
ล่องลำนำกาล : บทนำ
โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ
![]()
เมื่อคาถาอาคมยื้อดวงวิญญาณให้อยู่เหนือกาลเวลา ออกขุนแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงยอมล่องลอยผ่านสามยุคสมัย จากอยุธยา สู่ธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่เพื่อหนีความตาย… แต่เพื่อตามหาหัวใจเดิมในร่างใหม่ของหญิงอันเป็นที่รัก พบเรื่องราวนี้ใน ล่องลำนำกาล โดยสีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนเจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 3

วันอาทิตย์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือนยี่ พ.ศ.2309
สามเดือนก่อนกรุงแตก
อาทิตย์อำลาขอบฟ้าไปตั้งแต่ย่ำค่ำ หากแผ่นฟ้ากว้างเหนือทิศที่ตั้งพระนครยังสว่างด้วยแสงแดงฉานไม่ต่างจากกลางวัน ควันสีดำทะมึนพวยพุ่งเป็นสายมีที่มาจากพระเพลิงซึ่งกำลังลุกโชนและแผ่ลามเข้าครอบคลุมสรรพสิ่งที่ขวางหน้า กินอาณาบริเวณกว้างและสร้างความโกลาหลอย่างหนัก ในยามที่ข้าศึกตั้งค่ายประชิดกำแพงเมืองอยู่ทุกด้าน
ทุกอย่างที่ว่าหมายถึงสิ่งปลูกสร้างที่ก่อนสนธยามาเยือนยังเป็นนิวาสสถาน วัดวาอาราม และรั้วรอบขอบชิดในเขตกำแพงเมืองซึ่งครั้งหนึ่งเคยมั่งคั่งเรืองรองด้วยความเจริญถึงขีดสุด
ขุนเทพจ้องมองภาพความหายนะตรงหน้าพร้อมทหารกลุ่มใหญ่ จากระยะที่ไกลเกินกว่าจะย้อนไปปกป้องหรือบรรเทาความเสียหายได้ ไม่ทันข้ามคืนดีที่เขาเพิ่งจากบ้านมา ก็เกิดเหตุวุ่นวายให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
ในใจทหารกล้าแต่ละคนคุกรุ่นรุมร้อนด้วยอารมณ์หลากหลายแตกต่าง บ้างกัดฟันกรอดด้วยความคับแค้น บ้างน้ำตาไหลอาบแก้มด้วยห่วงใยคนที่อยู่ข้างหลัง และบ้างเกิดพลังฮึกเหิมอยากตะลุยฝ่ายตรงข้ามให้พินาศราบเป็นหน้ากลอง
“หากเป็นเช่นนี้แล้ว ไม่แคล้วพวกอังวะคงบุกเข้าเมืองได้ในเพลาอันใกล้เป็นแน่”
น้ำเสียงแข็งกร้าวดังมาจากขุนนางบนหลังม้าผู้มียศสูงสุดในบริเวณนั้น ตอกย้ำการตัดสินใจว่าไม่ผิดไปจากที่คาด ครู่ใหญ่ที่ท่านปล่อยให้เหล่าทหารได้ประทับจำภาพความวิบัติตรงหน้าให้เกิดแรงฮึกเหิม ก่อนมีดำริแน่วแน่ด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง เรียกเสียงไชโยโห่ร้องกึกก้องทั่ว
“ไม่นานดอก เราจักกลับคืนพระนคร กู้บวรพระพุทธศาสนา แลกวาดล้างไอ้พวกศัตรูให้ย่อยยับ”
