
ล่องลำนำกาล บทที่ ๔/๒ : ของกำนัล
โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ
![]()
เมื่อคาถาอาคมยื้อดวงวิญญาณให้อยู่เหนือกาลเวลา ออกขุนแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงยอมล่องลอยผ่านสามยุคสมัย จากอยุธยา สู่ธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่เพื่อหนีความตาย… แต่เพื่อตามหาหัวใจเดิมในร่างใหม่ของหญิงอันเป็นที่รัก พบเรื่องราวนี้ใน ล่องลำนำกาล โดยสีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนเจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 3

ขุนเทพเป็นเจ้าของเรือนไทยหลังนี้ปลายแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำแถววัดกุฎีจีน ก่อนย้ายเข้ามาในเมือง และซ่อมแซมอยู่หลายรอบ
เขามีสมบัติเก่าติดตัวที่เก็บสะสมมาหลังกรุงแตก ส่วนใหญ่เป็นของที่ฝังกลบแล้วร่ายคาถาบังตาไว้ ทั้งพระพุทธรูปเก่า เครื่องประดับเพชรนิลจินดา เผื่อจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อใช้จ่าย
เป็นสิ่งสำคัญสำหรับใช้ดำรงชีพเพื่อรอคอยแม่สีนวล นอกนั้นที่จะมีก็เคหสถานให้บริวารรอบตัวที่หามีชีวิตไม่แล้วได้เป็นที่สิงสถิต ไม่กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน
ขุนเทพรู้จักไต้ก๋งตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขณะยังหนุ่มแน่น ผมเปียสีดำยาวกลางหลังเป็นเอกลักษณ์ ที่เรียกติดปากว่าไต้ก๋งเพราะแกเคยเป็นไต้ก๋งเรือสำเภา เลยเรียกแทนชื่อตัว ทั้งสองรักใคร่สนิทสนมถึงขนาดล่มหัวจมท้ายกันมา จนแม้ไต้ก๋งหาชีวิตไม่แล้วก็ยังมีจิตผูกพันกับขุนเทพอยู่
ส่วนพุดจีบ เขาพบเด็กหญิงในปีที่ ๑๐ ของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เธอเป็นลูกสาวคนเล็กของคุณพระข้างบ้านกับเมียบ่าว ไม่มีใครใคร่สนใจเธอนักถึงได้ปล่อยให้มุดรั้วมาเล่นกับเขา
‘หากคุณพี่ไม่ว่า น้องขอมาที่นี่บ่อยๆ นะเจ้าคะ’
แน่นอนว่าเขาไม่ปฏิเสธ พุดจีบเป็นเด็กฉลาดช่างเจรจาแต่ไม่แข็งแรงจนทางบ้านคิดว่าคงไม่พ้นขวบปีแน่ แต่แล้วเด็กหญิงก็รอดมาได้ ทว่าร่างกายผอมเกร็ง ข้าวปลาตกถึงท้องไม่ครบเท่าที่เด็กวัยนี้พึงได้รับ
‘วันไหนกับข้าวที่บ้านไม่อร่อย พุดจีบมาฝากท้องบ้านพี่ได้’ ขุนเทพเชิญชวน จิตของเด็กหญิงบริสุทธิ์นัก จึงไม่รู้ว่าผู้คนที่เธอพบเห็นในบ้าน มีเพียงเขาคนเดียวที่มีเลือดเนื้อและชีวิต
เป็นเช่นนี้จนวันที่โรคห่าระบาดทั่วเมืองในปี 2363 ผู้คนล้มตายราวใบไม้ร่วง ท้องถนนเกลื่อนกลาดไปด้วยศพที่ถูกยกออกมากองไว้ให้พ้นชายคาบ้าน พุดจีบคงถูกห้ามไม่ให้ข้ามมาหาเขาอีก ทุกบ้านไม่ต้อนรับแขก ข้าราชการถูกสั่งพักงาน ผู้คนเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน เพราะกลัวเชื้อโรคแพร่กระจาย
พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้ประกอบพระราชพิธีอาพาธพินาศ ยิงปืนใหญ่ทั้งคืนตั้งแต่ค่ำยันสว่าง เสียงดังสนั่นทั่วพระนคร ทั้งยังอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบรมธาตุแห่ไปรอบเมือง สถานการณ์เหมือนคลี่คลายแล้วหลังจากนั้น จนเช้าวันหนึ่งพุดจีบหน้าตาตื่นเข้ามาบอกเขาว่า
‘คุณพี่เจ้าขา เกิดเหตุอันใดไม่รู้เจ้าค่ะ หนูพูดกับผู้ใดก็มิมีผู้ใดตอบ หรือว่าหนูทำสิ่งใดผิดไป’
นั่นเป็นคำพูดของเด็กหญิงผู้ซึ่งไม่รู้ตัวว่าร่างกายของตนได้มอดไหม้ไปหลายวันก่อนหน้าแล้ว เมื่อหนูน้อยถ่ายท้องจนไข้ขึ้นสูงและทนพิษจากเชื้อโรคไม่ไหวต้องอำลาโลกนี้ไป
ขุนเทพเสียใจเป็นอาทิตย์ที่ต้องสูญเสียเพื่อนสนิทต่างวัย เด็กหญิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองได้กลายเป็นวิญญาณไปแล้ว หล่อนยังใช้ชีวิตตามปกติ จนวันที่เขาตัดสินใจบอกความจริง
‘แน่ใจนะว่าจะอยู่ด้วยกันเช่นนี้’ ขุนเทพถามย้ำ เรื่องความตายสำหรับผู้ใหญ่ยังเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก แล้วกับเด็กไม่กี่ขวบที่ยังไม่ถึงแก่อายุขัยต้องมาจากไปก่อนวัยอันควรเล่า
‘พี่เมตตาน้องตั้งแต่ยังมีชีวิต จนน้องตายกลายเป็นผี พี่ก็ยังเมตตาอยู่ น้องขออยู่รับใช้พี่จนกว่าดวงจิตจะดับสูญ หรือบุญของน้องจะได้ไปเกิดเป็นคนอีกครั้ง’
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ว่ารูปกายภายนอกของขุนเทพจะเปลี่ยนไปสักกี่ครั้งตามร่างกายที่เขาสวมดวงจิตไว้ แต่พุดจีบก็ยังเรียกเขาว่าพี่เทพ ตามชื่อที่ติดตัวมาแต่เดิม
“แล้วถ้าไม่ทำอย่างนั้ง ป่างนี้ไม่กายเป็งสัมภเวสีเร่ร่อง ไม่มีที่ซุกหัวนองกังหมกแล้วเหลอ” ไต้ก๋งไม่ยอมทนฟังเฉย ยกเหตุผลสำคัญมาหักล้างบ้างทำเอาเด็กหญิงหน้าเง้า
“คุณพี่ไม่ชมน้องเลย น้องอุตส่าห์ช่วยคุณหมอจากพวกโจร มิฉะนั้นมันกวาดของไปเรียบวุธแล้ว”
กายทิพย์ของเธอเป็นเด็กหญิงสิบขวบตามปีที่สิ้นใจ แต่ความคิดอ่านพูดจาเทียบได้กับมนุษย์อายุเกินร้อยตามจำนวนปีบนโลกมนุษย์
“แล้วที่นั่งจ้องอยู่เนี่ยแทนคำชมได้ไหม หรือจะให้พี่เก็บคำชมนี้ออกไป” คำขู่แฝงด้วยความเอ็นดู
“ไม่ ไม่ ไม่ เจ้าค่ะ ถ้าคุณพี่จากบ้านไปนานๆ อีก น้องจะอยู่กับใคร” พุดจีบรีบปฏิเสธพัลวัน
“อีก็แอบตามอาคุงเทพไปล่วยทุกที่นั่งแหละ แล้วมาทำเป็งบ่งว่าเหงา”
หากเป็นเด็กสิบขวบคงไม่กล้าต่อล้อต่อเถียง ทว่าความสนิทสนมกว่าร้อยปีทำให้พุดจีบไม่หยุดปาก
“อากงก็ตามคุณพี่ไปเช่นกันเจ้าค่ะ น้องมิอยากจะฟ้อง”
