
ล่องลำนำกาล บทที่ ๑/๑ : การกลับมา
โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ
![]()
เมื่อคาถาอาคมยื้อดวงวิญญาณให้อยู่เหนือกาลเวลา ออกขุนแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงยอมล่องลอยผ่านสามยุคสมัย จากอยุธยา สู่ธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่เพื่อหนีความตาย… แต่เพื่อตามหาหัวใจเดิมในร่างใหม่ของหญิงอันเป็นที่รัก พบเรื่องราวนี้ใน ล่องลำนำกาล โดยสีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนเจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 3

รถสปอร์ตสีขาวรูปทรงประเปรียวแล่นทะยานราวกับเหาะไปบนทางหลวงที่ตัดผ่านความมืดมิดยามค่ำคืนของทิวเขาผีปันน้ำ ป้ายทางหลวงถูกไฟรถสาดเข้าใส่บอกให้รู้ว่าอีกไม่นานจะถึงจุดหมาย
คนขับเป็นชายหนุ่มเจ้าเนื้อร่างสูงใหญ่ ผิวขาวจัดแลเห็นเด่นชัดในความมืด เจ้าตัวลดกระจกข้างตัวลงจนสุด ปล่อยให้ความชื้นของอากาศกลางหุบเขาไหลพรูเข้ารถ สวนกับควันสีเทาจางที่ถูกพ่นออกไป
ซิการ์หลังมื้อค่ำถูกอัดเข้าซ้ำๆ และพ่นออกถี่ๆ ไม่ต่างจากคอนแชร์โตหมายเลขห้าในท่อนสุดท้ายที่ฟังดูเร่งร้อน สารจากควันที่อัดเข้าปอดวิ่งไปล้างความปั่นป่วนจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่บีบรัดอยู่ในศีรษะจนปลาสนาการสิ้น
มือข้างหนึ่งประคองพวงมาลัยให้รถยังแล่นไปตามเส้นโค้งของไหล่เขา อีกข้างวางสบายไว้บนขอบกระจก ทอดอารมณ์เคลิบเคลิ้มไปตลอดทางก่อนส่งเสียงสบถลั่น
“บ้าฉิบ” ซิการ์ที่ยังติดไฟปลิวร่วงออกนอกรถ แต่ไม่เป็นไรในลิ้นชักยังมีซองบุหรี่ เจ้าตัวละสายตาจากทางตรงหน้าไม่กี่วินาที เสียงแตรจากอีกฝั่งถนนก็ดังกึกก้อง
ดวงไฟกลมโตของรถบรรทุกสว่างวาบเต็มหน้ากระจก แม้จะพอตั้งสติได้และพยายามหักพวงมาลัยหลบแต่เมื่อปลายเท้าเหยียบเบรกตามสัญชาตญาณ สิ่งที่สัมผัสได้กลับกลายเป็นความเบาโหวง
แรงกระแทกในระยะเผาขนทำให้เกิดเสียงดังราวฟ้าถล่ม ด้วยความเร็วเหลือล้นทำให้รถสปอร์ตถูกกระชากหลุดจากผิวถนน พุ่งตรงไปยังเหวลึกเบื้องล่างทันที
รถเสียหลักทะยานพุ่งผ่านยอดไม้ราวกับฉากในภาพยนตร์ไม่มีผิด ใต้ท้องรถกระแทกยอดไม้สูงตามไหล่เขาทำให้ความเร็วลดลง ถึงกระนั้นแรงเหวี่ยงมหาศาลส่งผลให้คนขับซึ่งไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยถูกกระชากหลุดจากตัวรถผ่านกระจกหน้าที่แตกกระจายทั้งแผ่น
