
สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 3 : นิมิตจากลูก
โดย : ตฤณภัทร
![]()
เมื่อสายตาของลูกน้อยเผยความจริงที่ศาลไม่รับฟัง สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า โดย ตฤณภัทร จะพาคุณย้อนสู่ พ.ศ. 2498 ร่วมสืบหาหลักฐานช่วยผู้บริสุทธิ์ไปกับแม่ค้ากาแฟ ม่ายทรงเสน่ห์ ทนายปากร้าย และตำรวจสายสืบสุดป่วน ในนิยายสืบสวนย้อนยุคซ่อนเงื่อน อบอุ่นหัวใจ และอุดมด้วยอารมณ์ขัน
สะอิ้งสามารถมองเห็นภาพเหตุการณ์ล่าสุดที่ลูกเห็นผ่านการสัมผัส พลังพิเศษนี้ของหล่อนเกิดขึ้นหลังจากที่หล่อนคลอดสอางค์ หรือบางทีหล่อนอาจจะมีพลังมาตั้งแต่เกิดก็เป็นได้ เพียงแต่ลูกของหล่อนเพิ่งเกิดจึงได้รู้ถึงความสามารถนี้ เท่าที่สะอิ้งรู้จากการสัมผัสตัวคนอื่น ก็ไม่ได้เห็นอะไรอย่างที่สัมผัสตัวลูก ดังนั้นความสามารถนี้คงเป็นเพราะสายใยแม่ลูก
การเห็นภาพผ่านสัมผัสนี้ทำให้หล่อนได้รับรู้ความจริงของอดีตแม่สามี
…เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชีวิตคู่ระหว่างหล่อนกับอดีตสามีต้องจบลง
สะอิ้งไม่สนใจสมบัตินอกกาย หลังจากแยกทางกับสามีหล่อนและลูกสาวจึงได้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่จังหวัดบ้านเกิด หลายเดือนที่ผ่านมาชีวิตหล่อนสงบสุข แม้จะเหนื่อยที่ต้องพลิกฟื้นกิจการร้านกาแฟของที่บ้านซึ่งเลิกไปตั้งแต่บิดาเสียชีวิต หากสะอิ้งและลูกสาวก็ปรับตัวได้เป็นอย่างดี
…จนมาถึงวันนี้ที่เกิดเรื่องใหญ่อย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิด
เหนือกว่านั้นคือเรื่องอัศจรรย์ที่หล่อนเห็น ที่แม้รู้อยู่เต็มอกว่าหญิงสาวที่ใครต่างตราหน้าว่าเป็นฆาตกรนั้นแท้จริงคือคนผู้พยายามช่วยชีวิตลูกสาวหล่อน แต่ก็ไม่อาจช่วยพิสูจน์เรื่องนี้ได้ ส่วนอีกคนที่ใครๆ ต่างให้ความเคารพนับถือ แท้จริงแล้วกลับมีความประสงค์ร้าย คิดลักพาได้แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ
…ก่อนอื่นต้องหาทางช่วยหญิงบ้าให้ได้
สะอิ้งขบคิดหาวิธี เท่าที่ฟังตำรวจคุยกัน การฆาตกรรมนี้มีพยานหลักฐานครบ ตัวผู้กระทำผิดก็ไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา แล้วจะพิสูจน์ให้ทุกคนรู้ได้อย่างไรว่าการฆาตกรรมครั้งนี้มีเหตุสมควรแก่การบรรเทาโทษ
…นายใบ้
สะอิ้งรีบพาลูกสาวไปส่งให้มารดาดูแล นอกจากนี้ยังว่าจ้างเด็กสาวที่เป็นนักเรียนของโรงเรียนสอนตัดเสื้อใกล้ๆ ร้านกาแฟให้อยู่เป็นเพื่อนอีกคน ด้วยยังระแวงที่มีคนมาพาตัวลูกสาวไป จากนั้นหล่อนจึงตรงไปยังสถานีรถไฟ ท่ามกลางสายฝนที่ตกโปรยปรายลงมา
“นายใบ้” สะอิ้งเรียก