“ไฮ้ มังไม่เหมืองกาง” ไต้ก๋งแก้ตัว ก่อนลุกหนีไปด้วยความรำคาญ
แม้สรรพสิ่งในบ้านจะถูกสะกดให้หยุดนิ่งไม่ผันแปรตามเวลา แต่ไม้กระถางที่ปลูกไว้ชานบ้านยังคงมีชีวิตและเติบโตไปตามสภาพที่ขาดการดูแล
กาลวินท์ใช้เวลาค่อนวันเช้าค่อยๆ ลิดใบเหลืองกรอบ แล้วบรรจงตัดแต่งกิ่งก้านที่งอกออกใหม่ให้ได้รูปทรงอย่างชำนิชำนาญ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนลืมวันเวลาโดยมีพุดจีบคอยเฝ้าไม่ห่าง
“ลวดอมเข้าเนื้อไม้แล้ว เห็นหรือเปล่า” ชายหนุ่มชี้ให้ดูลวดที่ฝังลึกลงเนื้อไม้
“ครั้งก่อนพี่มัดแน่นไป ไม่ตรงตำแหน่ง คงจะต้องยอมตัดกิ่งนี้ออก” เขาอธิบายด้วยความเชี่ยวชาญ วิธีจับคีมปากท้องเรือโค้งตัดกิ่งไม้และเก็บรายละเอียดบริเวณรอยตัดคล่องแคล่ว
“คงตอนคุณพี่อยู่ในร่างคุณสมัยกระมัง ฝีมือจึงไม่ค่อยเที่ยง น้องดีใจเหลือเกินที่คุณพี่กลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงทำให้ชายหนุ่มหายคิดถึงบ้านไปได้มาก
“คนเราเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดา แล้วตอนพี่แก่ตัวลง มันแปลกตรงไหนเล่า” เขาถามกลับบ้าง
“ไม่แปลกหรอกเจ้าค่ะ แต่โอกาสจะได้พบและครองคู่กับแม่สีนวลก็เบาบางลงไป”
จริงอย่างพุดจีบว่า ชายหนุ่มมองผลงานตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนยกกระถางกลับขึ้นวางบนชั้นตามเดิม สายตาไล่เลื่อนไปตามไม้ดัดแต่ละต้นด้วยความครุ่นคิด
ไม้ดัดทุกกระถางล้วนมีความทรงจำซ่อนอยู่ แม้สังขารภายนอกของผู้เป็นเจ้าของจะเปลี่ยนแปลง แต่ต้นไม้ทุกต้นล้วนเป็นประจักษ์พยานว่าเขาได้ผ่านแต่ละยุคแต่ละสมัยมาด้วยความยากลำบากอย่างไร
จนถึงไม้ดัดกระถางหนึ่งซึ่งวางไว้ด้านล่างเนื่องจากมีขนาดใหญ่ เป็นไม้ทรงเดียวกับที่ได้รับจากคุณเฒ่าแก่ แตกกิ่งก้านเป็นมุมฉากขนานกับพื้นแทงยอดขึ้นนับรวมได้เก้าพุ่มช่อตามตำรา
“พี่สังหรณ์ใจว่าไม่นานนี้ พี่จะได้พบแม่สีนวลอีกครั้ง” ขุนเทพพูดอย่างคนมีหวัง
ในบรรดาไม้งามที่ผ่านมือ ไม่มีไม้ดัดต้นใดจะมีคุณค่าทางจิตใจเท่ากับที่ได้รับจากสีนวลในวันนั้น ซึ่งมันได้มอดไหม้ใต้กองเพลิงในวันที่บ้านเมืองถูกเผาเป็นจุณเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน
เรือนสิทธิคุณตั้งอยู่บนเนินเขามีทางขึ้นลงทางเดียวจากรีสอร์ต ทำให้บ่อยครั้งมีแขกจากด้านล่างหลงขึ้นไปบ้างเพราะไม่มีรั้วกั้นอาณาเขตหรือยามคอยเฝ้า
แสงสุดท้ายของวันกำลังลับขอบฟ้า คนงานบนเรือนทยอยลงไปยังอาคารที่พักด้านล่าง เมื่อหนุ่มสาวอยู่รวมกัน ไม่พ้นจับกลุ่มสังสรรค์และอาจส่งเสียงดังไปรบกวนแขกที่มาพักจนอุ่นเรือนต้องกำชับว่า
“คืนนี้อย่าเอะอะไปล่ะ มีแขกเช็กอินหลายห้อง”
