ล่องลำนำกาล บทที่ ๕/๑ : พบกันอีกครา

ล่องลำนำกาล บทที่ ๕/๑ : พบกันอีกครา

โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ

Loading

เมื่อคาถาอาคมยื้อดวงวิญญาณให้อยู่เหนือกาลเวลา ออกขุนแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงยอมล่องลอยผ่านสามยุคสมัย จากอยุธยา สู่ธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่เพื่อหนีความตาย… แต่เพื่อตามหาหัวใจเดิมในร่างใหม่ของหญิงอันเป็นที่รัก พบเรื่องราวนี้ใน ล่องลำนำกาล โดยสีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนเจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 3

ข่าวทัพพม่าเคลื่อนพลมาอโยธยาสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงแก่ผู้คนในพระนคร ยิ่งทวายและมะริดถูกตีย่อยยับ เป็นสัญญาณว่าสงครามครั้งใหญ่กำลังเข้ามาใกล้โดยไม่อาจเลี่ยงได้

ขุนเทพไม่คิดว่าจะได้เจอแม่สีนวลอีก เขาต้องคุมไพร่พลไปสร้างป้อมรอบกำแพงพระนครเพื่อเตรียมรับศึก เป็นพระบรมราชโองการจากพ่ออยู่หัวโดยมีบาทหลวงฝรั่งคอยกำกับอย่างใกล้ชิด

จนคุณเฒ่าแก่ขอร้องให้เขาไปพบที่เรือนของน้องเขยตอนหัวค่ำ แจ้งว่าเป็นเหตุด่วนจากฝ่ายใน เมื่อเป็นหมายจากในวัง ทำให้ไม่มีใครทัดทาน

ครอบครัวพ่อครูรอรับเขาอยู่หน้าบ้าน เพียงได้เห็นใบหน้าแฉล้มของสีนวล ความเหนื่อยล้าที่ผ่านมาก็หายไปสิ้น พ่อครูอธิบายแก่ขุนเทพให้เข้าใจก่อนบ่าวเปิดห้องว่า

“เป็นมาหลายเพลาแล้วท่าน นางมิยอมกินยอมนอนเลย หากมิใช่โรคทางกาย รักษาทั่วไปคงมิหาย”

สารภีเก็บตัวเงียบตลอดวันราวกับจำศีล กระทั่งเข้ายามรัตติกาล หล่อนกลับมีเรี่ยวแรงขึ้นมาส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน พังประตูออกมาอย่างบ้าคลั่ง

พวกผู้ชายในคณะละครที่มาคอยเฝ้าต้องช่วยกันจับ แต่หล่อนเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนไม่รู้ทำให้ดิ้นหลุดออกมาทำลายข้าวของในบ้านได้ทุกครั้งไป จนพ่อครูหมดหนทางต้องสั่งมัดแขนขาไว้กับเตียง

สารภีเป็นหญิงงามไม่ด้อยกว่าน้องสาว แต่สภาพตรงหน้าไม่ต่างจากผ้าขาวถูกโยนให้จมในแอ่งโคลน ผมยาวรุงรังปิดหน้า ผิวพรรณที่ขาวผ่องกลับหมองคล้ำ เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน

เมื่อสบตากัน สารภีกรีดร้องและดิ้นสุดกำลังให้พ้นจากพันธนาการ ลักษณะที่มองผ่านเรือนผมเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ตาขาวเป็นสีแดงก่ำ ขณะที่ตาดำกลืนหายไปใต้เปลือกตา

“ดูทรงแล้ว เห็นทีแม่สารภีจะถูกไสยดำเล่นงาน” ขุนเทพครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสรุปให้คุณเฒ่าแก่และพ่อครูฟัง สีหน้าผู้เป็นพ่อเห็นต่างอย่างสิ้นเชิง

“ลูกข้าหาได้มีศัตรูที่ไหน ใครเล่าจักทำร้ายมันได้ลงคอ” พ่อครูค้านหัวชนฝา ตรงข้ามกับขุนเทพที่คิดว่าเพราะหน้าตาสะสวยของสารภีนี่แหละที่นำอันตรายมาถึงตัว

“ถ้าเช่นนั้น ให้กระผมได้อยู่ตามลำพังกับสารภีสักครู่เถิด” เป็นคำขอจากผู้มีวิชาที่ญาติพี่น้องรวมถึงตัวสีนวลเองจะได้ไม่ต้องทนเห็นภาพอันน่าเวทนา

“ฉันขอร้องพี่เทพด้วย ช่วยพี่สาวฉันให้กลับมาเป็นเช่นเดิมที”