นายใบ้เดินมาหาหล่อนด้วยท่าทางกระตือรือร้นคล้ายอยากจะถามเรื่องลูกของหล่อน ตอนที่ได้ข่าวว่าเด็กหายไป เขาเองก็เป็นอีกคนที่ช่วยตามหา
“ไปกับฉัน ไปช่วยเมียนายที่โรงพักกัน” สะอิ้งบอก
นายใบ้ชี้ที่อกตัวเอง ก่อนเลิกคิ้วอย่างสงสัยสุดขีด
…นี่เขาไปมีเมียตั้งแต่ตอนไหนกันหรือ
“แล้วสรุปว่าฉันจะประกันตัวผู้ต้องหาได้ไหมคะคุณตำรวจ” สะอิ้งถาม
นายใบ้ตกกระไดพลอยโจน ถูกลากมาด้วยเพราะสะอิ้งเข้าใจผิดว่าเขาและหญิงสติไม่ดีเป็นผัวเมียกันมองหล่อนตาปริบๆ ตอนนี้เขารู้เรื่องราวทั้งหมดจากการพูดคุยระหว่างสะอิ้งและเจ้าหน้าที่ร้อยเวรแล้ว
…น่าประหลาดเหลือเกินที่หล่อนกำลังพยายามช่วยเหลือฆาตกรฆ่าคน ที่เพิ่งลักพาตัวลูกสาวหล่อนไปแบบสดๆ ร้อนๆ
“คดีอาญา แถมยังอุกฉกรรจ์ ที่สำคัญ จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ชื่อแซ่ผู้ต้องหาเลย” จ่าโป่งตอบ
ผู้ต้องหาหญิงคนนี้เป็นคนจากต่างถิ่น ที่มาของหล่อนนั้นไม่ทราบแน่ชัด ไม่มีหลักฐานระบุตัวตน แถมพูดจาวกไปวนมา ถามไปไหนมาตอบสามวาสี่ศอก นอกจากยอมรับว่าเป็นคนฆ่าผู้ตายตำรวจก็แทบไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย
“ฉันเห็นพวกเธอที่สถานีในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน เธอพอรู้อะไรไหม” สะอิ้งถามนายใบ้
“เอะ” เขาส่ายหน้าช้าๆ
“พูดก็พูดเถอะนะแม่สะอิ้ง พอจะมีพยานที่ดีกว่านี้ไหม คดีนี้คนฆ่าก็บ้าแล้ว ยังต้องให้คนใบ้มาเป็นพยานอีก เกรงว่าความน่าเชื่อถือแทบไม่เหลือแล้วนะ” ร้อยเวรวัยกลางคนบอก
“แบบนี้เธอก็ต้องติดคุกน่ะหรือคะ” สะอิ้งถาม รู้สึกขัดใจที่ตนเองรู้ความจริงทั้งหมดแท้ๆ หากแต่ไม่สามารถช่วยเหลือหญิงสาวร่างบอบบางหลังลูกกรงได้เลย
…นี่หล่อนต้องปล่อยให้ผู้มีบุญคุณต้องเผชิญเรื่องราวแบบนี้จริงหรือ
“ก็ทำนองนั้น ก็ฝากขัง เดี๋ยวต้องส่งเข้าเรือนจำ แต่คดีร้ายแรงสะเทือนขวัญแบบนี้ไม่นานคงโดนยิงเป้า” จ่าโป่งวิเคราะห์เมื่อมองจากแนวโน้มของคดีร้ายแรงที่ผ่านมา
“จะเป็นแบบนั้นได้ไงคะ อย่างน้อยก็ต้องขึ้นศาล” สะอิ้งบอก
“ก็ตามกระบวนการนั่นแหละ แต่ผู้ต้องหายอมรับผิดแล้ว ยอมรับว่าอุ้มลูกคุณไป และฆ่านายฉิม” จ่าโป่งบอก
“ประเดี๋ยวนะคะ ดิฉันว่าเรื่องนี้ไม่น่าพิจารณาแบบปกติ ก็เธอ” สะอิ้งชี้ไปในกรง “ไม่ค่อยปกติไม่ใช่หรือ”
“แต่ก็ตอบคำถามได้นี่” จ่าโป่งแย้ง
“เธอได้บอกไหมว่าทำไมถึงฆ่าผู้ตาย” สะอิ้งถาม
“บอกสิ บอกว่า ผู้ตายคืออะไร พอถามว่าฆ่านายฉิมทำไมก็บอกว่า ไม่รู้ ตามประสาคนไม่อยู่กับร่องกับรอย เฮ้อสงสารนายฉิมจริงๆ” จ่าโป่งเห็นใจผู้ตาย