“ป้าล่ะ วันนี้นายตั้วไม่อยู่ต้องนอนคนเดียว ไม่กลัวบ้างเหรอ” ใครคนหนึ่งแกล้งหยอกจนถูกย้อนว่า
“มีแต่พวกเอ็งเนี่ยแหละกลัว ข้าอยู่ที่นี่มาตั้งแต่พ่อแม่เอ็งยังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ”
หลังตะวันตกดินบ้านหลังใหญ่คืนสู่ความเงียบสงบ คุณแม่บ้านตรวจตราความเรียบร้อยอีกครั้งว่าประตูหน้าต่างทุกบานถูกลงกลอนแน่นหนา เผื่อมีฝนหลงฤดูจะได้ไม่ถูกลมกระโชกเสียหาย
เสียงรถยนต์แล่นขึ้นเขาดังใกล้เข้ามาก่อนหยุดลง คงเป็นแขกสักคนที่ขับหลงขึ้นมา ไม่ทันจะเดินไปถึงประตู เสียงกริ่งก็ดังลากยาวรัวๆ คนที่รอไม่ใช่ลูกค้าอย่างที่คิด
“วินอยู่ไหม ตามเขาลงมาพบฉันที” โสมวิภาอดีตคู่ควงของกาลวินท์นั่นเอง
หญิงสาวอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีชมพู ด้านหน้าปิดมิดชิดถึงคอแต่เปิดแผ่นหลังอวดผิวขาวเนียนลงไปถึงเอว หล่อนไม่ถอดรองเท้าส้นสูงแต่ก้าวฉับๆ ไปถึงห้องรับแขกซึ่งลาดด้วยพรมทั้งห้องจนอุ่นเรือนร้องลั่น
“คุณวินไม่อยู่ค่ะ คุณจะไปไหนมิทราบ” คำพูดสุภาพแต่น้ำเสียงชวนขัดใจ
“ลืมไปแล้วเหรอว่าฉันเคยอยู่ที่นี่” หญิงสาวท้าทายด้วยทะนงว่าตนเหนือกว่าอีกฝ่าย
“ไม่ลืมหรอกค่ะ แต่ว่าตอนนี้ไม่อยู่แล้ว ดิฉันถึงได้ถามไงคะว่าคุณจะไปไหน”
โสมวิภาขบกรามแน่น ถึงภายนอกหล่อนดูแข็งกร้าวไม่ยอมคน แต่อุ่นเรือนซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่ามีหลักการแน่นหนาจนไม่อาจตอบโต้ได้ทันที ต้องหยุดนิ่งครู่หนึ่งก่อนเชิดหน้าพูดต่อ
“วินออกจากโรงพยาบาลมาเป็นเดือน ทำไมไม่มีใครบอกฉันเลย ถ้าไม่เจอวินเองกับตัวก็คงไม่รู้”
“ทำไมต้องบอกคุณด้วยล่ะคะ แล้วบอกในฐานะอะไร” อุ่นเรือนยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก
“วันนี้คุณๆ เข้ากรุงเทพกันหมด ไม่มีใครอยู่ คุณกลับไปเถอะค่ะ ฉันเหนื่อย ไม่อยากทะเลาะด้วย”
“ไม่จริง ฉันเพิ่งเจอวินวันก่อน เขาต้องอยู่ข้างบนแน่ คงยังไม่ตื่น” โสมวิภารู้กิจวัตรของกาลวินท์ดี หล่อนตรงขึ้นไปยังห้องอดีตคนรักโดยไม่สนใจฟังคำทัดทาน
“วินคะ วินอยู่ไหนคะ วิมาหาค่ะ” ปากร้องเรียกไประหว่างทาง
คุณแม่บ้านวิ่งตามแต่ไม่เร็วเท่า จึงตะโกนให้เสียงนำตัวไปก่อนว่า
“คุณวิคะ ถ้าคุณไม่ออกไป ฉันจะโทรแจ้งตำรวจ” ผู้สูงวัยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดให้เห็น คำว่าตำรวจได้ผลชะงัด ทำให้หญิงสาวไม่ก้าวเดินต่อ
“ก็แค่หัวหน้าคนงาน ไม่ใช่เจ้าของบ้าน อย่าทำตัวใหญ่โตเกินเจ้านายไปหน่อยเลย” โสมวิภาค่อยๆ เดินลงมาประจันหน้าอุ่นเรือนที่ตามขึ้นมาทัน แต่หยุดยืนบนขั้นที่สูงกว่า
“ดิฉันไม่อยากเถียงกับคุณ เชิญกลับเถอะค่ะ”
