
กลับมาบูดาเปสต์
โดย : วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ
![]()
“เที่ยวโทงเทง” คอลัมน์ท่องเที่ยวกับเรื่องเล่าจากสมุดบันทึกของ “วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ” ซึ่งได้แบกเป้เดินทางคนเดียวตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นบันทึกการโดยสารขนส่งสาธารณะ การพบปะและบทสนทนากับผู้คน (ตลอดจนหมาแมว) พร้อมแนบข้อมูลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประจำเมือง แต่ละวันมักจบลงด้วยเบียร์เย็นๆ หรือวิสกี้ในบาร์ท้องถิ่น
เนื่องจากต้องขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ จากกรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย ในอีกสามสี่วันข้างหน้า แผนเดิมที่ว่าจะไปเยือนเมืองกรากุฟ ประเทศโปแลนด์ คำนวณแล้วเหลือเวลาไม่พอ จึงต้องเดินทางออกจากกรุงปรากไปยังกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี อย่างเร่งด่วน แล้วค่อยเข้าโรมาเนียหลังจากนั้น
อีกทั้งขาเดินทางกลับไม่ค่อยคล่องตัวมากนักด้วยกระเป๋าสะพายหลัง 1 ใบ และเป้ใบเล็กสะพายด้านหน้าอีก 1 ใบสำหรับสัมภาระจำเป็นตลอดทั้งทริป 6 สัปดาห์ บัดนี้จำต้องลากกระเป๋าล้อเลื่อนเพิ่มอีก 1 ใบ ซึ่งอูเวอร์ เพื่อนนักสะสมกล้องให้ยืม ในกระเป๋าบรรจุกล้องคอมแพคโบราณ 6 ตัวที่อูเวอร์ฝากไปให้พิพิธภัณฑ์ที่เมืองไทย และของฝากอีกหลายชิ้นของพี่แก้ว เพื่อนรุ่นพี่ผู้ให้ที่พักอาศัยในแฟรงก์เฟิร์ต เธอซื้อฝากพรรคพวกที่กรุงเทพฯ อย่างเมามัน น้ำหนักของกระเป๋าใบนี้ก่อนขึ้นเครื่องชั่งได้ 13 กิโลกรัม รวมทุกชิ้นที่ผมต้องแบกผ่านสามสี่ประเทศ เท่ากับ 30 กิโลกรัม
ตั๋วระบุเวลารถไฟออกที่ 11.48 น. แต่จวนจะ 11.40 น. อยู่แล้ว โกรันเพื่อนชาวเซิร์บผู้ตั้งรกรากในสาธารณรัฐเช็กนานกว่า 20 ปี ซึ่งจะมาส่งผมก็ยังเดินทางมาไม่ถึง เขาโทรมาว่าหาที่จอดรถไม่ได้เสียที โชคดีที่จอแสดงตารางรถไฟขึ้นข้อความว่าเที่ยวของผมจะเลื่อนออกไป 20 นาที และอีกสักพักก็บวกเพิ่มเป็น 40 นาที โกรันจึงมาทันเดินไปส่งผมที่ชานชาลาและได้พูดคุยล่ำลากัน รถไฟวิ่งมาเทียบได้ครู่เดียวก็เปิดหวูดออกเดินทางมุ่งหน้าบูดาเปสต์

