พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 8 : นกยูงผี

พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 8 : นกยูงผี

โดย :

พราวจันทร์ตะวันฉาย เรื่องราวของพราวจันทร์ ผู้หญิงเชยๆ ที่มีฝันอยากเป็นคิวเรเตอร์มือหนึ่งแต่ไม่กล้าไขว้คว้าจนตะวันฉาย น้องสาวต่างมารดาเข้ามาในชีวิต…พระจันทร์กับดวงตะวันไม่เคยอยู่คู่ฟ้าในเวลาเดียวกัน แล้วทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันได้ไหม นวนิยายแนวโรแมนติกคอเมดี้ โดย แพรณัฐ…นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-8-

 

การเดินออกจากความขัดแย้งเพื่อมาปรับอารมณ์และรวบรวมสติใหม่ทำให้พราวจันทร์ค่อยหายใจปลอดโปร่ง เธอไม่ควรผิดหวังในตัวน้องสาวต่างมารดา แต่ก็เจ็บปวด และที่น่าเจ็บใจคือเธอยังหวังจะให้โอกาสตะวันฉายแก้ตัวใหม่

ในเวลาเพียงไม่กี่วัน พราวจันทร์เพิ่งตระหนักถึงความจริงที่ว่า ตนถูกบุคคลอันเป็นที่รักหักหลังมาตลอด ทั้งบรม และมารดาของเธอ หญิงสาวไม่กล้าคิดต่อว่าตายายก็ร่วมรู้เห็นเป็นใจปิดบังเรื่องที่บิดาพยายามติดต่อเธอ เพราะกลัวคำตอบที่จะได้รับ

พราวจันทร์หวังว่าเธอตัดสินใจไม่ผิดที่ไว้ใจตะวันฉาย

หญิงสาวกัดเล็บอย่างเคร่งเครียด เพิ่งตระหนักว่ามีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ส่งสายตามาให้ตลอดทางที่เดินผ่าน อย่างคนที่พราวจันทร์เผลอสบตาเขาในขณะนี้ก็ส่งยิ้มหวานเยิ้ม เธอรีบก้มหน้า สาวเท้าหนีเข้าไปในห้องน้ำ

ไม่มีห้องสุขาว่าง พราวจันทร์จึงยืนรอ ผู้หญิงอีกคนจูงเด็กวัยประมาณสี่ขวบเข้ามา เด็กน้อยมีท่าทางลุกลี้ลุกลน สีหน้าเหยเกด้วยความอดกลั้นอย่างสุดความสามารถจนพราวจันทร์สังเกตได้

“พี่คะ ให้น้องเข้าก่อนได้เลยค่ะ เดี๋ยวหนูค่อยเข้าทีหลัง”

สองแม่ลูกขอบคุณด้วยความดีใจ เด็กน้อยยกมือไหว้ พราวจันทร์จึงยิ้มตอบ อยากให้ใครสักคนออกมาจากห้องสุขาเสียที แม่หนูจะได้ไม่ต้องยืนบิดไปมาขนาดนี้

คนกลุ่มใหญ่เข้ามาต่อแถวข้างหลัง เสียงชักโครกดังขึ้นจากสุขาห้องหนึ่ง ประตูยังไม่ทันเปิดออก เสียงเพลงก็ดังกระหึ่มจากหน้าห้องน้ำด้านนอก ประสานเสียงกับรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังก๊อกๆ ทุกคนจึงหันไปมองผู้มาใหม่

หญิงสาวร่างระหงก้าวฝ่าแถวยาวที่ผู้คนยืนต่อกันอยู่ เธอสวมแว่นตากันแดด ทั้งที่ไม่น่าจะมีแดดในห้างสรรพสินค้า ทาปากสีแดงสด บุคลิกมาดมั่น ใบหน้าเชิดตรง สง่างามทุกย่างก้าว ยิ่งแต่งกายด้วยเสื้อแขนกุดสีดำ สวมสร้อยมรกตล้อมเพชรใหญ่เส้นอลังการ มินิสเกิร์ตที่ทำจากแพนหางของนกยูงซึ่งอาจต้องสังเวยชีวิตมาทั้งป่า และรองเท้าส้นสูงสีดำสี่นิ้ว ดูราวกับนางแบบที่บนแคตวอล์ก ตรึงสายตาทุกคู่ให้จ้องมองจนลืมไปว่าเธอเยื้องกรายมาจนเกือบถึงหัวแถวแล้ว

