หัวใจอเวจี บทที่ 1 : ผู้บริหารในฝัน

หัวใจอเวจี บทที่ 1 : ผู้บริหารในฝัน

โดย : แสงสูรย์

Loading

หัวใจอเวจี หนึ่งในนวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย แสงสูรย์ กับการต่อสู้ของ ‘ตองนวล’ หญิงสาวที่ลุกขึ้นสู้กับอิทธิพลมืดเพื่อชุมชนที่เธอรัก โดยมีเขาคนนั้นเคียงข้าง ตองนวลก็จะฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายไปได้ไหม มาลุ้นกันในนวนิยายออนไลน์เรื่องนี้ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้เพลิดเพลินในเรื่องราวผ่านทุกตัวอักษร

เช้าวันนี้บรรยากาศหน้าห้องทำงานฝ่ายบริหารซึ่งอยู่บนชั้น 4 ของสถาบันพัฒนาความยั่งยืนแห่งชาติหรือมีชื่อย่อว่า ส.ย.ช.คึกคักเป็นพิเศษ หนุ่มสาวห้าคนวัยประมาณ 25-28 นั่งรวมกันที่โต๊ะกลมมุมห้อง ใช้ประชุมย่อยและมักเอามาใช้เป็นโต๊ะอาหารไปด้วยพร้อมกัน บนโต๊ะเป็นที่รวมของอาหารเช้าซึ่งแต่ละคนหอบหิ้วมาจากข้างทางตามอัธยาศัย ทั้งโจ๊ก ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวไข่เจียว กาแฟ ชาเขียว แซนด์วิช ซาลาเปา กินกันไป เมาท์กันไปเช่นทุกเช้า แต่วันนี้มีเรื่องให้ตื่นเต้นกันเป็นพิเศษ

“ผอก.คนใหม่นี่ หล่อลากไปเลยนิ เห็นรูปที่ส่งมาหน้าจอ ตัวจริงจะหล่อเหมือนในรูปมั้ยน้อ” รัศมีหรือมีมี่ เจ้าหน้าที่ประสานงานฝึกอบรม สาวหมวยตาโต ร่างป้อมเอ่ยขึ้นพลางทำตาฝันหวาน ผอก.คือคำย่อของผู้อำนวยการสถาบันที่กำหนดให้เรียกต่างจากผู้อำนวยการฝ่ายหรือ ผอ.ในสถาบันแห่งนี้

“หล่อแล้วไง มึงกะฟันเหรอนังมี่” ละอองดาว สาวผิวคล้ำ เพื่อนจึงมักเรียกหล่อนว่าละอองดิน เป็นเจ้าหน้าที่ส่วนสื่อสารองค์กร เคี้ยวข้าวเหนียวหมูปิ้งเต็มปากอดแซวเพื่อนไม่ได้ เป็นที่รู้กันว่ารัศมีชอบเคลิ้มหนุ่มหล่อ แต่ไม่มีแฟนสักที

“หวังว่า ผอก.คนใหม่คงทำให้เรามีโบนัสกันซะทีนะ ย่ำแย่มาหลายปีแล้ว” โจ หรือจาตุรงค์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาโครงการ หนุ่มอีสาน ปรารภพลางถอนใจ

“ก็แหม ผอก.สนธิแกเป็นผู้ตรวจการกระทรวงใกล้เกษียณ แกบริหารงานเป็นซะที่ไหน พวกนี้ชอบมาเอาตำแหน่งประดับเกียรติก่อนตาย ไม่สนใจอะไรหรอก” มณเฑียร นักวิชาการฝ่ายวิจัย หนุ่มชาวกรุง กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน แม้ในความเป็นจริงเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาความยั่งยืนแห่งชาติจะรู้กันดีว่าการได้โบนัสนั้นเป็นโอกาสที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก นอกจากมีโครงการใหญ่ๆ แต่เมื่อเคยได้ ก็อยากได้อีก

สถาบันนี้ไม่ใช่องค์กรภาครัฐโดยตรง แต่ภาครัฐก็กำกับดูแลในฐานะองค์กรเครือข่ายที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้การทำงานบางส่วนคล่องตัวขึ้น จึงไม่ใช่องค์กรธุรกิจที่จะค้ากำไรได้ด้วยตนเอง อาศัยส่วนต่างจากการทำโครงการเท่านั้น

