
ล่องลำนำกาล บทที่ ๖/๒ : จากจบเพื่อพบใหม่
โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ
![]()
เมื่อคาถาอาคมยื้อดวงวิญญาณให้อยู่เหนือกาลเวลา ออกขุนแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงยอมล่องลอยผ่านสามยุคสมัย จากอยุธยา สู่ธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่เพื่อหนีความตาย… แต่เพื่อตามหาหัวใจเดิมในร่างใหม่ของหญิงอันเป็นที่รัก พบเรื่องราวนี้ใน ล่องลำนำกาล โดยสีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนเจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 3

ประโยคที่ว่ากินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะเฝ้าห่วงพะวงหาอยากเห็นแต่หน้าเจ้า ไม่เกินไปกว่าที่ขุนเทพเผชิญตลอดสัปดาห์แรกหลังจากได้พบใกล้รุ่ง
หญิงสาวรีบตื่นไปโรงพยาบาลแต่เช้าและกลับมาตอนดึก นายตั้วรายงานว่าอรรถพลสั่งให้จัดห้องพักในรีสอร์ตให้ลูกสาวคุณแม่บ้าน ความหวังจะได้เจอก็ริบหรี่ลง
หล่อนทำเหมือนเขาเป็นตัวอันตรายที่ต้องหลบเลี่ยง จนแยกไม่ออกว่าเป็นความเกลียดชังที่มีต่อเจ้าของร่างนายกาลวินท์คนนี้ หรือเป็นความผิดติดตัวขุนเทพมาแต่ชาติปางก่อน
ชายหนุ่มไม่รอให้ความบังเอิญนำพาหญิงสาวเข้ามา เขาตัดสินใจลงไปที่รีสอร์ตแต่เช้ามืดและถามหาหล่อนกับพนักงานตรงเคาน์เตอร์
“คุณปุนลงไปน้ำตกครับคุณวิน” คำตอบเพียงเท่านี้ เพราะเข้าใจว่าเป็นสถานที่ที่เขาคุ้นเคย
“น้ำตกที่ไหน แถวชายป่าด้านข้างเหรอ” รีสอร์ตห้อมล้อมด้วยเขา น้ำตกใกล้สุดคงเลยจากปางช้างไป
“ครับ แถวนี้มีน้ำตกเดียว”
ด้วยข้อมูลเท่านั้นเองขุนเทพไม่รอช้าตัดสินใจเดินลงไปอย่างไม่รู้ทิศทาง ผ่านความเย็นชื้นและหมอกขาวจางๆ ที่ปกคลุมทิวเขาข้างหน้า หนาวกายไม่เท่าไรแต่ความรุ่มร้อนในใจมีมากกว่า
เพียงเดินลงเนินจากรีสอร์ตไม่ถึงสิบนาที พ้นแนวต้นไม้ใหญ่กลายเป็นป่าโปร่งเขียวขจี มีธารน้ำไหลจากภูเขาผ่านร่องหินสูงต่ำลดหลั่นลัดเลาะไปตามสภาพภูมิประเทศ เมื่อละอองฝอยของสายน้ำกระทบแสงอาทิตย์ บางช่วงตอนปรากฏสายรุ้งหลากสีทาบบนม่านน้ำ งดงามราวกับสรวงสรรค์
ใกล้รุ่งอยู่ตรงนั้นนั่งบนโขดหินใหญ่ใกล้น้ำตก หล่อนหันหน้าไปทางภูเขา นานๆ ครั้งจะสะบัดผมดำขลับให้แผ่สยายเต็มหลัง สีหน้าดูสงบนิ่งและเป็นสุข
เขาอยากหยุดเวลาไว้ให้นานกว่านี้ แต่เสียงฝีเท้าย่ำพื้นดินแฉะๆ ทำให้หญิงสาวซึ่งตกอยู่ในภวังค์สะดุ้งตัว ก่อนผุดลุกขึ้นและเปล่งชื่อเขาออกมา
“คุณวิน” น้ำเสียงนั้นเกิดจากความตกใจมากกว่ารังเกียจ
“ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนคุณ”
นานมาแล้วสีนวลเคยรอส่งเขาที่ท่าน้ำหลังวังและเขาเคยทำให้หล่อนตกใจเช่นนี้มาก่อน ไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นประโยคแรกที่พูดกันดีๆ ในรอบร้อยปีนับแต่ครั้งสุดท้ายที่ได้พบ ก่อนมีเหตุให้คลาดจาก
“ฉันกำลังจะกลับแล้ว เชิญคุณตามสบาย”
