Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 8 : คนร้ายในคืนเดือนมืด

Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 8 : คนร้ายในคืนเดือนมืด

โดย : คเณชารี

Loading

“Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง” โดย คเณชารี เรื่องราวสุดลึกลับเกิดขึ้น เมื่อ ‘พบจันทร์’ เจ้าของร้านผู้มีพลังทำนายดวงผ่านหน้าหนังสือ ต้องร่วมมือกับ ‘คุณหมอเมฆา’ กุมารแพทย์ผู้เป็นตัวท็อปของตำบล ‘ขวัญเอย’ เพื่อนสนิทสาวสองสายมูสุดสตรอง และยมทูตหนุ่มผู้แสนเย็นชาที่ปรากฎกายมาอย่างลึกลับ เพื่อไขปริศนาที่เกิดขึ้นและแก้ปมในใจของสมาชิกร้านหนังสือเล็กๆแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวงไปพร้อมๆ กัน

จากคำบอกเล่าของเด็กหญิงมิลินเมื่อตอนหัวค่ำ เธอได้ตามหมอเมฆาผู้เป็นพี่ชายไปที่บ้านของป้าแก้วด้วย ตอนแรกก็จะตามเข้าไปในบ้านแล้ว แต่บังเอิญหันไปเห็นคุณยมทูตกำลังเดินตามพบจันทร์เข้าไปในบ้านด้วยเช่นกัน เด็กหญิงมิลินซึ่งเกรงกลัวพลังของยมทูตอยู่พอสมควร จึงไม่กล้าตามพี่ชายเข้าไปใกล้บ้านหลังนั้น ทำได้แค่ยืนแอบดูสถานการณ์อยู่ด้านนอกตรงแถวต้นมะขามใหญ่ขนาดสามคนโอบที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าทางเข้าบ้านป้าแก้ว ห่างจากตัวบ้านออกมาเพียงไม่กี่ก้าว

ขณะที่กำลังพยายามชะเง้อมองเข้าไปในบ้าน มิลินก็เห็นเด็กชายคนหนึ่งยืนแอบมองทุกคนจากด้านข้างของตัวบ้าน เขายืนเกาะผนังบ้านอยู่แล้วชะโงกหน้ามองเข้าไปเหมือนกำลังแอบดูอยู่ว่ามีใครเข้ามาในบ้านบ้าง แต่ทันทีที่รู้สึกตัวว่ามีคนเห็น เขาจึงหันหน้ามาทางมิลิน ทำให้มิลินเห็นหน้าของเด็กชายคนนั้นค่อนข้างชัด ซึ่งแปลว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ เพราะมีเพียงวิญญาณเท่านั้นที่จะมองเห็นกันได้อย่างชัดเจน

“เขาเป็นเด็กผู้ชายค่ะ แต่เขาตัวเล็ก แล้วก็ผอมมากๆ เลยค่ะ ผอมจนเหมือนมีแต่โครงกระดูกเลยค่ะ แล้ว…แล้ว…”

“แล้วอะไรคะหนูมิลิน” พบจันทร์ซักต่อ

“หนูไม่รู้ว่าอันนั้นเรียกว่าอะไรค่ะ ที่มันเป็นสีดำๆ อยู่ที่หน้าอะค่ะ” มิลินพยายามเอานิ้วลากเป็นวงๆที่แก้มของตัวเอง

“สีดำๆ ที่หน้า ปาน! เป็นปานสีดำใช่ไหมคะ”

“ใช่ค่ะๆ” เด็กหญิงมิลินพยักหน้ารับหงึกๆ

เด็กผู้ชายมีปานสีดำที่หน้า! ได้ตัวละ ต้องให้อีตายมทูตไปสืบน่าจะได้เรื่องกว่า ผีก่อคดีก็ต้องให้ผู้คุมผีนี่แหละจัดการ

 

“คุณโมก! คุณโมก!…” เมื่อรถของขวัญเอยจอดสนิทที่หน้าร้าน ขวัญเอยก็เดินกลับเข้าไปในร้านเพื่อเตรียมเก็บข้าวของกลับบ้าน พบจันทร์ลงจากรถมาเดินวนไปมา และเรียกหาโมกที่บริเวณหน้าประตูร้าน เขาต้องอยู่แถวนี้แหละ เมื่อกี้นี้ก็ตามไปที่บ้านป้าแก้วด้วย แปลว่าเขาก็น่าจะตามเธอกลับมาที่ร้านสิ

“ว่ายังไงคุณ” ทันใดนั้น โมกก็ปรากฏกายขึ้นข้างตัวพบจันทร์ตามเสียงเรียก

“อุ่ย ตกใจหมด ทำไมโผล่มาซะใกล้เลย”

“ผมอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว คุณน่ะแหละ เดินมาจนจะชนผมเองนะ” โมกยังพูดด้วยเสียงต่ำๆ เหมือนเดิม

นี่จนป่านนี้แล้วยังนึกไม่ออกเลย พบจันทร์พยายามหลายครั้งแล้วที่จะคิดให้ออกว่าเคยรู้จักใครที่หน้าตาแบบนี้บ้างไหม ก็คิดไม่ออก แต่ตอนนี้มีเรื่องด่วนกว่า ก็ขอพักเรื่องนี้ไว้ก่อน ชีวิตเด็กสำคัญกว่ามาก

“นี่คุณโมก หนูมิลิน เอ่อ เด็กผู้หญิงน้องสาวคุณหมอเมฆน่ะ เค้าบอกฉันว่า เห็นวิญญาณเด็กผู้ชายที่มีปานสีดำที่หน้ายืนป้วนเปี้ยนอยู่แถวหน้าบ้านป้าแก้วตอนที่พวกเราไปดูอาการน้องติ๊บกันน่ะ คุณช่วยตามหาให้หน่อยสิ”

“ทำไมต้องเป็นผมล่ะ” อ้าว อีตายมทูตไหงมาย้อนถาม

“เอ้า ก็คุณเป็นยมทูตตตตต” โอย อยากจะบ้าตาย ทำไมเป็นยมทูตที่กวนประสาทขนาดนี้นะ

“ก็ใช่ครับ แต่เนื่องจากเขตนี้ไม่ใช่เขตพื้นที่ทำงานของผม ที่ผมมานี่ก็เพื่อจะมาตามหาความทรงจำของผม เลยไม่มีฐานข้อมูลของดวงวิญญาณในพื้นที่นี้ เคสที่ผมต้องกลับไปทำ ก็ต้องกลับไปทำที่เขตพื้นที่ของผมเท่านั้น ที่ผมจะมีอำนาจในการเปิดระบบหาข้อมูลดวงวิญญาณต่างๆ ได้ครับ”

โมกตอบด้วยเสียงโมโนโทนตามปกติแต่ทำไมฟังแล้วพบจันทร์รู้สึกปวดประสาทจี๊ดๆ อย่างไรก็ไม่รู้

“เฮ้อ คุยกับคุณแล้วฉันหัวจะปวด เอาเป็นว่า ถ้าพอช่วยได้ก็ช่วยสืบหาให้หน่อยค่ะ เพราะเห็นว่ามีเด็กป่วยแบบนี้อีก และอาจจะมีเพิ่มขึ้นอีกก็ได้นะคะ ฉันอยากหาทางป้องกันไว้ก่อน ก็จำเป็นต้องหาตัวต้นเหตุให้ได้ค่ะ”