“ผอก.คนนี้เคยทำงานเอกชนมาก่อนด้วย น่าจะมีประสบการณ์บริหารงานมาก่อนนะ” สายขวัญ หัวหน้างานฝึกอบรมที่มีอาวุโสที่สุดในกลุ่มปรารภ “พี่ทิพย์บอกว่า ถ้าเราอยากจะมีโบนัสสม่ำเสมอก็ต้องบริหารให้เหมือนเอกชน ไม่ใช่ทำงานเหมือนราชการ” พี่ทิพย์คือทิพย์วาริน ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรม เจ้านายของเธอ

“เฮ้ย นี่มันจะเก้าโมงแล้ว ยังเคี้ยวไม่เสร็จกันอีกเหรอ” เสียงทุ้มกังวานดังขึ้นที่หน้าประตู

“พี่ตองลงไปเตรียมงานให้ ผอก.คนใหม่ข้างล่าง ไม่อยู่อะพี่เวก” ละอองดาวหันไปบอกชายหนุ่มวัยสามสิบห้า ผิวคล้ำ ร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามา

กรวิกหรือการะเวก เป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการ และเป็นที่รู้กันว่าสาเหตุที่มาฝ่ายบริหารบ่อยๆ ก็เพราะสาวสวยหัวหน้างานสื่อสารองค์กรที่ชื่อว่าตองนวล

“ใครถาม” ชายหนุ่มตีหน้าบึ้ง “เข้าประชุมให้ตรงเวลากันหน่อย อย่าโอ้เอ้” พูดพลางเดินกลับหลังไปทันที

“ผิดหวังอะซี้” ละอองดาวหัวเราะคิกคัก

โถงกลางหน้าห้องประชุมใหญ่ของสถาบันพัฒนาความยั่งยืนแห่งชาติซึ่งอยู่ชั้น 1 ของอาคาร เจ้าหน้าที่ทยอยสแกนบัตรประจำตัวเพื่อยืนยันการเข้าประชุมกันเนืองแน่นกว่าทุกครั้ง โดยปกติถ้าหาทางเลี่ยงได้ มักไม่ค่อยเข้าประชุม กรวิกเดินลิ่วเพื่อต่อคิวสแกนบัตรก่อนได้ยินเสียงเรียก

“พี่เวก จะรีบไปไหนมานี่ก่อน” ชายหนุ่มหันไปหาเจ้าของเสียงที่คุ้นเคย ก็ได้เห็นรอยยิ้มของหนุ่มหน้าตี๋ สวมแว่นกรอบดำยืนอยู่มุมห้องกับสาวสวยวัยสี่สิบตอนต้น แต่ใบหน้ายังสวยสดใส สวมเดรสสีเทาเข้ารูป อวดร่างสูงโปร่ง เอวคอด สะโพกผาย จึงผละเดินเข้าไปหา

“ให้เด็กๆ เข้าไปก่อนเถอะเวก” ทิพย์วาริน ผู้อำนวยการสาวสวยฝ่ายฝึกอบรมพูดขึ้น ทิพย์วารินเข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายได้สามปี จากการสมัครเข้ามาในตำแหน่งนี้โดยตรง มีประสบการณ์จากการเป็นผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมบริษัทเอกชนมาก่อน

ส่วนกรวิกถือว่าเป็นลูกหม้อของสถาบันแห่งนี้ เพราะเริ่มมาจากการเป็นเจ้าหน้าที่ในฝ่ายบริหารโครงการ กรวิกจบปริญญาตรีและปริญญาโทรัฐศาสตร์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเก่าแก่แถวสามย่าน เคยทำงานบริหารโครงการให้องค์กรพัฒนาเอกชนต่างประเทศ 3 ปีหลังจบการศึกษา ก่อนเข้ามาสมัครที่สถาบันแห่งนี้ ด้วยความตั้งใจทำงานและมีผลงานโดดเด่น จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้างานในปีที่สามของการงาน สองปีต่อมาก็ขึ้นเป็นผู้จัดการส่วนจนได้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา หลังจากผู้อำนวยการฝ่ายคนเก่าลาออกไป

“พี่เวกเตรียมข้อมูลนำเสนอในการประชุมบ่ายนี้เสร็จหรือยัง” เกริกเกียรติ หนุ่มหน้าตี๋ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมถาม เกริกเกียรติอายุน้อยกว่ากรวิก 2 ปี จบปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาจากประเทศอังกฤษ ทำงานบริษัทวิจัยเอกชนหลายปี ก่อนสมัครมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยที่สถาบันแห่งนี้ ทั้งสามฝ่ายเป็นงานหลักที่สร้างรายได้ให้กับสถาบัน ส่วนสายงานสนับสนุนคือฝ่ายบริหารมีสาวใหญ่ที่อาวุโสสูงสุดคือจิตรประภัสร์ดูแล

