
โพงคำหอม บทที่ 5 : เชิญหมอผี
โดย : ทศพล
โพงคำหอม โดย ทศพล สิงห์คำมา 1 ใน 5 นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาที่กำลังจะทำเป็นละคร กับตำนานที่เล่าขานสืบต่อมาในดินแดนอีสาน เมื่อมีหญิงสาวถูกกล่าวหาว่าเป็นผีโพง ความอันลึกลับที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านอันห่างไกล และผู้เฒ่าทั้งสามที่พยายามจะตามล่าเธอด้วยเหตุผลที่มิอาจบอกใครได้ นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอาภูมิใจนำเสนอ
พระอาทิตย์ใกล้จะตก ชาวบ้านพากันรีบวิ่งกันวุ่นวายเพื่อรีบเข้าบ้านให้เร็วที่สุด ประตูหน้าต่างถูกปิดลงอย่างมิดชิด เรื่องผีที่แพร่กระจายข่าวออกไปสร้างความกลัวอย่างมาก บัดนี้ชาวบ้านไม่กล้าออกมาเดินเพ่นพ่านในยามวิกาล
ณ บ้านของผู้ใหญ่พันศร
กากะเลากำลังนั่งปลอบใจผู้เป็นแม่ที่เอาแต่นอนร้องไห้ในห้องนอน เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นยังดังอยู่เรื่อย ๆ จนพ่อบ้านพันศรเดินถือปืนเข้ามาในห้อง
“กากะเลา บอกแม่หยุดร้องได้แล้ว เสียงดังจนน่ารำคาญ”
แม่ใหญ่ผ่องผ่องลุกขึ้นมาพูดทั้งน้ำตา “เจ้ากำลังสิฆ่าข่อยทางอ้อมแม้นบ่ แล้วสิได้ไปอยู่กับมัน”
“ไปกันใหญ่แล้ว แม่ผ่องผ่อง สิให้บอกอีกกี่ครั้งว่า อ้ายบ่ได้คิดหยังกับแพงศรีเลย”
“หยุดเลย” แม่ใหญ่ผ่องผ่องตวาดเสียงสูง “อย่าพูดชื่อนี้ให้ข่อยได้ยินอีก”
พ่อบ้านพันศรถอนหายใจออกมา เหนื่อยที่จะพูดหรืออธิบายแล้ว “ดูแลแม่ดี ๆ เด้อ พ่อสิไปลาดตะเวนก่อน”
“พ่อสิไปนานไหมจ๊ะ”
“สิไปไหนกะไป แต่อย่าคิดว่าข่อยสิให้มันมาแทนที่ข่อยได้” แม่ใหญ่ผ่องผ่องพูดแทรก
“บ่นานหรอก พ่อไปก่อนเด้อ”
“จ้ะพ่อ”
เกิ้งเดินถือหม้อน้ำสวนกันเข้ามาในห้องพอดี
พ่อบ้านพันศรจึงหันไปพูดกับเกิ้ง “ช่วงนี้มึงอย่าพาแม่ใหญ่ไปไหนนะ ถ้ามึงไม่เชื่อฟังกูแล้ว กูสิส่งมึงกลับนคร*”
*นคร หมายถึง เมืองนครพนมที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือเมืองสกลนครขึ้นไป
เกิ้งยักหน้า “จ้ะพ่อบ้าน”
ตุ๋ยพาชาวบ้านที่เป็นผู้ชาย 4 – 5 คนที่ยืนรออยู่ใต้ถุนบ้าน แต่ละคนพากันถือปืนแก๊ปยาวกันทุกคน
พ่อบ้านพันศรเดินลงจากบ้านแล้วยืนพูดกับคณะ “เฮาสิไปกันเงียบ ๆ อย่ายิงจนกว่าสิให้สัญญาณ” ทุกคนพยักหน้าแล้วเดินตามเขาไปทันที
ในค่ำคืนที่เงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงต่าง ๆ รอบด้านได้ชัดเจน