ในตั๋วเขียนหมายเลขรถและห้องนั่งไว้ ผมได้ห้องที่ 116 จึงให้สงสัยว่าคันหนึ่งจะมีถึง 116 ห้องได้อย่างไร ขึ้นไปเห็นห้องที่ 16 จึงเอากระเป๋าวางไว้ก่อนแล้วเดินไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเจอห้อง 116 จากทั้งหมดที่มีประมาณ 120 ห้องต่อ 1 คัน (ฝั่งซ้ายและขวา คั่นกลางด้วยทางเดินแคบๆ) ก็กลับไปเอากระเป๋าที่ห้อง 16 ซึ่งเป็นห้องที่ไม่มีการจองตั๋วล่วงหน้า มีคนอัดกันอยู่เต็ม ส่วนห้องของผมมีสองหนุ่มอเมริกันที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรี พวกเขาให้รางวัลตัวเองด้วยการท่องเที่ยวยุโรป หนึ่งในนั้นเป็นคนอิตาเลียนที่ไปเกิดในสหรัฐฯ
ห้องหนึ่งมี 6 ที่นั่ง ฝั่งละ 3 ที่นั่งหันหน้าเข้าหากัน ห้องของเราเริ่มแรกมี 3 คน จากนั้นมีคนสลับขึ้นมาแล้วก็ลงไป ซึ่งผมเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้จองที่นั่ง มีสตรีคนหนึ่งถือกระเป๋าปริศนาขึ้นมานั่งข้างๆ ผม ก่อนที่เธอจะลงจากรถไฟไม่นานก็ได้เปิดกระเป๋าใบนั้นเพียงแง้มๆ ผมไม่สามารถมองเห็นข้างในได้ แล้วเธก็ป้อนนมจากขวดเล็กๆ ให้กับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในกระเป๋า เมื่อเธอลงไปพวกเราสามคนก็สงสัยกันว่าในกระเป๋ามีอะไร ทำไมสิ่งมีชีวิตในนั้นไม่ร้องออกมาเลย
ผมแบ่งขนมที่ได้รับจากเจ้าของเกสต์เฮาส์ในกรุงปรากให้กับสองหนุ่มอเมริกัน ถุงแรกเป็นขนมปังแครกเกอร์ พวกเขาชอบกันมาก ถุงที่สองผมควานเจอขนมปังแท่งเพรตเซิลสติ๊ก พวกเขาก็ชอบกันอีก โดยเฉพาะอิตาเลียนเจ้าเนื้อ เมื่อขนมผมหมดคนที่ดูสุภาพกว่า (ไม่ใช่อิตาเลียน) หยิบเวเฟอร์ธัญพืชยื่นให้ผม รสชาติอร่อยดี ดูที่ซองจึงทราบว่าเขาหอบมาจากอเมริกา ตอนหลังอิตาเลียนตุ้ยนุ้ยหยิบขนมซึ่งน่าจะเป็นถั่วลิสงเคลือบอะไรบางอย่างออกมากินอย่างเพลิดเพลิน ถุงขนาดใหญ่มาก แต่เขาไม่แบ่งใครเลย แม้แต่เพื่อนเขาเอง
ผ่านไปหลายชั่วโมง ผมเดินไปที่ร้านอาหารในรถไฟ สั่งไส้กรอกมา 2 ชิ้น และ Pilsner Urquell 1 แก้วแกล้มกับนิยายของ “เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์” ที่อ่านค้างไว้ และไม่ทันจะหมดแก้วที่สองนิยายก็จบลงพร้อมกับรถไฟที่ใกล้จะเข้าเทียบสถานีบูดาเปสต์ตะวันออก

ผมเดินกลับไปยังตู้หมายเลข 116 บอกสองหนุ่มมะกันว่าใกล้จะถึงแล้ว พวกเขาก็เก็บของเตรียมตัวกันอย่างรวดเร็ว เมื่อรถไฟจอดที่สถานีในเวลาประมาณ 1 ทุ่มพวกเขาก็ลงไปทันที ไม่มีคำลา ผมน่าจะลงจากรถไฟเป็นคนสุดท้าย เพราะผู้โดยสารคนอื่นๆ เดินไปไกลแล้ว และมองไปด้านหลังก็ไม่มีใครเดินตามมา เมื่อถึงสถานีเมโทรที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟก็ซื้อตั๋วจากเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติโดยสารไปยังสถานี Kálvin tér ช่วงที่จะออกสู่พื้นถนนไม่มีบันไดเลื่อนจึงต้องยกกระเป๋าของฝากขึ้นบันได รู้สึกว่าไหล่ขวาที่ใช้ยกเจ็บจี๊ดขึ้นมา