ความเคลื่อนไหวต่อจากนั้นเกินควบคุม เขาพุ่งผ่านความมืดสนิทที่มีแต่กลิ่นสาบและเหม็นเขียวของต้นไม้รกทึบ ก่อนกระแทกแผ่นหินเย็นชื้นด้วยน้ำค้างและคาวเลือดจากบาดแผลตามร่าง แล้วสัมผัสรับรู้ก็ดับวูบลง
ขุนเทพในร่างของกาลวินท์สะดุ้งสุดตัวเมื่อภาพความสยดสยองนั้นสิ้นสุด
รู้สึกหวิวโหวงเหมือนเพิ่งตกจากที่สูง เหงื่อไหลโซมทั่วทั้งที่เจ้าตัวมิได้สวมเสื้อ พรายน้ำสว่างเรืองจากนาฬิกาดิจิทัลบอกเวลาใกล้เที่ยงคืน
“ฝันไปนี่เอง” เขาพึมพำด้วยความโล่งอก เมื่อทุกอย่างเป็นฝันที่เกิดซ้ำๆ ในช่วงแรกของการย้ายดวงจิตไปยังร่างใหม่ ยังไม่อาจทำตัวให้คุ้นชินได้สักที
ประสบการณ์กว่าสองศตวรรษสอนว่าความทรงจำที่ผนึกแน่นในวาระสุดท้ายเสมือนคมมีดควั่นบนเปลือกไม้ฝังรอยลึก ต้องรอจนกว่าเปลือกจะล่อนหลุด ภาพนิมิตเหล่านั้นจะอันตรธานไปราวไม่เคยเกิดขึ้น
เขาลุกจากเตียงอย่างยากเย็นด้วยขาทั้งสองมิได้ขยับไวเท่าความคิด โผหาหลักยึดเกาะครู่ใหญ่ ก่อนรูดม่านสูงที่ทิ้งตัวจากเพดานจรดลงเรี่ยพื้นไปกองรวมกันไว้ด้านข้าง
พระจันทร์สีเหลืองนวลลอยเด่นกลางแผ่นฟ้าสีน้ำเงินเข้มเหนือทิวเขาเขียวครึ้มสลับซับซ้อน อากาศในห้องค่อนข้างเย็นแต่ไม่หนาวไปกว่าภายนอกที่อุณหภูมิลดต่ำกว่าตอนกลางวันมาก
ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทำเด็กหนุ่มรับใช้ซึ่งนอนคลุมโปงอยู่หน้าเตียงตลบผ้าขึ้นมองก่อนเด้งตัวลุกขึ้นนั่งเมื่อเห็นนายผู้ชายที่มุมห้อง
“นอนไม่หลับหรือครับคุณวิน จะรับอะไรไหมครับ” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแสดงความเคารพยิ่ง
“ไม่…” คำตอบห้วนสั้นคล้ายผู้ใหญ่พูดกับเด็ก ก่อนผ่อนเสียงให้อ่อนลงว่า
“คืนนี้เรานอนคนเดียวได้ ตั้วกลับไปนอนห้องเถอะ ขอโทษที่ทำให้ตื่นกลางดึก”
คำสั่งของขุนเทพทำให้เด็กหนุ่มร่างสันทัดนามว่าตั้วรีบลุกขึ้นรวบผ้าห่มและหมอนที่กองบนพื้นออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งเจ้าของห้องยืนกวาดตามองไปโดยรอบราวกับคนแปลกที่
กระจกตั้งพื้นบานใหญ่สะท้อนร่างชายหนุ่มผอมบางผิวขาวซีดในความมืด ท่อนบนเปลือยเปล่าเผยกล้ามเนื้อลีบเล็กและรอยแผลเป็นน้อยใหญ่ทั่วร่างอันเป็นอนุสรณ์จากอุบัติเหตุใหญ่ที่เพิ่งฝันถึง
ทุกอย่างผ่านการเยียวยามาแล้วด้วยกาลเวลา