พราวจันทร์รู้สึกคุ้นๆ ว่าเคยเห็นเธอที่ไหนมาก่อน ราวกับเจ้าตัวรู้ดีว่าใครๆ มองมา เธอจึงยิ้มตรงมุมปาก เชิดหน้าสูงขึ้นไปอีก ประดุจนางพญาที่เยื้องกรายผ่านข้าทาสบริวาร

เสียงเพลงยังดังต่อเนื่อง หญิงสาวเปิดกระเป๋าคลัชต์ใบหรู หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วเอ่ยสั้นๆ

“เขามากันแล้วเหรอ โอเค เดี๋ยวคุณนกยูงตามไป”

ประตูสุขาห้องหนึ่งเปิดออก คนที่อยู่ข้างในก้าวออกมา แม่หนูที่รอมานานเตรียมตัวจะเดินเข้าไป

ทว่าเด็กน้อยกลับถูกชนจนกระเด็น! พราวจันทร์ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดคว้าร่างน้อยไว้ทันก่อนจะล้มไปกระแทกกำแพง

“เจ็บมั้ยคะน้อง คุณคะ อย่าแซงแถวสิ!” พราวจันทร์หันไปต่อว่าตัวต้นเหตุ

ผู้คนในห้องน้ำได้สติและร่วมกันโวย ไม่มีทางที่ผู้หญิงคนนั้นจะไม่ได้ยิน เจ้าหล่อนกลับเชิดหน้าเดินเข้าไปในห้องสุขาราวกับการประท้วงเป็นแค่เสียงแมลงหวี่ที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ แล้วปิดประตูดังปัง

“บ้าจัง อดทนอีกนิดนะคะน้อง เดี๋ยวคนในห้องอื่นก็คงออกมา” พราวจันทร์ปลอบเด็กหญิงที่บีบขาแน่น หน้าตาเหยเก

“ขอบคุณพี่คนสวยรึยังลูก คนสวยก็ต้องใจดีแบบนี้ถึงจะเรียกว่าสวยแท้ สวยจริง”

เด็กหญิงยกมือไหว้ตามคำสั่งมารดา ก่อนชี้ไปทางห้องสุขา

“พี่มองไม่เห็น พี่ตาบอด”

“ว้าย ทำไมหนูคิดอย่างนั้นล่ะลูก”

“พี่ใส่แว่นดำเหมือนคุณป้าตาบอดแถวบ้านเราเลยนะแม่ แต่ทำไมพี่ไม่ถือไม้เท้า อ๋อ เพราะไม่มีไม้เท้า พี่เลยชนหนู” เด็กน้อยยิ้มแหย

“พี่คนนี้เขาไม่น่าจะตาบอดหรอกลูก เขาไม่มีมารยาท ชอบแซงแถว ต่อคิวไม่เป็น”

“น้องปักกิ่งห้องคุณครูน้อยหน่าก็ไม่ต่อคิว เขาปวดขี้ เลยแซงหนู เข้าไปขี้ราดเต็มส้วมเลย เม้นเหม็น” เด็กน้อยทำหน้ายู่พร้อมกับยกมืออุดจมูก ผู้คนที่โกรธเคืองจึงเปลี่ยนเป็นหัวเราะ

“ว้าย! พูดไม่เพราะเลย ขี้เข้ออะไรไม่รู้ เขาเรียกว่าอึราด แม่เคยสอนแล้วไม่ใช่เหรอคะ”

“หนูลืม”

“หนูลืมค่ะ” มารดาเติมคำลงท้าย

“หนูลืมค่ะ พี่คนนั้นคงอึราดเหมือนน้องปักกิ่งแน่ๆ เลย”

เสียงโครมครามเหมือนมีคนเตะประตูดังขึ้นมาจากภายในห้องสุขา ทุกคนพากันหัวเราะ รวมทั้งพราวจันทร์ เด็กน้อยได้เข้าห้องน้ำหลังจากนั้นไม่นาน พราวจันทร์เข้าตามไปในอีกห้องหนึ่งห่างกันไม่กี่วินาที เธอจึงไม่ได้อยู่ดูผู้หญิงมารยาททรามว่าออกจากห้องน้ำแล้ว จะมีปฏิกิริยาอย่างไร

 

พราวจันทร์อารมณ์ดีขึ้นเมื่อเดินกลับเข้าไปในร้านอาหารพร้อมแม่หนูน้อยและมารดา หญิงสาวปลีกตัวมายังโต๊ะของตะวันฉาย แต่ที่นั่งกลับว่างเปล่า เมื่อกวาดตามองไปรอบๆ เธอจึงเห็นน้องสาวกับเพื่อนๆ ยืนสงบเสงี่ยมคุยกับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้กับครอบครัวของเด็กหญิงตัวน้อย