ใกล้รุ่งตอบห้วนๆ สายตาซ่อนความระแวงไว้ไม่มิดแต่จำเป็นต้องรักษามารยาท อย่างน้อยก็เห็นแก่เขาที่เป็นเจ้าของบ้าน
“เดี๋ยวคุณน้าก็อาการดีขึ้น ไม่นานคงหายเป็นปกติ ถ้าคุณกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่ ผมอยากให้คุณสบายใจ” ที่รู้เพราะเขาแอบไปเยี่ยมอุ่นเรือนอยู่บ่อยๆ แต่หญิงสาวเอาแต่หลบหน้าจนไม่เคยได้พบกัน
“คุณน้า….” ใกล้รุ่งหลุดปากอุทาน ไม่เชื่อหูตัวเองในสิ่งที่ได้ยิน
กาลวินท์ไม่เคยนับญาติหรือเรียกแม่หล่อนว่าคุณ มากสุดแค่เอ่ยชื่อ ดีไม่ดีจิกหัวเรียกไม่ต่างจากที่เขาเรียกคนงานคนอื่นในบ้าน
“ผมไม่เคยลงมาเลย ไม่คิดว่ารีสอร์ตจะมีธรรมชาติสวยงามอย่างนี้ จะรังเกียจไหมถ้าผมขอให้คุณช่วยพาผมดูรอบๆ” แววตาและท่าทางของเขาไม่ได้โกหกว่าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
“คุณจำไม่ได้จริงๆ เหรอว่าเคยมาที่นี่” ใกล้รุ่งไม่รอฟังคำตอบจากเขา หล่อนหมุนตัวกลับไปทางเนินที่ลงมา แต่เป็นเขาที่ยั้งไว้
“เดี๋ยวก่อน ผมจำไม่ได้จริงๆ” เขาเหยียบโขดหินลื่นซึ่งปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำเพื่อเข้าไปใกล้ ค่อยๆ ลงเท้าอย่างระมัดระวังเพราะไม่ชินกับพื้นที่
“ผมจะโกหกคุณเพื่ออะไร” เมื่ออยู่สองต่อสอง ขุนเทพไม่จำเป็นต้องแสร้งเป็นคนอื่นกับสีนวลอีก ยิ่งได้พูดคุย สีหน้าและท่าทางจับผิดของหล่อนเริ่มเปลี่ยนไป
“ฉันไม่ได้บอกว่าคุณโกหก แต่คุณอาจจะยังจำอะไรไม่ได้ตอนนี้” หล่อนมองเขานิ่ง ความคิดในหัวกระซิบบอกว่าชายตรงหน้ากำลังพูดความจริง
“ผมรู้ว่าผมอาจเคยทำไม่ดีกับคุณไว้มาก ซึ่งผมคงจะไม่ขอโทษคุณในส่วนนั้นเพราะมันผ่านไปแล้ว แต่ผมสัญญาว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับคุณในอดีต มันจะไม่เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน”
หญิงสาวหันไปจ้องหน้าเขาราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องเหลือเชื่อเกินจะรับได้ ใบหน้านวลเชิดน้อยๆ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงเย็นเฉียบ
“เอาเป็นว่าระหว่างคุณกับฉัน เราไม่เคยมีความทรงจำดีๆ ต่อกันเลย ฉันดีใจที่คุณแข็งแรงและใช้ชีวิตได้ตามปกติแต่ฉันจะขอบคุณคุณอย่างมาก ถ้าช่วยรักษาระยะห่างระหว่างเราให้เป็นอย่างนั้นตลอดไป”
“คุณยังโกรธผมอยู่” น้ำเสียงที่ถามอย่างคนสำนึกผิด
“เปล่าค่ะ ฉันไม่อยู่ในสถานะที่จะโกรธคุณได้”
กาลวินท์ค่อยๆ เดินไปตามโขดหิน หยุดฟังเสียงน้ำไหลประหนึ่งเครื่องดนตรีกำลังบรรเลงเพลงเอก
“เราสองคนไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน คุณก็มีแค่น้าอุ่นเรือน ผมก็เหลือแต่แม่แค่คนเดียวเหมือนกัน แล้วผมจะทำให้ชีวิตคุณแย่ลงอีกทำไม”
หญิงสาวชะงัก ดวงตาฉายแววลังเล ไม่ใช่เขาแน่ ผู้ชายที่เพิ่งคิดและพูดประโยคนี้ออกมาไม่ใช่ กาลวินท์ที่หล่อนเคยรู้จัก แล้วถ้าไม่ใช่ ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน หรือหล่อนบ้าไปแล้วที่คิดอย่างนั้น
“ฉันไม่รู้ว่าคุณไปฝึกวิธีการพูดอย่างนี้มาจากไหน แต่มันไม่ได้ผลหรอก”