แพงศรีรอให้คำหอมหลับสนิทก่อน เธอนำผ้ามาคลุมหัวแล้วเดินออกนอกบ้านไปคนเดียว ลัดเลาะผ่านไปตามชายทุ่งนา เธออาศัยแสงของพระจันทร์เพื่อดูทางเดินไม่ให้ตกคันนา สายลมที่พัดผ่านมาทำให้รู้สึกหนาวสั่นไปบ้าง แต่ก็พอที่จะทนได้
เธอเดินผ่านป่าออกมาเป็นทุ่งนากว้าง เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้กับริมหนองหาร เธอหยุดชะงักไม่กล้าจะเดินต่อ แต่อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้จากผู้หญิงคนนั้นดังขึ้น เธอดันพลาดไปเหยียบกิ่งไม้จนทำให้ผู้หญิงคนนั้นต้องหันหลังมาเห็นเธอเข้า
“นางข้าหลวงจริง ๆ ด้วย ในที่สุดกะได้พบนะเจ้า ข้าน้อยบ่เคยคิดเลยว่าสิได้เจอท่านที่นี่” ผู้หญิงคนนั้นพูดขึ้นเมื่อเห็นแพงศรีและพรางเช็ดน้ำตาที่อาบแก้ม
“เกิดหยังขึ้นกับเจ้า เหตุใดถึงฮู้จักข้าพเจ้าได้” แพงศรีพูดสำเนียงภาษาของเวียงโพงคำ
ช่วงเย็นแพงศรีได้รับข้อความเล็ก ๆ เขียนบนกระดาษที่ม้วนไว้บนกองผ้าคราม เขียนว่า
“ข้าน้อยเพิ่งหนีมาจากเวียงโพงคำได้ อยากพบนางข้าหลวง วันนี้กลางดึก ข้าน้อยสิรอที่ฟากป่านะเจ้า”
– บุญตุ้ม
“จำข้าน้อยบ่ได้หรอเจ้า นางข้าหลวงเคยซื้อผ้าครามกับข้าน้อยเจ้า”
แพงศรีเดินเข้าไปใกล้ ๆ “นี่กะผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว ที่ข้าพเจ้าจากเวียงมา ข้าพเจ้าจำบ่ได้แล้ว”
“ชาวเวียงโพงคำตอนนี้ บ่มีใครลืมวันนั้นได้เลย อยู่กะคือตายทั้งเป็น ตายไปกะต้องไปเป็นบริวารมัน” น้ำเสียงแผ่วเบาลง “กรรมอันใดน้อ กรรมอันใดคือมาเป็นแบบนี้”
…เมื่อ 24 ปี ก่อน ณ เวียงโพงคำ ตลาดเวียงผ้าตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันตกติดริมฝั่งแม่น้ำที่มีเรือสินค้าเทียบท่าหลายลำ ตลาดแห่งนี้มีแต่ผ้าหลากหลายชนิด ชาวเวียงโพงคำทอขึ้นเองบ้าง ไม่ก็นำเข้าจากจีน สยาม อินเดียมาขาย นับว่าเป็นศูนย์กลางค้าผ้าที่เต็มไปด้วยเหล่าพ่อค้าแม่ค้าจากต่างเวียงเข้ามาจับจ่ายซื้อขายกันอย่างสนุกสนาน
เสียงแม่ค้าพ่อค้าแข่งขันกันขายผ้า บางร้านลดราคา บางร้านสามารถนำสิ่งของมีค่ามาแลกผ้ากลับไปได้ ขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายจะตกลงกันอย่างไร
นางข้าหลวงแพงศรีกับนางข้าหลวงอีกสองคน พากันถือร่มและคล้องตะกร้าสานที่แขน กำลังพากันเดินชมผ้าในตลาด การแต่งกายของพวกนางดูดีและสง่างาม สมกับเป็นนางข้าหลวงในวัง เหล่าพ่อค้าแม่ค้าพอได้เห็นกลุ่มนางข้าหลวงก็พากันเรียกเชิญให้มาชมสินค้าของตนทันที หากผ้าร้านไหนถูกใจนางข้าหลวงเข้า ร้านนั้นมักจะได้รับสิทธิพิเศษทอผ้าถวายให้เหล่าพระราชวงศ์ได้สวมใส่