การเดินทางเพิ่งเริ่มต้น หนทางข้างหน้าอีกยาวไกลนัก จะดีหรือร้ายก็สุดคาดเดา พวกข้าศึกเมื่อรู้ว่ามีกองกำลังระดับพระยาตีฝ่าเมืองออกมาคงรีบตามมารุกไล่ขัดขวางมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง กับทั้งบรรดาหัวเมืองตะวันออกตลอดจนกองกำลังรายทางที่ขวางอยู่เบื้องหน้า
แต่หากไม่ชิงตีหักออกมา สภาพคงไม่ต่างจากหนูที่ถูกล้อมไว้ พ้นหน้าน้ำหลากเมื่อใด ก็คงเป็นทีของข้าศึกที่ตั้งค่ายล้อมเมืองอยู่แรมปี หาทางบุกเข้าพระนครด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเป็นแน่
และเมื่อถึงเพลานั้น ทั่วทั้งเมืองคงอึงอลด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คนที่แตกตื่นหนีเอาชีวิตรอด ระงมไปด้วยเสียงคมหอกคมดาบจากข้าศึกที่ตีรันฟันแทง หมายจะเอาชีวิตและทรัพย์สินของชาวเมืองอย่างบ้าคลั่งเพื่อชดเชยให้สมกับที่เฝ้าอดทนรอ
ใจของทหารหนุ่มประหวัดถึงแม่หญิงผู้เป็นที่รัก
เมื่อบ้านเมืองถึงคราวข้าวยากหมากแพง ผู้คนอดอยากปากแห้ง วันที่เขาเล่าแผนตีฝ่าออกไปหลังน้ำลด หล่อนรับฟังอย่างไม่ปริวิตก และเป็นฝ่ายตอบเขาโดยไม่นึกลังเลว่า
“พี่ไปเถิด ไม่ต้องห่วง ฉันอยู่ทางนี้กับพ่อ จวนตัวขึ้นมาจักได้พากันหนีออกจากเมือง”
สีนวลเพิ่งสิบแปด กำลังแตกเนื้อสาวสะพรั่ง ดวงหน้ารูปไข่อิ่มเอิบ ผมดำตรงยาวแค่ต้นคอแลดูทะมัดทะแมง แม้เป็นหญิงแต่จิตใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยวไม่แพ้ชายชาตรี
“พี่ห่วงน้องยิ่งนัก จะทิ้งเจ้าไว้ทางนี้ได้อย่างไร นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่เราจะออกจากเมืองไปได้”
แม้เป็นกำพร้าแต่เด็ก หากครอบครัวของขุนเทพสืบเชื้อสายนักรบมาตั้งแต่คราวเสียกรุงครั้งแรก ตัวเขาเองเคยออกรบในศึกพระเจ้าอลองพญาเมื่อหลายปีก่อน ทว่าสงครามครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่านมานัก ทั้งข้าศึกที่วางแผนมาอย่างดี กวาดต้อนไพร่พลและเครื่องศัสตราวุธ มาทั้งทางเหนือและใต้ ครั้นพอลงหลักตั้งค่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะล่าถอย แม้ยามที่น้ำหลากไปทั่ว โอกาสเดียวที่ว่ามาถึงในช่วงน้ำลด ต้องชิงฝ่าเสียก่อนที่พวกอังวะจะจัดกระบวนทัพใหม่ และเป็นฝ่ายกลับมารุกไล่ต่อ
“พี่อย่าห่วงฉันเลย ญาติข้างพ่อหลายคนอยู่หัวเมืองตะวันออก หากจวนตัวจำต้องหนีก็คงไม่สิ้นหนทางเสียทีเดียว”
“แล้วเหตุใดน้องไม่ไปด้วยกันเสียแต่ตอนนี้เลยเล่า” ขุนเทพแย้ง อยากจะยกตัวหญิงสาวไปด้วยให้รู้แล้วรู้รอด หากแววตามุ่งมั่นของหล่อนทำให้เขาต้องยอมแพ้ต่อความคิดนั้น
