทิ้งมาดผู้บริหารเมื่อครู่ กลับมาเป็นลูกกระจ๊อกเลียเจ้านายโดยการลุกขึ้นปรบมือให้กับการปรากฏตัวของท่านเจ้าสัวคีรี

“สวัสดีทุกๆ คน เอาละนะ ผมมาให้พวกคุณพบแล้ว ทีนี้เราจะเริ่มเซ็นสัญญากันได้หรือยัง ลองอ่านดูข้อเสนอทั้งหมดพร้อมค่าตอบแทนในเอกสารสัญญา อะแล้วนี่ของคุณ”

เจ้าของธนาคารเป็นฝ่ายเปิดฉากถามพร้อมยื่นซองในมือให้กับหนุ่มตี๋เจ้าเล่ห์ กังไสเปิดซองออกดูพบว่าเป็นเช็คเงินสดยี่สิบล้านบาท มันเป็นเงินจำนวนมากเลยทีเดียว แต่สำหรับเวลานี้เงินจำนวนนี้ไม่มากพอเท่ากับโอกาสที่เขาต้องการ เขาจึงตีสีหน้างุนงงใส่ท่านเจ้าสัว

“ค่าอะไรกันครับท่านเจ้าสัว อย่าบอกนะครับว่านี่คือค่าใช้จ่ายในการที่ผมพาเพื่อนทั้งสองคนมาพบท่าน ขอให้เข้าใจเจตนาผมสักหน่อยนะครับ ผมเป็นคนรักของเก่าและชื่นชมผู้ที่รักของเก่ามากอย่างเจ้าสัว การเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ผมเพียงแค่ขอเข้ามามีส่วนร่วมในการอำนวยความสะดวกให้กับเพื่อนผมทั้งสองคนเวลาทำงานเท่านั้นเองครับ เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากสำหรับผมและเพื่อนๆ ที่เราได้ทำงานด้วยกัน ค่าจ้าง ค่าแรงอะไรผมไม่ขอรับหรอกนะครับ”

“ก็ได้คุณกังไส เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เช็คนี่ไหนๆ เขียนออกมาแล้วผมไม่อยากให้มันสูญเปล่า เอาเป็นว่าผมให้คุณไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเข้ามาช่วยงานก็แล้วกันนะ เอาละ คุณสองคนเซ็นสัญญาได้แล้ว”

พ่ออินและแม่จันทร์มองหน้ากันแล้วหันไปมองหน้ากังไส หนุ่มตี๋เข้าใจดีว่าทั้งสองคนไม่สามารถจะเขียนหนังสือได้ โดยเฉพาะลายเซ็นของน้ำทองและ ดร.ลงยา คงจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว เขาจึงแก้ปัญหาด้วยการขอใช้บริษัทของเขาเป็นผู้รับงานการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์และเขาจะเป็นผู้ว่าจ้างเพื่อนทั้งสองคนเข้ามาทำงานนี้

“กระผมขอขอบพระคุณท่านเจ้าสัวมากๆ เลยขอรับที่ให้โอกาสกระผมอีกครั้งในการเข้ามาทำพิพิธภัณฑ์ วันก่อนผมมีปัญหาถกเถียงกับท่านคณบดีนิดหน่อย เลยไม่สามารถรับทำงานให้ได้ แต่ในเมื่อเป็นการจ้างผ่านบริษัทของกังไส เรื่องคงจบไปได้ด้วยดีนะขอรับ”

“ดิฉันก็ยินดีจะนำเครื่องทองมาให้ท่านเจ้าสัวยืมเพื่อจัดนิทรรศการเช่นกันเจ้าค่ะ” พ่ออินและแม่จันทร์พูดตามที่ซักซ้อมมากับกังไส เจ้าสัวดีใจมากที่สิ่งที่คิดว่าจะหลุดมือไปแล้วหรือไม่น่าจะเป็นไปได้กลับเป็นจริงอยู่ตรงหน้า เขาจึงให้เลขาฯ จัดอาหารพิเศษมาเลี้ยงทุกคนและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