“ทำเสร็จตั้งแต่วันศุกร์แล้ว” กรวิกตอบผู้บริหารรุ่นน้อง ไม่มีใครแปลกใจ เพราะกรวิกเป็นคนทำงานมีระบบระเบียบที่สุดคนหนึ่ง เขามักจะทำงานเสร็จก่อนล่วงหน้า เพื่อเหลือเวลาไว้ ‘ตรวจสอบ’ เสมอ

“ไปเข้าห้องกันเถอะ พี่จิตกับตองพา ผอก.มาโน่นแล้ว” ทิพย์วารินพยักหน้ากับสองหนุ่ม

สถาบันพัฒนาความยั่งยืนแห่งชาติเป็นองค์กรขนาดเล็ก มีเจ้าหน้าที่รวมผู้บริหารเพียงแค่ 110 คน ในวันประชุมรวมประจำเดือนหรือเรียกกันว่าคอมเดย์ ย่อมาจากคอมมมูนิเคชั่น เดย์ จัดในห้องประชุมใหญ่ ที่นั่งแบบเธียเตอร์ ด้านหน้าเว้นระยะห่างประมาณ 2 เมตร มีจอสีขาวแขวนผนังด้านหน้า มุมขวาสุดมีโต๊ะตั้งโน้ตบุ๊ก ซึ่งสาวน้อยผิวคล้ำ ผมซอยสั้น ร่างป้อมนั่งประจำการอยู่

สาวสวยร่างระหง หน้าหวาน ดวงตากลมโต ริมฝีปากอิ่ม ผมยาวสลวยรวบหางม้า เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบจนหางม้าแกว่งไกว เอ่ยถามว่า “แจง พรีเซนเทชันของ ดร.ธนเทพที่ส่งมาเรียบร้อยนะ”

“เรียบร้อยค่ะ พี่ตอง” สุนิตย์หรือแจง เจ้าหน้าที่ส่วนงานสื่อสารองค์กรตอบตองนวลหัวหน้างานสาวสวย

“โอเค งั้นพี่ออกไปบอกพี่จิตให้เชิญท่านให้เข้ามาเลยนะ” ก่อนเดินออกไปสาวสวยหัวหน้างานสื่อสารองค์กรหันไปทำสัญญาณกับห้องคอนโทรลด้านหลังเพื่อให้แน่ใจว่าแสงเสียงเรียบร้อยแล้ว

ชายหนุ่มร่างสูงเกือบ 180 เซ็นต์ ผู้เดินตามจิตประภัสร์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเข้ามาในห้องประชุม ดูโดดเด่นสง่างามจนแทบไม่ต้องมีสป็อตไลต์ฉายส่อง ผิวขาวสะอาด ใบหน้าหล่อเหลาราวกับดาราฮ่องกง ริมฝีปากสีสดประดับรอยยิ้ม กวาดสายตาไปทั่วห้องเหมือนจะทักทายทุกคน

“ปาดน้ำลายหน่อยอีมี่” ละอองดาวแกล้งเอาศอกกระทุ้งสีข้างเพื่อน

“เชิญดอกเตอร์นั่งตรงนี้ก่อนค่ะ” จิตประภัสร์ผายมือไปที่เก้าอี้แถวหน้ากลางห้อง ซึ่งไม่ค่อยมีใครมานั่งนอกจากกลุ่มผู้บริหาร เข้าทำนองมาก่อนจองแถวหลังตามปกติในที่ประชุม สาวใหญ่นั่งลงข้างชายหนุ่มแล้วพยักหน้าทำสัญญาณให้เริ่มการประชุม

“สวัสดีค่ะ ท่านผู้บริหารทุกท่านและเพื่อนร่วมงานทุกคน” ตองนวลผู้รับหน้าที่พิธีกร ถือไมค์เข้ามากลางห้อง ยิ้มหวาน ขับใบหน้ากระจ่าง สดใส

“คอมเดย์ประจำเดือนนี้คงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเราจะได้พบกับท่านผู้อำนวยการสถาบันคนใหม่ ก่อนอื่นตองขอแนะนำประวัติของท่านสักเล็กน้อย”

“ดอกเตอร์ธนเทพ ท่านจบการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์การบริหารงานทั้งภาคเอกชนและสถาบันอิสระตามที่เราได้ทราบกันมาก่อนหน้านี้จากเมลที่ส่งไปให้ทุกท่าน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอเรียนเชิญดอกเตอร์ธนเทพกล่าวทักทายและให้แนวทางการทำงานร่วมกันได้เลยค่ะ” ตองนวลย่อตัวส่งไมค์ให้ผู้อำนวยการหนุ่มที่ยิ้มทั้งปากและนัยน์ตามองเธออย่างชื่นชม