พ่อครูโบกมือไล่ทุกคนไปจากตรงนั้น ปล่อยสารภีนอนดิ้นบนเตียงส่งเสียงขู่ฟอดในลำคอ เป็นภาพสุดท้ายที่สีนวลเห็นก่อนบานประตูจะปิดลงพร้อมกับความวุ่นวายถูกแทนที่ด้วยความเงียบสนิท

สำหรับสีนวลแล้ว นอกจากพ่อผู้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และคุณป้าผู้เป็นดั่งเข็มทิศแนะทางเดินชีวิตแล้ว หากมีใครสักคนที่มิใช่ญาติแต่มีบุญคุณกับหล่อนเหลือล้นก็คงมีแต่ขุนเทพผู้นี้แหละ

ขุนเทพออกจากห้องสารภีตอนฟ้าสางและกลับมาที่เรือนอีกครั้งตอนเย็นพร้อมสมุนไพรสำหรับต้มเป็นยา วันแล้ววันเล่าจากที่เคยคลุ้มคลั่งก็เปลี่ยนเป็นนอนซมเหมือนคนป่วย ก่อนค่อยๆ ดีวันดีคืนจนเป็นปกติ

“ข้าว่าไอ้เข้มนั่นแหละที่แอบชอบสารภีแต่เมื่อผู้หญิงไม่แลหางตา มันเลยเที่ยวโพนทะนาไปทั่วว่าจะฉุดสารภีไปทำเมีย แต่คงรู้ว่าหากทำเยี่ยงนั้นจะโดนอาญาแผ่นดิน เมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์กลก็ใช้มนตร์คาถาเล่นงาน”

พ่อครูระบายความเดือดดาล นายเข้มเป็นนักเลงหัวไม้ในตลาดเที่ยวเกะกะระรานคนไปทั่ว เว้นบ้านพ่อครูซึ่งมันยังยำเกรงบารมีคุณป้าอยู่ จึงไม่กล้าเข้ามาทำการอย่างปากพูดแต่ใช้คุณไสยเล่นงานแทน

ถึงเป็นเดือดเป็นแค้นเพียงใดแต่การหาหลักฐานมาเอาผิดนั้นยากยิ่ง ดีไม่ดีเป็นการใช้อำนาจคุณเฒ่าแก่ให้ชาวบ้านว่าเอาได้ แม้บทลงโทษของพวกเล่นคุณไสยมีตั้งแต่ลงทวนด้วยหวายไปจนถึงทำให้ตายตกตามกัน

“ฉันขอบใจพี่มาก ถ้าไม่ได้พี่ พี่สาวฉันคงไม่มีชีวิตรอดมาจนถึงบัดนี้” สีนวลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่เคยใช้พูดกับชายหนุ่มมาก่อน

“น้องอยากมีวิชาติดตัวไว้บ้างหรือไม่ พี่จักสอนให้” เขาเสนอ มิใช่ด้วยท่าทางอย่างชายเกี้ยวหญิง แต่เป็นพี่ชายที่มีความปรารถนาดีต่อน้องสาว

“ฉันเรียนได้ด้วยหรือ มิได้สงวนไว้เฉพาะบุรุษเท่านั้นหรือ”

“วิชาเหล่านี้มีไว้เพื่อป้องกันตัวเอง หากไม่นำไปทำร้ายใคร ไม่ว่าชายหรือหญิงก็เรียนรู้ได้ เว้นแต่บางมนตร์เท่านั้นที่สงวนไว้สำหรับบุรุษอย่างที่เจ้าเข้าใจ”

“ฉันเคยคิดว่าอยู่กับคุณป้า ถึงจะชิงดีชิงเด่นกันบ้างตามประสาสตรี แต่ก็ไม่ทำร้ายกันจนถึงชีวิต”

“น้องเชื่อเรื่องลางบอกเหตุหรือไม่” ขุนเทพถาม หญิงสาวทำหน้าแปลกใจแต่พยักหน้าตอบ

“ไม่ว่ากาลข้างหน้าหากเกิดเหตุใดขึ้น น้องจักเอาตัวรอดได้”

“พี่หมายถึงทัพของพวกอังวะ” สีนวลย้อนถาม คำว่าสงครามที่ร่ำลือกันทำให้คนในวังส่วนหนึ่งอกสั่นขวัญแขวน ทว่าส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตปกติสุข ไม่สะทกสะท้านเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว

“สิ่งใดจักเกิด ย่อมต้องเกิด ไม่มีผู้ใดห้ามได้ เตรียมตัวไว้ให้ดีเป็นพอ” ขุนเทพเลี่ยงที่จะตอบ ทั้งที่ญาณวิถีที่เขาสัมผัสได้ บ้านเมืองปกคลุมด้วยควันดำและเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำไม่ผิดจากนรกภูมิ