“นี่พวกคุณจะปิดคดีทั้งอย่างนี้เนี่ยนะ” สะอิ้งถามเสียงโหย หล่อนเดาเรื่องไม่ยากจากท่าทางของตำรวจ
“ก็ใช่นะสิ พยานหลักฐานครบขนาดนี้” จ่าโป่งว่า
สะอิ้งสูดหายใจเข้าลึก หล่อนกำมือแล้วปล่อยอยู่หลายครั้ง พยายามดึงสติตนเองไม่ให้เกรี้ยวกราดใส่ตำรวจ นอกจากหล่อนและผู้ต้องหาที่พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องก็ไม่มีใครรู้ความจริงเรื่องนี้ พยานหลักฐานก็ชี้ชัดให้ทุกคนเข้าใจไปเช่นนั้น
…แต่หล่อนจะปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นไม่ได้ไง
“เอ้อ” นายใบ้เลื่อนกระดาษที่เขียนด้วยลายมือบรรจงมาให้หล่อน เขียนว่า
…เธอชื่อละม้าย
“เธอบอกชื่อกับนายหรือ”
สะอิ้งส่งกระดาษให้เจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนหันมาถาม
นายใบ้ผงกหัว
“ถ้ามีชื่อแบบนี้พอจะตามหาญาติเธอได้ไหมคะ” สะอิ้งบอก “หรือดิฉันสามารถช่วยเรื่องการสู้คดีได้ไหม”
“มันก็ได้แหละ” ตามกฎหมาย การช่วยสู้คดีก็ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติกัน
เพียงแต่เป็นตำรวจมาจนหัวจะหงอก เขาเพิ่งเคยเห็นผู้เสียหายจะช่วยผู้ต้องหาสู้คดี
…แม่สะอิ้งคนนี้ประหลาดเกินไปแล้ว
หลังจากการสอบถามเรื่องขั้นตอนการสู้คดีจนเข้าใจ สะอิ้งจึงตัดสินใจกลับ โดยมีนายใบ้เดินตามหล่อนเหมือนอึปลาทอง แต่เพราะรีบไปหน่อยหล่อนจึงชนเข้ากับร่างใหญ่ที่เดินสวนมา ดีที่มีนายใบ้รับไว้
“ขอโทษค่ะ คุณตำรวจ” หล่อนเอ่ยขออภัย
นายตำรวจหนุ่มที่หล่อนชนส่งยิ้มเป็นมิตรเป็นเชิงว่าเขาไม่ได้ถือสาหาความ ก่อนจะเบิกตาโตเมื่อสายตากวาดไปยังร่างสูงด้านหลังหล่อน
ดูท่าสภาพของนายใบ้คงทำให้นายตำรวจประทับใจได้ไม่น้อย
“มาแจ้งความหรือครับ” เขาย้ายสายตากลับมาหาสะอิ้งก่อนถาม
“ก็ ทำนองนั้นค่ะ” สะอิ้งบอก
“ผมธีระเพิ่งย้ายมาใหม่ครับ” ร้อยตำรวจตรีธีระแนะนำตัว
สะอิ้งยิ้มสุภาพก่อนค้อมตัวผ่านเขาไป ไม่มีอารมณ์ประชาสัมพันธ์ร้านกาแฟอย่างในยามปกติ หล่อนกำเงินจำนวนหนึ่งส่งให้นายใบ้พร้อมบอกว่า
“ค่าเสียเวลา ขอบคุณนะ”
นายใบ้มองร่างเล็กที่เดินตรงไปย่านตลาดด้วยท่าทางมุ่งมั่น ก่อนจะมองธนบัตรใบละหนึ่งบาทในมือด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
…เธอคิดจะทำอะไรกันแน่

- READ สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 3 : นิมิตจากลูก
- READ สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 2 : ฆาตกรหญิงบ้า
- READ สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 1 : ลูกสาวที่หายไป
- READ สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า : บทนำ