ผ่านมาจนถึงวันนี้หลายปีแล้วอาการแปลกๆ ที่ไหล่ขวานี้ยังไม่หายไป หากหมุนไหล่ขึ้นลงก็จะได้ยินเสียง “ก๊อกแก๊ก” จึงเป็นอุทาหรณ์ว่าถ้าท่านเจอนักเดินทางแบบแบ็คแพ็กเกอร์ที่มีข้าวของล้นตัวอยู่แล้ว ท่านโปรดชั่งใจสักนิดก่อนจะฝากของกับเขาไป แม้เขาจะพูดว่ายินดีก็ตาม
ท้องฟ้าเวลาทุ่มกว่าๆ ยังสว่างจ้าเพราะยุโรปกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน ผมเดินไปตามเส้นทางที่จำได้ กดกริ่งของ Suite Hostel พูดกับเครื่องอินเตอร์คอมว่าต้องการที่พักก็มีคนกดรีโมตเปิดประตูให้ รีเซปชันชื่อ “อัลเบิร์ต” เกย์หนุ่มชาวเยอรมันเดินลงมารับที่กลางบันไดขึ้นชั้นสองอย่างกับฉากในหนังโรแมนติก ผมแจ้งว่า “ไม่ได้จองไว้เพราะทราบว่าพวกคุณชอบอย่างนี้มากกว่า” ซึ่งหากจองกับโฮสเทลโดยตรงหรือวอล์กอินเข้ามาจะได้ราคาถูกกว่าจองกับเว็บไซต์รับจองทั้งหลาย เพราะโฮสเทลไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งให้กับเว็บไซต์เหล่านั้น (แต่บางกรณีการวอล์กอินกลับแพงกว่า)
อัลเบิร์ตจัดให้ผมนอนห้องเดิม เป็นห้อง 6 เตียง มีแขกร่วมห้องอีกคนหนึ่ง แต่อัลเบิร์ตบอกว่าชายคนนี้จะกลับเกือบเช้า ส่วนอีกเตียงที่เหมือนมีคนนอนก็คือเตียงของอัลเบิร์ตเอง แต่เขาจะเข้านอนตอน 8 โมงเช้าเพราะอยู่เวรทั้งคืน อัลเบิร์ตทำงานเฉพาะสุดสัปดาห์จึงยอมอดนอนแล้วค่อยไปนอนให้เต็มที่หลังจากนั้น ราคาที่พักคืนนี้ 13 ยูโร ผมจ่ายเงินยูโรใบละ 10 ยูโร และที่เหลือเป็นเงินสกุลโฟรินต์ของฮังการี
เวลาเกือบสี่ทุ่มแล้วตอนที่ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ตั้งใจจะกินกูลาช อาหารประจำชาติของฮังการีตั้งแต่รอบที่แล้วแต่ต้องพลาดหวังไป อัลเบิร์ตแนะนำ For Sale Pub ใกล้ๆ สะพานเหล็ก (Liberty Bridge) ข้ามแม่น้ำดานูบ เป็นร้านที่ผมเคยมาดื่มเมื่อครั้งก่อนแต่วันนี้คนเต็มร้าน ที่เข้าคิวรออยู่นอกร้านก็ไม่น้อย ร้านอื่นๆ กำลังทยอยปิด เดินไปเดินมาหลายรอบ ตัดสินใจเข้าร้านอาหารจีน มีทั้งแบบใส่กล่องและกินในร้าน แต่ร้านมีขนาดเล็กและมีคนนั่งอยู่เต็มแล้ว ส่วนนอกร้านที่วางโต๊ะไว้ 2 