“พี่มีหน้าที่ของพี่ ฉันก็มีหน้าที่ของฉัน” สีนวลยืนกราน “หากมีเรื่องจักต้องร้องขอ ฉันขอพี่อย่างเดียว” เสียงของหล่อนขาดห้วงไปราวกับเป็นเรื่องยากเย็นที่ต้องเอ่ยออกมาว่า
“ขอพี่อย่าลืมสัญญาระหว่างเรา”
สะตือใหญ่ต้นนั้นขนาดสามสี่คนโอบแผ่กิ่งก้านสาขาคล้ายมือยักษ์เลื้อยเหนือลานดินริมแม่น้ำป่าสัก ใต้ร่มไม้ครึ้มเป็นศาลไม้เก่าสูงระดับสายตา ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านจากรุ่นสู่รุ่นจนขนานนามว่า ‘เจ้าพ่อสะตือยักษ์’ ตามขนาดต้นไม้
ใครผ่านไปมาต้องแวะกราบไหว้จนเป็นที่เล่าลือว่า ท่านอำนวยอวยพรให้สมหวังตามคำขอ ส่วนใหญ่ก็มักจะได้ตามความปรารถนา เพียงแต่ขอได้คราวละข้อเท่านั้น
วันนั้นสีนวลคุกเข่าอยู่ข้างเขา พวงแก้มของหล่อนเป็นสีแดงระเรื่อด้วยเลือดฝาดและไอแดดร้อนสะท้อนจากผืนน้ำ เขาเป็นฝ่ายเปล่งวาจาออกมาก่อนด้วยเสียงหนักแน่นเท่าที่บุรุษคนหนึ่งจะให้คำมั่นต่อสตรีผู้เป็นที่รักได้
“ข้าขุนเทพ…ขอให้คำสัตย์ต่อหน้าเจ้าพ่อ เมื่อหมดหน้าน้ำ ข้าศึกล่าถอยออกไป ข้าจักมาสู่ขอสีนวลไปเป็นเมียของข้า จักดูแลเลี้ยงดูจนกว่าความตายมาพรากเราสอง”
“ข้าสีนวล…” หญิงสาวยกมือขึ้นประนมบ้าง
“หากชะตาข้างหน้ากำหนดให้เราสองต้องคลาดแคล้ว ไม่ว่าจากเป็นหรือจากตาย ไม่ว่าอยู่ในร่างมนุษย์หรือละสังขารเหลือเพียงวิญญาณ ข้าขอพึ่งบารมีเจ้าพ่อดลบันดาลให้เราสองได้กลับมาพบกันที่ใต้ต้นสะตือนี้ ขอเจ้าพ่อช่วยเป็นพยาน”
“สีนวล” ขุนเทพครางฮือในลำคอด้วยตกตะลึงในคำอธิษฐานแปลกประหลาดของหญิงสาว
“พูดอย่างนี้จักเป็นลาง” เขาเผลอตัวปรามหล่อนด้วยอาวุโสกว่า
“ในยามบ้านเมืองวิกฤติเยี่ยงนี้ น้องรู้ดีไม่มีคำขอใดจะฝืนชะตากรรมได้ ถ้าพี่หรือน้องจำต้องจากกัน ขอให้เราสองได้มีโอกาสมาพบกันอีกครั้ง หากพ้นจากนั้นแล้ว ก็สุดแต่บุญกรรมที่ได้ทำกันมา”
แววตาและท่าทางมุ่งมั่นของหญิงสาวทำชายชาติทหารน้ำตารื้น เขาแหงนมองต้นสะตือที่กำลังแทงช่อดอกสีขาวนวลเป็นพวงยาวที่ปลายกิ่ง สะกดเสียงสะอื้นในลำคอและหยาดน้ำใสที่เอ่อขึ้นมาให้ไหลกลับไป
“ข้าขุนเทพ” เสียงแหบพร่าแทรกขึ้น “หากชาติหน้ามีจริง ขอบารมีเจ้าพ่อดลบันดาลให้ข้าจดจำแม่สีนวลได้ ไม่ว่าสูงต่ำดำขาว เป็นหญิงหรือชาย ยากดีมีจนอย่างไร ขอแค่เพียงได้เห็น ก็จดจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยทำบุญร่วมชาติกันมา”
“พี่เทพ…เหตุใดพี่ถึงขอเจ้าพ่อสองอย่างในคราวเดียวกัน” หญิงสาวท้วง หากชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ ปฏิเสธ
