นักเวทย์คนต่อไป

นักเวทย์คนต่อไป

โดย :

Loading

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

หัวใจของผมเต้นระทึกเหมือนจะกระแทกออกมานอกอก เมื่อผมก้าวเข้าไปในห้องสัมภาษณ์

ห้องนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่เห็นภายนอก ติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ข้างในเป็นสีขาวล้วน ทั้งกำแพง ผนัง เครื่องเรือน หรือผ้าม่าน ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่ผมว่าห้องนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเล็กนิดเดียว

ผมนั่งลงบนเก้าอี้โครงเหล็กสีขาวที่ว่างอยู่ ประจันหน้ากับนักเวทย์สามคน คนซ้ายเป็นผู้อาวุโสท่าทางใจดี คนกลางเป็นชายหนุ่ม และขวามือของผมเป็นนักเวทย์หญิง ทั้งสามในชุดทำงานธรรมดาเหมือนพนักงานบริษัทหรือราชการทั่วไป ตอนแรกผมก็ประหลาดใจนิดหน่อย แต่ก็นึกได้ว่านักเวทย์ส่วนใหญ่สวมชุดครุยเฉพาะในพิธีการสำคัญเท่านั้น

การมาสัมภาษณ์นักเรียนธรรมดาๆ อย่างผมคงไม่สำคัญพอสำหรับชุดครุยหรอก

“แนะนำตัวซิ” นักเวทย์ที่นั่งตรงกลาง ประจันหน้ากับผมตรงๆ ถามขึ้น เขาดูไม่แก่เท่าไหร่เลย แต่สำหรับนักเวทย์แล้วเรื่องอายุนั้นอาจจะไม่มีความหมายเท่าไหร่ รูปร่างของเขาดูละม้ายทหารมากกว่านักเวทย์ โดยเฉพาะลำคอและท่อนแขนล่ำสันที่โผล่พ้นแขนเสื้อเชิ้ตสีอ่อนออกมา สีหน้าของเขาเรียบเฉยจนผมอ่านไม่ออก รอยสักจอมเวทย์สีน้ำเงินสดของเขาเด่นบนผิวเนื้อสีขาวเหลือง มองเห็นชัดจากกระดุมเสื้อที่เปิดค่อนข้างกว้าง เลื้อยอ้อมรอบลำคอไปด้านหลัง มันเป็นรอยสักที่บ่งชัดว่า เขาเป็นนักเวทย์ของสภามหาเวทย์… นักเวทย์ของรัฐบาล

เหงื่อเม็ดหนึ่งผุดขึ้นมาบนหน้าผากผม… ผู้ชายคนนี้น่ากลัว

“ส—สวัสดีครับ ผมชื่อ ไพฑูรย์ สิริไกร มาจากโรงเรียนพัทธิรานุสรณ์ อายุสิบแปดปี ผมอยากเป็นนักเวทย์ครับ” ห้องเงียบกริบ “เหมือนพวกท่าน”

นักเวทย์ทุกคนมองผมอย่างประเมิน ติดจะเฉยเมย โดยเฉพาะนักเวทย์คนกลางคนนั้น เขาจดบันทึกอะไรบนโต๊ะอย่างรวดเร็วแล้วจ้องหน้าผมด้วยดวงตาคมกริบเหมือนมีดโกน

“รู้ไหมเนี่ยว่าเป็นนักเวทย์ วันๆ ต้องทำอะไรบ้าง” เขาถามผม

“รู้สิครับ” ผมรีบตอบเลย พี่ที่ติวก็บอกว่าเขาจะถามคำถามนี้ “นักเวทย์จะเริ่มจากการเดินทางไปยังพิภพของยักษ์น้ำแข็ง ไปรับเอาสมุดเวทย์มา แล้วก็จะกลับมาทำงานในสภามหาเวทย์ ช่วยเหลือผู้คนให้อยู่ดีมีสุข พัฒนาประเทศของเราให้เจริญรุ่งเรืองครับ”