“ผมพูดทุกอย่างจากใจ จะให้พูดซ้ำอีกกี่ครั้งหรืออีกกี่ร้อยปี ผมก็จะพูดเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน”
คำพูดของเขาทำให้หล่อนรู้สึกปั่นป่วน แม้พยายามเต็มที่ที่จะสลัดมันออก
“ผมแค่อยากให้คุณรู้ไว้ว่าผมไม่เคยคิดร้ายต่อคุณเลย”
ตรงนี้แหละที่หล่อนรู้สึกไม่ปลอดภัย มิใช่เกิดจากชายตรงหน้าคิดทำร้าย แต่เกิดจากความคิดตนเองที่ปรุงแต่งไปไกล จนหล่อนหวาดกลัวไปเอง
“ฉันขอตัวก่อน รู้สึกไม่ค่อยสบาย” หญิงสาวตัดบท รีบพาตัวเองออกไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด ฝ่ายนั้นเองก็ไม่ได้คิดจะห้าม เขาขยับตัวเดินกลับเช่นกัน ทิ้งระยะไม่ให้ดูเหมือนเดินตาม
ก้อนหินน้อยใหญ่เรียงตัวใต้ผิวน้ำตื้น ถูกปกคลุมด้วยตะไคร่และพืชน้ำจนกลืนเป็นเนื้อเดียว กาลวินท์ก้าวเท้าโดยไม่ทันระวังทำให้พลาดลื่นไถล เขาเซไปข้างหน้าเกือบเสียหลักล้มคะมำ
“คุณวิน ระวัง!”
เสียงร้องเตือนดังขึ้นในจังหวะที่ขุนเทพพยายามคว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยว มือของหญิงสาวคว้าแขนของเขาไว้ได้ทัน และดึงตัวชายหนุ่มร่างบางให้ทรงตัวได้อย่างหวุดหวิด
กาลวินท์เองตกใจไม่แพ้กันจนเผลอเหนี่ยวแขนหญิงสาวไว้จนสองร่างแนบชิด ลมหายใจสะดุดชั่วขณะ สายตาสอดประสานอย่างไม่ตั้งใจ แค่เสี้ยวนาทีเท่านั้น ก่อนแยกออกจากกันอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณมาก” เสียงขุนเทพในร่างนายกาลวินท์เอ่ย
แววตาใสซื่อบริสุทธิ์ของเขาในระยะแค่เอื้อมหลอกกันไม่ได้ และใกล้รุ่งคิดว่ามันค่อยๆ ละลายยอดภูเขาน้ำแข็งในใจหล่อนโดยไม่รู้ตัว
เมื่อไม่มีอุ่นเรือน วงตะวันก็เหมือนขาดเพื่อนคู่คิด ทุกอย่างในบ้านวุ่นวายไม่มีใครทำงานได้ดั่งใจ จนพวกคนงานต้องส่งคุณผู้จัดการขึ้นมาแก้อารมณ์ขุ่นมัวของนายหญิง
“จะอะไรกับเด็กนักหนา มันก็ทำเต็มที่แล้ว คุณไปหัวเสียกับใครมาหรือเปล่า” อรรถพลพูดตรงๆ ไม่กลัวอีกฝ่ายจะไม่พอใจ
“แค่นี้ก็ต้องลงไปฟ้องด้วย” ท่าทางกระเง้ากระงอดของแม่เลี้ยงดุจสาวแรกรุ่น
“ให้ปุนมาช่วยดูแลแทนอุ่นเรือนไหม เผื่อจะดีขึ้น” อรรถพลลองเสนอ ทั้งที่รู้แก่ใจว่าเป็นไปได้ยาก
“เขาต้องไปเฝ้าแม่เขา” วงตะวันปฏิเสธ “เขาเรียนมาสูง ไม่ใช่เราจะไปเรียกมาใช้งานได้ง่ายๆ”
“คุณก็น้อยใจไป ปุนมันใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนกัน” น้ำเสียงราวกับควบคุมทุกอย่างได้ของอรรถพลทำให้วงตะวันขุ่นมัวขึ้นมาอีก
“ฉันบอกแล้วไงว่าเราจะไม่พูดเรื่องนี้” เสียงตวาดจากคนรักและผู้เป็นนายทำให้บรรยากาศเงียบลง
“จะให้ผมทำอะไรก็บอกมาแล้วกัน” อรรถพลมองกิริยาชวนอึดอัดของอีกฝ่ายแล้วถอนหายใจไม่พูดต่อ รู้ดีว่าไม่มีใครทำให้แม่เลี้ยงอารมณ์ดีขึ้นได้นอกจากตัวหล่อนเอง
เมื่ออยู่ตามลำพัง วงตะวันย้อนคิดถึงวันแรกที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ ตั้งแต่รีสอร์ตมีตึกใหญ่หลังเดียว วิลล่าเป็นหลังๆ ยังสร้างไม่เสร็จ และช้างในปางมีอยู่ไม่กี่เชือก
