เที่ยวแฟรงก์เฟิร์ตกับตากล้องนักสะสม

เที่ยวแฟรงก์เฟิร์ตกับตากล้องนักสะสม

โดย : วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ

Loading

“เที่ยวโทงเทง” คอลัมน์ท่องเที่ยวกับเรื่องเล่าจากสมุดบันทึกของ “วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ” ซึ่งได้แบกเป้เดินทางคนเดียวตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นบันทึกการโดยสารขนส่งสาธารณะ การพบปะและบทสนทนากับผู้คน (ตลอดจนหมาแมว) พร้อมแนบข้อมูลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประจำเมือง แต่ละวันมักจบลงด้วยเบียร์เย็นๆ หรือวิสกี้ในบาร์ท้องถิ่น

มื้อค่ำวันนี้ “พี่แก้ว” หญิงไทยเพื่อนรุ่นพี่ที่มาตั้งรกรากอยู่ในนครแฟรงก์เฟิร์ตนานกว่า 10 ปี พาไปเลี้ยงต้อนรับที่ร้าน “อิ่มอร่อย” ร้านอาหารไทยย่านใจกลางเมือง เธอมีเพื่อนคนไทยมาร่วมโต๊ะด้วย 3 คน และฝรั่งหนุ่มชาวโครแอตอีก 1 คน พี่แก้วสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ กินจนอิ่มพุงกางกันถ้วนหน้า

จากนั้นเธอชวนไปดื่มแก้ง่วงที่ร้าน Good Time with Good Friends ด้วยชื่อที่ยาวไปแขกที่มาร้านนี้มักจะเรียกว่า “โอเน นาเมน” (Ohne Namen) แปลว่า “ไม่มีชื่อ” ไปเสียอย่างนั้น เพื่อนๆ ของพี่แก้วแยกย้ายกันกลับบ้านไปก่อน เหลือ “แดนนี่” หนุ่มโครแอตที่เกิดในเยอรมนี และ “ซาร่า” นักศึกษาสาวชาวเยอรมันที่ตามมาสมทบ แดนนี่และซาร่ารู้จักกันจากงานจัดเลี้ยงที่ทั้งคู่รับจ๊อบเป็นบาร์เทนเดอร์และคนเดินโต๊ะ

แดนนี่เป็นพี่ชายของแฟนเก่าพี่แก้ว เขาอายุ 32 ปี พี่แก้วอายุมากกว่านั้นหลายปี หลังจากพี่แก้วและน้องชายแดนนี่คบกันอยู่ราว 3 ปี หนุ่มน้อยก็มีแฟนใหม่วัยเอ๊าะ ให้เหตุผลในการเลิกราว่า “เธอแก่เกินไปสำหรับฉัน”

แฟนใหม่ของน้องชายแดนนี่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ร่วมแฟลตเดียวกัน แดนนี่รู้สึกอึดอัดอีกทั้งไม่ชอบแฟนใหม่ของน้องชาย พี่แก้วทราบถึงปัญหาจึงอนุญาตให้แดนนี่ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยด้วยเป็นการชั่วคราว

ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาวแม้จะล่วงเข้าเดือนมิถุนายนมาแล้วหลายวัน ซาร่ารับเอาเสื้อแจ็กเกตจากผมไปสวมอีกตัวยังบ่นว่าหนาว หลังจากวิสกี้ไม่กี่แก้วเราจึงเรียกเก็บเงิน ซาร่าสวมกอดทุกคนแล้วเดินจากไป แดนนี่ขอแยกไปนอนบ้านแม่ ผมกับพี่แก้วเดินไปลง U-Bahn หรือรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Seckbach Landstr. ต่อรถเมล์ แล้วเดินเข้าที่พัก วันต่อมาผมมีนัดกับเพื่อนวัยเฉียด 80 ปี ชื่อ “อูเวอร์” เวลา 10 โมงครึ่ง รถยนต์วอลโวมาถึงด้วยระบบนำทางจีพีเอส

“อูเวอร์ บายน์ลิช” เกิดในเขต Black Forest (ทางตอนใต้ฝั่งตะวันตกของประเทศเยอรมนี) ในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มปะทุขึ้น มีพ่อ แม่ ลุง พี่สาว และญาติบางคน เป็นผู้ชำนาญการใช้กล้องถ่ายภาพ จึงไม่แปลกอะไรที่แกจะเติบโตมาเป็นช่างภาพอีกคน