“ครับ ผมจะลองติดต่อคุณยมทูตที่ดูแลเขตพื้นที่นี้ให้ แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนเผื่อคุณจะได้เตรียมใจ เพราะตอนที่ผมมาตามหาคุณ ผมได้รับแจ้งว่ายมทูตเขตนี้ก็เพิ่งจะหมดวาระไป เทวดาที่คุมอาณาเขตหมู่บ้านนี้ก็หมดวาระไปพร้อมกัน และน่าจะยังไม่มีคนใหม่มาแทน เพราะอยู่ระหว่างการสรรหา ก็อาจจะทำให้ตามหาได้ยากขึ้นไปอีก แต่ผมจะพยายามครับ”

พูดจบ โมกก็ก้มหัวให้พบจันทร์เล็กน้อยเหมือนน้อมรับคำสั่ง แล้วก็หายตัวไปแบบดื้อๆ เสียอย่างนั้น

 

พบจันทร์กำลังจะเดินกลับเข้าไปในร้าน ขวัญเอยก็เปิดประตูสวนออกมาพอดี

“แก ชั้นกลับก่อนนะ แม่โทรตามอะ จะให้ชั้นไปส่งมะ”

“ไม่เป็นไรแก เดี๋ยวชั้นเดินกลับเอง ขอเคลียร์บัญชีที่ร้านกับปั้นหยาแป๊บ”

พบจันทร์ลาขวัญเอยแล้วเดินกลับเข้าไปในร้าน เห็นปั้นหยายืนรออยู่ตรงเคาน์เตอร์ ส่วนบนเพดาน ก็มีหน้าของอากงเฮียจู้ โผล่ลงมาแบบอยากรู้อยากเห็นสุดๆ

“เป็งไง เป็งไงบ้างอาพบ ล่ายข่าวจากอาหนูปั้งหยา ว่าลื้อไปเจอวิงยางชั่วร้ายใช่มั้ย ไหนยังไง เหลามาเหลียวนี้”

เฮียจู้ค่อยๆ สไลด์ร่างตัวเองลงมาจากฝ้าเพดาน ลงมานั่งที่เก้าอี้ใกล้ๆ พบจันทร์แบบรอฟังอย่างตั้งใจ ปั้นหยาเองก็ยืนจ้องพบจันทร์ตาแป๋ว กะพริบตาปริบๆ แล้วพยักหน้าเห็นด้วยกับเฮียจู้

เฮ้อ แต่ละคน เอ๊ย แต่ละตัว อยากรู้อยากเห็นพอกันเลย

“ก็คือ เด็กคนที่คุณหมอตามเราไปช่วยน่ะแหละค่ะ สรุปคือน่าจะโดนวิญญาณเด็กคนนึงขโมยขวัญของเค้าไป ตอนนี้ก็กำลังตามหาตัวกันอยู่ว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน ฝากคุณยมทูตไปตามหาแล้ว”

แล้วพบจันทร์ก็นึกขึ้นได้ว่า หนึ่งคนเบื้องหน้านี้ก็เป็นผีเจ้าถิ่น เรียกได้ว่าเซเลบประจำตำบลมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ อีกคนก็เป็นสาวเนิร์ด น่าจะช่วยหาข้อมูลอะไรได้บ้าง

“อากงคะ งั้นหนูรบกวนอากงช่วยหน่อยได้มั้ยคะ อยากให้ลองถามข่าวจากเพื่อนผีของอากงให้หน่อย ว่าเคยเห็นวิญญาณเด็กที่ตัวผอมๆ เล็กๆ มีปานดำที่หน้าบ้างมั้ยคะ” แล้วก็หันมาทางปั้นหยา

“ปั้นหยา ช่วยพี่หน่อยนะ ลองค้นหาจากเครือข่ายอะไรนะที่เคยบอกพี่อะ สปิริตนิวส์ กับโฮลี่ เน็ตเวิร์ตหรือเปล่านะ ที่บอกว่าตอนนี้เค้าพัฒนามาใช้สำหรับโลกวิญญาณน่ะ ฝากช่วยพี่ค้นข้อมูลให้หน่อยนะ”

“ล่ายเลย อาพบ”

“ได้ค่า พี่พบ”

สองเสียงประสานกัน แลดูตื่นเต้นที่จะได้มีส่วนช่วยในการสืบสวนครั้งนี้

 

แต่ถ้ามันง่ายขนาดนั้น เรื่องนี้ก็คงจะจบเร็วเกินไป…

เพราะเวลาผ่านไปเจ็ดวันแล้ว เฮียจู้ก็ยังไม่ได้ข่าวจากชาวแก๊งของแกเลย ในขณะที่ปั้นหยาก็ไม่พบข้อมูลอะไรทั้งสิ้น คาดว่าเครือข่ายและเว็บข่าวของโลกวิญญาณ ทั้งสปิริตนิวส์ กับโฮลี่ เน็ตเวิร์ตน่าจะระบบล่มพอดี ส่วนยมทูตตัวดีก็หายหน้าไปด้วย ทำเอาพบจันทร์แอบเครียดอยู่ไม่น้อย

หมอเมฆากับทีมเพื่อนหมอเองก็ยังหาทางรักษาเด็กชายติ๊บไม่ได้ ได้แต่ประคองอาการด้วยการใส่อาหารเหลวทางสายยางและน้ำเกลือให้ เพื่อรักษาชีวิตไว้ก่อน

“ทำยังไงล่ะหมอพีท เจ็ดวันแล้ว เด็กจะได้รับแต่อาหารเหลวกับน้ำเกลือแบบนี้ไม่น่าจะไหวแล้วนะ ดีนะว่าเดิมสุขภาพแกแข็งแรง ไม่อย่างนั้น ป่านนี้คงเข้าขั้นวิกฤตแล้ว”

หมอเมฆาเป็นห่วงอาการของเด็กชาย และนึกสงสารป้าแก้วที่แกต้องตัดสินใจเปลี่ยนงาน ไปรับจ้างเป็นคนล้างจานที่ร้านอาหารใกล้โรงพยาบาลแทนเพื่อที่จะได้ดูแลลูกได้สะดวกขึ้น แม้จะได้ค่าจ้างน้อยกว่ามาก แต่ก็สามารถจัดการเวลาในการมาดูแลลูกได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง

 

“ไงบ้างนังพบ ได้ข่าวคืบหน้ามั่งมั้ย” ขวัญเอยก็พยายามลองถามแล้ว แต่ทีมกู้ภัยเองก็ยังไม่เคยได้รับแจ้งหรือได้ไปเก็บศพที่มีลักษณะเหมือนเด็กชายคนดังกล่าวเลย

“ยังเลยแก ละเนี่ย อีตายมทูตก็หายไปเลย ไม่รู้หายไปไหน หมอเมฆกับหมอพีทเค้าก็พยายามช่วยเด็กกันอยู่ เหนื่อยแทนจริงๆ ป้าแก้วก็ลำบากมาก สงสารแกสุดๆ” พบจันทร์ได้แต่ถอนใจแบบจนใจสุดๆ แล้ว

 

“คุณพบๆ” เสียงหมอเมฆาดังมาจากที่หน้าร้าน พร้อมกับเสียงกระดิ่งและเสียงบานประตูที่ถูกผลักเข้ามาในเช้าวันหนึ่ง ร้านเพิ่งเปิดได้ไม่นาน ลูกค้ายังไม่มีมาเพราะเป็นวันธรรมดา ที่ปกติลูกค้ามักจะเข้ามากันช่วงบ่ายๆ หรือเย็นๆ หลังเลิกงาน แต่ส่วนมากก็มักจะพาลูกหลานมาหลังโรงเรียนเลิก

“แย่แล้วครับตอนนี้” เสียงหมอเมฆละล่ำละลักพูด หมอพีท หมอปุณ สมาชิกชาวแก๊งหมอมากันครบ