อุ่นเรือนทำงานอยู่ก่อนแล้ว เป็นคนที่พ่อเลี้ยงสิทธิคุณส่งมาต้อนรับผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์คนใหม่ ในมือมีกระเป๋าเดินทางใบเดียวบรรจุความหวังมาเต็มเปี่ยม
‘เหงาหน่อยนะคะ ที่นี่ไม่เหมือนในเมืองแต่อยู่ไปคุณจะชอบ’ อุ่นเรือนชวนคุยอย่างเป็นกันเอง
‘ค่ะ’ วงตะวันทำใจไว้ก่อนแล้ว ‘คงไม่แย่ไปกว่าที่ฉันเคยเจอหรอก’
พูดจบก็นึกใจหาย เด็กสาวคนหนึ่งเพียบพร้อมด้วยรูปร่างหน้าตาเป็นใบเบิกทาง เดินสายประกวดนางงามตั้งแต่นางนพมาศงานวัดไปจนถึงเวทีใหญ่ประจำจังหวัด จากการผลักดันของแม่และสามีใหม่
จากเด็กหญิงดวงเดือนสู่นางสาววงตะวันนางงามร้อยเวที ญาติๆ พูดว่าหากบุพการีทั้งสองไม่จากไปด้วยอุบัติเหตุเสียก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ ถ้าหล่อนไม่คว้ามงกุฎระดับประเทศได้สักตำแหน่ง ก็คงต้องตกเป็นเมียอีกคนของพ่อเลี้ยงที่จ้องตาเป็นมันและคอยหาเศษหาเลยมาตลอด
อย่างเดียวที่วงตะวันไม่ละทิ้งเลยคือหมั่นหาวิชาความรู้ติดตัว รู้ดีว่าพออายุมากขึ้น ความสาวโรยรา ไม่จจีรังยั่งยืน หล่อนจึงเลือกที่จะทิ้งโลกใบเก่าโดยไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร
“เลิกงานแล้วแวะขึ้นมากินข้าวเย็นกับผมสักวันนะ” สิทธิคุณเจ้าของรีสอร์ตเอ่ยปากเชิญอย่างที่ไม่ได้ชวนทุกคนเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเขา
พ่อเลี้ยงอายุคราวพ่อแม่หล่อนได้ ไม่แปลกเลยสำหรับพ่อม่ายเมียตายที่ครองความโสดมานานแต่เขาจะจริงจังแค่ไหนกัน หล่อนจำเป็นต้องมีใครสักคนเป็นเพื่อนพูดคุย
“พ่อเลี้ยงเป็นเจ้านายที่ดีค่ะแต่เรื่องอื่นของท่าน ขอให้คุณได้เห็นเองเดี๋ยวกลายเป็นฉันเอานายมานินทา”
อุ่นเรือนออกตัวเมื่อวงตะวันถ่ายทอดคำเชิญของพ่อเลี้ยงให้ฟัง แม้ตัวเองจะรู้จักเจ้านายดี ข้อนี้แหละที่ทำให้วงตะวันนับถือใจของอุ่นเรือนนัก
“ฉันมาที่นี่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ถ้าไม่กล้าออกไปดูโลกบ้าง ก็คงไม่มีทางรู้เลยว่าหนทางข้างหน้าจะพาฉันไปไหน” วงตะวันเปรยและใช้ประโยคนั้นเป็นคำตอบให้แก่ตัวเอง
ไม่กี่เดือนต่อมาผู้จัดการสาวคนสวยก็ย้ายขึ้นไปอยู่เรือนใหญ่ ก่อนจัดพิธีแต่งงานเล็กๆ มีแขกร่วมงานเพียงคนในรีสอร์ตและพ่อแม่ฝ่ายชาย โดยทั้งสองมิได้จดทะเบียนสมรสกัน
ชีวิตคู่ครั้งใหม่ของพ่อเลี้ยงคงสวยหรูดูดีไปเสียทุกอย่าง แม่เลี้ยงคนสวยช่วยบริหารกิจการพ่อเลี้ยง ขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง เว้นแต่นั่นเป็นฉากหน้าที่คนทั่วไปเห็นเท่านั้น
ความจริงแล้วพ่อเลี้ยงไม่ได้ถอดเขี้ยวเล็บอย่างที่ใครๆ เข้าใจ ชายสูงวัยยังมักมากในกามารมณ์ ต้องหาทางระบายกับคนงานหญิงโดยไม่สนลูกเมียใคร จนเป็นที่โจษจันไปทั่ว
วงตะวันเกลียดผู้ชายเจ้าชู้ แม้พยายามเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แต่ก็ทำได้ในช่วงแรก จนทำให้หล่อนไม่ไว้ใจผู้หญิงในรีสอร์ตสักคนว่ามีคนไหนไม่เคยถูกพ่อเลี้ยงพาขึ้นเตียงบ้าง นอกจากอุ่นเรือน