เว้นแต่ตอนเจ้าตัวยกมือข้างขวาขึ้นกระทบแสง ข้อมือด้านในปรากฏรอยวงกลมสีน้ำตาลขนาดเล็กใหญ่ซ้อนเกี่ยวกัน เส้นขอบของวงนั้น หากเพ่งให้ชัดจะเห็นเป็นลายอักขระโบราณตัวจิ๋วเรียงประกอบกันขึ้นเป็นวง
จะว่าแผลเป็นก็ไม่ใช่ เพราะลวดลายคล้ายสลักเสลานั้นงดงามเกินกว่าจะเกิดจากความไม่ตั้งใจ
แต่จะว่ารอยสักก็ไม่เชิง เพราะลายนูนผุดจากด้านใน หาใช่เกิดจากรอยขีดของสีที่แต้มภายนอก ยิ่งไปกว่านั้น รอยเส้นสายต่างๆ หากเพ่งดูให้ดี คล้ายจะขยับไหวตามจังหวะการเต้นของหัวใจ
คงมีแต่เจ้าตัวที่รู้ว่าทุกอักขระคือมนตร์บทนั้นที่เขาอาราธนาลงมาเพื่อย้ายร่าง ตราบใดเส้นสายลายสียังชัดเจน ดวงจิตของเขาที่อาศัยในร่างนี้จะดำรงอยู่ได้เป็นปกติ เว้นแต่เมื่อรอยนั้นเริ่มจาง นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้ถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง
ชายหนุ่มเลื่อนประตูกระจกเดินฝ่าอากาศเย็นออกไปมองทิวเขาทะมึนเบื้องหน้า แม้จะกระปรี้กระเปร่ากว่าเดิม แต่เจ้าของร่างใช้ชีวิตอย่างโชกโชนจนสัญญาณเตือนว่าอาจมีเวลาสำหรับร่างใหม่นี้ไม่มากนัก
โอ…แม่สีนวล พี่ใช้ชีวิตผ่านการผันเปลี่ยนของบ้านเมือง จากอยุธยาสู่กรุงธนบุรีมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ถึงสองร้อยกว่าปีล่วงมา เปลี่ยนจากร่างโน้นสู่ร่างนั้น มาจนถึงบัดนี้ได้ถึงแปดครั้งแล้ว แม้คลาดคลากัน หรือพบกันแต่ต้องจากลาอีก พี่ก็จะรอคอยต่อไปแม้ในคราวนี้
แล้วแม่หญิงของพี่เล่า ป่านนี้เจ้าอยู่แห่งหนตำบลไหน น้องได้กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกคำรบแล้วหรือยัง หรือยังโกรธเคืองพี่อยู่ถึงได้หลบลี้หนีหน้า สิ้นเยื่อขาดใย ทิ้งคำสัตย์สัญญาที่เคยให้ไว้ต่อกันราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
ในมือของเขาถือกำไลไว้วงหนึ่ง ก่อนยกขึ้นสัมผัสตรงแผ่นอกใกล้หัวใจ แม้สภาพของมันจะหักบิ่น อัญมณีที่เคยตกแต่งหลุดหายไปบ้าง แต่กำไลวงนี้จักรอสวมคืนแก่ผู้เป็นเจ้าของอีกครั้ง
แดดยามเช้าลอดผ่านบานเกล็ดเข้ามาตกกระทบเป็นริ้วลายบนโต๊ะกินข้าวไม้สักทั้งแผ่น จากห้องอาหารที่รับแขกได้เป็นสิบ วันนี้มีเพียงวงตะวันประมุขของบ้านนั่งประจำที่ลำพัง เว้นตำแหน่งหัวโต๊ะว่างไว้
หล่อนจิบกาแฟแลทอดสายตาไปภายนอก ตัวบ้านถูกขนานนามว่า ‘เรือนสิทธิคุณ’ ตามชื่อสามีผู้เป็นเจ้าของ ตั้งอยู่บนเนินเขา แยกจากปางช้างและรีสอร์ตด้านล่างซึ่งเป็นกิจการตกทอดจากครอบครัวสามี