สารภีหายเป็นปกติ ขุนเทพเข้าออกบ้านพ่อครูได้บ่อยขึ้น ในสายตาผู้เป็นพ่อ ทหารหนุ่มอนาคตไกลมีโอกาสเติบใหญ่ในอนาคต หากตกล่องปล่องชิ้นกัน เขาจะได้เบาใจว่าสีนวลจะมีคนดูแลฝากผีฝากไข้ได้

 

เลขหมายบนหน้าจอโทรศัพท์กลางดึกเป็นสัญญาณแจ้งเหตุร้ายจากอีกฟากของประเทศ

วงตะวันอยู่ในอ้อมกอดอรรถพล หล่อนถอยตัวจากวงแขนของเขาไปกดรับเพื่อหยุดเสียงกุกกักที่สั่นอยู่ข้างเตียง ปลายสายเล่าเหตุที่เกิดอย่างร้อนรน ทว่าคนฟังควบคุมสติได้และสั่งการอย่างใจเย็น

“อยู่โรงพยาบาลแล้วใช่ไหม ตามหมอแจ๊คให้ด้วย ฉันจะหาเที่ยวบินกลับแต่เช้าเลย”

แม่เลี้ยงวางสายไปพักใหญ่แต่ความหนักอึ้งตกค้างในหัวทำให้ข่มตานอนต่อไม่ได้ กระวนกระวายใจจนต้องโทร.ไปกำชับหลานสามีว่า

“หมอแจ๊ค ไลน์แจ้งอาการป้ามาเป็นระยะนะ ฝากดูแลด้วย”

คนที่รู้เรื่องก่อนใครจนมีเวลาเปลี่ยนเที่ยวบินให้เช้าขึ้นกว่าเดิมคือกาลวินท์ เพราะพุดจีบรีบแจ้นมาบอกเขาหน้าตาตื่นว่า

“คุณพี่เจ้าขา เกิดเรื่องกับคุณป้าบ้านโน้นเจ้าค่ะ” ความซุกซนไม่อยู่เฉยของหนูน้อยมีประโยชน์วันนั้นเอง หล่อนผลุบไปเรือนสิทธิคุณกลางดึก และพบอุ่นเรือนนอนไม่ได้สติอยู่กับพื้น

ขุนเทพหายตัวไม่ได้อย่างเด็กหญิง เขาทำทีเป็นโทร.แจ้งว่าลืมของสำคัญไว้บนห้องให้ขึ้นไปช่วยหา เพื่อเรียกให้คนงานกลับเข้าเรือน

“คุณพี่ก็รู้ว่าญาณวิถีของคุณพี่ไม่เคยพลาด” พุดจีบบอกด้วยความภูมิใจ

“แต่พี่ไม่อยากรู้ ถ้าต้องใช้ชีวิตโดยรู้อนาคตข้างหน้าทุกอย่าง แล้วพี่จะเหลือสิ่งใดไว้ให้ทำต่อเล่า”

ขุนเทพเคยปวารณากับตัวเองว่าจะใช้ชีวิตอย่างคนปกติให้มากที่สุด มนตร์บทเดียวที่อาราธนาลงมาก็เพื่อให้มีเลือดเนื้อลมหายใจที่จะใช้ชีวิตต่อได้ ทั้งที่หลายครั้งหากใช้ญาณวิถีที่มี เขาแน่ใจว่าจะสามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้

แม้ยังไม่สนิทสนมกันแต่ชายหนุ่มอดใจหายไม่ได้ เขารอจนพุดจีบกลับมารายงานว่าคุณแม่บ้านอยู่ในความดูแลของแพทย์แล้ว ก่อนส่งข้อความหามารดาสั้นๆ แต่ฝ่ายนั้นไม่ได้เปิดอ่านทันที

“ผมทราบเรื่องแล้วจะบินกลับไฟลต์เช้า เข้าไปที่โรงพยาบาลเลย”

นายตั้วรออยู่เมื่อกาลวินท์ไปถึง เด็กหนุ่มพาเขาขึ้นไปห้องผ่าตัดและรายงานตามที่พยาบาลบอก

“คุณป้าเลือดออกในสมองครับ หมอกำลังผ่าตัด ทำไมคุณวินไม่เรียกให้ผมไปรับล่ะครับ ทางนี้ก็ว่างอยู่ ไม่ได้ทำอะไร”