ทุกคนดูหน้าเครียดกันหมด อ้อ มีคนยิ้มแป้นอยู่คนเดียว พบจันทร์หันไปเห็นยัยปั้นหยาผู้คลั่งไคล้คนหล่อ ยืนกรี๊ดเอามืออุดปากอยู่คนเดียว เอาดีๆ ร้านนี้มีผีตัวไหนสมประกอบบ้างนะ

“เกิดอะไรขึ้นคะหมอเมฆ” พบจันทร์หันกลับไปถามหมอเมฆา

“มีเด็กที่อาการเหมือนน้องติ๊บมาอีกคนแล้วครับ” หมอพีทชิงตอบ

“อะไรนะคะ” พบจันทร์และขวัญเอยตะโกนถามเป็นเสียงเดียวกัน

“ใช่ครับคุณพบ อาการเหมือนกันเลย แต่รอบนี้เป็นเด็กผู้หญิงครับ อายุน้อยกว่าน้องติ๊บนิดหน่อย เพิ่งถูกส่งตัวมาเมื่อคืน” หมอปุณเสริมขึ้น

“เดี๋ยวนะคะ เพิ่งห่างกันไม่ถึงสองอาทิตย์ มาอีกคนแล้วเหรอคะ แปลกมาก” พบจันทร์เริ่มหัวหมุนติ้วๆ อะไรกันนี่ เกิดอะไรขึ้นในชุมชนหมู่บ้านเดือนเต็มดวงนี่กันแน่

“จริงๆ ไม่ใช่สองอาทิตย์หรอกครับ น้องคนนี้น่าจะมีอาการมาก่อนที่เราจะเจอน้องติ๊บแล้ว เกือบๆ สองอาทิตย์ นับถึงตอนนี้ก็น่าจะเดือนนึงแล้ว แต่พ่อแม่แกเพิ่งพามาส่งที่โรงพยาบาลครับ คือตอนแกเริ่มมีอาการ แกอยู่กับพี่เลี้ยง พ่อกับแม่ไปทำงานที่ต่างประเทศ พี่เลี้ยงแกก็พยายามส่งข้อความไปหลายรอบ แต่เหมือนทางโน้นจะไม่อ่าน แล้วพี่เลี้ยงก็ติดต่ออะไรไม่เป็น ไม่รู้จะทำยังไง หรือต้องพามาหาหมอยังไง จนพ่อแม่เด็กกลับมาก็รีบพามาส่งโรงพยาบาลนี่ละครับ” หมอเมฆาอธิบาย เพราะวันนี้เขาเป็นคนรับเคสนี้ด้วยตัวเอง

“อาการเดียวกันเลยเหรอคะหมอเมฆ”

“ใช่ครับ แต่ตอนนี้เด็กดูจะอาการค่อนข้างหนัก เพราะนอนนิ่งแบบนั้นมาเกือบเดือน แทบจะไม่ได้กินอะไรเลย พี่เลี้ยงบอกว่า พยายามกรอกโจ๊ก ข้าวต้มกับน้ำให้บ้าง เหมือนพอจะกลืนได้ แต่เด็กเหมือนหลับตลอดเวลา แกต้องจับขึ้นมานั่งตรงๆ แล้วค่อยๆ กรอกเข้าปากไปทีละหน่อย”

“แปลก…แปลกมากจริงๆค่ะ เราต้องรีบหาต้นเหตุให้เจอแล้วค่ะ ไม่อย่างนั้นคงได้มีเด็กๆ เป็นแบบนี้กันเพิ่มขึ้น และถ้าเรารักษาไม่ได้ เด็กๆ ก็น่าจะต้องตายเพราะขาดอาหารด้วยแน่ๆ”

ความเครียดปะทุขึ้นเป็นริ้วๆ จนพบจันทร์ต้องยกมือขึ้นบีบสันจมูก หันมาเจอหมอเมฆาก็กำลังทำอาการเดียวกันพอดี หมอเมฆาก็หันมาเห็นพร้อมกัน ทั้งสองคนเลยต้องแก้เก้อด้วยการหันหน้าหนีไปคนละด้าน แต่อาการแบบนี้ ไม่พ้นสายตาจิกดุจเหยี่ยวของขวัญเอยไปได้ เพื่อนรักเลยแกล้งเอาศอกกระทุ้งแขนพบจันทร์เบาๆ

“ไงยะนังพบ เครียดมากเลยสิแก กินยาหน่อยมะ หมอเมฆขา พอจะมียาแก้ปวดหัวให้ไอ้พบมันหน่อยมั้ยคะ มันเครียดแทนคุณหมอจนสมองมันจะหลุดออกมาแล้วค่ะเนี่ย”

แหม สองคนนี้ ทำไมฉันจะไม่รู้ ฉันรู้ ฉันเห็น เพราะฉันเป็นอับดุล เอ๊ย ไม่ใช่ เพราะฉันเป็นเพื่อนรักคนเดียวของแกนะนังพบ เห็นกันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ตั้งแต่เป็นเด็กชายขวัญชัย จนกลายร่างมาเป็นนางสาวขวัญเอย มีหรือจะไม่รู้นิสัยพบจันทร์ คริ คริ! ไม่มีใครรู้จัก รู้ใจแก เท่าขวัญเอยคนนี้หรอก

พบจันทร์เองก็ไม่ต่างกัน รู้ทันทีว่าเพื่อนรักคิดอะไรอยู่

“หยุดเลยนังขวัญ…ไม่ต้องค่ะหมอ แค่เครียดนิดหน่อย ชั้นกำลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ มันมืดแปดด้านเลย ไม่มีใครตอบอะไรได้ คนที่ควรตอบได้ก็หายตัวไป”

อีตายมทูตนั่นหายไปไหนนะ ไหนว่าจะวนเวียนอยู่แถวนี้ หรือหายไปหาข้อมูลให้เธอ แต่ป่านนี้ก็ควรจะกลับมาแล้วไหมล่ะ

“นี่ถ้าฉันบอกอะไรคุณหมอสักเรื่องนึง คุณหมอกับเพื่อนจะเชื่อฉันไหมคะ” พบจันทร์ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องให้ข้อมูลอะไรกับหมอทุกคน ไม่อย่างนั้นชีวิตเด็กๆ น่าจะต้องอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายมากขึ้นไปกว่านี้

“ว่ามาเลยคุณพบ ผมคิดว่า ผมพร้อมจะรับฟังสิ่งที่คุณจะบอกแล้ว” หมอเมฆาพยักหน้าให้ แววตาที่ส่องประกายออกมาหลังแว่นตากรอบใสนั้น สื่อให้พบจันทร์เห็นว่า เขาจะไม่ล้อเลียนหรือดูถูกสิ่งที่เธอกำลังจะพูดต่อจากนี้อย่างแน่นอน

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หมอเมฆาเลิกมองพบจันทร์ว่าเป็นหมอดูที่หากินกับความเชื่อคนอื่น อาจจะเพราะเรื่องของมิลินที่ทำให้เขาค่อยๆ เริ่มเชื่อถือพบจันทร์ และเริ่มคิดได้ว่า ในโลกใบนี้ยังมีเรื่องที่นอกเหนือไปจากการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อีกมากมายนัก หลายสิ่งที่เราไม่เห็น ไม่ใช่ว่าจะไม่มี หลายสิ่งที่เราไม่เชื่อ ก็ไม่ใช่สิ่งที่สามารถจะไปลบหลู่ได้

สิ่งที่พบจันทร์พูด ทัก หรือบอกเขาบางเรื่องเกี่ยวกับมิลิน ไม่น่าจะเรียกได้ว่าบังเอิญหรือเดามั่ว เพราะมันเกิดขึ้นหลายครั้งมากเกินไป ซึ่งถ้าเอาหลักวิทยาศาสตร์มาวัด ความถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ของข้อมูลที่พบจันทร์บอกมา คงเกินกว่าคำว่าบังเอิญไปมากโข