‘แกจะไปหากินนอกบ้านไม่ได้เลยเหรอ’ อุ่นเรือนเดือดร้อนใจแทนจนเก็บมาปรับทุกข์กับสามี
‘ไม่ใช่เรื่องของเรา ดีเท่าไรแล้วที่นายเขาไม่มาเกาะแกะด้วย’ สามีของอุ่นเรือนมองเป็นข้อดีไป
วงตะวันก้าวข้ามทุกปัญหา หล่อนใช้เวลาในรีสอร์ตมากกว่าบ้าน ชีวิตมีแต่งานจนได้พบกับอรรถพลที่ตอนนั้นพ่อเลี้ยงจ้างมารับผิดชอบดูแลความเรียบร้อยทั่วไป
เขาเป็นหนุ่มคมเข้มทรงเสน่ห์ วัยใกล้เคียงกับหล่อน ทุกครั้งที่ยิ้มเผยฟันขาวเรียงสวยและแววจริงใจในดวงตา แต่เมื่อน้ำมันถูกวางไว้ข้างกองไฟ วันหนึ่งเปลวเพลิงก็ย่อมลุกติดโดยไม่อาจเลี่ยงได้
‘ฉันจะไม่ยอมตกอยู่ในสภาพหวาดระแวงอย่างนี้ไปตลอดชีวิตหรอก’ วงตะวันกัดฟันระบายกับชู้รัก หากมีใครล่วงรู้เรื่องนี้ ชีวิตในเรือนสิทธิคุณต้องสิ้นสุดทันที หรือไม่ก็ระเห็จออกไปในสภาพไร้ลมหายใจ
ทั้งสองตกลงจะหนีไปเริ่มชีวิตใหม่ ถ้าวงตะวันจะไม่เกิดคลื่นเหียนเวียนหน้าขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ
‘ฉันท้อง’ สองคำสั้นๆ ที่ระงับแผนทุกอย่าง
พ่อแม่ของพ่อเลี้ยงดีใจมากที่จะได้หลานตอนแก่ยิ่งถ้าเป็นหลานชายด้วยแล้ว แต่สำหรับวงตะวัน หากพ่อเลี้ยงระแคะระคายว่าเด็กในท้องไม่ใช่ลูกของเขา ทั้งหล่อนและลูกจะตกอยู่ในอันตรายทันที
โชคดีที่ดวงนายบ่าวสมพงศ์กัน หลังจากนั้นไม่นานอุ่นเรือนก็ตั้งท้องลูกคนแรกเช่นกัน วงตะวันขอหล่อนขึ้นมาทำงานด้านบนซึ่งพ่อเลี้ยงไม่ขัดอยู่แล้ว ดีเสียอีกได้มีเพื่อนให้ภรรยาในระหว่างที่ตัวเขาแสวงหาความสำราญ
เสียงลมพัดกรูกระทบหน้าต่างปลุกวงตะวันให้ตื่นจากอดีต หล่อนไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เงาในกระจกเป็นหลักฐานยืนยันได้ดี คำถามเดียวในใจคือชีวิตที่เลือกเดินมาเกือบสามสิบปีนั้น เป็นความฝันที่ไขว่คว้า หรือเป็นความลวงที่หล่อนสร้างขึ้นมาหลอกตัวเอง
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๖/๒ : จากจบเพื่อพบใหม่
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๖/๑ : จากจบเพื่อพบใหม่
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๕/๒ : พบกันอีกครา
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๕/๑ : พบกันอีกครา
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๔/๒ : ของกำนัล
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๔/๑ : ของกำนัล
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๓/๒ : จุดกำเนิด
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๓/๑ : จุดกำเนิด
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๒/๒ : แรกรัก
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๒/๑ : แรกรัก
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๑/๒ : การกลับมา
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๑/๑ : การกลับมา
- READ ล่องลำนำกาล : บทนำ







