
ล่องลำนำกาล บทที่ ๒/๑ : แรกรัก
โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ
![]()
เมื่อคาถาอาคมยื้อดวงวิญญาณให้อยู่เหนือกาลเวลา ออกขุนแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงยอมล่องลอยผ่านสามยุคสมัย จากอยุธยา สู่ธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่เพื่อหนีความตาย… แต่เพื่อตามหาหัวใจเดิมในร่างใหม่ของหญิงอันเป็นที่รัก พบเรื่องราวนี้ใน ล่องลำนำกาล โดยสีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนเจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 3

คบไฟที่จุดให้แสงสว่างตรงหัวกำแพงถูกทำให้ดับไปครู่ใหญ่แล้ว หากนานพอที่เงาตะคุ่มของคนกลุ่มหนึ่งจะอาศัยความมืดพรางตัวผ่านกำแพงสูงของเขตพระราชฐานซึ่งมีการตรวจตราอย่างเข้มงวดเข้าไปได้
เมื่อเข้าสู่บริเวณตำหนักซึ่งปลูกเป็นเรือนไม้ยกพื้นเรียงรายหลายหลัง ร่างเล็กที่เดินนำก็ลดผ้าคลุมศีรษะลงเผยให้เห็นดวงหน้าสตรีแรกรุ่นกระทบแสงนวลของดวงจันทร์ที่ลอดผ่านร่มไม้ลงมา
ริมฝีปากอิ่มขยับแจ้งไม่ดังหรือค่อยจนเกินไปเพราะหากพลาดพลั้งให้ใครคนใดคนหนึ่งที่มิใช่พวกจับได้ โทษทัณฑ์ของบุรุษซึ่งตามหลังหล่อนมาตั้งแต่ขึ้นจากเรือคือความตายสถานเดียว
“ปลอดคนแล้ว ท่านจงเร่งเดินไปตามทางนี้ จะมีโขลนรอรับอยู่ข้างหน้า”
แม้มิใช่ครั้งแรกแต่เขารับคำสั่งนั้นอย่างตั้งใจ มองไปเบื้องหน้าตามทางที่หลับตาเดินได้ไม่มีหลง หล่อนกำชับอีกรอบก่อนจะหายลับไปว่า
“เมื่อเสร็จธุระแล้วให้ออกมาพบที่เดิม ฉันจะรอส่งท่านลงเรือ”
แขกของคุณเฒ่าแก่แวะเวียนมาเยี่ยมไม่เคยขาด โดยเฉพาะระยะหลังที่ข้าราชบริพารฝ่ายในหันมานิยมคุณไสยมนตร์ดำกันมากขึ้น จนกลายเป็นการประชันขันแข่งกันว่าใครจะมีอาคมแก่กล้ากว่ากัน ฝ่ายขุนเทพคนนี้เล่าก็มาบ่อยจนเป็นแขกประจำไปแล้ว
“เขาเป็นหมอผีเก่งกาจนักหรือ สีนวล สังกัดกรมกองไหนกัน” นางข้าหลวงในตำหนักถาม แต่บุญคุณล้นหัวของคุณเฒ่าแก่นากผู้มีศักดิ์เป็นป้าแท้ๆ ทำให้หญิงสาวไม่เคยปริปากบอกใครนอกจากว่า
“ถ้าพี่สงสัย ทำไมไม่ถามเขาเองเล่า ฉันมีหน้าที่แค่รับส่ง คุณป้ามิได้สั่งให้ฉันต้องผูกมิตรด้วย”
เมื่อถามจากสีนวลไม่ได้ พวกเก็บความอยากรู้ไว้ไม่อยู่ก็ขวนขวายถามเอาความจากทางอื่น ก็พบว่าชื่อเสียงเรียงนามของชายหนุ่มที่ใครๆ ต่างเรียกสั้นๆ ว่า ‘ขุนเทพ’ นั้นเป็นที่รู้จักไม่น้อยเลย
“เขาเป็นทหารหนุ่มรูปงาม ออกธุดงค์ตามพระคุณเจ้าวัดสองพี่น้องที่เมืองสุพรรณตั้งแต่ยังเป็นเณรอยู่เลย ข้ามไปจนถึงเมืองเขมรอุดง (1) โน้น ถ้าไม่มีวิชาอาคมแก่กล้า คุณเฒ่าแก่คงไม่เรียกใช้บ่อยถึงเพียงนี้” ท้ายประโยคคนพูดทำเสียงกระซิบกระซาบอย่างมีเลศนัย