“นางข้าหลวงเจ้าขา แวะมาดูผ้าร้านข่อยแนเจ้าค่ะ” บุญตุ้มตะโกนเรียก
นางข้าหลวงแพงศรีหันไปเห็นผ้าสีน้ำเงินเข้มสวยแปลกตา “สา ว่าน ข้าพเจ้าอยากชมผ้าร้านนั้น”
“เจ้าค่ะ” นางข้าหลวงสากับนางข้าหลวงว่านขานตอบพร้อมกันแล้วเดินตามนายของตนไป
“ผ้าคลุมไหล่ผืนนี้ เรียกว่าผ้าอะไรเจ้า” นางข้าหลวงแพงศรีถามแม่ค้าพร้อมกับจับผ้าขึ้นมาดอมดม
“ผ้าย้อมครามจากสยามเจ้า”
“มาไกลถึงเพียงนี้เลยหรือ กลิ่นผ้าหอมมาก บ่เคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อนเลย”
“รับสักผืนไหมเจ้าคะ ผ้างาม ๆ แบบนี้บ่ได้นำมาขายบ่อย ๆ นะจ๊ะนางข้าหลวง”
“ข้าพเจ้าเอาผืนนี้ เท่าไหร่เจ้า”
“500,000 เจียว เจ้าค่ะ”
แพงหยิบธนบัตรใบละแสนเจียวออกมาห้าใบจากถุงผ้าขนาดเล็กที่มัดติดไว้กับเข็ดขัดรัดผ้าถุง ผ้าครามถูกพับอย่างเป็นระเบียบวางไว้ในตะกร้าของนางเอง สากับว่านไม่กล้าซื้อ เพราะราคาแพงเกินไป
(เจียว คือ สกุลเงินของเวียงโพงคำ ถ้าหากเทียบกับเงินบาทแล้ว 1 เจียว = 0.0036 บาท)
คู่สามีภรรยากำลังวิ่งหอบถุงเงินและสิ่งของผ่านตลาดไป ใบหน้าของทั้งคู่ยิ้มแย้มและมีความสุข
ชายแก่อ้วนลงพุงไม่ใส่เสื้อกำลังนั่งแบกถุงผ้าตะโกนถามคู่สามีภรรยา “พวกเจ้าสองคนดีใจหยังกันวะ แล้วนั่นสิหอบสิ่งของไปให้ผู้ใดกัน”
คู่สามีภรรยาหยุดเจรจากับชายแก่อ้วน ท่ามกลางชาวบ้านมากมายที่ต้องการอยากรู้อยากเห็น
“ลูกชายข้าพเจ้าเดินได้แล้ว” ผู้เป็นสามีพูด
“จริงเจ้า ข้าพเจ้ากำลังสิไปหาพ่อเฒ่าเทวดา ถ้าบ่ได้ท่านช่วยไว้ ลูกคงเดินบ่ได้” ผู้เป็นเมียพูด
“พ่อเฒ่าเทวดา เก่งจริง ๆ เลย ทีนี้เวียงโพงคำคงบ่มีคนเจ็บคนตายกันแล้ว จริงไหมพวกเฮา” เสียงของชายแก่อ้วนพูดเสียงดังเพื่อให้ทุกคนได้ยิน
“จริง!!!” ทุกคนที่ยืนล้อมฟังอยู่นั้นต่างตะโกนขึ้นพร้อมกัน เสียงปรบมือกระหึ่มดังก้องตลาด
นางข้าหลวงแพงศรีหันไปพูดกับแม่ค้าผ้าคนเดิม “ข้าพเจ้าขอถามหน่อยจ้ะ พ่อเฒ่าเทวดาคือใคร”
“นางข้าหลวงบ่ฮู้หรือเจ้าคะ พ่อเฒ่าเทวดาเก่งหลาย มีพ่อเฒ่าเฮือง พ่อเฒ่าแสง พ่อเฒ่าแอด…ช่วยคนป่วยคนเจ็บกลับมาหายในสองถึงสามวัน หายเป็นปกติ ถ้านางข้าหลวงอยากไปให้ท่านช่วย บ้านพักอยู่ท้ายตลาดนี่เองเจ้า แต่ต้องรีบไปจองแถวแต่เช้านะเจ้าค่ะ คนต่อแถวเยอะมากเจ้า”
“ข้าพเจ้าบ่เคยสิฮู้ว่าชาวเวียงเฮาสิมีพ่อเฒ่าเก่งกว่าหมอแบบนี้นำ”
“พ่อเฒ่าบ่แม้นคนแถวนี้เจ้า นางข้าหลวงเจ้าขา รู้แต่ว่ามาจะเวียงอื่นเจ้า”…