ภัณฑารักษ์สาวทรุดกายลงบนเก้าอี้ตัวเดิม สายตาจับอยู่ที่บุคคลซึ่งตะวันฉายไปทัก เธอจำบางคนในนั้นได้ โดยเฉพาะหนุ่มใหญ่วัยห้าสิบเศษ ท่าทางหยิ่งๆ ชื่อ กีรติ หรือ กีกี้ เป็นดีไซเนอร์มืออันดับต้นๆ ของเมืองไทย เขาออกรายการโทรทัศน์ประเภทเรียลิตีโชว์เพื่อค้นหาสุดยอดนางแบบและนายแบบ กีรติเป็นหนึ่งในกรรมการอยู่หลายครั้ง ส่วนคนอื่นๆ พราวจันทร์ไม่รู้จัก ในจำนวนนั้นมีผู้หญิงอยู่คนหนึ่งนั่งหันหลัง คุยกับตะวันฉายอย่างสนิทสนม

ตะวันฉายไหว้ลาพวกเขา ก่อนจะยิ้มกว้างให้พี่สาวเมื่อเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมกับเพื่อนๆ ใบหน้าผ่องใสขึ้นกว่าเมื่อครู่ แสดงว่าเจ้าตัวคงผัดหน้าทาปากกลบเกลื่อนร่องรอยของการร่ำไห้

“ขอโทษค่ะพี่จันทร์ พอดีหนูเจอพี่นวลตอง ก็เลยไปทัก” ตะวันฉายให้ข้อมูลของหญิงสาวปริศนาซึ่งนั่งหันหลัง เธอเป็นผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่องดัง และมีสื่ออยู่ในมืออีกหลายแขนง

“คุณนวลตองใจดีจังเลยเนอะ แต่คุณกีกี้เนี่ยสิ แค่ปรายตามองมา ฉันก็ขนลุกซู่ ปอดกระเส่า ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด” อาวุธทำตัวสั่น

“อย่าว่าแต่แกเลย ฉันเองก็กลัวเหมือนกัน ใครๆ ก็บอกว่าถ้าเจอคุณกีกี้โกรธ ก็เตรียมตัวตายได้เลย” บัณนรีใช้นิ้วชี้ปาดคอตัวเอง

“แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังอยากร่วมงานกับเขา ใครทำงานกับเขาได้ ต่อไปจะต้องเก่งสุดๆ ดูอย่างในรายการสิ ถึงเขาจะปากจัด แต่สิ่งที่เขาด่าก็เป็นการสั่งสอนที่คนถูกด่าจะเอาไปปรับปรุงตัวได้จริงๆ ไม่ใช่สักแต่ว่าด่าอย่างเดียว ไม่มีเหตุผล ถ้าฉันได้ทำงานกับเขาสักครั้ง ถึงจะถูกสับเละ ฉันก็คงได้เรียนรู้อะไรบ้างแหละน่า”

ตะวันฉายเท้าคางมองดีไซเนอร์คนดัง เขาตวัดสายตามาพอดี คนที่เพิ่งบอกว่าอยากทำงานกับเขาถึงกับสะดุ้งโหยง แล้วหลบตาวูบ

“ชิ! คิดว่าจะแน่” อาวุธหัวเราะ ตะวันฉายค้อนใส่เพื่อน

“อาหารมาพอดีเลยค่ะซิส เดี๋ยวหนูตักให้ นี่สปาเกตตีซอสไข่กุ้ง แล้วก็นาโชชีสอร่อยแท้แบบเม็กซิกัน” อาวุธเปลี่ยนเรื่องด้วยการตักอาหารให้พราวจันทร์

“เดี๋ยวๆ แกอย่าเอาคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวให้พี่ฉันกินสิ มันไม่ดีต่อร่างกายนะยะ ชิมจานนี้ดีกว่าค่ะ สลัดม้วนแคร์รอตแตงกวาสอดไส้ปลาแซลมอน คลีนมาก ไม่มีแป้งเลยแม้แต่นิดเดียว” ตะวันฉายตักอาหารใส่จานพี่สาวบ้าง

“โอ๊ย! แกจะกินคาร์โบฯ เชิงเดี่ยวเชิงซ้อนอะไรก็กินไปคนเดียวเถอะ อย่ามาทำให้คนอื่นอดกินอาหารอร่อยไปด้วยสิยะ” อาวุธโวย