“สีนวลไม่เคยพูดคุยกับเขาเลยหรือ ถึงไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของเขา”
คนถูกคาดคั้นไม่ได้มีความใคร่รู้เท่าคนถามจึงเลี่ยงตอบอย่างบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นในฐานะเพื่อนร่วมตำหนัก กินข้าวหม้อเดียวกัน
“เท่าที่พวกเจ้ารู้ก็ถือว่ามากเกินกว่าจะเรียกคนแปลกหน้าแล้วละ”
ได้ยินเช่นนั้น ทำให้ไม่มีใครกล้าซักหาความจริงเรื่องพ่อหนุ่มขุนเทพจากสีนวลอีก
เป็นเวลาใกล้สองยามแล้วกว่าชายหนุ่มจะกลับออกมาพบที่จุดนัดหมาย หากเป็นครั้งก่อนๆ เขาคงตรงดิ่งไปที่เรือแล้วให้ฝีพายพากลับออกไปเป็นอันเสร็จหน้าที่ แต่วันนี้สีนวลรอส่งเขาอยู่ตามลำพัง
ชายหนุ่มออกมาเมื่อไรไม่รู้ เขาปรากฏตัวจากด้านหลังอย่างไร้เงา สัมผัสที่เอื้อมมาแตะไหล่ทำหญิงสาวสะดุ้งตัวจนโขลนที่ตามออกมาด้วยกลั้นหัวเราะไม่อยู่
หากเป็นกลางวัน หล่อนคงซ่อนใบหน้าแดงก่ำด้วยความอายไว้ไม่มิด ดีที่ได้ความมืดช่วยพรางไว้ จะมีก็แต่ชายหนุ่มที่รู้สึกผิดจับใจ
“พี่ขอโทษ ดูเจ้าไม่น่าจะขวัญอ่อนเช่นนี้”
หญิงสาวไม่ตอบด้วยรู้สึกเสียหน้าแต่หล่อนรีบนำไปยังทิศที่ตั้งของท่าน้ำ ขุนเทพจึงทำได้เพียงก้าวเท้าสั้นๆ ตามไป
“คุณเฒ่าแก่ท่านคงไว้ใจเจ้า ให้มารับพี่ทุกครั้ง ขอพี่รู้ชื่อเจ้าไว้ เผื่อวันหน้าได้ตอบแทนคุณกัน”
สีนวลยกผ้าขึ้นคลุมศีรษะเป็นคำตอบ ตัวหล่อนสูงได้เพียงระดับอกของอีกฝ่าย เมื่อไม่ยอมเงยหน้า ซ้ำยังมีผ้ากั้นสายตาไว้ ชายหนุ่มก็หมดสิทธิ์เจรจาการใดต่อ หญิงสาวว่า
“ไว้วันหน้าค่อยสนทนา วันนี้ดึกแล้ว ใครพบเข้าจะไม่งาม”
เขายอมก้าวลงเรือไปแต่โดยดี รู้สึกผิดไม่น้อยที่อ้างเหตุไปเรื่อยเพื่อรั้งตัวหล่อนไว้ เมื่อเรือบดละจากท่า ร่างผอมบางของหญิงสาวก็หันหลังหายลับไปในเงามืด
งานสวดพระอภิธรรมคืนนั้นใช้ศาลาที่วัดจัดไว้สำหรับลูกค้าของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ แขกร่วมงานบางตาเพราะเป็นการสวดหลังบรรจุศพครบร้อยวัน กระทั่งประตูศาลาเลื่อนเปิดหลังสายฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ชายหนุ่มร่างผอมสูงซึ่งมาร่วมงานเป็นคนสุดท้าย
“คุณกาลวินท์ เชิญทางนี้ค่ะ”
สตรีอายุห้าสิบเศษลุกไปต้อนรับ แม้ฝ่ายชายดูเด็กกว่ามากแต่ด้วยหลายอย่างที่สัมผัสได้ตั้งแต่สนทนาผ่านไลน์ ทำให้วลัยวรรณรู้สึกเหมือนเขาเป็นญาติสนิทคนหนึ่ง
“ยังนึกถึงวันที่ท่านจากไปอยู่เลยค่ะ เหมือนคนนอนหลับแท้ๆ ไม่เจ็บไม่ทรมาน พรุ่งนี้ต้องมาเผาท่านแล้ว ยังใจหายอยู่เลย” น้ำเสียงคนเล่ามีความโศกเศร้าแม้ผ่านการสูญเสียมาระยะหนึ่งแล้ว