กังไสขับรถไปส่งพ่ออินที่มหาวิทยาลัยและส่งแม่จันทร์ที่ออฟฟิศเรียบร้อยก็กลับมาที่บ้านพบพ่อครูมารออยู่แล้ว วันนี้เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษจึงเอ่ยชวนพ่อครูเปิดไวน์จิบกัน ซึ่งฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะลิ้มลองรสชาติแปลกใหม่ของเมรัย ซึ่งเขาคิดว่าช่วงนี้เป็นช่วงออกจากการถือศีลชั่วคราว เดี๋ยววันพระหน้าค่อยสมาทานศีลใหม่ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอยู่แล้ว อยู่มาจนอายุป่านนี้แล้วถ้าหากจะไม่ทดลองลิ้มรสอันเลิศเลอของความสุขคงเป็นไปไม่ได้ กังไสเล่าแผนการของเขาให้พ่อครูฟังเพื่อที่จะได้ช่วยกันออกความคิดเห็น

“พ่อครูครับ ผมอาสาเข้าไปช่วยพ่ออินกับแม่จันทร์ดูแลเรื่องพิพิธภัณฑ์ แล้วจะเอาของปลอมไปเปลี่ยนเอาของจริงออกมา ทั้งของเจ้าสัว และของน้ำทองกับ ดร.ลงยา”

“อ้าว แล้วถ้าเขาจับได้ล่ะ เจ้าจะทำอย่างไร” พ่อครูถามด้วยความสงสัย

“จับได้แน่ๆ ครับ แต่ไม่ใช่จับผม เพราะพอผมเอาของไปเปลี่ยนเรียบร้อยก็จะวางแผนให้นายท่านกับพวกที่มันซ้อมผมนี่แหละไปขโมยของออกมา แล้วซ้อนแผนแจ้งตำรวจจับพวกนี้เข้าตะรางไป เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นของปลอมก็ไม่เกี่ยวกับผมแล้วละ เพราะของจริงผมเก็บไว้เรียบร้อยรอวันขาย ส่วนนายท่านและคณะไปหาของจริงคืนเขาเอาเองก็แล้วกัน” หนุ่มตี๋ขี้โกงเผยแผนของเขาให้พ่อครูฟังแล้วก็ยิ้มอย่างสมคะเน

“เป็นแผนที่แยบยลมากๆ ถ้าเจ้ามีอะไรให้ข้าช่วยก็บอกแล้วกัน ระหว่างนี้ข้าจะอยู่กับเจ้านี่แหละไม่ไปไหน จริงๆ ให้ข้ามาอยู่ที่นี่ก็ได้นะ ไม่ต้องเช่าโรงแรมให้เปลืองหรอก อีกอย่างข้าจะตั้งโต๊ะทำพิธีจุดธูปจุดเทียนลำบาก เพราะอยู่โรงแรมเขาไม่อนุญาตให้จุดธูปจุดเทียนในห้อง สัญญาณไฟไหม้มันดัง วันก่อนจุดธูป น้ำดับเพลิงมันฉีดพุ่งลงมาเต็มหน้าเลย”

“งั้นเอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ในสวนส่วนพิพิธภัณฑ์มีเรือนไม้ว่างอยู่ พ่อครูไปอยู่ที่นั่นก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมพาพ่อครูไปเก็บของที่โรงแรมแล้วเช็กเอาต์ออกมา ทางนี้จะให้คนไปทำความสะอาดเรือนเอาไว้” พูดจบกังไสก็กดเครื่องติดต่อภายในให้คนของเขาไปจัดการทำความสะอาดเรือนไม้ท้ายสวนเตรียมเครื่องนอน เครื่องไฟฟ้า อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ไปให้พร้อม เรือนนั้นทีแรกจะเอาไว้จัดโชว์เครื่องอับเฉา แต่ตอนนี้เขายังไม่มีเวลาไปตกแต่งจัดวางให้ดี พ่อครูสามารถเข้าไปพักได้อย่างสบาย อากาศก็เย็นดีเพราะอยู่กลางสวน และที่สำคัญไม่มีใครมาสนใจว่าพ่อครูจะทำอะไร