การทำงานในสตูดิโอที่ต้องถ่ายภาพจำพวกภาพติดบัตร ภาพเด็กแรกเกิด และภาพงานแต่งงานนั้นค่อนข้างน่าเบื่อและไม่มีความท้าทาย เพราะแกชอบภาพที่มีเรื่องราว หรือภาพแอ็กชัน จึงย้ายมายังนครแฟรงก์เฟิร์ตและได้ทำงานเป็นผู้สื่อข่าวและช่างภาพอิสระ ในระหว่างนี้ได้ถ่ายภาพบุคคลสำคัญๆ ที่เป็นนักการเมืองระดับโลกหลายต่อหลายคน

แกเดินทางไปสหรัฐอเมริกาและได้เปลี่ยนแนวภาพถ่ายเป็นเชิงท่องเที่ยว การไปเยือนอเมริกาหลายครั้งทำให้มีโอกาสได้ถ่ายภาพให้กับสำนักข่าวที่ให้บริการภาพถ่ายแก่สื่อต่างๆ ด้วย

ไม่นานหลังจากนั้นแกได้รับเชิญจากรัฐบาลจีนให้ไปถ่ายภาพโปรโมตการท่องเที่ยว ในช่วงนี้นี่เองที่แกเริ่มจริงจังกับการสะสมกล้อง จนคอลเลกชันของแกมีกล้องถ่ายรูปเก่าแก่หลากหลายรุ่นเกือบ 500 ตัว อาทิ กล้องถ่ายรูป J. Lancaster & Son จากอังกฤษ ผลิตในปี 1886 โดยประมาณ, Kodak รุ่น Pocket ’96 ปี 1896, กล้องเยอรมันอย่าง Rodenstock ประมาณปี 1890, กล้อง Krügener ปี 1906 และกล้องคุณภาพสูงอย่าง Linhof ในยุคปี 1910s หลายตัวที่นักสะสมซื้อขายกันในเว็บไซต์ชื่อดัง บางรุ่นราคาขึ้นไปแตะหลักล้านยูโร, กล้องจิ๋ว, กล้องนักสืบที่มาในรูปแบบต่างๆ เช่น ปากกา และไฟแช็ก นอกจากนี้ก็ยังมีกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวด้วย

คอลเลกชันของแกค่อนข้างหลากหลาย นอกจากเยอรมนีตะวันตกบ้านเกิด อาทิ Linhof, Agfa, Franke & Heidecke, Adox, Zeiss Ikon, Voigtländer, Bilora แล้ว ก็ยังมีกล้องจากประเทศอื่น เช่น Werra, Ihagee, Pentacon, Kamerawerke จากเยอรมนีตะวันออก Kodak, Polaroid จากสหรัฐอเมริกา Olympus, Pentax, Nikon, Mamiya, Minolta, Canon จากญี่ปุ่น, Lubitel, Lomo, Zorki จากสหภาพโซเวียต Seagull, Great Wall จากจีน Mustek จากไต้หวัน J. Lancaster & Son, Crown Camera, Houghtons, Purma, Apem จากอังกฤษ Miom จากฝรั่งเศส Meopta จากเชโกสโลวาเกีย Goerz จากออสเตรีย เป็นต้น

ลุงอูเวอร์ยังสะสมอุปกรณ์เสริมอีกราว 200 ชิ้น และบรรดาของสะสมที่เกี่ยวข้อง อาทิ เข็มกลัด ถ้วยกาแฟ นิตยสาร และอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังเคยจัดนิทรรศการภาพถ่ายของตัวเองในหลายประเทศ เช่น เยอรมนี อิหร่าน จีน สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

แกได้รับเชิญจากองค์กรในจีนและฮ่องกงให้เดินทางไปอบรมและบรรยายการถ่ายภาพให้กับนักศึกษาที่นั่นเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะการถ่ายภาพขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า Large-Scale Photography และยังคงถ่ายภาพทั่วไปอยู่เป็นประจำ แกไปไหนมาไหนโดยไม่มีกล้องห้อยคอไม่ได้เป็นอันขาด