วงตะวันเพิ่งกลับจากตักบาตรพระ ภาพประมุขหญิงในเสื้อผ้าป่านคอกลมสีขาวนุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า เกล้าผมยาวกลางหลังเป็นมวยต่ำดูหมดจดงดงาม แม้ยังเช้าเกินกว่าที่ใครจะลุกขึ้นมาแต่งตัวอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเช่นนี้ได้
ทว่าหล่อนก็ปฏิบัติตนเช่นนั้นทุกวัน ถึงช่วงแรกจะมีเสียงสบประมาทจากบริวารในบ้านที่ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับผู้หญิงคนใหม่ทุกคนของนายว่า
‘อย่างว่านะ นายแก่หลงเมียเด็ก’
พ่อเลี้ยงสิทธิคุณแก่กว่าหล่อนสามสิบปี ผ่านการหย่าร้างใช้ชีวิตหนุ่มโสดพักใหญ่จนได้พบอดีตนางงามจังหวัดซึ่งขณะนั้นรั้งตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของรีสอร์ต ท่ามกลางเสียงคัดค้านว่า
‘นายจะจริงจังด้วยเหรอ ไม่ใช่เหมือนผู้หญิงคนก่อนๆ หรอกนะ’
ทว่าวงตะวันก็ทำหน้าที่ของตนโดยไม่สนคำนินทา เพราะหลังงานแต่งซึ่งจัดอย่างเรียบง่าย หล่อนยังช่วยกิจการสามีเหมือนก่อน จนมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนคือกาลวินท์
วงตะวันเป็นภรรยาและแม่ที่ดี ปรนนิบัติพ่อเลี้ยงจนวาระสุดท้ายหลังจากที่เขานอนติดเตียงเกือบห้าปีก่อนจากไปโดยไม่ทันเห็นการเติบโตของลูกชาย เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าหล่อนจะไม่บิดพลิ้วต่อหน้าที่เหมือนเมื่อครั้งบุคคลอันเป็นที่รักยังอยู่ แม้ผมดำขลับในวันนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีดอกเลาจนต้องย้อมปิดในวัยใกล้หกสิบ
“เด็กบอกว่าตีสองกว่าแล้ว แม่เลี้ยงยังไม่ปิดไฟในห้องเลย”
เสียงบอกอย่างนอบน้อมมาจากหญิงกลางคนซึ่งเพิ่งเข้ามาเก็บจานอาหารและยืนรอรับคำสั่งอยู่ด้านหลัง เรียกรอยยิ้มมุมปากจากผู้เป็นนายด้วยความพึงใจ
“มีอะไรในบ้านนี้ที่อุ่นเรือนไม่รู้บ้าง”
คนได้รับคำชมค้อมศีรษะน้อยๆ อุ่นเรือนเป็นหัวหน้าแม่บ้าน อ่อนกว่าวงตะวันไม่กี่ปีแต่คุ้นเคยกันตั้งแต่แม่เลี้ยงยังทำงานในรีสอร์ต ผ่านหลายเหตุการณ์สำคัญในชีวิตจนผูกพันเกินกว่านายกับลูกน้องทั่วไป
“คุณวินกลับมาเป็นปกติแล้ว คุณยังมีอะไรให้กังวลอีก” หล่อนถามตรงๆ ไม่กลัวถูกโกรธ
“มัวแต่นึกอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ ดูนาฬิกาอีกทีตีสองกว่าแล้ว เลยเวลานอนก็อย่างนี้”