“หนูเขียนในประวัติตรงนี้” นักเวทย์อีกคนพูดขึ้น คนนี้เป็นนักเวทย์ที่เหมือนในหนังสือนิทานมากกว่า ด้วยรูปร่างบางระหงและแว่นตากรอบทอง เธอสวมเสื้อคอสูงปกตั้ง บังรอยสักจอมเวทย์ไว้เกือบมิดชิด จะโผล่มาก็เพียงส่วนเล็กๆ ใต้คาง “ว่าหนูจะไปศึกษาการสร้างและออกแบบอุปกรณ์เวทย์ ตอนนี้เป็นนักประดิษฐ์อยู่รึเปล่าจ๊ะ”

ผมยิ้มกว้างสุดๆ แล้วเปิดปากเล่า

==

ผมตวัดปากกาจดรายชื่อยาวเหยียดของสิ่งประดิษฐ์ที่ไอ้หนูนี่เคยออกแบบมาก่อน มันน่าประทับใจอยู่เหมือนกัน แต่ความรู้จากพิภพยักษ์น้ำแข็งจะพาเด็กคนนี้ให้ไปไกลยิ่งกว่านี้อีก เด็กคนนี้ฉลาด เฉียบแหลม สร้างสรรค์ และออกจะบ้าๆ อยู่นิดหน่อย เหมาะสมมากที่จะเป็นนักเวทย์

และนั่นคือเหตุผลที่ผมอยากให้เขาก้าวออกไปให้พ้นจากห้องนี้

เด็กๆ พวกนี้ฉลาด แต่ไม่เฉลียวเอาซะเลยว่าชีวิตที่รอพวกเขาอยู่ถ้าได้รับเลือกคืออะไร ผมไม่เคยภาคภูมิใจในฐานะนักเวทย์ ผู้คนพยายามเอาเปรียบผม มองผมเป็นคนอื่น… เป็นหมาล่าเนื้อของรัฐ แต่วันนี้ผมอุตส่าห์ใส่เสื้อคอเปิดมาเพื่ออวดรอยสักจอมเวทย์ให้เต็มๆ ตา เห็นไหมว่ามันไม่ต่างอะไรกับปลอกคอจูงหมา และมีสายโซ่ที่มองไม่เห็นผูกล่ามยาวไปจนถึงสภามหาเวทย์

สภาที่เป็นกรงแคบๆ แออัด เต็มไปด้วยกฎระเบียบและการแก่งแย่งชิงดี ถือยศถืออย่างอย่างน่าเวทนา

ไอ้หนูนี่ตอบคำถามต่อไป พูดถึงกิจกรรมนอกเวลาเรียน กีฬาที่เข้าร่วม ความมุ่งมั่นแรงกล้าของเขา ใช่สิ ถ้าไม่เก่งจริง ไอ้หนูคงไม่ได้มานั่งเก้าอี้ตัวนี้ เด็กฉลาดที่สมัครเพื่อเข้าเป็นนักเวทย์มีมากมาย แต่ไม่ถึงหยิบมือหรอก ที่จะได้รับเลือก

“แล้ว…” นักเวทย์สุโรวาท ผู้อาวุโสที่สุดในห้อง ขยับร่างผอมเพรียวขึ้นอย่างสง่างาม ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “ถ้าน้องมีเวทย์มนต์ จะเอามาพัฒนาประเทศยังไงล่ะครับ”

ดวงตาไอ้หนูส่องประกายเหมือนแสงดาว “ผมจะสร้างเครื่องมือวิเศษที่ช่วยเพิ่มอัตราการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ! สภามหาเวทย์เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งโลก บอกว่ายุทธศาสตร์ในการพัฒนาเวทย์มนต์ของเราคือการกำจัดความหิวโหยให้สิ้นจากแผ่นดินใช่ไหมครับ ในประเทศของเราเนี่ย มากกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของประชากรต้องเข้านอนอย่างหิวโหย ผมจะแก้เรื่องนี้ด้วยการประดิษฐ์…”