“เป็นบุญของคุณสมัยที่ได้คุณวรรณคอยดูแล ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่จนท่านจากไป”
“ต้องบอกว่าเป็นบุญของพี่มากกว่าที่ได้เกิดเป็นหลานท่าน ที่พี่เรียนจบพยาบาลได้ ก็เพราะท่านเมตตาส่งเสีย ทั้งที่พี่ก็เป็นหลานปลายแถว ไม่ได้เป็นญาติสายตรงด้วยซ้ำ”
ขุนเทพยิ้มอย่างพอใจเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน โดยเฉพาะที่คุณสมัยสั่งเสียและวลัยวรรณก็ปฏิบัติตามอย่างครบถ้วน
‘เขาตกลงซื้อบ้านของลุง มัดจำไว้ครึ่งหนึ่ง เหลืออีกครึ่งจะรวบรวมเงินมาจ่ายกับวรรณให้ครบ ถ้าลุงไม่อยู่แล้ว ฝากวรรณช่วยจัดการให้ด้วย’
คำว่าช่วยจัดการมิใช่ปัญหา หล่อนเคยไปเรือนไทยหลังนั้นไม่กี่ครั้ง เป็นบ้านที่คุณลุงซื้อไว้สมัยหนุ่มก็แค่บ้านเก่าทรุดโทรมกลางเมือง แวดล้อมด้วยตึกสูงทำให้ราคาที่ดินแถวนั้นแพงลิ่วและขยับเพิ่มทุกปี
เรือนไทยมูลค่าสิบล้านตามสัญญาซื้อขาย ขาดลายเซ็นผู้ซื้อที่เว้นว่างไว้ หล่อนเคยลองโทร.หาเขาด้วยความอยากรู้ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ กระทั่งวันเปิดพินัยกรรม วลัยวรรณแทบตกเก้าอี้ เนื่องจากคุณลุงของหล่อนได้เซ็นโอนบ้านหลังนั้นให้นายกาลวินท์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
“แหม พี่วรรณคิดว่าคุณจะเบี้ยวแล้วเสียอีก” หล่อนบอกเขาอย่างโล่งใจเมื่อชายหนุ่มติดต่อกลับมาเพื่อชำระเงินและแจ้งว่าจะมาพบที่งานสวดพระอภิธรรมคืนนี้
“ผมตั้งใจจัดการเรื่องของคุณสมัยให้เรียบร้อยทันทีที่มาได้” คำพูดนั้นซ่อนนัยที่คนฟังไม่รู้
“เงินตั้งห้าล้าน คุณจะทำเฉยไม่จ่ายก็ได้ เพราะยังไงคุณลุงก็โอนบ้านให้คุณอยู่ดี”
“ผมถือสัจจะเป็นสำคัญ ถ้าตกลงไว้ยังไง ก็ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นจนวลัยวรรณขนลุกเกรียวอย่างบอกไม่ถูก
“พี่ถามได้ไหมคะว่าคุณรู้จักคุณลุงได้ยังไง ดูคนรุ่นคุณไม่น่าจะสนิทสนมกับคุณลุงของพี่ได้”
“คุณสมัยเชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์มากครับ ผมรู้จักท่านผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ก ครอบครัวผมมีรีสอร์ตกับปางช้างอยู่ที่เชียงใหม่ พอจะสะสมพวกของเก่าไว้บ้าง ก็ได้คุณสมัยเป็นที่ปรึกษาครับ”
สิ่งที่ขุนเทพละไว้ไม่ได้บอกคือความเชี่ยวชาญที่ว่าเกิดจากการสัมผัสและได้เห็นวัตถุจริงในสมัยจริงที่มีอยู่ซึ่งหาได้มีใครบนโลกจะมีความสามารถเช่นนี้ได้
“บังเอิญมากค่ะว่าคุณกาลวินท์ก็อยู่เชียงใหม่” วลัยวรรณชวนคุยขณะที่ภายนอกฝนยังตกหนักอยู่
“ใช่ครับบังเอิญ” ชายหนุ่มตอบรับ ความบังเอิญที่ว่าอาจมาจากความตั้งใจของอีกฝ่าย