อาการนอนไม่หลับมิใช่เพิ่งเกิดเมื่อคืน แต่เป็นมาหลายเดือนก่อนหน้า ตั้งแต่กาลวินท์ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ แม้เขาจะกลับมาใช้ชีวิตปกติแล้วแต่การนอนยากก็ยังคุกคามอยู่
“แล้วลูกสาวเราล่ะเมื่อไหร่จะกลับ งอนแม่อีกแล้วใช่ไหม” แม่เลี้ยงถามกลับบ้าง คราวนี้เป็นอุ่นเรือนที่ถอนหายใจ
นายบ่าวตั้งครรภ์ในเวลาไล่เลี่ยกัน จะด้วยชะตาหรือฟ้าบันดาลก็ตามแต่ เมื่อนายหญิงเจ็บท้องกลางดึก อุ่นเรือนซึ่งท้องแก่ใกล้คลอดก็เกิดน้ำคร่ำแตกในคืนเดียวกัน
แม่เลี้ยงตั้งชื่อลูกสาวคนเดียวของอุ่นเรือนว่า ‘ใกล้รุ่ง’ เพราะเด็กหญิงเกิดตอนรุ่งสาง ขณะที่ฟ้าวันใหม่เริ่มทอแสง ผู้เป็นนายก็คลอดบุตรชายในช่วงสายของวันเดียวกัน
เด็กทั้งสองได้รับการเลี้ยงดูไม่แตกต่าง เรียนก็เรียนที่เดียวกันจนโต แต่กาลวินท์เป็นเด็กดื้อรั้นเอาแต่ใจ เกกมะเหรกเกเรระรานคนไปทั่วจนต้องออกจากโรงเรียนกลางคันตอนชั้นมัธยมปลาย
ทว่าวงตะวันก็ส่งเสียใกล้รุ่งให้เรียนต่อในกรุงเทพฯ ตั้งใจตอบแทนพ่อของเด็กที่เสียชีวิตในหน้าที่จากอุบัติเหตุรถยนต์ เด็กชายหญิงผู้เกิดวันเดียวกัน แต่เติบโตไปในทิศทางที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“คงเบื่อแม่มากกว่า คุยกันทีไรก็ถามแต่เรื่องเดิมๆ ว่าเมื่อไหร่จะกลับบ้าน” อุ่นเรือนระบายลมหายใจ ดูจะเป็นความไม่สบายใจเดียวที่ได้รับจากลูกสาว
ใกล้รุ่งกำลังศึกษาปริญญาโท ความหวังจะได้กลับมาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวก็ห่างไกลออกไปอีก แต่หัวอกคนเป็นแม่ทนรอได้เพื่ออนาคตของลูก
“เราก็ขี้น้อยใจไม่เปลี่ยน” แม่เลี้ยงค่อน ก่อนพูดต่อว่า “ลูกโตเป็นสาวแล้ว เขาก็มีหน้าที่ที่ต้องทำของเขา” นายผู้หญิงยิ้มมุมปากเหมือนพอใจที่ได้สั่งสอนอีกฝ่ายกลับ
“แล้วได้กินยาไหมคะ ยาที่ไปหาหมอแจ๊คครั้งก่อน หมดหรือยัง” อุ่นเรือนได้ทีรีบซักผู้เป็นนายบ้าง
ยาที่หมอสั่งไว้เป็นไม้ตายสำหรับย่นย่อรัตติกาลเพิ่งหมดเมื่อวาน วงตะวันหยิบกินจนกลายเป็นยาประจำตัว ดีว่าแพทย์ประจำตัวที่อุ่นเรือนเรียกว่าหมอแจ๊คหรือนายแพทย์สิทธาเป็นลูกของน้องสาวสามี แก่กว่ากาลวินท์ไม่กี่ปี เป็นที่พึ่งได้ดีกว่าลูกในอุทร
‘เผื่อไว้สำหรับจำเป็นจริงๆ นะครับคุณป้า’ หลานชายเตือนเนื่องจากยาที่สั่งให้มีผลระยะยาว
‘ถ้าต้องเลือกระหว่างนอนไม่หลับกับกินยาจนตาย ป้าขอเลือกอย่างหลังจะดีกว่า’