ไอ้หนูพูดต่อยาวเป็นขบวนรถไฟ อ้างอิงผลงานประดิษฐ์ที่ใช้หลักการทั้งวิทย์และเวทย์อย่างลื่นไหล โดยที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งประดิษฐ์เวทย์ที่ใกล้เคียงกับที่มันบอกนั้นมีอยู่นานแล้ว มันถูกผูกด้วยกฎหมายทั้งทางสิทธิบัตรและผลประโยชน์หลายชั้น และราคาแพงมหาศาล คนรวยที่สุดเท่านั้นที่สามารถครอบครอง และคนที่มีทนายที่เก่งที่สุดเท่านั้นที่จะใช้มันได้ เทคโนโลยีเวทย์ที่ใช้ประกอบเครื่องนั้นถูกนำไปใช้ในการพัฒนาเป็นวิทยาการเชิงทหารจนหมด

ที่ร้ายกว่านั้น ไอ้หนูนี่ไม่รู้เลยว่าแผ่นดินนี้สามารถผลิตอาหารพอที่จะเลี้ยงคนได้สามเท่าของจำนวนประชากรต่อปี เพียงแต่สินค้าถูกนำไปขายต่อให้ประเทศอื่นในราคาสูงกว่าในนี้หลายเท่าแค่นั้นเอง

ผมคงต้องพูดอะไรสักอย่าง

“ท่าทางเป็นเด็กเรียนนะ ไปอยู่ในพิภพที่อันตราย ผู้คนตัวสูงใหญ่ก้าวร้าว จะสู้ไหวเหรอเนี่ย” ผมทำเสียงข่มขู่ไป รู้ทั้งรู้ว่าไอ้หนูนี่ขนาดอายุสิบแปดยังตัวสูงกว่าผมเสียอีก ด้วยอาหารการกินของพิภพยักษ์น้ำแข็ง มันจะต้องตัวใหญ่โตจนยืนเทียบกับยักษ์ได้สบายๆ

“ได้สิครับ ผมเชื่อว่าผมไม่จำเป็นจะต้องสู้กับเขานะครับ แต่สามารถที่จะคุยต่อรอง แก้ปัญหาความขัดแย้งได้อยู่แล้วครับ”

นักเวทย์หญิงที่โต๊ะข้างๆ มองไอ้หนูด้วยสายตาชื่นชม

“แล้วจะต่อรองยังไง ถ้าพูดภาษาถิ่นเขาไม่เป็น” ผมตวัดเสียงกลับอย่างไม่ย่อท้อ คราวนี้ด้วยภาษาของยักษ์น้ำแข็ง แถมยังจงใจใช้คำศัพท์ยากอย่างที่จอมมหาเวทย์ของที่นั่นชอบใช้ “ไม่ใช่ว่าดีแต่โม้แล้วถึงเวลาจริงก็พูดอะไรไม่ถูกหรอกนะ”

“ผมไม่คิดว่าการสื่อสารของผมจะมีปัญหาหรอกครับท่าน” ไอ้หนูตอบกลับมาด้วยภาษาเดียวกัน สำเนียงไหลลื่น ไม่-มี-ผิด-สัก-คำ แม้จะไม่เหมือนกับมียักษ์น้ำแข็งมาพูดเอง แต่ก็ยอมรับได้ว่าใกล้เคียง “พอดีได้ทำงานพิเศษที่สถานทูตระหว่างภพเมื่อสองปีก่อนน่ะครับ รายละเอียดอยู่ในเอกสาร A ข้อ 15 ครับ”

ผมพยายามฝีนตัวเองสุดฝีมือ ไม่ให้เผลอทำหน้าง้ำออกมาจนนักเวทย์อีกสองท่านจับได้

ผมไม่คิดว่านักเวทย์คนตรงกลางชอบผมมากนักหรอก สายตาที่เขาจ้องมองผมมาไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย เหมือนเกลียดกันมานานยังไงยังงั้นแหละ