“คือ ฉันได้ข้อมูลทางลับมาว่า เด็กๆ โดนขโมยขวัญไปค่ะ”

“อะไรนะครับ” เสียงหมอสามคนถามกลับมาพร้อมกัน

“ขวัญน่ะค่ะ ทุกคนรู้จักขวัญกันใช่ไหมคะ” พบจันทร์ถามกลับเบาๆ

“เคยได้ยินครับ แต่นึกว่าเป็นคำติดปากของคนโบราณ แบบชื่อร้านคุณขวัญ ที่เป็นขวัญเอย ขวัญมา เหมือนเป็นคำปลอบเวลาคนตกใจน่ะครับ”

หมอเมฆาเกิดในกรุงเทพฯ ในครอบครัวที่ค่อนข้างทันสมัย ส่วนหมออีกสองคนก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่เป็นคนรักอิสระ จึงเลือกมาทำงานที่ต่างจังหวัดไกลบ้านแบบนี้

“ใช่ค่ะ แบบนั้นแหละค่ะคุณหมอ แต่จริงๆ แล้ว ขวัญก็คือพลังชีวิตของคนนะคะ เป็นพลังงานที่ละเอียดอ่อน คนโบราณเชื่อว่าขวัญของคนเราจะอยู่เหนือกระหม่อม เหมือนเป็นจุดศูนย์รวมวิญญาณของแต่ละคนน่ะค่ะ เวลาที่คนเราตกใจหรือเกิดเหตุการณ์อะไรที่ทำให้รู้สึกเสียใจ หวาดกลัวมากๆ เราก็เลยจะเรียกว่า ขวัญหนีดีฝ่อ”

“ขวัญ ก็เปรียบเสมือนใบเรือของร่างกายของเราค่ะ ถ้าขวัญของคนเรามั่นคง เรือก็แล่นต่อไปได้อย่างสงบ แต่ถ้าขวัญหาย ก็เหมือนร่างกายไม่มีใบเรือ จะล่องลอยไปอย่างไร้ทิศทาง ถ้าคนเราขวัญเสีย หรือขวัญหาย ก็จะต้องทำพิธีเรียกขวัญให้กลับมา – ขวัญไม่ใช่วิญญาณ แต่ก็เหมือนวิญญาณค่ะ เป็นพลังที่ควบคุมให้วิญญาณมีชีวิต ถ้าไม่มีขวัญ วิญญาณก็เหมือนพลังงานที่นิ่งอยู่กับที่ ร่างกายที่มีวิญญาณแบบนี้ก็จะไม่ตอบสนอง ไม่เคลื่อนไหวตามไปด้วย”

เหล่าวิญญาณที่มีขวัญครบถ้วนในร้านทั้งเฮียจู้และปั้นหยา พยักหน้าตามหงึกๆ ในขณะที่หมอทั้งสามคนอ้าปากค้าง เหมือนกำลังฟังเรื่องอะไรที่เหลือเชื่อเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้

ขวัญเอยเห็นอาการอย่างนั้น จึงยกนิ้วขึ้นดีดดังเป๊าะตรงหน้าทั้งสามคน

“ฮัลโหล คุณหมอคะ คุณหมอ! ยังอยู่ตรงนี้กันมั้ยเอ่ย” ไงล่ะ วิทยาศาสตร์เจอไสยศาสตร์เข้าไป ถึงกับเหม่อไปเลยคุณหมอสุดหล่อทั้งหลาย

“เอ่อ ครับๆ อยู่ครับ” หมอเมฆารีบตอบ

“คือ มันไม่ได้อยู่ในบทเรียนทุกบทของวิชาวิทยาศาสตร์นะคะ ก็เข้าใจได้ แต่ตอนนี้ อาจจะต้องรบกวนคุณหมอทุกคนวางตำราวิทยาศาสตร์ไว้ชั่วคราวก่อนนะคะ แล้วลองทำสมองให้โล่ง เปิดใจรับฟังเรื่องราวของโลกอีกด้านดูบ้าง” ขวัญเอยพูดพร้อมกับทำหน้าตาสงสารเหล่าคุณหมอที่ต้องมาเจอเรื่องราวอะไรแบบนี้จับใจ

“พี่พบๆ” ปั้นหยาเรียกพบจันทร์เบาๆ

“แล้วทำไมต้องเป็นเด็กทุกคนเลยล่ะคะ วิญญาณเด็กเค้าอยากหาเพื่อนเหรอคะ” คำถามของปั้นหยาสะกิดใจพบจันทร์ขึ้นมา

“นั่นสินะ…คุณหมอคะ เด็กแต่ละคนอายุเท่าไหร่คะ แล้วมีประวัติเป็นมายังไงบ้างคะพอทราบมั้ย” พบจันทร์หันไปหาทีมหมอทั้งสาม เพราะคิดขึ้นมาได้ว่าต้องลองเอาข้อมูลทั้งหมดที่มีมาเชื่อมกันให้ได้มาที่สุด เผื่อว่าจะมีคำตอบสักข้อผุดขึ้นมา

“ว่าไงหมอพีท หมอปุณ แกสองคนน่าจะเจอคนไข้มาหลายรายกว่าฉันนะ” หมอเมฆาหันไปถามเพื่อน

“ถ้าเคสที่ผมเจอ คนแรกเป็นเด็กผู้ชายนะครับ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอายุประมาณเจ็ดแปดขวบนี่แหละ เคสนี้น่าจะมาที่โรงพยาบาลสักประมาณสามเดือนก่อน ที่พ่อแม่เค้าเป็นแรงงานต่างด้าวมานอนไม่กี่วันก็มารับลูกออกไป แล้วยังไม่กลับมาเลย”

“ส่วนรายที่สองเป็นเด็กผู้ชายเหมือนกัน พ่อแม่เป็นแรงงานเหมือนกัน แต่เป็นคนไทยครับ น่าจะมาโรงพยาบาลห่างจากรายแรกประมาณสักเดือนนึงเห็นจะได้ ลักษณะคล้ายกันเลย แล้วพ่อแม่ก็ค่อนข้างลำบากที่ต้องเที่ยวไปมาโรงพยาบาล เลยขอรับลูกกลับไปดูแลที่บ้าน”

หมอปุณค่อยๆ อธิบายให้ฟังเกี่ยวกับคนไข้สองเคสที่เขาได้รับมาตามลำดับ

“น้องติ๊บเป็นเคสที่สาม ก็แปลว่าห่างจากคนไข้รายที่สองเกือบเดือนพอดี และรายที่สี่เด็กผู้หญิง ตามข้อมูลจากพี่เลี้ยงและพ่อแม่ ก็น่าจะห่างจากน้องติ๊บประมาณเดือนนึงเหมือนกัน”

หมอเมฆาพยายามรวมรวบข้อมูลทั้งหมดที่มีมาประมวลผล

“ตัดเรื่องที่ว่าเป็นเด็กชายหรือหญิงไปได้เลย เพราะมีทั้งสองกรณี” ขวัญเอยสรุป

“ใช่แก แต่ว่าเวลาที่เกิดเหตุมันก็เหมือนจะแปลกๆ เท่าที่ฟัง ลองสรุปคร่าวๆ นี่ แปลว่ามีเด็กป่วยด้วยอาการนี้ เฉลี่ยแล้วเดือนละคนเลยนี่คะ” พบจันทร์เริ่มมองเห็นอะไรที่เชื่อมโยงขึ้นมารางๆ บ้างแล้ว