ซ้ายมือคือโบสถ์ Saint Catharinen และอีกฝั่งถนนคือ Café Hauptwache

นอกจากนี้แกก็ยังเป็นที่ปรึกษาอิสระให้กับบริษัทและองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะบริษัท Linhof ที่มีโรงงานผลิตกล้องถ่ายภาพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก (ก่อตั้งปี ค.ศ. 1887) เคยเป็นกรรมการของสมาคมนักข่าวของเยอรมนีเป็นเวลา 14 ปี รวมทั้งตำแหน่งประธานชมรมช่างภาพผู้สื่อข่าวในรัฐเฮสส์ สมาชิกสโมสรสื่อแห่งนครแฟรงก์เฟิร์ต และกำลังจะได้รับการบรรจุชื่ออยู่ใน Society for Photography หรือเทียบเท่ากับ “ฮอลออฟเฟม” ในวงการศิลปะและกีฬา

ลุงอูเวอร์ขับรถไปจอดในอาคารจอดรถแห่งหนึ่งย่านใจกลางเมือง แกเดินนำไปบนถนนคนเดิน ผ่านห้าง MyZeil รูปทรงโมเดิร์น มีช่องวงกลมแปลกประหลาดขนาดใหญ่อยู่กลางตัวห้าง เดินไปเรื่อยๆ แกแวะที่ร้านซ่อมกล้องของเพื่อนชื่อร้าน FOKI มาจาก Foto และ Kinos (หมายถึง “ภาพนิ่งและภาพยนตร์”) เจ้าของชื่อ “Fritz Mueller” อายุคงประมาณหกสิบกลางๆ หากมากกว่านั้นก็ไม่น่าจะเกิน 70 ปี

บรรยากาศในร้าน FOKI ของมิสเตอร์มุลเลอร์

ร้านของมิสเตอร์มุลเลอร์รับซ่อมเฉพาะกล้องฟิล์มเท่านั้น แม้ว่าทุกวันนี้จะหาคนใช้กล้องฟิล์มได้ยากเต็มทีแล้ว แต่แกก็ยังมีงานล้นมือ คงเพราะว่าแกมีชื่อเสียงและร้านแบบแกไม่ได้หาง่ายๆ ลุงอูเวอร์บอกว่ามิสเตอร์มุลเลอร์รักงานของแกมาก เคยบอกว่าจะเกษียณเมื่อราว 5 ปีก่อน แต่ยังคงทำงานมาเรื่อยๆ และแทบไม่หยุดพักผ่อน

ลุงอูเวอร์ บายลิช กับกล้องถ่ายรูปของแก

เราออกมาจากร้าน FOKI แล้วเดินไปยังห้าง Galeria ขึ้นลิฟต์ไปยังดาดฟ้าที่พี่แก้วเคยพามากินข้าวเที่ยงเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน อูเวอร์ตั้งใจจะให้ผมถ่ายรูปตึกสูงและวิวเมือง จึงเป็นโอกาสดีเพราะรูปในเมมโมรีการ์ดที่ถ่ายเมื่อคราวที่แล้วโดนโจรปารีสขโมยไปพร้อมกระเป๋าสตางค์

Romer ศาลาว่าการนครแฟรงก์เฟิร์ต

ออกจากห้าง Galeria ลุงอูเวอร์ก็เดินนำไปยังจัตุรัสตลาดเก่านครแฟรงก์เฟิร์ต ชื่อ Römerberg ใกล้ๆ สะพานเหล็กข้ามแม่น้ำไมน์ กลุ่มอาคารโบราณบริเวณนี้โดนกองกำลังทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดใส่ไม่เหลือซากในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามทางเมืองก็ได้สร้างอาคารขึ้นใหม่ให้ดูเหมือนเดิมแต่ลุงอูเวอร์บอกว่าไม่ได้เหมือนเป๊ะเสียทีเดียว ด้านขวามือคือศาลาว่าการนครแฟรงก์เฟิร์ต เรียกกันว่า Römer หนึ่งในห้องที่ได้รับความนิยมจากผู้มาเยือนคือห้อง Kaisersaal มีภาพเขียนของกษัตริย์เยอรมันในอดีตตั้งเรียงกันอยู่

ประติมากรรมหน้าห้าง Galeria

แล้วแกก็พาเข้าร้านอาหารชื่อ Zum Standesämtchen ข้างๆ จัตุรัส แกไม่ยอมให้ผมสั่ง บอกว่าจะสั่งให้เหมือนกัน จานนี้เรียกว่า “วีเนอร์ ชนิทเซล” (Wiener Schnitzel) เป็นอาหารประจำชาติจานหนึ่งของออสเตรีย แต่ที่มาที่ไปยังถกเถียงกันอยู่ในหมู่นักประวัติศาสตร์ด้านอาหาร หลายคนสงสัยว่าอาจจะถือกำเนิดขึ้นก่อนในอิตาลี