ตัวบนทางเท้านั้นลมก็พัดแรงเกินไป จึงสั่งผัดบะหมี่ปลาแซลมอนใส่กล่อง ราคา 1,200 โฟรินต์ หรือประมาณ 150 บาท เจ๊คนผัดที่น่าจะเป็นเจ้าของร้านบอกว่าต้องจ่ายเงินก่อน ผมมีเงินโฟรินต์ที่เหลืออยู่จากครั้งที่แล้วมากกว่า 1,200 โฟรินต์นิดหน่อย จึงถือว่าโชคดีแล้วที่ไม่ได้เข้าไปกินกูลาชในร้านอาหารเพราะลืมไปว่ายังไม่ได้แลกเงิน เมื่อแม่ค้าผัดใส่กล่องให้เสร็จ แกถามว่ามาจากไหน พอตอบ “ไทยแลนด์” แกพูดว่า “ขอบคุณค่ะ” ผมถามว่าทำไมพูดไทยได้ แกตอบว่าถามคนไทยที่เป็นลูกค้าแล้วก็จำไว้พูด

ผมแวะเข้ามินิมาร์ตเทสโก้เพื่อซื้อน้ำดื่ม แล้วออกมานั่งกินมื้อค่ำตรงที่นั่งซึ่งสร้างยื่นออกมาจากกระจกร้าน ผมมองดูจุดนี้ก็เห็นว่าเขามีน้ำใจสำหรับคนซื้อของกินที่ต้องการกินทันทีและสำหรับคนที่อยากนั่งพักซึ่งไม่ได้เสียเงินมากมายจากการสร้างส่วนนี้เพิ่มขึ้นมา
ที่พักของผมอยู่ในอาคารเก่าติดกับร้านอาหารชื่อ Trapez ชั้นสองเป็นผับ เมื่อไม่เห็นคนในร้านอาหารและไม่ได้ยินเสียงลอดออกมาจากผับข้างบนจึงเดินไปริมแม่น้ำดานูบที่ห่างกันแค่ประมาณ 200 เมตร ขวามือคือสะพานเหล็ก และเทพีสันติภาพอยู่บนเนินเขาอีกฝั่งน้ำ เรียกว่าฝั่งบูดา ด้านซ้ายเป็นที่ตั้งของศูนย์ประชุมชื่อ Bálna มีร้านอาหารและบาร์ที่ตั้งอยู่ติดๆ กัน ผมเดินผ่านไปทางนี้ ลมพัดแรงจึงเดินเลยไป ผ่านสวนสาธารณะ คนหนุ่มสาวซื้อเบียร์มานั่งดื่มจับกลุ่มพูดคุยกัน บางจุดมีการจัดที่นั่งอย่างดีไว้ให้ด้วย ถือเป็นทางเลือกของคนที่ไม่อยากเปลืองเงินเข้าผับบาร์
ขากลับผมลังเลที่หน้าร้าน Trapez อีกครั้ง แต่สุดท้ายเอาชนะใจตัวเองเดินเข้าที่พักไปเปิด แจ็ก ดาเนียลส์ ที่เหลืออีกค่อนขวดรินแบ่งให้อัลเบิร์ต เขายินดีเป็นอย่างมาก แม้จะบอกว่าไม่อยากดื่มเยอะเพราะต้องอยู่เวรถึงเช้า แต่เมื่อผมรินให้ทีไรอัลเบิร์ตก็ไม่เคยปฏิเสธ จนตีหนึ่งกว่าๆ ผมจึงเข้านอน

ตื่นมาสายๆ ตัดสินใจที่จะไปจองตั๋วที่สถานีรถไฟเดินทางไปยังกรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนียในคืนนี้ เพื่อจะถึงบูคาเรสต์ในตอนบ่ายๆ หรือเย็นวันถัดไป บอกกับอัลเบิร์ตที่ตื่นเร็วอย่างเหลือเชื่อว่าขอจองที่พักต่ออีกคืน แต่จะเช็กเอาต์ออกไปตอนประมาณ 4 ทุ่ม เขาปรึกษากับรีเซปชันสาวหน้าตาดีคนใหม่ (มาแทนคริสตีนาผู้มีอารมณ์ขันและให้ความรู้เกี่ยวกับกูลาชแก่ผมเมื่อครั้งก่อน) แล้วบอกผมว่าไม่ต้องจ่ายเงินเพราะผมไม่ได้ใช้ห้องเพื่อนอน ผมบอกว่า “คิดไปเถอะ เกรงใจ และผมก็อาจจะกลับมางีบในตอนบ่าย” อัลเบิร์ตและรีเซปชันสาวก็ยังบอกว่าไม่เป็นไร ผมจึงขอบคุณแล้วคิดในใจว่าต้องให้แจ็ก ดาเนียลส์ ที่เหลือกับพวกเขา ไม่ต้องหิ้วไปบูคาเรสต์