นั่นคือเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต หลังจากได้ฟังก็จำภาพเก่าในวันวานได้ เธอเองก็ไม่เคยคาดคิดว่าผ้าครามผืนที่ซื้อในวันนั้นจะทำให้เธอกลายมาเป็นผู้ผลิตผ้าย้อมครามขายในวันนี้ ทั้งสองคนพากันนั่งลงบนคันนาเพื่อเล่าเรื่องราวต่อ
บุญตุ้มพูดต่อ “ทุกคนในเมืองน่ากลัวกันหมด กลางวันเป็นมนุษย์ กลางคืนเป็นผีที่น่ากลัวและอัปลักษณ์ ตอนนี้เวียงโพงคำบ่ต่างหยังจากเมืองร้าง เพราะพวกพ่อเฒ่าพากันยึดเมืองและเข่นฆ่าผู้คนที่ต่อต้านพวกมันอยู่ ท่านต้องระวังตัวไว้นำเด้อ พวกมันกำลังตามหาใครสักคนอยู่ อย่างบ้าคลั่ง”
ภาพติดตาในอดีตเกี่ยวพ่อเฒ่าทั้งสามยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของแพงศรี ถึงแม้ว่าวันเวลาจะผ่านมานานแล้ว เธอก็ยังคงจดจำความเลวที่พ่อเฒ่าทั้งสามกระทำไว้ในครั้งนั้นได้เสมอ
“ข้าน้อยหนีออกมาได้พร้อมลูกชาย ตอนแรกคิดว่าลูกชายบ่ได้ติดเชื้อ เพราะตั้งแต่ได้ดื่มน้ำนั่นกะบ่เคยเห็นเกิดอาการอะไร แต่เมื่อ 5 วันก่อน ลูกอายุครบ 25 ปี อยู่ ๆ กะกลายเป็นผีร้ายคือข้าน้อย จนคุมตัวเองบ่ได้แล้ว” เธอร้องไห้ออกมา “ตอนนี้ลูกข้าน้อยหนีไปอยู่ไหนแล้ว ข้าน้อยตามหาลูกบ่เจอ…ข้าน้อยกะยังถือว่าข้าน้อยยังโชคดีที่ลูกรับสภาพในสิ่งที่ข้าน้อยเป็นมาโดยตลอด บ่เคยรังเกียจข้าน้อยเลย”
แพงศรีคว้ามือของเธอมากุมไว้ “ใจเย็น ๆ ไว้เด้อ เดี๋ยวลูกเจ้าบ่นานกะกลับมา”
“ข้าน้อยคิดถึงลูก ป่านนี้สิเป็นอยู่ยังไงน้อ” น้ำตารินไหลออกมาอาบแก้ม
แพงศรีพลันนึกถึงคำหอม เพราะอีกไม่นานคำหอมก็จะมีอายุครบ 25 ปีแล้ว ควรหาวิธีบอกอย่างไรหรือบอกวิธีป้องกันตรง ๆ ไปเลยดีไหม เธอพรางเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ด้วยความเศร้าหมอง
“ป่านนี้เจ้าหลวง เจ้านาง เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าฮู้ข่าวบ่”
“ข้าน้อยบ่ได้ยินข่าวจากในวังเลยเจ้า”
“เป็นหยังคือหนีมาไกลถึงเมืองสกลนคร”
“ข้าน้อยเป็นคนที่นี่ ข้าน้อยเป็นแม่ค้าขายผ้า ชอบนำผ้าไปขายที่เวียงโพงคำอยู่บ่อยครั้ง แต่ชาวบ้านบ่ฮู้ว่าข้าน้อยกลับมาแล้ว ข้าน้อยไม่กล้าพบใคร จึงมาหลบอาศัยอยู่ในป่าลึกโน่นเจ้า”
“แล้ววันนั้นที่ชาวบ้านเห็นผีจนนอนล้มป่วย คือเจ้าหรอ”
บุญตุ้มพยักหน้า “มันคุมตัวเองบ่อยู่อีหลีเจ้า ข้าน้อยเคยลองฝืนใจตัวเองแล้วกะเฮ็ดบ่ได้ แล้วนางข้าหลวงละควบคุมมันอย่างไร ข้าน้อยแอบเบิ่งท่านใช้ชีวิตปกติคือบ่มีหยังเกิดขึ้น”
“ข้าพเจ้ากิน…….”
