ล่องลำนำกาล บทที่ ๖/๑ : จากจบเพื่อพบใหม่

ล่องลำนำกาล บทที่ ๖/๑ : จากจบเพื่อพบใหม่

โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ

Loading

เมื่อคาถาอาคมยื้อดวงวิญญาณให้อยู่เหนือกาลเวลา ออกขุนแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงยอมล่องลอยผ่านสามยุคสมัย จากอยุธยา สู่ธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่เพื่อหนีความตาย… แต่เพื่อตามหาหัวใจเดิมในร่างใหม่ของหญิงอันเป็นที่รัก พบเรื่องราวนี้ใน ล่องลำนำกาล โดยสีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนเจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 3

 

ท้องฟ้าสว่างวูบวาบด้วยฟ้าแลบยามแจ้งทั้งที่ไร้เมฆฝน เสียงครืนครานกังวานก้องราวกับเกิดอาเพศเบื้องบน ชาวบ้านในพระนครออกมาตีเกราะเคาะไม้ด้วยความหวาดกลัว

พ่อครูไม่ยอมให้ลูกสาวทั้งสองลงจากเรือน เชื่อว่าเป็นลางร้ายที่ฟ้าดินวิปริต หากสีนวลยกเหตุผลที่ทำให้ผู้เป็นพ่อยอมอนุญาตแต่โดยดีว่า

“ฉันใจคอไม่ค่อยดีเลยจ้ะพ่อ ขอไปไหว้พระให้สบายใจทีเถิด ขุนเทพท่านอาสาจะพาไป”

หญิงสาวไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติกระทั่งเกิดเหตุกับพี่สาว ก็ได้บทเรียนว่าสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้ นั่นเพราะที่จริงแล้วอาจยังมิเคยเกิดกับตัวเอง

ด้านในอุโบสถเนืองแน่นประหนึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนา ยามบ้านเมืองระส่ำระสาย ไม่มีหลักใดให้ยึดเกาะ คงมีแต่ร่มโพธิ์ทองของพระพุทธศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว

ขุนเทพซึ่งคอยอยู่ด้านในแล้วรีบพาสองพี่น้องเข้าไปกราบองค์พระ หากไม่มีสายตารายรอบที่มองอยู่ เขาอยากประคองสีนวลลงนั่ง ได้สัมผัสกายนางให้คลายความคิดถึง แต่ความจริงทำได้เพียงเล่าว่า

“ทัพของพวกอังวะคราวนี้ตั้งค่ายประชิดรอบพระนคร ยกกันมามากมายราวกับคลื่นในทะเล พี่หวั่นใจนักว่าจะมิเป็นเช่นครั้งก่อนที่เคยยกมา”

สีนวลหาใช่สตรีที่อยู่เหย้าเฝ้าเรือนจนไม่รู้ความเป็นไป ทุกครั้งที่เข้าไปเยี่ยมคุณป้า ได้ยินพวกนางข้าหลวงพูดกันต่างๆ นานา ตั้งแต่วันที่พม่าล้อมเมืองจนเพลานี้ล่วงมาเกือบปี จนประจักษ์ชัดเมื่อหลายคนขอกราบบังคมทูลลา อพยพตามครอบครัวหนีภัยสงครามออกจากเมือง

“หมดหน้าน้ำหากยังไม่ถอยทัพคงได้บุกเข้าพระนครเป็นแน่” สีนวลคะเนจนถูกพี่สาวหยิกแขนปราม

“เจ้านี่คิดไปไกล แต่ละเรื่องที่ว่ามีแต่ดีๆ ทั้งนั้น” สารภีส่ายหน้ากับความช่างวิเคราะห์ของน้องสาว

ไม่ทันได้ถกเถียงกันต่อ ท้องฟ้าด้านนอกสว่างวาบจากเส้นสีเงินยวงที่ฟาดลงมาหลายครั้งติดต่อกัน ก่อนเสียงอสนีบาตจะดังตามมาราวกับมีมือยักษ์เขย่าอุโบสถให้สั่นคลอน