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

การหายตัวออกไปจากออฟฟิศและมหาวิทยาลัยพร้อมกับกังไสของแม่จันทร์และพ่ออิน สร้างความสงสัยให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เมื่อพยายามหาทางถามกับพ่ออินและแม่จันทร์ ก็ได้คำตอบเพียงว่ากังไสมารับไปคุยงานเท่านั้น หากแต่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเพียงแค่การไปคุยงาน เพราะคนอย่างกังไสนั้นไม่มีทางทำอะไรอย่างไม่มีเป้าหมาย ดร.ลงยากับน้ำทองก็ได้แต่หันหน้ามาปรึกษากันด้วยความทุกข์ใจ

“คุณลงยาคะ ฉันไม่สบายใจเลยที่รู้ว่าสองคนนั่นไปกับไอ้กังมา ไม่รู้มันหลอกพาไปเซ็นสัญญายกบ้านยกสมบัติให้ใครหรือเปล่า ตั้งแต่มีเรื่องขึ้นมานี่ฉันไม่เคยคิดจะมองมันในแง่ดีอีกเลยนะคะ” น้ำทองบ่นกับลงยา

“ผมไม่ยักคิดเหมือนคุณนะครับ  น้ำทองคุณอย่าลืมสิว่าพ่ออินกับแม่จันทร์เขียนหนังสือไม่ได้ ยิ่งเซ็นลายเซ็นเราสองคนยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ใหญ่เลย นอกจากจะจับไปพิมพ์มือซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่ดี เรื่องนี้อย่าไปวิตกเลยครับ ผมว่าให้หลวงตาท่านถามสองคนนี่น่าจะดีกว่า เพราะเขาทั้งคู่อาจจะโดนอาคมมาก็ได้” ดร.ลงยาให้เหตุผลกับน้ำทอง

“แต่การพูดจาก็ปกติดีนะคะ ไม่มีอาการเลื่อนลอยเหมือนคนโดนสะกดเลย” น้ำทองกล่าวแย้ง

“นั่นแหละครับคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องให้หลวงตาถาม คุณแม่กับลุงตันครับ ผมว่าไปนิมนต์หลวงตามาดูสองคนนี่ดีกว่า อย่าให้เขารู้ตัวเพราะถ้าชวนไปคงไม่ไปหรอกครับ”

ดร.ลงยาบอกกับแม่ของเขาและลุงตัน เขาเองก็อึดอัดกับสภาพเทพธิดาของตัวเองเต็มทีแล้วเหมือนกัน เมื่อไหร่จะถึงวันพระหน้า เขาจะได้เป็นอิสระเสียทีไม่ต้องมาอุดอู้อยู่ในโถเบญจรงค์ ทุกวันนี้สิ่งที่เขาทำได้คือใช้การอยู่ใกล้ชิดกับเครื่องเบญจรงค์โบราณให้เป็นประโยชน์โดยการวิเคราะห์เนื้อเบญจรงค์จากเมืองจีนในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายและสังเกตสีที่นำมาใช้เขียนลายเครื่องกระเบื้อง นี่คือภารกิจแก้เครียดนอกเหนือจากการสวดมนต์บำเพ็ญภาวนา น้ำทองก็คงอึดอัดไม่น้อยเหมือนกัน หล่อนดูไม่สดชื่นขี้เล่นเหมือนระยะแรกๆ แต่ก็ไม่ท้อถอยที่จะสวดมนต์ภาวนา

คุณรักร้อยและลุงตันจึงไปนิมนต์หลวงตามาที่บ้าน ซึ่งพ่ออินและแม่จันทร์ก็ออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มยินดี ลุงตันจึงจัดเครื่องสังฆทานให้ทั้งคู่ถวายแด่หลวงตาพร้อม ให้กรวดน้ำให้ตัวเอง บิดา มารดา เจ้ากรรมนายเวร และทุกๆ คน หลวงตาทำน้ำพระพุทธมนต์พรมให้กับทั้งคู่