แพงศรียังพูดไม่ทันจบก็ยินเสียงฝีเท้าหลายคนเดินออกมาจากป่า ทำให้พวกเธอสองคนพากันแอบไปหลบอยู่ในพุ่มไม้แล้วคอยส่องกลุ่มของพ่อบ้านพันศรที่กำลังพากันเดินมา
ชายคนหนึ่งสังเกตเห็นพุ่มไม้ขยับได้ เขาใช้ปืนจ่อเข้ามาและพร้อมจะยิงได้ทุกเมื่อ
แพงศรีและบุญตุ้มรู้สึกไม่ดีที่ปืนนั่นตรงมาในจุดที่หลบซ่อนอยู่
“พ่อบ้าน วันนี้มันคงบ่ออกมาให้เฮาเห็นแล้วล่ะ”
ชายคนนั้นจึงลดปืนลง เมื่อตุ๋ยพูดขึ้น
“งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อน กลับ”
จากนั้นพวกพ่อบ้านพันศรก็พากันเดินทางกลับเส้นทางเดิม
แพงศรีรอให้กลุ่มพ่อบ้านเดินเข้าไปในป่าก่อนรู้สึกโล่งใจ “เฮาออกไปกันเถอะ” เธอหันไปหาบุญตุ้ม แต่ปรากฏว่าไม่พบเธอแล้ว ทำเอาซะตกใจกลัวไปชั่ววูบหนึ่ง “ไป กะบ่บอก”
รุ่งเช้าของวันใหม่ พ่อบ้านพันศรเรียกชาวบ้านพากันประชุมใหญ่ที่ศาลาหมู่บ้านเกี่ยวกับเทศกาลงานออกพรรษาที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้แล้ว โดยขอความร่วมมือชาวบ้านทุกคนร่วมมือร่วมใจร่วมแรงกันทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ซึ่งมีขบวนหอผึ้งจากหลายหมู่บ้านประกอบไปด้วยนางรำหน้าขบวนเพื่อนมัสการองค์พระธาตุเชิงชุมที่เมืองสกลนครและในช่วงบ่ายจะมีการแข่งขันเรือยาวประจำปี
ชาวบ้านผู้ชายคนหนึ่งตะโกนถาม “พ่อบ้าน แล้วเรื่องผีสิเฮ็ดยังไงต่อ ทุกวันนี้บ่มีใครกล้าออกหากินแล้วเด้อ” คนอื่นต่างสนับสนุนความคิดของเขา
“ใจเย็น ๆ กันเด้อพี่น้อง ช่วงนี้กะอย่าเพิ่งออกไปไสตอนกลางค่ำกลางคืน ทำงานให้แล้วเสร็จแต่หัววันเอา อีกบ่นานหรอก” พ่อบ้านพันศรพูด
ยายเฒ่าพูดขึ้นแทรก “ขอให้ตามผีนั่นให้เร็ว ๆ เด้อ หมู่บ้านเฮาสิได้สงบสุขบ้าง ถ้ามีผีในหมู่บ้านเฮาแบบนี้ เกิดมันมาทำร้ายหมู่เฮา เดี๋ยวสิแย่กันหมด”
ชาวบ้านแม่หญิงอีกคนพูด “พ่อบ้าน เป็นหยังบ่ให้หมอผีมาปราบเลย เรื่องจังสิได้จบเร็ว ๆ”
“แม้น ๆ” ชาวบ้านพากันพูดขึ้นพร้อมกัน