“ฉันหวังดีกับพี่จันทร์ต่างหาก สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญนะยะ” ตะวันฉายสะบัดค้อน

“โอ๊ะ!”  บัณนรีอุทานพร้อมกับจ้องไปยังประตูทางเข้าร้าน

“โอ๊ย! ยายนกยูงผี ฉันไม่น่ามาเจอนางเลย ซวยชะมัด วันดีๆ ของฉันต้องถูกทำลายลงเพราะยายหน้าวอกนี่เสียแล้ว” อาวุธกระแทกเสียง

“อี๋ แหวะ! จริงด้วย” ตะวันฉายชักสีหน้า

พราวจันทร์เบนสายตาตามทุกคนไป เธอจึงเห็นสาวปากแดง สวมกระโปรงทำจากแพนหางของนกยูงเข้ามาในร้านพร้อมกับผู้หญิงวัยกลางคนซึ่งเดินตามหลังมาอย่างนอบน้อม ทั้งสองตรงไปที่โต๊ะของกีรติ

“อี๋! มาทั้งยายนกยูงผี กับยายป้าสมใจเลย” ตะวันฉายแบะปาก

เจ้าของชื่อ ‘นกยูง’ ถอดแว่นกันแดดพลางกระซิบอะไรบางอย่างแก่ ‘สมใจ’ สาวใหญ่รับคำ แล้วเดินตรงมาหาพนักงานที่ยืนอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ไกลจากโต๊ะของพราวจันทร์

“ฉันสั่งอาหารกลับบ้าน เอาเค้กมะตูมสองกล่อง เธอไม่ต้องติดโลโก้ร้านที่กล่องนะ ไม่ต้องเอาไปให้ที่โต๊ะด้วย เดี๋ยวก่อนกลับ ฉันมาเอาเอง”

ระหว่างที่พนักงานเสิร์ฟจด สมใจก็หันมาเห็นพวกเธอ สาวใหญ่สะดุ้ง ก่อนจะสะบัดหน้าหนี

“หนูขออนุญาตทวนรายการนะคะ เค้กมะตูมสองกล่อง ไม่ต้องติด…”

“ตามนั้น! เธอไม่ต้องทวน ไม่ต้องเอาไปให้ที่โต๊ะด้วย ฉันจะมาเอาเอง จำให้ดีล่ะ!” สมใจขัดขึ้นก่อนพนักงานจะทวนชื่ออาหารครบ เจ้าหล่อนตวัดสายตามาทางพวกเธอ นัยน์ตาหลุกหลิก

อาวุธแสยะยิ้ม กระพุ่มมือไหว้อย่างแช่มช้อย

“สวัสดีค่ะป้า”

“ใครป้าเธอ” สมใจตะคอก สะบัดหน้า กระทืบเท้ากลับไปหาเจ้านาย

“เอวี แกนี่จริงๆ” ตะวันฉายหัวเราะ บัณนรียกนิ้วให้

เสียงหัวร่อชอบใจของพวกเธอคงจะดังทีเดียว หรือไม่สมใจก็ไปฟ้องเจ้านาย ‘นกยูง’ จึงเขม้นมองมา เมื่อปราศจากแว่นกันแดด พราวจันทร์รู้สึกคุ้นหน้าเจ้าหล่อนยิ่งขึ้น

“ยายนั่นชื่อนกยูง มยุเรศ เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของหนูค่ะ ส่วนยายมนุษย์ป้าคนนั้นเป็นเลขาของนาง” ตะวันฉายให้ข้อมูลด้วยน้ำเสียงเข่นเขี้ยว

“ศัตรูหมายเลขหนึ่ง…”

“ค่ะ ศัตรูหมายเลขหนึ่ง เรื่องมันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่หนูยังเรียนอยู่มหา’ลัย และเพิ่งเริ่มรับงานแต่งหน้าได้ใหม่ๆ”

ตะวันฉายยังไม่ทันเริ่มเรื่อง เสียงเล็กๆ ก็ดังขึ้นจากบริเวณที่มยุเรศนั่งอยู่

“พี่เขาไม่ได้ตาบอดจริงๆ ด้วยค่ะแม่ อี๋ เหม็นๆ”

เด็กน้อยที่ถูกแซงคิวในห้องน้ำนั่นเอง แม่หนูทำหน้าเบ้ มือข้างหนึ่งอุดจมูก อีกมือโบกไปมาในอากาศ จ้องหน้ามยุเรศไปด้วย

“เหม็นอะไรคะลูก”

“เหม็นขี้ พี่เขาแซงแถวและชนหนูกระเด็นเพราะปวดขี้ ขี้ราดเต็มส้วม อี๋ๆ”