เมื่อได้ตั๋วรถไฟสำหรับคืนนี้ในราคาประมาณ 80 ยูโรแล้ว (จ่ายด้วยบัตรเดบิต) ก็ลงเมโทรกลับที่พัก เก็บของพอประมาณ เดินไปแลกเงินแล้วลงเมโทรไปยังสถานี Nyugati pályaudvar ซึ่งอยู่ติดกับสถานีรถไฟสายตะวันตก (Nyugati pályaudvar แปลว่าสถานีรถไฟตะวันตก) เดินมั่วๆ อยู่ไม่นานก็ไปออกแม่น้ำดานูบ เดินไปบน “สะพานมาร์กิต” จนถึงกลางสะพานแล้วเลี้ยวขวาตามทางเชื่อมเข้า “เกาะมาร์กิต” การมายังเกาะนี้นอกจากเดินเท้าแล้วก็ทำได้เพียงโดยสารรถเมล์ที่มีอยู่สายเดียวและแท็กซี่เท่านั้น

เกาะกลางแม่น้ำดานูบแห่งนี้ถือเป็นปอดของชาวบูดาเปสต์ มีความยาว 2.5 กิโลเมตร ไปจนติดกับอีกสะพานชื่อ อาร์ปาด (Árpád) ทางด้านทิศเหนือ กว้างประมาณ 500 เมตร เคยเป็นที่พำนักของขุนนางระดับสูงในคริสต์ศตวรรษที่ 12 รวมถึงเป็นที่ตั้งของโบสถ์คริสต์ 3 แห่ง ซึ่งมีอารามให้กับบาทหลวงและแม่ชีอยู่อาศัย แต่ถูกกองทัพออตโตมันบุกทำลายลงในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันจึงเหลือแต่เศษซากให้รำลึกถึง ชื่อของเกาะมาจากชื่อราชธิดาของกษัตริย์เบลาที่ 4 (Béla IV) แห่งฮังการีและโครเอเชีย ซึ่งเคยประทับอยู่ในคอนแวนต์บนเกาะนี้ ในอดีตก่อนหน้านั้นถูกเรียกกันในหลากหลายชื่อ รวมถึง “เกาะกระต่าย” พื้นที่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นสวน แต่ก็มีทั้งสนามฟุตบอลที่ล้อมด้วยลู่วิ่ง สนามเทนนิส ศูนย์กีฬาทางน้ำ มีลู่วิ่งยางกินระยะทางรวมกว่า 5 กิโลเมตร สวนสัตว์ขนาดเล็ก โรงแรม 2 แห่ง โรงละครกลางแจ้ง ศาลาแสดงคอนเสิร์ต ถังน้ำโบราณทรง 8 เหลี่ยม สูง 57 เมตร ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหอคอยและห้องแสดงนิทรรศการ สระน้ำพุขนาดใหญ่เรียกว่า “น้ำพุดนตรี” ซึ่งมีการแสดงแสงสีเสียงให้ดูเสมือนว่าน้ำพุเต้นรำในช่วงหน้าร้อน สองอย่างหลังที่กล่าวถึงนี้ได้รับการคุ้มครองโดยองค์การยูเนสโก
นอกจากนี้ยังมีเส้นทางปั่นจักรยาน ร้านอาหาร บาร์ ม้านั่ง ลานหญ้าสำหรับปิกนิกสังสรรค์หรือหย่อนใจ บางคู่รักก็พะเน้าพะนอกันอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน เด็กๆ ปีนต้นไม้เล่น ที่เตะฟุตบอลและโยนจานร่อนก็มี บางคนนำสัตว์เลี้ยงมาวิ่งเล่นสนุกสนานกันทั้งสัตว์และคน เป็นภาพที่มีชีวิตชีวาที่สุดเท่าที่ผมพบเจอในบูดาเปสต์