ตุ๋ยยกมือขึ้น “พี่น้อง พี่น้อง ฟังทางนี่ก่อน เรื่องปราบผีนั่น ตอนนี้พ่อบ้านได้ส่งคนไปเชิญหมอผีมาปราบแล้ว ได้ข่าวว่าเก่งหลาย อยู่เมืองนครพนมนี่เอง อีกบ่นานกะคงสิมาถึงหมู่บ้านเฮาแล้ว”
ทุกคนต่างพากันปรบมือให้พ่อบ้านพันศร
พรานบุญยืนฟังชาวบ้านคนอื่น ๆ กำลังถกประเด็นเรื่องผีอยู่นั้น เขาเหลือบมองไปเห็นแพงศรีกำลังเดินถือตะกร้าผ้าเดินผ่านมาพอดี แววตาที่มองไปคล้ายกับคนเป็นห่วง
กากะเลาเดินกางร่มหิ้วตะกร้าใส่ผ้าอยู่คนเดียวบนถนนของหมู่บ้าน เธอมุ่งหน้าเดินไปในวัดก่อนกวาดสายตามองหาใครสักคน
“มองหาใครจ๊ะ น้องกากะเลา” บุญเที่ยงเดินผ่านมาพอดี
“ฉันมาหาอ้ายขุนจ้ะ อ้ายบุญเที่ยงฮู้อยู่เบาะว่าตอนนี้อ้ายขุนอยู่ไหนจ๊ะ”
บุญเที่ยงพยักหน้ายิ้มออกมา “บักขุนมันกำลังคุยเรื่องการแข่งเรือในวันพรุ่งนี้จ้ะ น้องกากะเลารอตรงนี้เด้อ เดี๋ยวอ้ายบุญเที่ยงสิไปพามันมาหานะจ๊ะ รอตรงนี้จักคราว” บุญเที่ยงรีบวิ่งไปท้ายวัดติดริมหนองหาร
“ขอบใจจ้า” กากะเลาหาที่นั่งรอขุนใต้ต้นไม้
ขณะที่คณะฝีพายกำลังประชุมเกี่ยวกับการแข่งเรืออยู่นั้นโดยมีพรานบุญเป็นหัวหน้าในการควบคุมดูแลการแข่งขัน ทั้งการเตรียมเรือ เตรียมคน รวมถึงการฝึกซ้อมด้วย
บุญเที่ยงแอบลากแขนขุนให้ออกมาจากการประชุม
“มีหยังวะเที่ยง” ขุนพูดขณะโดนลากแขน
ผาเดินตามออกมา “พวกมึงรีบไปไหนกันวะ”
“น้องกากะเลาอยากคุยนำมึง เขาให้กูรีบมาตามมึงนิ”
ผาพูดแทรก “งั้นกูไปด้วย”
“หยุดเลยบักผา น้องกากะเลาอยากคุยกับบักขุนตามลำพัง”
“คุยเรื่องอิหยังวะ” ขุนทำหน้าสงสัย
“เออน่า พวกกูสิรออยู่ตรงนี้ มึงรีบไปหาน้องกากะเลาก่อนเลย”
ขุนเดินไปหากากะเลาที่กำลังนั่งรออยู่ที่ขอนไม้ใต้ต้นไม้
กากะเลาเห็นขุนเดินมาใกล้จะถึงแล้ว เธอจึงรีบลุกขึ้นยืน “น้องบ่รบกวนอ้ายขุนนานหรอกจ้ะ”
“กากะเลาอยากพบอ้าย มีเรื่องอะไรจ๊ะ”
“พรุ่งนี้อ้ายขุนจะแข่งเรือแล้ว เลยตั้งใจเย็บเสื้อมาให้จ้ะ” กากะเลาหยิบเสื้อออกมาจากตะกร้า “ตอนแรกกะบ่กล้าเอาให้ แต่ว่า…เสื้อนี้มันเป็นของอ้ายมาตั้งแต่แรกแล้ว น้องกะเลยอยากให้อ้ายรับไว้จ้ะ”
“ขอบใจน้องกากะเลานะ แต่ว่า…..”