“ว้าย! พูดไม่เพราะเลยลูกขา แม่สอนแล้วนี่คะว่าเราต้องพูดว่า…”

“อึใช่มั้ยคะ พี่เขาอึราด…พี่อึราดๆ”

เด็กน้อยโบกมือราวกับจะไล่อากาศสกปรกออกไปท่ามกลางความเงียบกริบของผู้คนที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน สายตาทุกคู่เพ่งตรงไปยังมยุเรศซึ่งถลึงตาใส่เด็กหญิงประดุจจะกินเลือดกินเนื้อ

ความรู้สึกของพราวจันทร์ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างขบขันและหวั่นเกรง เธอเตรียมพร้อมที่จะลุกขึ้นในกรณีที่เกิดเหตุรุนแรงต้องช่วยเหลือเด็ก แต่กีรติเอ่ยอะไรสักอย่างที่ทำให้มยุเรศนิ่งงันไป แล้วจึงยิ้มอ่อนหวานให้ผู้มีอิทธิพลในวงการแฟชั่นประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนสมใจก้มหน้างุดเหมือนกลัวเจ้านาย ทว่าดูดีๆ พราวจันทร์แอบเห็นเจ้าตัวกัดริมฝีปาก กลั้นหัวเราะ ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อเจ้านายถลึงตาใส่

“ทำไมเด็กคนนั้นต้องว่ายายนกยูงอึราดด้วยล่ะ หรือนางอึราดจริงๆ” ตะวันฉายถามขึ้น

“ฉันว่ามันเป็นเพราะนางทำหน้าบี้เหมือนปวดขี้ตลอดเวลาน่ะสิ” อาวุธตั้งข้อสังเกตด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“ยกเว้นเวลาอยู่กับคนที่มีประโยชน์ต่อนาง หรือไม่ก็ผู้ชาย” บัณนรีกล่าว

“เออจริง” อาวุธหัวเราะ เพื่อนทั้งสองจึงขบขันไปด้วย

“พี่คุ้นๆ เหมือนเคยเห็นข่าวเมื่อหลายปีก่อนว่าเธอมีเรื่องกับคนชื่อนกยูง ใช่คนนี้รึเปล่า”

“พี่จันทร์เคยอ่านข่าวเมาท์เกี่ยวกับหนูด้วยเหรอคะ” ตะวันฉายทำตาโต จับมือพี่สาวหมับ “พี่สนใจเรื่องของหนู ไม่ใช่หนูสนใจพี่อยู่แค่คนเดียว”

“เอ่อ…ข่าวมันดังออกจะตาย แล้วเธอก็นามสกุลเหมือนพี่”

พราวจันทร์ดึงมือออก แสร้งหยิบแก้วน้ำมาดื่ม ข่าวที่ว่านั่นแพร่หลายไปทั่วโซเชียลมีเดีย แต่แทนชื่อคู่กรณีทั้งสองด้วยอักษรย่อที่คนสนใจจริงเท่านั้นจึงจะรู้ว่าหมายถึงผู้ใด เนื่องจากตะวันฉายกับมยุเรศไม่ได้เป็นคนดังที่ใครๆ ก็รู้จักไปทุกแวดวง นักเลงคีย์บอร์ดเคยดูถูกทั้งสองด้วยซ้ำว่า พวกเธอสร้างข่าวเพราะอยากดัง

“หนูเกลียดข่าวดรามานั่นมาตลอด  แต่ตอนนี้หนูจะไม่เกลียดมันแล้ว เพราะมันทำให้พี่จันทร์สนใจเรื่องของหนู” ตะวันฉายยิ้มพร้อมกับน้ำตาคลอ

“เลิกร้องไห้ซะทีน่า” พราวจันทร์วางแก้วน้ำลง ส่งกระดาษซับหน้าให้น้อง “ตกลงเธอจะบอกพี่ได้รึยังว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนเดียวกับนกยูงที่เคยมีข่าวกับเธอรึเปล่า…เอ…หรือไม่ใช่…หน้าไม่เหมือนกันเลย”

“คนเดียวกันค่ะซิส ยายนกยูงผีคนเดิม เพิ่มเติมคือหน้าใหม่” อาวุธตอบให้แทน

ไม่เพียงแต่ตะวันฉายเท่านั้น อาวุธและบัณนรีต่างก็ช่วยกันสาธยายข้อมูลของมยุเรศอย่างออกรส เจ้าหล่อนเป็นคนดังในวงสังคมอย่างที่ใครๆ เรียกว่า ไฮโซ ครอบครัวมีฐานะร่ำรวย ตัวมยุเรศเองออกงานสังคมมาตั้งแต่ยังแรกรุ่น เธอเคยได้รับเชิญให้มาออกงานอีเวนต์โฆษณาผลิตภัณฑ์ความงามในบริษัทของเจ้าสัวนับทองเมื่อนานมาแล้ว