“เอาแบบนี้ค่ะ ตอนนี้ชั้นคิดอะไรไม่ออกจริงๆ ขออนุญาตเปิดหนังสือทำนายดูก่อนนะคะ เผื่อจะช่วยชี้ช่องทางอะไรเพิ่มขึ้นได้บ้าง”

พบจันทร์หันไปหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่งจากชั้นหนังสือที่ใกล้ตัวที่สุด เธอหลับตานิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเปิดหนังสือไปที่หน้าหนึ่งที่อยู่ประมาณกลางเล่ม แล้วมองจ้องที่หน้านั้นอยู่นานมาก

“มีอะไรแปลกๆ อีกแล้วค่ะ ทำไมถึงไม่มีคำตอบออกมาเลย ทุกทีไม่เคยเป็นแบบนี้เลยนะคะ”

พบจันทร์ส่ายหัวอย่างประหลาดใจ ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เธอจะไม่ได้คำตอบจากการทำนาย

“เดี๋ยวขอลองใหม่อีกทีค่ะ” พบจันทร์หันมาทางคุณหมอเมฆา แล้วยื่นหนังสือให้

“คุณหมอจำวิธีได้ใช่มั้ยคะ ที่ตอนนั้นคุณถามเรื่องโครงการที่จะขอ ทำแบบเดียวกันค่ะ ถามคำถามในใจว่า เด็กๆ ป่วยแบบนี้เพราะอะไร”

หมอเมฆารับหนังสือไปแบบงงๆ หลับตาลงชั่วครู่แล้วเลือกคั่นหนังสือไปที่หน้าหนึ่ง โดยใช้นิ่วคั่นไว้

“นี่ครับคุณพบ หน้านี้” พบจันทร์รับหนังสือหน้าที่เปิดไว้กลับคืนมา แล้วมองจ้องไปที่หนังสืออีกครั้ง คราวนี้ภาพและตัวอักษรอันเป็นคำตอบของสิ่งที่อยากรู้ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา

สิ่งแรกที่พบจันทร์เห็น คือภาพของพระจันทร์ข้างแรม และต่อมา เป็นคำว่า ยาย

เพียงเท่านั้น แล้วสัญญาณเชื่อมต่อก็หายวับไป

“อะไรคือพระจันทร์ แล้วทำไมเป็นยายล่ะ ยายเกี่ยวอะไรด้วย”

พบจันทร์วางหนังสือลงแล้วหันมาหาทุกคนที่ยืนลุ้นคำตอบอยู่ด้านหลัง

“ในนี้ ชั้นเห็นรูปพระจันทร์กับคำว่ายาย คงหมายถึงยายของชั้นนี่แหละค่ะ ลองช่วยกันคิดหน่อยค่ะ มีอะไรเกี่ยวโยงกับอะไรบ้าง”

ห้าคนและสามผี คือ พบจันทร์ ขวัญเอย หมอทั้งสาม บวกกับเฮียจู้ ปั้นหยา และหนูมิลิน เงียบกันไปชั่วครู่ สมองของทุกคนกำลังพยายามทำการประมวลผลกันขั้นสุด

‘อีตายมทูตหายไปไหนของเค้านะ ไม่เห็นหน้ามาหลายวัน ไปหาข้อมูลถึงไหนกันแน่ ไม่ใช่แอบระลึกชาติได้แล้วหนีไปเกิดแล้วนะ’ พบจันทร์บ่นในใจ

พบจันทร์รู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงบางสิ่งบางอย่างระหว่างพบจันทร์กับยมทูตที่เธอตั้งชื่อให้ว่าโมกคนนี้ ระหว่างทั้งสองคน มีเยื่อใยบางอย่าง ที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์รักใคร่แบบหนุ่มสาว แต่กลับคุ้นเคย ผูกพันแบบประหลาด ซึ่งพบจันทร์เองก็บอกไม่ถูก จะว่ารู้จักก็คิดไม่ออกว่ารู้จักตอนไหน แต่จะบอกว่าไม่รู้จักเลย ส่วนหนึ่งในใจลึกๆ ก็บอกว่า ไม่นะ เราต้องเคยรู้จักกันแน่ๆ

 

“ผมคิดออกอย่างนึงตอนนี้นะครับ เอาแบบคร่าวๆ จากข้อมูลของเด็กก่อนเลย ผมว่าสองคนแรกประวัติดูคล้ายๆ กัน พ่อแม่เป็นแรงงาน เด็กไม่ค่อยได้รับการใส่ใจ ถูกทิ้งให้อยู่ที่บ้านคนเดียวเป็นส่วนมาก” หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หมอเมฆาพูดขึ้นมา

“ใช่ๆ น้องติ๊บก็โดนปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียวบ่อยๆ” หมอพีทเสริมขึ้น

“แต่เรื่องนั้นจะมีผลอะไรกับการที่เด็กกลุ่มนี้ต้องโดนขโมยขวัญไปล่ะคะ” พบจันทร์ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม

“แล้วพระจันทร์กับยายชั้นเกี่ยวอะไรตรงไหนคะนี่”

“นังพบ แกลองไปถามยายแกเลยดีกว่ามะ จะได้รู้ไปเลยไม่ต้องมานั่งสงสัย” ขวัญเอยพูดแล้วเดินไปที่ประตูร้าน พร้อมกับกวักมือเรียกพบจันทร์ แต่ยังไม่ทันจะเปิดประตูออกไป ยายแสงคำก็โผล่พรวดเข้ามาในร้านพอดีเป๊ะอย่างกับมีใครพายายมายืนรอที่หน้าประตู

“นังพบบบบ อยู่มั้ยลูก” ยายแสงคำตะโกนแบบเสียงนำมาก่อนตัว แต่เมื่อก้าวเข้ามาก็เจอขวัญเอยที่ยืนรออยู่พอดี แล้วก็เห็นคนอีกมากมายในร้าน

ยายแสงคำไม่สามารถมองเห็นเฮียจู้กับปั้นหยาได้ เพราะแกไม่สามารถเห็นวิญญาณได้แบบพบจันทร์ แต่จะรู้สึกหรือสัมผัสได้ว่ามีใคร หรืออะไรอยู่ตรงนั้น ตัวยายแสงคำเองก็จะเป็นเหมือนสื่อกลางให้วิญญาณที่อยากสื่อสารกับคนเป็นได้ และมีวิชาดูหมอตรวจดวงชะตาแบบดูจากวันเกิดปีเกิดหรือลายมือที่แกหัดมาจากรุ่นปู่ รุ่นพ่อของแก แต่หลังๆ ก็ไม่ได้รับทรงหรือดูดวงอะไรมากแล้ว ด้วยอายุที่ก็มากขึ้น และมีพบจันทร์มาอยู่ดูแล แกก็เลยเริ่มอยากพักบ้าง วันๆ เลยใช้เวลาไปกับการทำสวนเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน ทำงานบ้านทั่วไป หรือทำกับข้าวกับปลาให้หลาน ไปเม้าท์มอยกับเพื่อนแก๊งสาวน้อยร้อยปีบ้าง บางทีตอนเย็นๆ ก็ไปรำไทเก็กเพื่อออกกำลังกายที่สวนสาธารณะของหมู่บ้านกับชาวบ้านต่างๆ โดยมีครูที่ทาง อบต.จ้างมาช่วยสอน ทำให้ยายแสงคำมีสุขภาพที่แข็งแรงพอสมควร แม้อายุจะย่างเข้า 75 ปีแล้วแต่ก็ยังเดินเหินได้คล่องแคล่ว ปั่นจักยานเองก็ยังไหว

“อ้าว ยาย! รู้ได้ยังไงว่าหนูกำลังคิดถึง” พบจันทร์เองก็ตกใจที่จู่ๆ ยายแสงคำก็โผล่พรวดมาที่ร้านเหมือนรู้ว่ากำลังถูกเอ่ยชื่อถึง