“มิใช่เช่นที่น้องคิดดอก ประโยคแรกคือคำสัญญา ประโยคหลังคือคำอธิษฐาน น้องลืมแล้วหรือว่าพี่ก็ขอเจ้าพ่อได้ข้อหนึ่งเช่นกัน”
ชายหนุ่มจับมือหญิงสาวขึ้นมาอย่างอ่อนโยน ก่อนสวมกำไลทองวงหนาที่ประดับด้วยทับทิมสีแดงก่ำรอบวงลงบนข้อมือของเธอ กำไลวงนี้เป็นของล้ำค่าที่เขาได้รับจากเจ้าจอมองค์หนึ่งในขุนหลวงให้เก็บรักษาไว้เพื่อมอบแก่สตรีผู้เป็นดวงใจ
“ยามศึกสงครามเช่นนี้ พี่หาได้มีสิ่งใดจะหมั้นหมายตัวเจ้า ขอฝากกำไลวงนี้ไว้แทนคำสัญญาของพี่ด้วยเถิด”
“พี่เทพ” น้ำตาหญิงสาวพรั่งพรูไหลอาบสองแก้มด้วยความตื้นตัน “น้องจักขอสวมกำไลนี้ไว้ มิให้พรากจากกายจนสิ้นชีวิต”
เป็นอีกครั้งที่คำพูดของแม่สีนวลทำชายอกสามศอกน้ำตานองหน้า ทั้งสองก้มลงกราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มิได้มีจิตลังเลเลยสักนิดว่าคำอธิษฐานนั้นจะสัมฤทธิผลตามที่ขอไว้หรือไม่
————————————————————————————————————
ห้วงแห่งความคิดคำนึงยุติลง ภาพตรงหน้าหายวับราวกับควันที่ถูกลมพัดพาไป ป่านนี้สีนวลจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้างหนอ
ตลอดเส้นทางจากราชธานีศรีอยุธยาสู่หัวเมืองตะวันออก ผ่านเมืองนครนายก บุกป่าฝ่าดงผ่านชุมชนน้อยใหญ่รายทาง ก่อนเข้าสู่เมืองระยอง จุดหมายคือจันทบูร เพื่อรวบรวมไพร่พลกลับไปกอบกู้พระนคร ไม่มีแม้สักลมหายใจที่เขาจะไม่นึกถึงแม่หญิงผู้เป็นที่รัก
ยามอยู่บนหลังม้า ตวัดคมดาบฟาดฟันศัตรูที่ดาหน้าเข้ามาขวาง แม้กายห่างแต่ยังอุ่นใจว่าอย่างน้อยพี่มีลมหายใจอยู่ใต้ดวงตะวันดวงเดียวกับน้อง
ทุกค่ำคืน ยามเอนหลังลงพื้นดินแหงนมองดูจันทร์ที่ลอยเด่นกลางฟ้า ได้แต่ละเมอเพ้อคิดไปว่าน้องจะกำลังมองจันทร์ดวงเดียวกับพี่อยู่หรือเปล่า
ชีวิตขุนเทพดำเนินไปอย่างนั้นได้สามเดือน สิ่งที่หวาดกลัวที่สุดก็มาถึง
ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองระยองว่ากรุงศรีอยุธยาล่มแล้วด้วยน้ำมือศัตรูที่ปักหลักล้อมกรุงนานกว่าสิบสี่เดือน ว่ากันว่าข้าศึกไหลบ่าถาโถมเข้าเมืองยิ่งกว่าคลื่นในทะเล หมายเอาชีวิตและทรัพย์สินให้คุ้มค่าการรอคอย
ลือว่าไฟลุกท่วมราวกับทะเลเพลิงอยู่หลายคืนกว่าจะมอดดับ ผู้คนล้มตายราวกับใบไม้ร่วง ไม่ต่างจากแมงเม่าที่ถูกต้อนให้อยู่ในวงล้อมแล้วสาดไฟเผาทั้งเป็น ยากที่จะหนีรอดไปได้