ปัจจุบันมยุเรศประกาศตนว่าเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงที่ไม่ยอมพึ่งพาเงินทองของบิดามารดา เธอไม่ได้ช่วยบริหารงานร้านเพชรของที่บ้าน แต่ลุกขึ้นมาจับธุรกิจในแวดวงแฟชั่นด้วยการเป็นตัวแทนนำเข้าแบรนด์เสื้อผ้าและกระเป๋ายี่ห้อดังจากต่างประเทศ

เหตุผลที่ตะวันฉายบอกว่ามยุเรศเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งก็เพราะตอนที่มยุเรศมาเดินแฟชั่นโชว์ในงานฉลองประจำปีของผลิตภัณฑ์ความงามในเครือนับทรัพย์มหาศาล ตุนทรัพย์ได้ให้โอกาสตะวันฉายได้ร่วมเป็นช่างแต่งหน้าเพื่อจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์

ในตอนนั้นยังไม่มีใครเคยเห็นฝีมือของเธอ มยุเรศซึ่งแสดงท่าทางเขม่นตะวันฉายมาตั้งแต่เห็นหน้า จึงปฏิเสธเธออย่างเย่อหยิ่งและหยาบคาย ปรากฏว่าช่างที่มยุเรศชี้นิ้วเลือก แต่งหน้าได้ไม่ถูกใจเธอ ขณะที่นางแบบอื่นซึ่งผ่านฝีมืออันเลิศเลอของจิตรกรมือใหม่อย่างตะวันฉายต่างก็งามเด่นเป็นที่ชื่นชม

ทั้งคู่โคจรมาเจอกันในอีกหลายๆ งาน มยุเรศเคยพูดเปรยแกมสั่งว่าจะให้โอกาสตะวันฉายแต่งหน้าให้เธอ น้องสาวของพราวจันทร์เก็บความเจ็บแค้นมาตลอด เธอจึงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

นับจากนั้นเป็นต้นมา มยุเรศกับตะวันฉายก็ประกาศศึกกันอย่างเป็นทางการ มยุเรศเอาตะวันฉายไปด่าลับหลังหาว่าเธอสำคัญตนผิดว่าเคยเป็นนางแบบโฆษณาและนางเอกมิวสิกวิดีโอ จึงทำตัวหยิ่ง ปฏิเสธลูกค้า มารยาททราม  

ตะวันฉายโกรธแค้นมาก เธอไม่มีเส้นสายมากมายเท่ากับมยุเรศ แต่หญิงสาวจับทางได้ว่าศัตรูคู่แค้นมีความพึงใจในตัวตุนทรัพย์ เธอจึงแสดงความสนิทสนมกับตุนทรัพย์ให้มยุเรศเห็นว่าเขาให้ความสำคัญต่อเธอประดุจคนในครอบครัว

ความชิงชังระหว่างคนทั้งคู่กลายเป็น ‘ดรามา’ โด่งดังไปทั่วประเทศเมื่อตะวันฉายกับมยุเรศได้รับเชิญจากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่งให้ขึ้นเวทีร่วมกันเสวนาว่าด้วยเรื่องความงาม และสาธิตการแต่งหน้าสไตล์คนดัง

มยุเรศเปิดศึกด้วยการเหน็บแนมวิธีแต่งหน้าของตะวันฉายก่อน น้องสาวของพราวจันทร์จึงโต้กลับ กลายเป็นการจิกกัดกันตลอดทั้งงานจนคนฟังสงสัยจนต้องมาตั้งกระทู้วิพากษ์วิจารณ์ในเว็บบอร์ดสาธารณะซึ่งมีคนไปแสดงความเห็นอย่างคึกคัก แถมยังมีการทำโพลให้คนไปลงคะแนนว่า ตะวันฉายกับมยุเรศ ใครแต่งหน้าได้ดีกว่ากัน