“ไม่มาก็คงไม่ได้ละว้อย ไม่รู้ใครมันไปกวนข้าตั้งแต่เช้ามืด ข้าก็มองไม่เห็นตัวมันซะด้วย พูดแต่ว่าไปที่ร้านๆ ตั้งกะตีห้า ข้ายังไม่ทันตื่นดี”

“แล้วยายทำไมไม่บอกหนูแต่เช้าตอนก่อนหนูออกมา”

“ก็พอข้าตื่นมา เอ็งก็ยังไม่ตื่น ข้าก็ยังง่วง เลยนอนต่ออีกรอบ พอตื่นมาอีกที เอ็งก็ออกจากบ้านไปแล้ว ละพอดีว่าข้าต้องแวะไปร้านแม่กิมเจ็งเค้าด้วย เค้าโทรมาตามเมื่อตอนสายๆ หลานชายที่เป็นลูกของลูกสาวคนเล็กแม่กิมเจ็งอายุครบเดือนพอดี จะให้ข้าไปช่วยทำพิธีโกนผมไฟ ข้าก็เลยแวะไปคุยก่อนแล้วก็เลยมาหาเอ็งนี่แหละ”

“ว่าแต่ เอ็งมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า ไหงคนแห่กันมาเต็มร้าน” ยายแสงคำหันไปกวาดตามองหมอหนุ่มทั้งสาม

“หมอมาทำอะไรกันเต็มร้าน ใครป่วยเรอะ” ยายแสงคำเริ่มสงสัย ไหงมีแต่หมอ ว่าแต่หมอโรงพยาบาลนี้ทำไมหน้าตาดีกันจังวุ้ย หรือมีใครจะมาจีบหลานสาวแกมั่งไหมนะ

“ไม่มีๆ ยาย แต่มีเรื่องอื่น ว่าจะไปถามยายพอดี” พบจันทร์ประคองยายแสงคำมานั่งตรงหน้าเคาน์เตอร์ในร้าน

“แหม่ พวกเอ็งยืนล้อมข้าอย่างกับจะสอบสวน มีเรื่องอะไรกันล่ะฮึ” ยายแสงคำเริ่มได้กลิ่นทะแม่งๆ ต้องมีเหตุการณ์อะไรไม่ปกติเกิดขึ้นแน่แล้ว

“ยาย ยายเคยได้ยินข่าวที่มีเด็กในหมู่บ้านเราป่วยเป็นโรคประหลาดมั้ยอะ ที่นอนนิ่งๆ เหมือนเป็นตุ๊กตาเลยน่ะ กึ่งหลับกึ่งตื่น แต่ไม่ฟื้น ไม่พูดคุยเลยจ้ะยาย”

“อ้อ ลูกชายนังแก้วใช่มั้ยล่ะ ที่พวกเอ็งแห่กันไปส่งที่โรงพยาบาลวันก่อนน่ะ ข้าได้ยินมาจากคนในตลาดสองสามวันก่อนนี้เหมือนกัน เห็นว่าวิ่งออกจากบ้านไปหาคนมาช่วยละไปเจอหมอพอดี”

“ผมเองครับคุณยาย” หมอเมฆายกมือขึ้นแสดงตัว

‘อ้อ ท่าทางจะหมอคนนี้สินะ’ ยายแสงคำแอบคิดในใจ ดูมีสง่าราศีดี หน้าตาถูกโฉลก เหมาะกับนังหนูพบของยายไม่เบา เพราะข่าวที่ได้ยินมา ก็มีเรื่องราวก่อนนั้นว่า ป้าแก้วไปขอความช่วยเหลือจากหมอคนที่หล่อๆ ที่เป็นลูกค้าประจำของร้านหนังสือ แล้วหมอก็ไปขอความช่วยเหลือจากพบจันทร์อีกที คนเราถ้าไม่สนิทสนมกันพอสมควรก็คงไม่วิ่งไปหาแล้วพากันไปเจอเรื่องราวอะไรแบบนี้หรอก

“และยังไงต่อล่ะเอ็ง คุณหมอรักษาเด็กได้มั้ย” ยายแสงคำหันมาถาม พร้อมมองหน้าหมอไล่ไปทีละคน

‘หมอคนนี้แหละ หล่อสุดแล้ว ดูมารยาทสุภาพเรียบร้อย ดูเป็นลูกผู้ลากมากดี ผิวขาว หน้าตาผ่องใสแบบนี้ โหงวเฮ้งดีไม่เบา’ ยายแสงคำแอบลอบดูโหงวเฮ้งหมอเมฆาไปด้วยในตัว

“คือ อาการเด็กไม่ได้เกิดจากโรคครับคุณยาย เลยยังหาสาเหตุกันไม่ได้ เด็กก็นอนเหมือนหลับไปเฉยๆ แบบที่คุณพบบอกเลยครับ แต่พวกผมเป็นห่วงเรื่องที่เด็กจะขาดสารอาหารและทำให้สภาพร่างกายแย่ลงจนอาจจะเสียชีวิตได้ครับ ถ้ายังนานไปกว่านี้ ก็กลัวเด็กจะไม่รอด” หมอพีทตอบแทนหมอเมฆา

“โมก เอ่อ นังขวัญมันบอกว่า เป็นอาการขวัญหายน่ะยาย เป็นไปได้เหรอยาย”

“ได้สิวะนังพบ เอ็งก็เคยเป็น ดีว่าข้าไปหาคนมาช่วยทำพิธีเรียกขวัญให้ทัน” ยายแสงคำหันกลับมาตอบหลานสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ

“ถ้าอาการมันเป็นแบบที่หมอบอก ข้าก็ว่ามันเป็นไปได้ ว่าแต่ขวัญมันจะหายพร้อมกันหลายๆ คนได้ยังไง”

ยายแสงคำผู้คุ้นเคยกับพิธีเรียกขวัญพอสมควรก็ยังสงสัย ต้องเจอเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เด็กขวัญเสียหรือขวัญหายกันไปได้ขนาดนี้

พบจันทร์ฉุกคิดขึ้นมาได้ ยายแสงคำเป็นคนเก่าแก่ของชุมชน และเป็นที่พึ่งพาของคนมากมาย น่าจะรู้จักคนกว้างขวาง ยายอาจจะรู้ก็ได้ ว่าเด็กคนที่มีปานดำบนใบหน้านั้นเป็นใคร

“ยายจ๊ะ แล้วยายพอจะรู้มั้ยว่า ในหมู่บ้านเราหรือใกล้ๆ นี่ พอจะมีเด็กที่มีปานดำบนหน้าบ้างมั้ย ที่อาจจะยังอยู่…หรือแบบ…อาจจะตายไปแล้วน่ะจ้ะ”

พบจันทร์มีความเชื่ออยู่ในใจลึกๆ ว่ายายของเธอจะต้องมีคำตอบที่ช่วยแก้ปมของเรื่องราวทุกอย่างนี้ได้แน่ๆ ไม่อย่างนั้น คงไม่ปรากฏในคำทำนายขึ้นมาแบบนี้

และก็เป็นอย่างที่คิด…

“ข้าก็คุ้นๆ อยู่นา..ขอข้าคิดแป๊บนึง มันเหมือนติดๆ อยู่ที่ปากนี่แหละ” ยายแสงคำทำหน้าตาครุ่นคิดจนคิ้วขมวดอยู่ชั่วครู่ก็ร้องออกมาดังๆ

“อ๋ออออ ข้านึกออกแล้ว ลูกไอ้เส็งกับนังจำปาที่อยู่ร้านก่อสร้างท้ายหมู่บ้านแน่ๆ” ยายแสงคำดีดนิ้วดังเป๊าะ