ขุนเทพได้สดับรับข่าวก็แทบล้มทั้งยืน ชีวิตที่อยู่ได้ด้วยความหวัง บัดนี้โอกาสจะได้สมดังหวังน้อยเต็มที ลำพังชายอกสามศอกยังต้องพ่ายต่อความบ้าคลั่งของศัตรู ไฉนเลยกับหญิงสาวตัวเล็กๆ อย่างสีนวลจะมีกำลังวังชาใดไปต้านทานได้
เขาเฝ้าแต่ครุ่นคิด หรือจะหนีทัพกลับพระนครเสียให้รู้แล้วรู้รอด…ทว่าด้วยศักดิ์ศรีชายชาติทหารจึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนน้ำตาให้ไหลรินภายใน เปลี่ยนความคิดถึงเป็นพลังฟาดฟันศัตรู กลืนความทรงจำเก่าก่อนแทนอาหาร ละลายความแค้นใจลงกระแสโลหิตให้ไหลเวียนไปทั่วร่าง
กระทั่งทัพพระยาตากหักเอาเมืองจันทบูรได้ ก่อนรวบรวมไพร่พลต่อเรือสำเภาล่องกลับไปยังบ้านเกิดที่จากมานานหลายเดือน
วันที่ทัพเคลื่อนผ่านสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านเกิดเมืองนอน อยุธยายศล่มแล้ว…ดังที่ได้ยินมาไม่ผิดแน่ ซากปรักหักพังของกำแพงเมือง วัดวาที่เหลือเพียงเศษอิฐ
ผู้คนเร่ร่อนตามทางน่าเวทนา ร่างกายผอมโซนุ่งผ้าขาดวิ่น แยกไม่ออกระหว่างคนและสัตว์ที่เข้ามาอยู่ร่วมกันอย่างไร้เส้นแบ่งกั้น สภาพไม่ต่างจากนรกภูมิ จนน้ำตาชายชาติทหารไหลออกมาเอง
ขุนเทพร่อนเร่อยู่ในเมืองร้าง นอนกลางดินกินกลางทรายอย่างสิ้นแล้วทุกสิ่ง แม้ประคองตนให้รอดพ้นจากศัสตราวุธมาได้ แต่สิ่งที่ทำร้ายเขากลับเป็นเชื้อโรคร้ายที่ไม่มีมนตร์บทใดปกป้องได้
ชายหนุ่มนอนซมด้วยพิษไข้นานนับสัปดาห์ จะกินก็กินไม่ได้ จะนอนก็ข่มตาไม่หลับ ร่างล่ำสันแปรเปลี่ยนเป็นหนังหุ้มกระดูก หมดเรี่ยวแรงเดินเหินจนต้องอาศัยกระโจมของมิชชันนารีเป็นที่พักพิง
ยามที่ความเย็นแผ่ซ่านทำให้สั่นเทิ้มไปทั่วร่าง กรามสองข้างกระทบกันกึกกักเป็นเสียงเดียวที่ดังก้องในหู เขาคู้ตัวเพื่อใช้ร่างกายซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บที่เย็นลึกถึงแกนกระดูก
ได้ยินสรรพสำเนียงชาวต่างชาติในเงาพร่าเลือนพูดจาโต้ตอบกันไกลๆ พร้อมกับส่ายหัวกันไปมาด้วยภาษาที่ฟังไม่รู้ความ หากขุนเทพสามารถรับรู้ได้ด้วยประโยคที่คนรอบตัวกำลังบอกต่อๆ กันว่า
“พ่อหนุ่มคนนี้ไม่น่ารอดเสียแล้ว”
ความรักตัวกลัวตายเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ นาทีที่เส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตายอยู่ใกล้กันเพียงนิดเดียว เขาไม่มีเวลาคิดการใดเพื่องัดง้างกับพญามัจจุราช
“ข้ายังตายไม่ได้ มันจะจบเยี่ยงนี้มิได้”
ในความมืดมิดสิ้นหวัง ความคิดบางอย่างผุดขึ้นในใจ ไม่ว่าเมื่อนี้หรือเมื่อไหน หากความตายคือการสิ้นสุด ระหว่างเขาและสีนวลจำเป็นต้องมีคนหนึ่งถือสัตย์สัญญาไว้มั่น ไม่สูญสลายไปกับกายสังขารหรือดวงจิตที่ดับสูญ และคนผู้นั้นต้องเป็นเขา