วัตถุบางอย่างตกลงจากด้านบนของพระประธานซึ่งสูงเทียมเพดาน และกำลังหล่นกระทบองค์พระจนเกิดเสียงสะท้อนไปทั่ว ก่อนลงมาหยุดนิ่งสนิทบนพื้นหินอ่อนด้านล่าง

ผู้คนกระจายตัวออกพร้อมเสียงครางฮือด้วยความตกใจ เมื่อได้เห็นว่าวัตถุนั้นคือพระเนตรข้างหนึ่งขององค์พระปฏิมาเบื้องหน้า

“พี่เทพ…” สีนวลคว้ามือขุนเทพไว้ และเขาก็บีบมือหล่อนกลับเช่นกัน

นั่นมิใช่ลางบอกเหตุเดียวที่เกิด คนร่ำลือว่ามีกาสองตัวตีกันที่วัดมหาธาตุ หนึ่งในนั้นปักอกลงที่ยอดฉัตรเจดีย์เหมือนถูกจับเสียบ หรือรูปพระนเรศวรที่ประดิษฐานในคลังแสงกระทืบพระบาทดังสนั่น ได้ยินกันทั่ว

หากขุนเทพไม่ได้ตีฝ่าวงล้อมออกไป ชีวิตสีนวลจะเป็นอย่างไรหนอ เมื่อพวกอังวะขุดอุโมงค์และโหมจุดไฟเผารากกำแพงแถวป้อมมหาไชย ถึงแก่เวลาต้องหนีเอาชีวิตรอด พ่อครูสั่งสีนวลให้เข้าไปตามคุณป้าในวัง

เขตพระราชฐานเงียบเหงา ตำหนักที่เคยครึกครื้นสว่างไสวกลับมืดมิดไร้ชีวิตชีวา ผู้คนที่เหลืออยู่หลบซ่อนตัวแต่ในตัวอาคาร พวกที่หนีออกไปก็มากจนยากจะนับ

“ไม่ต้องห่วงป้าหรอกลูกเอ๋ย อยู่หรือไปไม่ต่างกัน วันหนึ่งป้าก็ต้องตายอยู่ดี” คุณป้าปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยวและยอมรับชะตากรรมที่จะมาถึง ท่านสั่งสีนวลน้ำตานองหน้าก่อนจากว่า

“พาพ่อเราออกจากพระนครให้ไวเถิด ไปทางตะวันออกหรือลงใต้แล้วแต่เห็นควร ไม่ตายเราคงได้พบกัน” ท่านมิได้สั่งเสีย และเป็นคำอำลาที่ไม่ฝากความหวังใดไว้เลย

ลมฤดูร้อนพัดผ่านโถงทางเดินพาเอาเศษใบไม้ร่วงเกลื่อนพื้นปลิวว่อน เหลือเพียงความวังเวงที่โอบล้อมปราสาทราชวังไว้ พ้นกำแพงวังเท่านั้น ทั่วทั้งเมืองโกลาหลอลหม่าน ทุกคนหนีเอาตัวรอดเหมือนมดแตกรัง ควันไฟพวยพุ่งเป็นสายจากทุกทิศทาง กว่าสีนวลจะถึงบ้าน ทุกคนเก็บของรอไว้แล้วพร้อมเดินทาง

พ่อกอดลาหุ่นทุกตัวราวกับจะไม่ได้พบกันอีก เรือสามลำเตรียมพร้อมริมตลิ่ง ลำหนึ่งสำหรับพ่อและลูกสาว อีกสองลำเป็นของพี่ชายและครอบครัว แล่นออกจากเรือนก่อนอาทิตย์ตก หวังใจว่าหากไม่มีใครมาขวาง คงไปพ้นเขตเมืองตอนมืดพอดี

ควันดำจากเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำบ้านเรือนสองฝั่งขวางอยู่ข้างหน้าตลอดทาง จนออกเรือมาได้ระยะหนึ่งก็เห็นเงาตะคุ่มของขบวนเรือกำลังแล่นสวนมาแต่ไกล พี่ชายตะโกนสั่งทันที

“คว่ำเรือเร็ว”