“พี่ขอเสียมารยาทบอกอะไรสักอย่างได้ไหมคะ ทำไมพี่ถึงรู้สึกคุ้นเคยกับคุณก็ไม่รู้ จะว่าคุ้นหน้าก็ไม่ใช่ เพราะเราไม่เคยเจอกันมาก่อน” ความสงสัยของวลัยวรรณไม่ได้เกิดจากการสมอ้าง แต่ในความแปลกหน้า วลัยวรรณกลับรู้สึกคุ้นเคยเหมือนรู้จักกาลวินท์มากกว่าคนเพิ่งพบกัน
“ถ้าเป็นอย่างโบราณว่า ก็อาจเพราะเราเคยทำบุญร่วมชาติกันมาก่อนกระมังครับ”
ตอนขุนเทพเพียรหา ‘ร่างใหม่’ ด้วยอักขระที่ข้อมือเริ่มเลือนราง อ่านไม่เป็นตัวอักษรเตือนว่าเวลากำลังนับถอยหลังอีกครั้ง
โชคดีข่าวที่แชร์ผ่านเฟซบุ๊กและเอ็กซ์จนติดเทรนด์เป็นสัปดาห์ว่าไฮโซหนุ่มเจ้าสำราญ ทายาทเจ้าของปางช้างและธุรกิจมากมายประสบอุบัติเหตุกลายเป็นเจ้าชายนิทรา ทำให้เขาตัดสินใจไม่ยากเลย จุดหมายคือโรงพยาบาลที่กาลวินท์รักษาตัว
‘น่าสงสารนะคะ ไม่มีญาติลงมาเยี่ยมเลย’
พยาบาลเวรชวนคุย บอกไม่ถูกว่าควรยินดีหรือยินร้ายที่จะได้ครอบครองร่างนี้ ทว่าไม่นานคุณสมัยก็ตัดสินใจย้ายเข้าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุไม่ห่างจากโรงพยาบาลนั้น ด้วยเหตุผลที่บอกกับญาติว่า
‘อุดอู้อยู่เมืองหลวงมานาน ย้ายไปอยู่ใกล้ธรรมชาติดีกว่า ไม่ต้องรบกวนวรรณเขาบ่อยๆ ด้วย’
ไม่มีใครขัดความประสงค์ของเขาแต่ไม่กี่สัปดาห์หลังย้ายไปเชียงใหม่ เย็นวันหนึ่งชายชราเข้านอนตามปกติ ไร้สัญญาณใดเตือนเลยว่าเขาจะไม่มีโอกาสได้ตื่นขึ้นมาอีกในเช้าวันต่อมา
วลัยวรรณในฐานะเจ้าภาพคนเดียวคอยส่งแขกกลับจนครบ กาลวินท์อยู่เป็นคนสุดท้ายเพื่อรอจังหวะยื่นเช็คให้ และได้สนทนาระหว่างเดินไปที่รถ
“พรุ่งนี้ผมไม่สะดวกมาร่วมงาน ต้องขออภัยพี่วรรณด้วย”
“ไม่เป็นไรค่ะ ท่านสั่งเสียไว้หมดละ ขึ้นมารอบนี้ถือโอกาสพักผ่อนไปในตัวด้วย พี่ให้คนขนของในบ้านออกหมดแล้ว เหมือนคุณลุงจะมีแค่เสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ตัว” หญิงสูงวัยเล่าในระยะที่เดินจากศาลาไปรถ
จะไม่ให้เหลือเท่านั้นได้อย่างไร เมื่อเขาได้ร่ายมนตร์บังตาคนภายนอกไว้ ให้มองเห็นเท่าที่เขาประสงค์จะให้เห็นเท่านั้น
“ขอบคุณพี่วรรณอีกครั้งที่เป็นธุระให้ครับ” นี่คงเป็นโอกาสสุดท้ายที่ได้ร่ำลาชีวิตนายสมัยเหมือนทุกครั้งของการเปลี่ยนผ่าน หล่อนกล่าวกับเขาก่อนแยกกันว่า
“ถ้าไปกรุงเทพ คุณวินอย่าลืมแวะมาหาพี่นะคะ”
ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ชอบการปฏิเสธ คำตอบที่ขุนเทพมอบให้แค่พยักหน้าน้อยๆ แล้วบอกว่า
“ครับ ถ้ามีโอกาสเราคงได้พบกันอีก” เขาคิดตามอย่างที่ปากพูด หารู้ไม่ว่าโอกาสที่ไม่คิดว่าจะมีอีกครั้งนั้นจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้กว่าที่คิดไว้
เชิงอรรถ :
(1) เมืองอุดงมีชัย ราชธานีของกัมพูชาสมัยก่อน