ได้ยินเช่นนั้น นายแพทย์ถอนหายใจแต่ก็ยอมจ่ายยาที่อีกฝ่ายต้องการในจำนวนที่ไม่มากจนเกินไป
“แม่เลี้ยงไปวันนี้เลยไหมคะ เดี๋ยวให้ตั้วไปด้วย” อุ่นเรือนเสนอ ตั้วเป็นเด็กรับใช้ในบ้าน คล่องแคล่วว่องไวพึ่งพาได้ และเป็นคนไทยในบรรดาแรงงานส่วนใหญ่ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน
“รอก่อนดีกว่า วันนี้ที่ข้างล่างน่าจะยุ่ง พังแก้วใกล้ตกลูก ไม่รู้เตรียมการกันถึงไหนแล้ว”
วงตะวันหมายถึงปางช้างด้านล่างที่เมื่อวันก่อน คนงานมารายงานว่าช้างพังอายุรุ่นๆ ที่ท้องมาได้ปีเศษ ร้องครวญครางใกล้ตกลูกเต็มที
“คุณก็เป็นเสียอย่างนี้ ห่วงงานมากกว่าตัวเอง” คุณแม่บ้านท้วงอย่างไม่จริงจังอะไรนัก
“แล้วอุ่นเรือนจะให้ฉันห่วงอะไร ชีวิตนี้ก็เหลือแต่งานกับลูกเท่านั้น”
“หรือจะตามหมอแจ๊คมาตรวจที่นี่เลยไหมคะ” อุ่นเรือนเสนออีก
“ไม่เอา” ผู้เป็นนายร้องขัด “ไปรอคิวโรงพยาบาลตามปกตินั่นแหละ อย่าไปรบกวนคนไข้อื่นเลย”
นายตั้วยกจานผลไม้มาวาง ส้มสายน้ำผึ้งแกะเป็นกลีบ ขนาดพอดีคำวางเรียงเต็มจาน แม่เลี้ยงชำเลืองมองแล้วย่นจมูก ถึงอย่างนั้นก็ยังถนอมน้ำใจ หยิบขึ้นมาเข้าปากชิ้นหนึ่ง
“เป็นไงตั้ว เมื่อคืนหลับดีไหม” คำถามนั้นไม่ได้หมายถึงเด็กรับใช้ แต่ต้องการคำตอบถึงบุตรชายที่หล่อนสั่งให้ไปคอยเฝ้า
“ครับแม่เลี้ยง หลับดีอยู่ครับ” เด็กหนุ่มตอบสั้นจนคนถามต้องซักต่อเอง
“ไม่โดนไล่ไปนอนระเบียงแล้วใช่ไหม” คราวนี้แทนที่จะสงวนวาจา เขากลับอยากพูดคุยมากขึ้น
“ไม่เลยครับ ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล คุณวินเปลี่ยนไปเยอะเลย เมื่อคืนยังให้ผมกลับไปนอนห้อง ไม่ต้องนอนอยู่เป็นเพื่อนแกทั้งคืน”
เด็กหนุ่มเล่าอย่างตื่นเต้น กาลวินท์เคยเมามายกลับจากงานเลี้ยง หลอกให้ตั้วออกไปหยิบของที่ระเบียงแล้วล็อกประตูขังให้ตากยุงอยู่ทั้งคืน ผิดกับกาลวินท์คนที่ฟื้นจากโคม่าเมื่อสามเดือนก่อน
ช่วงเดือนแรก ถ้าไม่นับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ผ่ายผอมจนดูเป็นคนละคนแล้ว นายน้อยเก็บตัวเงียบพูดจานับคำได้ ซึ่งเข้าใจได้ว่าอยู่ในช่วงพักฟื้น
พอล่วงเข้าเดือนสองและสาม กาลวินท์พูดจามากกว่าเก่า แต่เป็นไปในลักษณะถามไถ่ข้อมูลรอบตัว ยิ่งพูดก็ยิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน
จากที่เคยมึงวาพาโวยทำตัวใหญ่โตไม่เกรงใคร กลายเป็นสุขุมนุ่มลึกสายตาคมวาวท่าทางน่าเกรงขาม ตรงข้ามกาลวินท์คนเก่าราวฟ้ากับเหว ไม่เฉพาะตั้วเท่านั้น กระทั่งคนงานในบ้านยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
‘ท่าทางคุณวินเหมือนพวกทหารหรือนักรบยังไงยังงั้น’
สำหรับวงตะวัน การได้ลูกชายคืนมาควรเป็นเรื่องน่ายินดี แต่แล้วการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นนั้นกลับเหมือนมีเส้นบางๆ กั้นกลางระหว่างสองแม่ลูก จนผู้เป็นแม่อดคิดไม่ได้ว่า หรือกาลวินท์ในแบบเดิมจะดีกว่า
“อ้อ ผมเกือบลืม คุณวินจะลงไปกรุงเทพอาทิตย์หน้าครับ แกให้ผมแจ้งรีสอร์ตจองตั๋วเครื่องบินให้” ตั้วชวนสนทนาต่อซึ่งโดยปกติแล้วอุ่นเรือนจะเป็นคนแจ้งสำนักงานด้านล่าง หล่อนจึงรีบออกความเห็น
“เพิ่งหายแท้ๆ จะอยู่ให้ติดบ้านหน่อยไม่ได้เชียว” อุ่นเรือนบ่นขณะที่แม่แท้ๆ รับฟังเฉย
ก่อนหน้านี้กาลวินท์ขึ้นลงกรุงเทพฯ เป็นว่าเล่น เผลอๆ ไปบ่อยกว่าวัดแถวบ้านอีก พ่อเลี้ยงเองมีคอนโดฯ ใจกลางเมือง ซื้อทิ้งไว้ตั้งแต่ที่พักแนวดิ่งยังไม่เป็นที่นิยม สะดวกสบายกว่าอยู่บ้าน
“แล้วให้กุญแจห้องเจ้านายเราไปหรือยังล่ะ” แม่เลี้ยงถาม ไม่คาดคิดกับคำตอบที่ได้รับว่า
“ไม่นะครับ คุณวินไม่พูดถึงเลย หรือจะไปพักที่อื่น” เด็กหนุ่มพูดโดยไม่ทันคิด
“หรือว่าจะไปกับแม่นั่นคะ” อุ่นเรือนตั้งข้อสังเกต สีหน้าซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด
แม่นั่นที่ว่าหมายถึงโสมวิภาอดีตแฟนสาวที่เคยหอบผ้าหอบผ่อนมาอาศัยด้วยกัน แต่เลิกรากันไปก่อนประสบอุบัติเหตุ ว่ากันว่าที่กาลวินท์เมามายไม่ได้สติจนขับรถตกเขา ก็เพราะยังตัดใจจากหล่อนไม่ได้
“คงยังไม่รู้ข่าวละมั้ง” แม่เลี้ยงบอกห้วนๆ “ถ้ารู้คงรีบมาแล้วละ เดาไม่ยากหรอก”
ทว่าคนที่แสดงความกระวนกระวายใจกลับเป็นอุ่นเรือน
“แม่เจ้าประคุณ อย่ามีเรื่องตบตีกันที่นี่เลยค่ะ ครั้งนี้คงเลิกกันจริง ขอให้ไปแล้วไปลับไม่กลับมาอีก”
“ความรักหนุ่มสาวน่ะ เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิก วางใจไม่ได้หรอก” แม่เลี้ยงช่วยสรุป แม้อายุของทั้งสองใกล้เคียงกันแต่ดูเหมือนผู้เป็นนายจะเข้าใจความเป็นไปของโลกได้มากกว่า
วงตะวันยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบก่อนระบายลมหายใจให้กับความอยากอาหารที่หมดไป รู้สึกเหมือนวันอันแสนยากเย็นเพิ่งเริ่มต้น