ถึงคะแนนจะค่อนข่างสูสี แต่ผลที่ออกมา ตะวันฉายชนะ เธอแต่งหน้าให้นางแบบในงานได้ดีกว่า และผู้คนก็ชมมาถึงความงามกับบุคลิกภาพของเธอว่า น่ารัก สดใส เป็นธรรมชาติ ไม่เคยขายความเซ็กซี่ และแม้จะเป็นคนพูดจาตรงๆ แต่ก็ดูจริงใจกว่ามยุเรศ ซึ่งสวย สง่า โพรไฟล์เลิศเลอ วาจาหวานหู แต่ก็ดูปลอมทั้งจริตจะก้าน วาจา ไปจนถึงใบหน้าซึ่งน่าจะผ่านมีดหมอมาไม่น้อย

มีนักสืบโซเชียลฯ ขุดภาพในอดีตของมยุเรศก่อนทำศัลยกรรมมาเปรียบเทียบ ขณะที่ตะวันฉายงดงามมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งไปกว่านั้นคือมีคนขุดลึกลงไปถึงว่ามยุเรศไม่ใช่สาวไฮโซมาแต่กำเนิด เธอเป็นแค่ลูกคนชั้นกลางธรรมดา แต่มาได้ดีเพราะมารดาแต่งงานใหม่กับเศรษฐี เปลี่ยนชื่อตนเองและบุตรสาว ยกระดับฐานะทางสังคมจนลืมกำพืด เนรคุณต่อคนที่เคยช่วยเหลือในยามยาก

สองแม่ลูกไม่ได้รับการยอมรับจากญาติของบิดาเลี้ยง เนื่องจากพวกเธอชอบเอานามสกุลไปอ้างหาผลประโยชน์ให้เจ้าของนามสกุลเสียหายอยู่เสมอ แต่ที่พวกเธอยังสามารถอยู่ได้โดยไม่มีใครจัดการอะไรให้เด็ดขาดก็เพราะเห็นแก่น้องชายคนเล็กของมยุเรศที่เกิดจากมารดาของเธอและบิดาเลี้ยง

ความลับอันยิ่งใหญ่ของมยุเรศไม่เป็นความลับอีกต่อไป เจ้าตัวเพียรปฏิเสธก็ไม่มีใครเชื่อ ตะวันฉายเคยโพสต์ข้อความกระทบกระเทียบในเรื่องนี้ว่า ‘ถึงจะงี่เง่า ก็อย่าลืมรากเหง้า’ นี่คือเหตุผลที่มยุเรศผูกพยาบาท และคอยปล่อยข่าวโจมตีตะวันฉาย

“ทุกวันนี้ยายนั่นยังเอาหนูไปด่าอยู่ตลอดเลยนะคะ แต่ช่างมันค่ะ หนูรู้ว่าตัวเองเป็นยังไงก็พอ หนูไม่เคยอายที่จะให้สัมภาษณ์ว่าพ่อถูกเจ้าสัวเก็บมาเลี้ยงจากข้างถนน พ่อภูมิใจในเรื่องนี้ หนูเองก็ภูมิใจ”

พราวจันทร์พยักหน้า แต่ก็ไม่ได้กล่าวว่าเธอเองก็ภูมิใจในตัวบิดา เขามีเหตุผลมากมายให้กลายเป็นเด็กเหลวไหล แต่กลับตั้งใจเล่าเรียนและทำงานจนได้ดิบได้ดี เรื่องเหลวไหลเดียวของบิดาคือการที่เขาทรยศต่อความรักของมารดาเธอ

“ยายนกยูงผีดีแต่หลอกคนอื่นและตัวของนางเอง คนอะไรปลอมมันตั้งแต่โคตรเหง้าไปถึงดีเอ็นเอ อียายสัญชาติไทยซิลิโคนตั้งแต่หน้ายันนม เปลี่ยนจมูกจนหนูขี้เกียจจำ เผลอๆ นางอาจจะอัดโบท็อกซ์ฟีลเลอร์ล้นไปถึงแกนสมองแล้วก็ได้ ไอ้ปากเผยอเวอร์วังเนี่ยก็ฉีดมาเห็นๆ ถึงได้บวมฉึ่งอย่างกับโดนแตนต่อยมาสักสามรัง แต่นางก็ยังสตรอว์เบอร์แหลอยู่เลยนะคะว่าเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิด โอ๊ย! น่าเชื่อตายละย่ะ”

“หนูหารูปวิวัฒนาการของนกยูงผีเจอแล้วค่ะ พี่จันทร์เคยเห็นรึยัง”

ตะวันฉายเซิร์ชหาข้อมูลในกูเกิลว่า ‘นกยูง มยุเรศ ศัลยกรรม’ ภาพในอดีตของคู่อริก็เผยโฉมตั้งแต่จมูกแรกที่พ่อแม่ให้มาจนถึงจมูกปัจจุบัน รูปร่างเดิมมาสู่เรือนร่างใหม่ จนยากจะบอกว่าเธอยังเหลืออะไรที่เป็นตัวเอง  