“วีเนอร์ ชนิทเซล” มีลักษณะคล้ายกับฟิชแอนด์ชิปส์ของอังกฤษ ดั้งเดิมใช้เนื้อลูกวัว ชิ้นขนาดเท่าๆ กับสเต๊ก นำไปชุบแป้งขนมปังแล้วทอดในไฟแรง เสิร์ฟพร้อมมันบดและเลมอนฝานสองสามชิ้น ลุงอูเวอร์สั่งเป็นเนื้อไก่มาทั้ง 2 จาน รสชาติไก่ชุบแป้งทอดจืดชืดยิ่งกว่าฟิชแอนด์ชิปส์ แต่มันบดค่อนข้างอร่อย ก่อนจานหลักนี้เราสั่งสลัดมาคนละจาน ลุงอูเวอร์กินสลัดไปแค่นิดเดียว ส่วนเครื่องดื่มคือเบียร์ Henninger Radler ในแก้วขนาด 1 ไพนต์ซึ่งผสมน้ำมะนาวลงไปด้วย แว่าเบียร์นี้เบา ดื่มได้ไม่มีปัญหา

เมื่ออิ่มก็เดินออกมาผ่านโบสถ์ Alte Nikolaikirche (Old St. Nicholas Church) ซึ่งเป็นของคริสตจักรนิกายลูเทอแรน ที่ “มาร์ติน ลูเธอร์” ชาวเยอรมันนี่เองได้ประกาศแยกตัวออกจากคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นจุดเริ่มต้นของนิกายโปรเตสแตนต์ในอีกหลายประเทศ

จากซ้ายไปขวา โบสถ์ Kaiserdom – โบสถ์ Liebfrauen – โบสถ์ Alte Nikolai

เราเดินเข้าถนนเล็กๆ ชื่อ Saalgasse เดินไปยังมุมที่มีอาคารโมเดิร์นหน้าตาแปลกๆ และไม่เหมือนกันเลยเรียงติดกันประมาณสิบหลัง แล้วจึงเดินเข้ามหาวิหารแฟรงก์เฟิร์ต (Kaiserdom) หรือเรียกในภาษาอังกฤษว่า Imperial Cathedral of Saint Bartholomew เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญที่สุดในนครแฟรงก์เฟิร์ต เริ่มสร้างตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 รูปทรงสไตล์โกธิกที่เห็นในปัจจุบันได้ปรับปรุงขึ้นใหม่ในคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 กษัตริย์แห่งเยอรมนีและจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้รับการราชาภิเษกในสถานที่แห่งนี้อยู่หลายร้อยปี ลุงอูเวอร์บอกว่าด้วยเหตุนี้จึงได้รับการอนุโลมให้เรียกว่ามหาวิหาร หรือ Dom (Cathedral ในภาษาอังกฤษ) ซึ่งหมายถึง “อาสนะสังฆราช” ได้ แม้ว่าโบสถ์นี้จะไม่มีตำแหน่งสังฆราชหรือบิชอปก็ตาม

บางส่วนจากคอลเล็กชั่นของลุงอูเวอร์ บายลิช

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารที่รายรอบโบสถ์แห่งนี้โดนระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรพังราบแต่ตัวโครงสร้างหลักของโบสถ์อยู่รอดปลอดภัยอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าภายในโบสถ์เกิดไฟไหม้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก สิ้นสงครามก็มีการปฏิสังขรณ์กันขนานใหญ่

ผมบอกลุงอูเวอร์ว่าอยากดื่มกาแฟแกจึงพาไปที่ร้านหนึ่งไม่ไกลจากโบสถ์นัก บริกรสาวเป็นชาวเวียดนาม เธอว่าเพื่อนคนไทยกำลังจะเข้ากะถัดไป แต่เราออกจากร้านเสียก่อน ผมเดินตามลุงอูเวอร์ไปยังอาคารจอดรถ รวมแล้วจอดไป 4 ชั่วโมง เสียค่าจอด 10 ยูโร ผมบอกให้แกจอดรถส่งผมใกล้ๆ จัตุรัส Römerberg เพราะจากตรงนั้นผมจำทางเข้าเขตย่านการค้าได้

แกปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วโน้มตัวมากอดผม ก่อนพูดว่าพรุ่งนี้จะรับไปเที่ยวอีก

Don`t copy text!