เมื่อน้ำมนต์ประพรมไปทั่วร่าง ทั้งสองร่างก็มีอันหลับพับไปในทันที หลวงตาสวดมนต์เรียกเจตภูตของพ่ออินและแม่จันทร์ออกมาพูดคุยกัน

“พ่ออิน แม่จันทร์ ขอให้เล่าให้พวกเราฟังว่ากังไสพาพวกเจ้าไปที่ไหนมา แล้วเขาสั่งให้ทำอะไรบ้าง” หลวงตาถาม

“บอกไม่ได้ขอรับ”

“บอกไม่ได้เจ้าค่ะ”

หลวงตานั่งหลับตาเสกน้ำมนต์ พรมไปทั่วร่างเจตภูตทั้งสองอีกครั้ง คราวนี้พ่ออินกับแม่จันทร์เปิดปากเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ตั้งแต่พ่อครูสะยามินร่ายมนตร์สะกดให้หลับแล้วเรียกเจตภูตไปคุยที่บ้านกังไส พร้อมสั่งให้ทำทุกสิ่งตามที่กังไสบอก และได้ไปประชุมตกลงกับท่านเจ้าสัวเรียบร้อยแล้วถึงเรื่องการไปจัดการพิพิธภัณฑ์ เมื่อได้ฟังเช่นนั้นหลวงตาจึงไม่ได้คลายมนตร์สะกดของพ่อครูที่สะกดพ่ออิน แม่จันทร์ออก เพราะถ้าคลายมนตร์ออก พ่อครูจะต้องรู้และหาทางมาจัดการกับพ่ออินและแม่จันทร์ด้วยวิธีอื่น ดร.ลงยาและน้ำทองรู้สึกหนักใจเพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับชื่อเสียงของทั้งสองโดยตรง

“ผมว่าเราคงต้องปล่อยให้พ่ออินและแม่จันทร์ไปจัดการเรื่องพิพิธภัณฑ์ตามที่กังไสวางแผนไว้ก่อนก็ดีครับ เรายังพอมีเวลาตั้งหลัก เพราะสถานที่ก็ยังตกแต่งไม่เรียบร้อย ช่วงนี้พ่ออินเองก็คงยังทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากเข้าไปคัดเลือกโบราณวัตถุของท่านเจ้าสัวมาบันทึกและเตรียมทำผังจุดจัดแสดงให้ตรงตามยุคสมัย กว่าจะทำอะไรเสร็จก็เลยวันพระหน้าไปร่วมเดือน ผมยังพอแก้ไขทันนะครับ”

“นั่นสิเจ้าคะ น้ำทองก็คิดว่าเราปล่อยให้ไอ้กังมันสนุกอีกสักพัก ให้พ้นวันพระหน้าไปก่อนค่อยจัดการ เอาเป็นว่าตอนนี้เรารู้แล้วว่ามันคิดจะทำอะไรก็ไม่ยากแล้วนะคะ” น้ำทองสนับสนุนความคิดของหลวงตาและ ดร.ลงยา

“ถ้าอย่างนั้นยังมีอีกคนที่จะต้องรับรู้เรื่องนี้กับเราด้วย นั่นคือเทียมจันทร์ คุณคำนึงช่วยเปิดเฟซไทม์ให้ผมได้คุยกับเทียมจันทร์ด้วยเถิดครับ” เมื่อ ดร.ลงยาสั่งจบคุณคำนึงก็เปิดโปรแกรมเฟซไทม์ให้เขาได้คุยกับสาวทอมผู้เป็นลูกศิษย์และสั่งความเรื่องของพ่ออิน แม่จันทร์ กับกังไสเรียบร้อย เพื่อไม่ให้ความสงสัยของเทียมจันทร์ส่งผลกระทบต่อแผนการทั้งหมด