“หะ ร้านวัสดุก่อสร้างท้ายหมู่บ้าน มันร้างมาเป็นปีแล้วไม่ใช่เหรอยาย!” ขวัญเอยตกใจ เพราะร้านวัสดุร้านนั้น อยู่ค่อนข้างห่างไกลออกไปทางท้ายหมู่บ้านเรียกได้ว่า แทบจะเป็นชายแดนเชื่อมต่อไปนอกอำเภอแล้ว เพราะร้านวัสดุก่อสร้างมักจะเป็นร้านที่ต้องการพื้นที่กว้างเพื่อจัดวางทั้งวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ รวมถึงกองทราย กองหิน และจอดรถบรรทุก ทำให้ต้องอยู่ไกลออกไปจากชุมชน และใกล้เส้นทางเชื่อมไปยังชุมชนอื่น เพื่อที่จะได้ขนส่งสะดวกกว่าอยู่ในเขตตลาด

“เออ ที่นั่นแหละ เมื่อก่อนน่ะไอ้เส็งมันเป็นเจ้าของร้าน เมียเก่ามันตายเมื่อสิบกว่าปีก่อน มันก็ไปได้นังจำปา ที่เป็นคนต่างด้าวที่เป็นคนงานมันน่ะมาเป็นเมีย ข้าพอรู้จักมันอยู่ เพราะตะก่อนมันมาตลาดบ่อย มันเป็นแม่บ้าน ทำงานบ้านที่ร้านไอ้เส็งน่ะแหละ ทุกวันก็ต้องมาซื้อของไปทำกับข้าวให้เจ้านายมัน แต่พอได้เป็นเมียนาย ไอ้เส็งก็ให้มันขยับหน้าที่ไปช่วยไอ้เส็งมันขายของ รับลูกค้ามั่ง ส่งของให้ลูกค้ามั่ง มันพูดไทยได้ แต่อ่านออกเขียนได้แค่แบบงูๆ ปลาๆ”

“ตอนแรกมันก็อยู่กันดีนะ แต่เรื่องมันมาเกิดตอนที่นังจำปามันท้อง พอคลอดออกมา ก็ได้ลูกชายตามที่ไอ้เส็งมันอยากได้ ตามประสาพวกครอบครัวที่จะเอาลูกชายมาสืบสกุลนั่นแหละ แต่กรรมเวรเด็กคนนั้นดั๊นนนน มีปานดำอันใหญ่ๆ ที่หน้า อันใหญ่เกือบครึ่งหน้าได้ละมั้ง”

“ข้าจำได้ว่าไอ้เส็งมันโกรธมาก มันยังเอาดวงเด็กมาให้ข้าดู มันก็เป็นคนที่เชื่อเรื่องดวง เรื่องไสยศาสตร์มากโขอยู่ ชอบไปบูชาเครื่องรางของขลังจากที่โน่นที่นี่เต็มไปหมด ตอนนั้นน่ะข้าก็บอกมันอยู่นะว่า ดวงเด็กน่ะมันดี จะเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย แต่มันไม่เชื่อ มันบอกว่าเด็กคนนี้เป็นกาลกิณี จะทำให้บ้านมันล่มจม บางทีมันเมาๆ มันก็จะไปเที่ยวพูดว่านังจำปาไปมีชู้ ลูกมันไม่มีทางที่จะออกมาหน้าตาน่าเกลียดแบบนี้ ช่วงนั้นก็ได้ข่าวว่ามันตีเมียมันประจำเลย ยิ่งไอ้ลูกชายมันนี่นะ พอโตขึ้นมาก็ยิ่งโดนหนักกว่าใคร”

ยายแสงคำพักถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเล่าต่อ

“ไอ้เจ้าเด็กคนนั้นชื่ออะไรข้าก็ไม่แน่ใจนะ แต่เคยเห็นอยู่แวบๆ เมื่อปีกลาย ก่อนเอ็งย้ายจะกลับมาน่ะนังพบ แม่มันพาลูกมาแถวตลาด แม่ก็หน้าซีดเซียว ลูกก็ผอมกะหร่อง ตัวเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกัน จริงๆ มันน่าจะเกือบสิบขวบได้แล้ว แต่ตัวมันเล็กอย่างกับเด็ก 5-6 ขวบ ดูหงอยๆ เศร้าๆ ซีดไปทั้งตัว ดูเหลืองๆ เหมือนคนอดอาหาร ถ้าข้าตาไม่ฝาด ข้าว่าเห็นรอยจ้ำๆ ตามเนื้อตัวมัน อย่างกับคนโดนทุบโดนตี”

“แล้วตอนนี้ทำไมร้านมันร้างไปล่ะจ๊ะ เค้าย้ายไปไหนกันเหรอ” พบจันทร์ไม่เคยไปแถวท้ายหมู่บ้านมานานมากแล้ว เลยไม่รู้ว่าตอนนี้เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน สมัยเด็กๆ จำได้รางๆ ว่าเป็นป่าไปเกือบทั้งหมด แต่ตอนเธอไปอยู่กรุงเทพฯ หมู่บ้านก็พัฒนามากขึ้นแล้ว เริ่มมีนักท่องเที่ยวรู้จักมากขึ้น มีที่พัก รีสอร์ตต่างๆ ผุดขึ้นมามากมาย โดยเฉพาะบริเวณริมแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเลาะผ่านชุมชนที่เธออยู่ ทำให้มีกิจการมากมายเกิดขึ้นตามมาอีก ทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร

“ข้าก็ไม่รู้ ปีกลายโน้นข้าเจอนังจำปากับลูกแค่หนเดียว แล้วก็ได้ข่าวอีกที ว่าครอบครัวมันย้ายไปกันหมดแล้วหลังจากที่ข้าเจอมันไม่นาน อยู่ๆ ก็ย้ายไปกันหมดเลย ไม่มีใครรู้เลยว่ามันย้ายไปไหน วันที่ไปนั่น ร้านยังมีข้าวของอยู่ในร้านอยู่เลย แต่คนหายไปหมด ทั้งพ่อแม่ลูก เสื้อผ้ากับพวกของมีค่าก็หายไป พวกวัสดุก่อสร้างเหลือๆ ที่ร้าน ก็คงจะโดนงัดโดนขโมยออกไปเกือบหมดแล้ว นี่ก็น่าจะผ่านไปเกือบปีหรือปีกว่าแล้วมั้ง ข้าก็ไม่แน่ใจนะ แต่ที่ข้าผ่านไปทางนั้นล่าสุดเมื่อหลายเดือนก่อน ร้านเก่ามันรกร้างไปหมดแล้ว ไม่มีใครไปอยู่ต่อด้วย ก็น่าเสียดายอยู่ ที่ทางมันกว้างขวางมาก แต่ก็อย่างว่า มันไกลตลาด ไกลบ้านคน”

“เอ้อ พูดถึงโรงเรียน เด็กคนนั้นเค้าเรียนที่โรงเรียนไหนจ๊ะ ยายพอรู้มั้ย โรงเรียนอนุบาลในบ้านเราหรือเปล่า”

“ไม่ได้รงได้เรียนอะไรร้อก ไอ้เส็งมันบอกว่าไปโรงเรียนก็อายเค้า จะมีแต่คนรังเกียจ ไม่ต้องไป มันให้นังจำปาสอนลูกมันเอง ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ นังจำปาน่ะ แค่ชื่อตัวมันเองก็แทบจะเขียนไม่ถูกแล้ว จะเอาอะไรมาสอนลูก เด็กมันก็ได้แค่วิ่งเล่นอยู่ในร้านกับพวกลูกคนงานน่ะแหละ มันพูดได้ก็บุญแล้ว”