“อ้ายขุนบ่ต้องคิดมาก น้องบ่ได้คิดหยังกับอ้ายแล้ว เสื้อตัวนี้กะถือว่า น้องสาวยกให้พี่ชายได้บ่”
“งั้นกะได้ ขอบใจเด้อ” ขุนรับเสื้อที่ตัดเย็บด้วยผ้าครามอย่างดีจากมือกากะเลา เขาเอาเสื้อมาวัดเข้ากับตัวแล้วถอดเสื้อตัวเดิมออก แล้วลองเปลี่ยนตัวใหม่เข้าไป “พอดีตัวเลย”
“น้องยินดีกับอ้ายนำเด้อ…กับคำหอม” ยิ้มกลบความเศร้า “ขอให้ความฮักของอ้ายอยู่เคียงกันตลอดไปเด้อ”
ขุนพยักหน้ายิ้มให้ “ขอบใจจ้ะ” เขาสึกโล่งใจที่กากะเลาสามารถตัดใจจากตัวเขาได้ เพราะในใจลึก ๆ แล้วเขาคิดกับกากะเลาเป็นได้แค่น้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น
“น้องไปก่อนเด้ออ้าย”
กากะเลาหยิบตะกร้าพร้อมกับกางร่มแล้วเดินหันหลังกลับทางเดิม เธออดทนฝืนยิ้มอยู่ตั้งนาน พอเดินจากขุนออกมาไกลพอมากแล้ว เธอจึงค่อยปลดปล่อยอารมณ์เศร้าด้วยการร้องไห้ออกมา ถึงว่ายังไม่เปลี่ยนใจไป เธอก็ยังรักแต่ขุนเหมือนเดิม
เมื่อทราบข่าวว่าบัวพาและคำผานฟื้นกลับมาเป็นปกติแล้ว พ่อบ้านพันศรและตุ๋ยพร้อมกับชาวบ้านส่วนพากันไปเยี่ยมไข้และนำมาหาหลวงปู่ที่วัดเพื่อรดน้ำมนต์ขอพร
หลวงปู่ทองคำกำลังนั่งสมาธิอยู่ข้างในห้องกุฏิ ได้ยินเสียงเดินของคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินมา ท่านจึงลุกออกมาต้อนรับตรงระเบียง
พอทุกคนมาถึงก็พากันขึ้นมานั่งบนกุฏิแล้วก้มกราบหลวงปู่ทองคำอย่างพร้อมเพียง
“มีหยัง พ่อบ้าน” หลวงปู่ทองคำถามขึ้น
พ่อบ้านพันศรพนมมือขึ้นพูด “วันนี้พาสองพ่อลูกที่เจอผี มาขอรดน้ำมนต์กับหลวงปู่แหน่ครับ”
หลวงปู่ทองคำเพ่งมองลงไปหาคำผาน เด็กหนุ่มที่เพิ่งจะฟื้นตัว “เป็นหยัง เห็นผีแล้วสนุกบ่”
คำผานตกตะลึงกับคำถามและตอบด้วยสั่นอยู่ “ครับ…หลวงปู่”
“ถ้าเกิดว่าสิ่งที่เห็นบ่แม้นผีล่ะ”
คำผานสะบัดหน้า “ครับหลวงปู่…หมายความว่า”
“เป็นไปบ่ได้ครับหลวงปู่ มื้อนั้นข่อยเห็นเต็ม ๆ สองตาเลยเด้อครับ” บัวพาพูดแทรก
“สิ่งที่มึงเห็น มันกะบ่ทำร้ายพวกมึงสองพ่อลูกหรอก เขากะเป็นคนคือพวกสูนั่นแหละ”
“ยังไงครับหลวงปู่ สงสัยหลายครับ” ตุ๋ยพูดแทรก
“อย่าสงสัย ใช้ชีวิตให้มีสติกะพอ แล้ววันนี้พวกสูพากันมาทำหยังล่ะ”
“มารดน้ำมนต์และรับพรครับ”
หลวงปู่ทองคำลุกเดินไปเอาขันน้ำมนต์ในกุฏิออกมาแล้วพรมน้ำมนต์ให้ทุกคนพร้อมกับให้พรอยู่ดีมีแรง สุขภาพพลานามัยแข็งแรงกันทุกคนเสร็จ
“หลวงปู่มั่นใจแค่ไหนว่านั่นบ่แม้นผี” ตุ๋ยพูด
“พระโกหกบ่ได้หรอกโยม…อย่าไปอยากฮู้ในสิ่งที่บ่ควรฮู้เลย เขาบ่ทำร้ายคนในหมู่บ้านหรอก”
“ก็หวังว่าสิบ่มีหยังเกิดขึ้นนะครับหลวงปู่” พ่อบ้านพันศรพูด “งั้นพวกผมบ่รบกวนหลวงปู่แล้ว”
“พรุ่งนี้ออกพรรษาแล้ว มีงานใหญ่ พ่อบ้านรีบไปเตรียมงานเถอะ โชคดีเด้อ”
“สาธุครับหลวงปู่”
ทุกคนก้มลงกราบ แล้วค่อย ๆ ถอยหลังเดินลงกุฏิไปกันหมดแล้ว หลวงปู่ทองคำถอนหายใจออกก่อนหลับตาสร้างสมาธินิ่ง ภายในดวงตากลับมองเห็นใบหน้าของพ่อเฒ่าคนหนึ่งในนิมิต กำลังมุ่งหน้ามาที่หมู่บ้านท่าขี้อ้นด้วยความเร่งรีบ ความรู้สึกกำลังบอกท่านว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