ชายหนุ่มไปไหนมาไหนคนเดียวจนชิน ลงเครื่องก็เรียกรถให้ไปส่งโรงพยาบาล นอกจากไต้ก๋งและพุดจีบที่คอยตามมาด้วยแต่ไม่มีใครเห็นก็เท่านั้น

สายสุดท้ายที่ได้รับแจ้งเหตุและเพิ่งเดินทางมาถึงเป็นหญิงสาวร่างสูงโปร่ง หล่อนสวมแว่นดำกรอบใหญ่ปกปิดดวงตาและดวงหน้าคมคายเอาไว้ ผมยาวถูกรวบขึ้นลวกๆ เผยใบหน้าหมดจดไร้การตกแต่ง

หล่อนพุ่งตัวออกจากลิฟต์ แต่ละก้าวที่มุ่งไปยังพื้นที่พักคอยสำหรับญาติเร็วเสียจนเกือบเป็นวิ่ง

ขุนเทพที่นั่งด้านในสุดเป็นคนสุดท้ายที่หญิงสาวเดินไปถึง เขาได้ยินเสียงคนงานทักหล่อนด้วยชื่อสั้นๆ อย่างเป็นกันเองว่าปุน คงเป็นใกล้รุ่งลูกสาวคนเดียวของอุ่นเรือนที่นายตั้วเคยเล่าให้ฟัง

คนเดียวในเรือนสิทธิคุณที่เขายังไม่เคยพบและไม่เคยเห็นแม้ภาพถ่าย เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ บ่งบอกว่าหล่อนกำลังจะปรากฏตัวต่อหน้าเขาในอีกไม่กี่วินาทีต่อจากนี้

“แม่สีนวล…” ขุนเทพพึมพำแผ่วเบาในลำคอ

เขาจ้องผู้ที่เพิ่งมาถึงจนเกือบลืมหายใจ ไอร้อนวูบวาบแล่นวนตรงรอยจารที่ข้อมือ เช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่ถอดแว่นออกและมองตรงมาที่เขาด้วยใจระทึก

สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยตลอดสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมาคือแววตา

ไม่ว่าจะเกิดในรูปกายใดก็ตาม เพียงแวบเดียวที่ขุนเทพสบสายตาคู่นั้น ความทรงจำเก่าก็ไหลบ่าดั่งกระแสน้ำที่โหมซัดด้วยแรงอธิษฐาน

สตรีผู้นั้นงดงามไม่ต่างจากแม่สีนวล ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมวาวและจมูกโด่งรั้น บ่งบอกความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจใคร เป็นความมั่นใจของสตรีที่พัฒนาตามยุคสมัย ต่างจากแม่สีนวลในอดีตชาติ

หล่อนเหมือนกำลังใช้ความคิดทบทวนว่าคนตรงหน้าใช่คนเดียวกับที่เติบโตมาด้วยกันหรือเปล่า เพียงครู่เดียวจริงๆ ที่คิดได้ ร่างนั้นก็พุ่งตรงเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัว

“กาลวินท์….” เสียงของหล่อนดังกังวาน ก่อนจะเหวี่ยงฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าชายหนุ่มอย่างแรง

“ฝีมือคนของนายใช่ไหม นายเกลียดอะไรฉันกับแม่นักหนา ถึงได้รังแกเราแม่ลูกไม่หยุด”

ขุนเทพได้แต่ตะลึงงัน ไม่ได้คิดจะเบี่ยงตัวหลบและยืนเป็นเป้านิ่งให้หญิงสาวได้ระบายอารมณ์อย่างเต็มที่ แม้ใบหน้าจะยังร้อนผ่าวจากแรงตบนั้น

“ปุนใจเย็นๆ คุยกันก่อน” สิทธาปรี่เข้ามาคั่นกลาง เมื่อเห็นว่าไม่ใช่ใครอื่น ท่าทีหล่อนก็เริ่มอ่อนลง น้ำตาไหลพรากขณะเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ

“แม่เราเจ็บหนักปางตาย เราทนใจเย็นไม่ไหวแล้วนะหมอแจ๊ค”

“แต่ไอ้วินมันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย” สิทธาแก้ต่างให้ ขณะที่กาลวินท์ไม่มีทีท่าว่าจะตอบโต้ ปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไป ผิดวิสัยที่ทั้งสองเคยเป็นคู่ปรับกันมาตั้งแต่เด็ก

“มีคนโทรมาเล่าให้เราฟังหมดแล้ว ว่ายายโสมวิภาขับรถเข้ามาแล้วออกไป”