พบจันทร์คิดภาพออกเลย เด็กที่เกิดในครอบครัวที่เชื่อเรื่องดวงชะตา เด็กที่มีปานดำที่หน้าแบบนั้น คงต้องพบเจอแต่เสียงด่าทอ เหยียดหยาม และโดนรังเกียจมากขนาดไหน ขนาดพ่อตัวเองยังรังเกียจ แล้วคนอื่นๆจะคิดอย่างไร ถ้าที่บ้านยังไม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก เด็กจะเติบโตขึ้นมาได้อย่างไร

แต่ตอนนี้ที่สำคัญกว่าคือ เด็กคนนั้น ไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้วต่างหาก…

“แล้วตอนเค้าย้ายออกไปกัน ไม่มีใครรู้เลยเหรอยายว่าเค้าย้ายไปที่ไหนยังไงบ้าง”

“ไม่มีหรอก อยู่ๆ มันก็หายไปทั้งบ้าน ปกติมันยุ่งกับใครที่ไหน ยิ่งตั้งแต่มีลูก มันยิ่งไม่สุงสิงกับใคร มันบอกมันอายคน หน้าตามันหงิกงอทั้งวัน ขายของเสร็จก็ปิดร้าน ปิดบ้านเงียบ เพื่อนบ้านก็น้อยอยู่แล้ว แทบไม่มีบ้านคนแถวนั้นเลย คนมารู้กันอีกทีมันก็หายไปกันทั้งบ้านแล้ว”

หายไปเหรอ…หายไปได้อย่างไรกัน แล้วถ้าเป็นแบบนั้น เด็กผู้ชายคนนั้น ทำไมวิญญาณถึงยังวนเวียนอยู่ที่นี่

 

“ยายจ๊ะ คือว่า เด็กคนนั้นน่ะ เค้าน่าจะตายไปแล้วนะยาย เพราะมีคนเห็นวิญญาณของเค้าด้วย”

“หะ จริงเหรอวะไอ้พบ โธ่เอ๊ย พุทโธ ธัมโม สังโฆ น่าสงสารแท้ เด็กหนอเด็ก”

ยายแสงคำนึกเศร้าใจแทนเด็กน้องคนนั้น วันที่ยายแสงคำเห็นแม่เด็กเดินจูงลูกชายมาที่ตลาด ดูน่าสงสารทั้งแม่ทั้งลูก มองไม่เห็นประกายตาที่มีความสุขสดใสเหมือนเด็กในวัยเดียวกันเลย มีแต่ความเศร้าแผ่ซ่านออกมาจากตัวเด็ก หน้าตาหม่นหมอง ตัวเล็กผอมบาง ซีดเซียว ตามตัวมีแต่รอยแผลเป็นจ้ำๆ มองก็รู้ว่าน่าจะโดนทุบตี ซึ่งก็คงไม่พ้นพ่อเด็กนั่นแหละ

“อ้าว แล้วทำไมวิญญาณนั่นถึงยังอยู่แถวนี้ล่ะวะนังพบ ไม่ใช่มันต้องตามพ่อแม่มันไปไม่ใช่รึ”

ยายแสงคำเริ่มแปลกใจด้วยเช่นกัน

“ก็เด็กคนนี้แหละยาย ที่พวกเราคาดกันว่า น่าจะเป็นวิญญาณที่มาขโมยขวัญของเด็กคนอื่นไป เพราะมีคนเห็นเค้าป้วนเปี้ยนอยู่แถวบ้านของป้าแก้วคืนนั้นน่ะจ้ะ”

“ใครเห็นล่ะวะนังพบ แล้วทำไมเอ็งไม่เห็นรึ”

จะว่าขวัญเอย ยายแสงคำก็คิดว่าไม่น่าใช่ แกเองก็รู้ว่าขวัญเอยพอจะเห็นอะไรแบบนี้ แต่มันไม่ได้ชัดเจนเหมือนที่พบจันทร์เห็น

แล้วพบจันทร์จะตอบอย่างไรดีนะ จะให้บอกต่อหน้าหมอเมฆาเลยก็คงดูแปลกๆ ไหนจะเพื่อนเขาก็อยู่ที่นี่ด้วย ถ้าหมออีกสองคนไม่ได้เชื่อเหมือนที่หมอเมฆาพยายามจะเชื่อเธอ จะเป็นอย่างไร เพราะแค่เรื่องที่คุยกันอยู่ตอนนี้ ก็ทำให้เอาหมอทั้งสามคนอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออกไปแล้ว จะไม่เชื่อก็ไม่ได้ จะให้เชื่อก็ดูค้านกับความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของพวกเขามากเกินไป แล้วยิ่งถ้ามีเรื่องน้องสาวของหมอเมฆาเข้ามาอีก จะยิ่งทำให้หมอเมฆาดูเป็นตัวตลกในสายตาเพื่อนๆ หรือเปล่า

“ก็นังขวัญแหละยาย นังขวัญมันเห็นรางๆ ว่าเด็กคนนี้ยืนอยู่นอกบ้าน”

พบจันทร์โยนไปให้ขวัญเอยแบบกะทันหัน ทำเอาเจ้าตัวสะดุ้งหันมาถลึงตาใส่พบจันทร์ พร้อมทำปากพะงาบๆ ถามแบบไม่มีเสียงว่า

ชั้นไปเห็นตอนไหนยะ

พบจันทร์ได้แต่ขยิบตาให้เพื่อน พร้อมทำปากมุบมิบๆ “เออน่าแก รับๆ ไปก่อน

“เอ้าเหรอ แหม่ เซนส์เอ็งพัฒนาละสินะ นังขวัญ ถ้าแบบนี้ก็กลิ่นไม่ดีแล้วนะนังพบ วิญญาณเด็กอยู่ที่นี่ แต่พ่อแม่หายไป ข้าว่าชักจะแปลกๆ ทะแม่งๆ ซะแล้ว”

ยายแสงคำตบเข่าดังฉาด ไม่ชอบมาพากลแน่ๆ แล้วเรื่องนี้

“แต่ตอนมีคนไปที่บ้านไอ้เส็งกับเมียหลังมันย้ายไป เห็นว่ามีวันที่เขาพาดาบฉุยไปค้นในบ้านด้วยนะเอ็ง เห็นพ่อหลวงเค้าบอกว่า กลัวว่าจะมีคนปล้นหรือมาจับตัวสามคนพ่อแม่ลูกไปไหนหรือเปล่า เพราะอยู่ดีๆหายไปทั้งบ้าน ตอนนั้นดาบแกว่าไม่เห็นจะมีใครในบ้านเหลืออยู่เลยนะ แล้ววิญญาณเด็กจะมาจากไหนล่ะวะนั่น”

“นั่นสิยาย หนูว่าถ้าเรื่องมันแปลกขนาดนี้ เราอาจจะต้องไปดูที่บ้านนั้นกันสักหน่อยแล้วละ”

พบจันทร์หันมาสบตากับขวัญเอย แต่เมื่อมองเลยมายังสามนายแพทย์หนุ่ม แม้จะอยู่ในเวลาที่เครียดที่สุด แต่พบจันทร์ก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหวจนต้องหลุดขำพรืดออกมา เมื่อเห็นนายแพทย์หนุ่มสามคนที่ใส่แว่นตาใส ยังคงยืนอยู่ในท่าเดียวกัน คือยืนตาค้าง อ้าปากกว้าง เหมือนกำลังฟังเรื่องมหัศจรรย์ที่น่าเหลือเชื่อที่สุดในชีวิต ดีไม่ดีที่เห็นนิ่งๆ อยู่นั่น อาจจะยืนช็อกไปแล้วก็ได้ใครจะรู้

 



Don`t copy text!