ขนาดผมเป็นคนไม่กลัวอะไรก็ยังอดเหงื่อตกไม่ได้เลย

“คุณได้ค้นคว้าเสาะหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ หรือยัง ว่าชีวิตของนักเวทย์เป็นยังไง” เขาถามผมในขณะที่นักเวทย์อีกสองท่านยังยิ้มอย่างพอใจในคำถามที่แล้วของผม

ผมยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลย

“แน่สิครับ ผมค้นคว้ามาแล้ว” ผมรีบบอก เขายกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นเหมือนคาดไม่ถึง จะดูถูกกันเกินไปแล้ว! “ผมชอบสร้างและประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ครับ ผมจะใช้ชีวิตนักเวทย์ของผมให้สมบูรณ์ที่สุด และทำให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนเลยครับ”

เขายิ้มออกมา

เทพทั้งห้า! ผมทำให้เขายิ้มได้สำเร็จ ถึงแม้รอยยิ้มนั้นจะทำให้ดวงตาดุของเขาดูเศร้ายังไงไม่รู้ แต่ในเสี้ยววินาทีถัดมานั้นเอง สีหน้าของเขาก็กลับมาว่างเปล่าเหมือนเดิม ราวกับว่ารอยยิ้มเมื่อกี้ไม่มีอยู่จริง

“รู้ไหมว่าการเป็นนักเวทย์ไม่ได้สบายอย่างที่ทุกคนคิด” เขาถามผม นักเวทย์ที่ขนาบสองข้างหันมามองหน้าเขาอย่างแปลกใจ “สภามหาเวทย์น่ะยึดติดกับขนบเก่าๆ เธอจะต้องเจอกับอะไรจุกจิกน่ารำคาญ พวกตลบแตลงประจบนาย การแทงข้างหลังเหยียบมือเหยียบหัวกันขึ้นไปให้ถึงจุดสูงที่สุด แล้วไหนจะพิธีการยุ่งยากน่ารำคาญ ขนบธรรมเนียมของนักเวทย์เพื่อดำเนินสภามหาเวทย์ไปได้ในแต่ละวัน…” เขาพูดไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วจนผมหัวหมุนไปหมด และไม่ได้ละสายตาจากผมไปเลย

ผมกลัว

ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้อง ผมอาจจะกังวลบ้าง ตื่นเต้นบ้าง แต่ผมไม่ได้กลัวจริงๆ ในตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกถึงขาที่สั่นอยู่บนเก้าอี้ ผมกลัวผู้ชายคนนี้

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือสิ่งที่ผู้ชายคนนี้พูด ผมกลัวการตัดสินใจของตัวเอง กลัวการไปยังดินแดนที่ไม่รู้จัก การดำเนินชีวิตในอนาคตข้างหน้าที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

ผมจะทำยังไงดี จะตัดสินใจยังไงดี จะพูดยังไงดี

==

ไอ้หนูนิ่งไปสักพักหนึ่ง ชั่วเสี้ยววินาที ไอ้หนูเหมือนจะยอมแพ้แล้ว แต่จู่ๆ เขาก็ขบกรามแน่น และมองตรงมาที่ผมด้วยดวงตาที่เหมือนดาวคู่นั้น ส่องแสงของความหวังเจิดจ้า

“ผมรู้ว่า อนาคตผมอาจจะต้องเจอเรื่องยากๆ ที่ผมในตอนนี้อาจจะยังทำไม่ได้” เขาพูด “แต่ผมรู้ว่า ตัวผม และว่าที่นักเวทย์ทั้งหลาย จะต้องเป็นผู้ที่นำแสงแห่งความหวังมาให้ทุกคนในรุ่นต่อไป”

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดต่อ

“ผมเชื่อว่าเวทย์แบบใหม่ในพิภพยักษ์น้ำแข็ง และวิธีการคิดของคนรุ่นใหม่อย่างพวกผม จะสามารถเปลี่ยนแปลงสภามหาเวทย์ไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ”