ใช้เวลาอยู่บนเกาะ 2 ชั่วโมงกว่า ผมก็เดินไปยังกลางสะพานมาร์กิตแล้วข้ามแม่น้ำไปฝั่งบูดา เดินไปยังถนนหลังอาคารแถวแรกเพื่อหลบแดดร้อนแล้วเดินไปทางทิศใต้ เห็นเด็กชายอายุสิบขวบนิดๆ เดินเอาของมาให้เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน ส่งของให้เธอแล้วหนุ่มน้อยก็จุ๊บเสียทีหนึ่ง ก่อนวิ่งหายไป
ที่ด้านล่างของทางขึ้นปราสาทบูดา ขณะผมกำลังรอคิวเพื่อซื้อตั๋วขึ้นรถกระเช้าไปยังปราสาทก็มีหนุ่มอินเดียรูปร่างอ้วนท้วนเข้ามาทักทาย เขาอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลียแถมยังบอกน้ำหนักให้ทราบด้วยว่าชั่งมาไม่นานนี้ได้ 110 กิโลกรัม เขาชวนผมเดินขึ้นปราสาท (ไม่ต้องเสียเงิน) แล้วก็มุ่งหน้าไปเลย ถ้าผมปล่อยให้ชายรุ่นเฮฟวีเวทข่มกันอย่างนี้ก็คงนึกสมเพชตัวเอง จึงเดินตามไปจนทันที่บริเวณช่วงกลางทางขึ้นเขา หนุ่มอินเดียยืนหายใจหอบอยู่ พูดจาตะกุกตะกักว่าให้แซงไปก่อนเลย เขาขอพักเหนื่อยสักครู่
ผมเดินไปเดินมาบนปราสาทอยู่นาน แต่ก็ไม่เจอเขาอีกเลย

- READ กลับมาบูดาเปสต์
- READ ดื่มเบียร์ในพิพิธภัณฑ์
- READ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง Hessenpark
- READ เที่ยวแฟรงก์เฟิร์ตกับตากล้องนักสะสม
- READ เวียนนา พาราเซตามอล
- READ ปราก คาฟกา นานาชาติ
- READ เสวนาในบาร์เบียร์
- READ ชมรถเก่าแดนเชกโกฯ
- READ จิบนี้ที่กรุงปราก
- READ ดรีนา มิลยัสกา ซาราเยโว
- READ จากบ้านแม่สู่บ้านเมีย
- READ สงคราม สันติภาพ ซาราเยโว
- READ สะพานข้ามแม่น้ำ “ดรีนา” (2)
- READ สะพานข้ามแม่น้ำ “ดรีนา” (1)
- READ จาก “เมืองไม้” สู่ “เมืองหิน”
- READ เมืองไม้และรถไฟสายเลข 8
- READ บนเส้นทางสู่ “โมกราโกรา”
- READ กีฬา กาแฟ แก๊ส เกาะ
- READ เมืองขาวของชาวเซิร์บ
- READ โร้ดทริปสู่เซอร์เบีย
- READ วิสกี้ ซิการ์ บูดาเปสต์
- READ คอยเพื่อนที่บูดาเปสต์
- READ ปวดบาทาที่บูดาเปสต์
- READ ทิมิชัวรา – บูดาเปสต์
- READ จาก ‘ซีบีอู’ สู่ ‘ทิมิชัวรา’
- READ มื้อเช้าของนักเดินทางและสะพานคนลวง
- READ ดวงตาซีบีอู
- READ เสน่หา บราชอฟ
- READ รถไฟสายทรานซิลเวเนีย
- READ เชาเชสคูและบูคาเรสต์
- READ บูนา บูคาเรสต์
- READ ผู้ควบอาชาแห่งเมืองบราชอฟ