เรือถูกจับพลิกคว่ำ อาศัยช่องว่างระหว่างท้องเรือกับผิวน้ำพอมีอากาศไว้หายใจ ขณะยังล่องตามกระแสน้ำต่อได้ให้ข้าศึกหลงคิดว่าเป็นเรือแตก ทว่าลำของสีนวลไปได้ไม่ไกล พ่อครูก็ร้องขึ้นด้วยความตกใจ

“พ่อหายใจไม่ออก” อากาศใต้นั้นเบาบางจนผู้สูงวัยทนไม่ไหว พยายามทะลึ่งตัวขึ้นสู่ผิวน้ำตามสัญชาตญาณ แต่ศีรษะซึ่งถูกตัวเรือครอบไว้ทำให้ตกใจยิ่งกว่าจนสำลักน้ำ

“พ่อจ๋า อดทนอีกชั่วประเดี๋ยวเราจะพ้นแล้ว” สารภีที่อยู่ใกล้พ่อสุดปลอบประโลม แต่อาการสำลักน้ำของพ่อไม่ดีขึ้นเลย ทำให้สีนวลกลั้นใจบอกว่า

“เร่งเข้าฝั่งก่อน”

สองพี่น้องช่วยกันผลักเรือเข้าหาตลิ่งไม่ต่างจากคนเดินหลับตา ทันทีที่เท้าเหยียบพื้น ก็ช่วยกันพลิกเรือและประคองพ่อขึ้นจากน้ำ

สีนวลแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฝั่ง เหมือนโชคชะตากำลังเล่นตลก ต้นสะตือใหญ่แผ่กิ่งก้านเหมือนกำลังจ้องมอง ศาลเจ้าพ่อตั้งตระหง่านตรงหน้า สถานที่ที่ขุนเทพและหล่อนเคยให้สัตย์สัญญาต่อกัน

“บอกให้เรือหยุดก่อน” สารภีนึกขึ้นได้หันไปตะโกนเรียกเรืออีกสองลำของพี่ชายที่แล่นลิ่วไปไกล หล่อนกระโจนลงน้ำหวังจะว่ายตามให้ทันเพื่อให้หยุดคอยก่อน

ขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าหลายคู่กำลังย่ำเข้ามา แสงคบเพลิงสว่างเรืองในความมืดพร้อมกับเสียงพูดด้วยภาษาของศัตรู สองพ่อลูกรับรู้ได้ว่ามัจจุราชร้ายได้คืบคลานเข้ามาแล้ว

สีนวลหันหน้าไปทางศาลเจ้าพ่อ หวนนึกถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับขุนเทพ…คำสัญญาที่อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า หล่อนอาจไม่มีวันรักษาได้อีกต่อไป

พวกอังวะกระจายกำลังกันล้อมพ่อกับหล่อนไว้ มันหัวเราะเย้ยหยันด้วยความสะใจ ประหนึ่งสัตว์ร้ายต้อนเหยื่อให้จนตรอกไร้ทางหนี เสียงพูดคุยสั่งการที่ฟังไม่เข้าใจ สีนวลเพิ่งรู้ว่าเป็นคำสั่งประหารเมื่อคมดาบวาววับฟันฉับลงตรงร่างของพ่อ จากไหล่ข้างหนึ่งผ่าลงกลางตัวจนขาดสะพายแล่งในพริบตา

หญิงสาวหวีดร้องสุดเสียง ดาบอีกเล่มก็จ้วงแทงลงมาไม่ทันให้ตั้งตัว อนุสติที่เหลือบอกให้หล่อนซุกมือไว้ใต้อาภรณ์ที่กำลังเปียกชุ่มไปด้วยเลือด มิให้ข้าศึกสังเกตกำไลที่หล่อนสวมไว้

ก่อนลมหายใจสุดท้ายปลิดปลิวราวกลีบดอกไม้ต้องลมพายุ ร่างไร้วิญญาณของสีนวลทอดกายบนผืนดินที่เคยรุ่งเรืองต่อเนื่องยาวนานกว่าสี่ร้อยสิบเจ็ดปี



Don`t copy text!