ผมมองหน้าเด็กคนนี้ และมองเห็นไปถึงอนาคตของเขาจากอดีตของผม

หลายปีต่อจากนี้ เขาจะทุ่มเทในการหามนตราบทสำคัญจากพิภพยักษ์น้ำแข็ง ความทุ่มเทนั้นจะกะเทาะเปลือกความเป็นมนุษย์ของไอ้หนูให้ค่อยๆ หลุดล่อน การสร้างมนตร์บทใหม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจรุนแรง และเมื่อกลับมา… สภาจะสักรอยสักที่ตรึงเขาไว้ใต้อำนาจของสภาไปรอบคอของเขา เขาจะเป็นเหมือนผม ถูกกดอยู่ภายใต้อำนาจเก่า ความเกลียดชัง การแก่งแย่งชิงดีไม่มีที่สิ้นสุด

ความผิดหวัง

แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังหวัง ผมเชื่อ ว่าเด็กคนนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงระบบที่เป็นอยู่นี้ได้ด้วยพลังของเขา

การสัมภาษณ์ยังดำเนินต่อ แต่คำถามของผมสิ้นสุดลงแล้ว

==

การสัมภาษณ์จบลงแล้ว ผมก้าวโผเผออกมาจากห้อง โอ๊ย… มึนไปหมดเลย ผมหวังว่าผมจะได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนปีหน้า หวังใจจะขาดแล้วว่าในศักราช 485 ผมจะได้เดินทางไปยังพิภพยักษ์น้ำแข็ง

แต่ก่อนจะมองไปไกลถึงขนาดนั้น ตอนนี้ต้องโทร.บอกแม่ก่อน

เย็นนี้แม่ต้องทำกับข้าวมื้อใหญ่ไว้ฉลองแน่ๆ เลย จะเป็นอะไรกันนะ

==

ผมเก็บเอกสารการประชุมเรียบร้อย รวบรวมรายละเอียดของบันทึกต่างๆ ส่งให้กรรมการกลางที่เข้ามารับไปพิจารณาต่อ วันนี้เด็กที่เข้ามาน่าประทับใจมาก

น่าเสียดายจริงๆ กับอนาคตของเด็กเหล่านี้ในสภามหาเวทย์

“ท่านถามคำถามได้ท้าทายเด็กมากเลยครับ” นักเวทย์สุโรวาทเข้ามาคุยกับผม “เขี้ยวน่าดู โดยเฉพาะไอ้หนุ่มคนนั้น เล่นเอาเหงื่อตกเป็นน้ำเชียว”

“แต่น้องเขาก็ตอบได้ดีเลยนะคะ” นักเวทย์เรณุกา นักเวทย์สาวอายุไล่เลี่ยกับผมเอ่ยแทรก ดวงตาใต้แว่นใสบ่งบอกความชื่นชมชัดเจน “รับแรงกดดันได้ดีขนาดนี้ คงจะเป็นนักเวทย์ที่ดีได้แน่ๆ”

“ผมหวังจริงๆ นะ ว่าน้องจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบที่สภามหาเวทย์ได้” นักเวทย์สุโรวาทเอ่ย “เราคงต้องฝากความหวังไว้กับคนรุ่นใหม่แล้วล่ะ”

ใช่… ผมยิ้ม ตอบเงียบๆ แต่เพียงในใจ… เหมือนที่คนรุ่นที่แล้วฝากความหวังเอาไว้กับผม

ผมลงชื่อเพื่อยืนยันการตัดสินใจในผลการสัมภาษณ์เป็นคนสุดท้าย ก่อนจะตามนักเวทย์คนอื่นออกจากห้องไป

“ไพฑูรย์ สิริไกร วันที่ 15 จันทรคติที่ 6 ศักราช 501”

 

– รติ –

Don`t copy text!