เมื่อขุนเทพยังเยาว์วัย ทั้งชีวิตมีแต่หลวงลุงผู้เปี่ยมพระคุณเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียว คอยอบรมสั่งสอนให้รู้จักใช้ชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม
หลวงลุงพร่ำสอนเสมอว่าสังขารมนุษย์ก็เหมือนเครื่องนุ่งห่มเป็นเปลือกนอกปกคลุมร่าง รูปพรรณสัณฐานต่างๆ เป็นเพียงสีสันตกแต่งตามแต่ได้รับสืบทอดจากบรรพบุรุษ
หากเนื้อแท้แก่นในคือดวงจิต เมื่อถึงคราวต้องละสังขาร ดวงจิตนั้นจะยังคงอยู่เพื่อรอเดินทางไปยังภพภูมิที่เหมาะสม และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งตามแรงบุญแรงกรรมที่ได้ก่อไว้
ทว่าสำหรับผู้ฝึกจิตอย่างเข้มแข็ง ด้วยพลานุภาพของมนตร์คาถาบางบทจะช่วยกำหนดจิตสุดท้ายก่อนสิ้นลมให้เดินทางไปยังร่างที่ไม่มีดวงจิตครอบครองอยู่ได้ เปรียบเหมือนเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นถึงคราวผลัดเปลี่ยนเป็นผ้าผืนใหม่ที่ไม่มีเจ้าของ
“แม่สีนวลของพี่” ขุนเทพรำพันด้วยความกล้ำกลืน
“พี่สัญญาว่าจะอยู่ดูแลเจ้าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากน้องได้รักษาสัญญาของน้อง ก็เป็นวาระของพี่ที่ต้องรักษาสัจจะที่ให้ไว้กับน้องเช่นกัน”
ขุนเทพรวบรวมเรี่ยวแรงสุดท้ายที่เหลือของชีวิต ค่อยๆ ทบทวนย้อนระลึกคาถาบทนั้นที่เคยร่ำเรียนมา ด้วยไม่คิดว่าจะได้อัญเชิญลงมาบูชาปฏิบัติใช้จริงกับตัวเอง
เจ้าตัวพยายามท่องทีละคำอย่างยากเย็น ด้วยเกรงว่าหากเพี้ยนไปแม้แต่น้อย จะให้ผลผิดไปจากที่ควรเป็น
เมื่อเริ่มคำแรกของบทสวด ปลายเสียงสั่นระริกคล้ายไม่มั่นใจ หากจากคำหนึ่งสู่คำต่อไป จากบรรทัดสู่บรรทัด จากบทหนึ่งสู่บทต่อมา เสียงดังกังวานก้อง แฝงไปด้วยความแน่วแน่มั่นคงจนถึงช่วงที่ว่า
ชีวิตัง เม นิจจัง โหตุ นิพพานะปัจจะโย โหตุ
จิตตัง เม นิจจัง โหตุ อะวิปะริณามะธัมมัง
มา เม วิปะริณาเมถะ นิจจัง โหตุ อะมะตัง ธะเร
กาโย เม ขะยะธัมโม ปะริณามะธัมโม
จิตตัง ปะนะ อะมะตัง ปะวัตตะตุ
ภะคะวา มัยหัง จิตตัง อะภิปะสิญจะตุ
สัพพะทุกขา วินาสะตุ สัพพะโสตถี ภะวันตุ เม
คำสุดท้ายถูกเปล่งออกไปอย่างแทบจะไร้เสียง แผ่นอกที่ขยับไหวตามจังหวะหายใจเริ่มช้าลงและแผ่วเบาลงจนกลายเป็นนิ่งสนิท
ห่างออกไปไม่กี่กระโจม แผ่นอกของชายหนุ่มแปลกหน้าซึ่งนอนหมดสติไม่รู้ตัวมาหลายคืน ค่อยๆ ขยับเคลื่อนพร้อมดวงตาเบิกโพลงในความมืด