กาลวินท์หน้าชาแต่ไม่โต้เถียง ดีเสียอีกแม่สีนวลจะได้ระบายความโกรธจนสาแก่ใจกับโทษฐานที่เขาและนายกาลวินท์คนเก่าเคยทำผิดกับหล่อนมาก่อน

“เรื่องนั้นให้เป็นหน้าที่ตำรวจดีกว่า” แพทย์หนุ่มย้ำอีกรอบ

“ตำรวจเหรอ” หญิงสาวตอบพร้อมกับผลักอกกาลวินท์อีกครั้ง แม้ไม่แรงแต่ทำให้อีกฝ่ายเซเล็กน้อย

“หมอก็รู้ว่าตำรวจทำอะไรคนอย่างนายวินไม่ได้หรอก…” ใกล้รุ่งขยับปากพูดต่อ แต่เสียงทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านหลังยุติความวุ่นวายทั้งปวง

“พอได้แล้ว ทะเลาะกันเป็นเด็กๆ ไปได้ ที่นี่ไม่ใช่บ้านเรานะ”

วงตะวันนั่นเอง หล่อนตรงจากสนามบินตามมาเป็นคนสุดท้ายโดยสั่งอรรถพลแยกรถไปไม่ให้เป็นที่สังเกต และมาทันตอนที่ใกล้รุ่งกำลังมีปากเสียงกับบุตรชายพอดี

“แม่เลี้ยง” หญิงสาวอุทาน แม้จะโกรธเพียงใดแต่บุญคุณท่วมหัวทำให้หล่อนหยุดโวยวายทันที

“ปุนขอโทษค่ะ”น้ำเสียงอ่อนลงเป็นคนละคน แต่ท่าทางแม่เลี้ยงไม่ได้อ่อนตาม

“โวยวายไม่เข้าเรื่อง เพิ่งมาถึงแท้ๆ ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ไม่ใช่ว่าฉันเข้าข้างลูกหรอกนะ แต่เอะอะจะใช้กำลังตัดสิน ฉันไม่ได้สั่งสอนให้เธอเติบโตมาเป็นคนอย่างนี้”

ใกล้รุ่งรู้สึกร้อนผะผ่าวในดวงตาเหมือนมีหยดน้ำเอ่อขึ้นมาเต็มเบ้า จำไม่ได้แล้วว่าถูกแม่เลี้ยงตำหนิแรงๆ ครั้งล่าสุดเมื่อไร แต่ครั้งนี้บาดลึกไปถึงก้นบึ้งหัวใจ

“หมอแจ๊ค พาวินออกไปก่อน” วงตะวันสั่ง ก่อนพยักหน้าไปทางบุตรชายว่าให้ทำตาม

ขุนเทพไม่ได้ตามญาติผู้พี่ไปในทันที เขาจงใจเดินผ่านหญิงสาวให้ท่อนแขนของเขากระทบปลายไหล่ของหล่อน สัมผัสแผ่วเบาคล้ายมีกระแสไฟแล่นผ่านทำให้หล่อนชะงักด้วยความตกใจ

“ได้พบกันอีกคราแล้ว แม่สีนวลของพี่”

เสียงห้าวเข้มแทรกเข้ามา สำนวนแปร่งหูเพราะสมัยนี้ไม่มีใครพูดแบบนั้นแล้ว แต่ทุกคำกระทบโสตประสาทของใกล้รุ่งโดยที่คนรอบข้างไม่มีใครปริปากเลยสักคนเดียว

“นายพูดอะไรนะ” หล่อนเผลอหลุดปากออกมาด้วยความสงสัย แม่เลี้ยงหันมองเชิงตำหนิทำให้หล่อนยอมกลับไปนั่งรอหน้าห้องผ่าตัด

ขุนเทพยังไม่ยอมไปไหนไกล เขารออยู่ด้านหน้าตึกใกล้ทางเข้าออกในจุดที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เฝ้าคอยว่าหญิงสาวจะออกมาเมื่อไร

หนึ่งร้อยกว่าปีแล้วนับจากครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน เขายังจำใบหน้าแฉล้มของหญิงสาวคนนั้นที่ได้พบ สีนวลในชาติล่าสุดของหล่อน ก่อนเขาทำหล่อนปลิวหายในสายลมอย่างไร้ร่องรอย

วันนี้สีนวลกลับมามีเลือดเนื้ออยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง เป็นใกล้รุ่งผู้มีความหลังฝังใจกับชายที่ขุนเทพอาศัยร่างอยู่ เขาสัญญาว่าครั้งนี้จะไม่ทำให้ผิดพลาดหรือเสียเรื่องดังเช่นที่ผ่านมา

 

 



Don`t copy text!