ตอนนี้กังไสกลับมาเป็นแขกประจำบ้านเรือนไทยและคฤหาสน์ริมแม่น้ำอีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตาไปนาน เขามาเพื่อนัดประชุมวางแผนการทำงานก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ของท่านเจ้าสัว ซึ่งงานคืบหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว พ่ออินและแม่จันทร์ที่ยังต้องมนตร์สะกดของพ่อครูอยู่ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เหล่าผีๆ ในบ้านทั้งสองหลังถึงแม้จะไม่พอใจนักที่ หนุ่มตี๋จอมเจ้าเล่ห์เข้ามาวุ่นวาย ก็จำต้องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสีย  ตัวกังไสเองนั้นบางครั้งก็นึกอยากจะหยิบเอาเครื่องเพชรเครื่องทองกลับบ้านบ้าง หากแต่ก็ยั้งใจเอาไว้ เพราะจะมอบตำแหน่งจำเลยและหัวขโมยให้แก่นายท่าน ส่วนตัวเขาจะได้ของเหล่านั้นมาโดยไร้มลทินติดตัว

วันนี้กังไสมารับพ่ออิน แม่จันทร์ ไปที่คฤหาสน์ของท่านเจ้าสัว เพื่อคัดเลือกและถ่ายรูปโบราณวัตถุของสะสมของท่านนำมาทำประวัติและออกแบบที่ตั้งเพื่อความเหมาะสมในการจัดวาง เมื่อเดินทางไปถึง ท่านเจ้าสัวก็พาทั้งสามขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นห้า ตัวคฤหาสน์ของเจ้าสัวนั้นออกแบบเป็นบ้านแบบจีนโบราณประยุกต์ใส่ความเป็นโมเดิร์นเข้าไป เพื่อให้ดูร่วมสมัยและอยู่สบาย ทุกพื้นที่ถูกวางฮวงจุ้ยเอาไว้เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขและความมั่งคั่งของเจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัย น่าชื่นชมที่ท่านเจ้าสัวไม่ได้สร้างคฤหาสน์ในสไตล์โรมันแบบที่เป็นที่นิยมของมหาเศรษฐีทั่วไป และไม่ใช้เฟอร์นิเจอร์หลุยส์ประดับบ้าน หากแต่บ้านกลับถูกตกแต่งด้วยชุดมุกและไม้ดำสไตล์จีนโบราณอย่างมีรสนิยม

ที่ชั้นห้าจัดเป็นห้องใหญ่คล้ายโกดังเก็บของ ภายในนั้นจัดวางโบราณวัตถุพร้อมแนบเอกสารลงทะเบียนที่มาที่ไปไว้อย่างเรียบร้อย แสดงถึงความโปร่งใสซื่อตรงของท่านเจ้าสัว พ่ออิน และแม่จันทร์ เห็นวิญญาณหลายดวงลับๆ ล่อๆ ยื่นมือมาขอความช่วยเหลือจากเหล่าของสะสมที่เจ้าสัวจัดวางไว้เป็นอย่างดี ไหจู๋ใบหนึ่งมีศีรษะของหญิงจีนโบราณโผล่ขึ้นมา หน้าตาซีดขาวเศร้าสร้อย หากแต่ไม่มีใครเห็นนอกจากพ่ออินและแม่จันทร์เท่านั้น ซึ่งทั้งคู่ก็ทำเป็นมองไม่เห็นวิญญาณเหล่านั้น

เจ้าสัวพาคนทั้งหมดมายืนอยู่หน้าประตูที่ติดตั้งระบบความปลอดภัยไว้เหมือนตู้เซฟซึ่งตั้งอยู่ที่ผนังด้านในสุดของห้อง หากแต่ถ้าจะให้เรียกต้องเรียกว่าโกดังเซฟมากกว่าเพราะดูมันช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน เจ้าสัวใช้รีโมตกดบานประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นด้านในที่เต็มไปด้วยตู้กระจกที่บรรจุไว้ด้วยเครื่องประดับอัญมณีชนิดต่างๆ มากมายละลานตาไปหมด ล็อกกลางที่ดูจะโดดเด่นกว่าล็อกอื่น คือส่วนของเครื่องหยก ที่มีตั้งแต่เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ที่ทำมาจากหยกไปจนถึงเครื่องประดับหยก ประกอบด้วยเพชรและมุกมากมาย หลายชิ้นเคยเห็นแต่ในหนังจีน ซึ่งคิดว่าคงเอาของเทียมมาทำเลียนแบบ แต่เมื่อได้เห็นของจริงแล้ว อยากจะบอกว่าท่านเจ้าสัวไปยกท้องพระคลังหลวงแห่งดินแดนมังกรมาตั้งโชว์ไว้ที่บ้านจริงๆ เจ้าของบ้านเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา

“ของพวกนี้มีคนนำมาขายให้ผม เลยซื้อเก็บไว้เรื่อยๆ อยู่ดีๆ มันก็เยอะขึ้นมาจนต้องทำห้องเก็บบนชั้นดาดฟ้า  ทุกชิ้นมีบัญชีตำหนิรูปพรรณทั้งหมด รูปคงไม่ต้องถ่ายเพราะผมมีทำเป็นรูปเล่มพร้อมประวัติเอาไว้ทั้งหมด เดี๋ยวขากลับจะให้คนเอาไปใส่รถให้” พูดจบก็พาคนทั้งหมดเดินดูจนทั่วแล้วพากันออกมาจากห้องที่กังไสแอบเรียกว่าท้องพระคลังมหาสมบัติ

จู่ๆ พ่ออินก็เกิดอาการน้ำตารื้นขึ้นมาเฉยๆ เมื่อได้เห็นแจกันใบสูงท่วมหัวสีน้ำเงินเข้ม เขาจำได้ว่าแจกันคู่นี้ บิดาของเขาขนใส่สำเภามาจากเมืองจีนตั้งแต่เขายังไม่เกิดและพ่อก็ใช้แจกันหนึ่งในสองใบนี้เป็นที่วัดขนาดความสูงของเขาโดยใช้หมึกจีนมาป้ายระดับศีรษะของเขาตั้งแต่เล็กจนโต  นั่นไง รอยนั่นยังอยู่เลย เขาเดินเข้าไปลูบคลำที่รอยหมึกสีดำเล็กๆ อย่างอาลัย

“ดูเหมือน ดร.ลงยาจะสนใจแจกันคู่นี้นะครับ น่าแปลกมากๆ คือเป็นส่วนหนึ่งของโบราณวัตถุที่ผมไม่ได้ซื้อที่ประเทศจีน แต่ได้มาจากชุมชนกรุงเก่า พวกดำน้ำงมของขึ้นมาขายนั่นแหละ ว่ากันว่าต้องดำลงไปผูกเชือกแล้วใช้เครนยกขึ้นมาเลยทีเดียว เสียดายคราบดำๆ นั่นเช็ดเท่าไหร่ก็ไม่ออก” เจ้าสัวอธิบายถึงแจกันที่เขาครอบครองอยู่อย่างภาคภูมิใจ

“ขอรับท่านเจ้าสัว แจกันนี่เป็นของโบราณ เจ้าของเดิมเป็นเจ้าสัวเช่นกัน ท่านรับทำเครื่องถ้วย เครื่องเบญจรงค์ให้กับทางราชสำนักไทย รอยขีดนี่ก็มีมาตั้งแต่ครั้งนั้น เป็นรอยหมึกจีนที่ใช้สำหรับเขียนลายกระเบื้อง ท่านเจ้าสัวขีดไว้เพื่อวัดระดับความสูงของลูกชายคนเดียวของท่าน” พ่ออินในร่างของ ดร.ลงยาพูดจบก็กลืนก้อนสะอื้น และไม่ยอมเดินเฉียดไปใกล้ในจุดนั้นอีกเลย

เมื่อพาดูโบราณวัตถุเสร็จ เจ้าสัวก็เชิญทุกคนให้รับประทานอาหารร่วมกัน หากแต่พ่ออินและแม่จันทร์ปฏิเสธ เพราะไม่ถนัดการรับประทานอาหารโดยใช้ช้อนส้อมและนั่งโต๊ะ คนทั้งหมดจึงกลับออกมาจากคฤหาสน์ของท่านเจ้าสัว พร้อมเอกสารและรูปภาพเพื่อนำมาต่อยอดในการทำงานต่อไป

 

***

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

Don`t copy text!