“ไอ้เรื่องสวยด้วยแพทย์นี่หนูก็ทำค่ะ นี่ไม่ใช่จมูกแต่ดั้งเดิมของหนูหรอกนะคะ ตานี่ก็เหมือนกัน หนูโมหน้ามาแล้วค่ะถึงได้สวยขนาดนี้ หนูกล้าพูดเลย แต่ไอ้พวกที่ทำแล้วไม่ยอมรับนี่สิที่น่าด่า อีพวกอกตัญญู ไม่สำนึกบุญคุณโบท็อกซ์ซิลิโคนฟีลเลอร์และแพทย์ปริญญา ถุ้ย! พี่ดูหน้านางสิคะ หมั่นไส้ อีนกยูงผี!” อาวุธกระแทกเสียง

พราวจันทร์แลตามการพยักพเยิดของอาวุธไปที่โต๊ะซึ่งมยุเรศนั่งอยู่ จังหวะเดียวกับที่เด็กน้อยวิ่งตื๋อผ่านโต๊ะของมยุเรศ ก่อนจะสะดุดกับอะไรสักอย่าง แล้วล้มหน้าฟาดไปกับพื้น!

เสียงร้องไห้แผดดังผสานกับเสียงอุทานที่ดังขึ้นทั่วโต๊ะ บิดามารดาของเด็กหญิงกรูกันเข้ามาอุ้มบุตรสาว มยุเรศลุกขึ้นยืนช้าๆ ถามไถ่ด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย ทว่าเด็กหญิงเอาแต่ร้องไห้และมองเธอด้วยสายตากล่าวหา

“เขาทำอะไรน้องคนนั้นรึเปล่า” พราวจันทร์ถามเสียงเครียด เธอไม่เห็นเนื่องจากมีโต๊ะอื่นบังบริเวณช่วงขา

“หนูก็ไม่เห็น”

ทุกคนบนโต๊ะส่ายศีรษะ แต่ดูจากสายตาแล้ว พราวจันทร์เชื่อว่าน้องๆ ก็คิดเหมือนตน

“แต่ฉันว่านางทำ ยายนั่นชอบแทงข้างหลังแล้วตีหน้าซื่อ จิตใจทำด้วยอะไรวะเนี่ย เด็กเล็กๆ ก็ไม่เว้น” บัณนรีทุบโต๊ะและผุดลุก

“เฮ้ย ใจเย็นก่อนบันนี่ แกแน่ใจเหรอว่านางทำเด็กจริงๆ” อาวุธรั้งแขนเพื่อน

“ไม่แน่ใจ”

“อ้าว งั้นก็นั่งลง”  

บัณนรีกัดฟันกรอด แล้วทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างแรง บิดามารดาชำระเงินและพาลูกสาวออกไปจากร้าน มยุเรศยังคงนั่งปั้นหน้าซื่อๆ และยิ้มหวานต่อไปเหมือนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เลย

“ยิ่งเห็น พี่ก็ยิ่งเสียดายความสวย หวังว่าน้องคนนั้นและพวกเราคงไม่ต้องเจอเขาอีกแล้วนะ”

“หนูกลัวว่าจะต้องเจอน่ะสิ ยิ่งถ้าพี่จันทร์ทำงานกับพี่ตุลย์ด้วยแล้ว พี่หนีนางไม่พ้นหรอก”

“ทำไม”

“นางชอบพี่ตุลย์ค่ะ เลยพยายามมาเสนอหน้าเสนอตัว มาทำเป็นขอให้พี่เขาเป็นที่ปรึกษาในการทำธุรกิจ” น้องสาวแบะปาก

“นางขี้อ่อย ชอบทำเป็นอ่อนแอ ต้องพึ่งพาพี่ตุลย์” บัณนรียิ้มเหยียด

“ฉันไม่ยอมหรอก ถ้านางอยากได้พี่ตุลย์นัก ก็ต้องข้ามศพฉันไปก่อน คอยดู!”

ท่าทางเหี้ยมหาญของตะวันฉายทำให้พราวจันทร์กะพริบตาปริบๆ น้องสาวท่าทางจะคลั่งรักหนัก แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของเธอ

สิ่งที่พราวจันทร์ควรกังวลก็คือ การพบกับตุนทรัพย์ในวันพรุ่งนี้ จะเป็นเช่นไร…

Don`t copy text!