แทนที่โสมวิภาจะยอมแต่โดยดี หล่อนกลับกระชากโทรศัพท์จากมืออุ่นเรือน จนทำให้กลิ้งตกลงกระแทกบันไดแต่ละขั้นลงมา ก่อนแยกเป็นชิ้นๆ ที่พื้นด้านล่าง
“คุณวิ” อุ่นเรือนอุทาน ความโกรธมีมากกว่าความเสียดาย ผู้สูงวัยเงื้อมมือไปตบไหล่หญิงสาวสุดแรงเหมือนผู้ใหญ่ทำโทษเด็ก แต่เสียงนั้นดังจนตัวเองยังตกใจ
“แกกล้าดียังไงถึงได้ตีฉัน” โสมวิภาตะคอกกลับแล้วยกมือขึ้นผลักบ้าง อุ่นเรือนรีบปัดป้องแต่หญิงสาวไวกว่าฉวยข้อมือคุณแม่บ้านไว้แน่นไม่ยอมปล่อย และบิดสุดแรงจนอีกฝ่ายร้องโอดโอย
“ปล่อยนะ ฉันเจ็บ” ทั้งสองยื้อยุดกัน ไม่มีใครยอมใคร
“เจ็บเป็นเหมือนกันเหรอ” โสมวิภาสะบัดมืออีกฝ่ายออกด้วยความสะใจ เท่านั้นจริงๆ ที่หล่อนคิด แต่อุ่นเรือนไม่ทันระวัง จึงเสียหลักเซถอย คุณแม่บ้านรีบคว้าราวบันไดแต่พลาดไป ขาที่ก้าวถอยหมายจะเป็นหลักยึดให้ตัวเอง กลับเหยียบได้แค่ความว่างเปล่า
ร่างของอุ่นเรือนปลิวร่วงลงมาไม่ต่างจากโทรศัพท์ที่ตกลงมาก่อน ศีรษะกระแทกราวจับ ก่อนกลิ้งตัวลงมาแน่นิ่งเมื่อถึงพื้นเรือนด้านล่าง
“ฉันไม่ได้ทำนะ” โสมวิภากรีดร้องขณะวิ่งตามลงมา เอาแต่พึมพำซ้ำๆ “ฉันไม่ได้ทำ”
“ช่วย…ด้วย…” เสียงแผ่วเบาลอดจากริมฝีปากคุณแม่บ้าน รู้สึกถึงความเย็นชื้นไหลซึมจากขมับที่แตก แขนถูกทับจนไร้ความรู้สึก ตั้งแต่ลำคอลงไปร่างกายเหมือนกำลังแปรสภาพกลายเป็นหิน
“ช่วย ให้ฉันช่วยยังไง” โสมวิภาถาม ไม่ได้ฉุกคิดว่าอุ่นเรือนไม่สามารถสื่อสารได้อีกแล้ว
“เดี๋ยวฉันเรียกรถพยาบาลให้” หล่อนรับปากส่งเดชก่อนเหลียวหน้าแลหลังอย่างหวาดระแวง
อุ่นเรือนได้แต่นอนจ้องมองส้นสูงและเรียวน่องของอีกฝ่ายค่อยๆ เดินห่างไปพร้อมเสียงประตูปิดปัง และเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มก่อนลับหายไป บ่งบอกว่าหล่อนไม่ได้ทำตามที่พูดไว้ ความหวังเดียวคือรอให้ใครสักคนกลับขึ้นมา ซึ่งอย่างเร็วสุดก็ตอนเช้าของวันพรุ่งนี้ที่คนงานจะกลับขึ้นมาบนเรือนอีกครั้ง
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๔/๒ : ของกำนัล
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๔/๑ : ของกำนัล
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๓/๒ : จุดกำเนิด
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๓/๑ : จุดกำเนิด
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๒/๒ : แรกรัก
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๒/๑ : แรกรัก
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๑/๒ : การกลับมา
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๑/๑ : การกลับมา
- READ ล่องลำนำกาล : บทนำ