“ขอบคุณครับ คุณตองนวล” หันไปก้มศีรษะให้ผู้อำนวยการสาวใหญ่ของตองนวลที่นั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ

“ก่อนอื่นผมอยากจะบอกว่ารู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจมากที่ได้รับเลือกมาทำงานกับพวกเราที่นี่ สถาบันแห่งนี้ได้รับการก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ประเทศของเราก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน ด้วยภารกิจในการพัฒนาความเข้มแข็งให้กับกลุ่มประชาชนที่ยังไม่แข็งแรง ให้แข็งแรงไปด้วยกัน อย่างเท่าเทียม” ดอกเตอร์หนุ่มกล่าวด้วยรอยยิ้มและดวงตาเรียวยาวที่เป็นประกาย

“แนวทางการทำงานของผมนั้น คือการทำงานกันอย่างพี่น้อง ประตูห้องของผมเปิดอยู่ตลอดเวลา ทุกคนเข้ามาคุยกันได้เสมอ ผมถือว่าต้องมาเรียนรู้งานจากพวกเราทุกคนที่อยู่มาก่อน มีอะไรชี้แนะผมได้ อย่าเอาหัวโขนมาเป็นอุปสรรคในการทำงานเลยครับ” เสียงปรบมือดังก้องห้องประชุม

“โคตระหล่อ หล่อทั้งใจ หล่อทั้งร่าง” รัศมีกระซิบกับละอองดาวคู่หู

“ก่อนมานี่ผมก็ทำการบ้านมาบ้าง พอรู้ว่าสิ่งที่พวกเราอยากได้คืออะไร เป็นเรื่องธรรมดาครับ คนทำงานก็ต้องการสิ่งตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ถึงจะมีแรงทำงาน ยิ่งงานของพวกเราต้องทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ แรงความคิด ผมคิดว่าเราก็ต้องได้ผลตอบแทนที่ดีด้วย เพราะทุกคนกินข้าวใช่มั้ยครับ ไม่ได้กินลม” เสียงปรบมือดังก้องอีกครั้ง พร้อมเสียงฮือฮา

“เอาละครับ แล้วค่อยๆ รู้จักกันไป ผมจะใช้เวลา 3 เดือนแรกทำความรู้จักกับทุกคน เตรียมตัวไว้นะครับ ผมจะไปหาถึงโต๊ะ ถ้าไปหาใครช่วงเช้าเลี้ยงกาแฟผมด้วยนะ” รอยยิ้มหยอกเย้า ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ใบหน้าคมคายอย่างยากที่จะละสายตา

การประชุมช่วงบ่ายของทีมผู้บริหารจัดในห้องของผู้อำนวยการ ซึ่งอยู่บนชั้น 4 มีโต๊ะประชุมที่สามารถนั่งรวมกันได้ 5-6 คนตั้งอยู่กลางห้อง มีชั้นหนังสือที่ผนังหน้าห้อง เต็มไปด้วยตำราภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์กร โต๊ะทำงานขนาดใหญ่ตั้งอยู่ส่วนหลังห้อง ด้านหลังเป็นกระจกใสมองลงไปเห็นสวนเล็กๆ ที่มีร่มไม้เขียวขจีและแปลงไม้ดอกหลายชนิด โต๊ะไม้มีที่นั่ง 2 ด้านอยู่ริมคูน้ำเล็กๆ เป็นที่กินข้าวและนั่งพักผ่อนสำหรับเจ้าหน้าที่

สถาบันพัฒนาความยั่งยืนแห่งชาติเป็นสถาบันในสังกัดกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจและความยั่งยืน จัดตั้งมาได้กว่า 20 ปีแล้ว เพื่อรองรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ภารกิจหลักก็คือการทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กลุ่มเป้าหมายที่ยากจนหรือขาดโอกาสทั้งในชนบทและในเมือง สถานที่ทำการเป็นอาคาร 4 ชั้นอยู่ในบริเวณสวนเก่าแถวทุ่งมหาเมฆ แม้จะต้องเข้าซอยมาในถนนเล็กๆ แต่ภายในมีบริเวณกว้างพอสำหรับเป็นลานจอดรถด้านหน้า ด้านหลังเป็นสวนที่ยังคงรักษาต้นไม้ขนาดใหญ่ไว้หลายต้น ไม่ว่าจะเป็นหางนกยูงดอกแดงสะพรั่ง ประดู่ดอกเหลืองหอมละมุน ตะแบกสีขาวอมม่วง อินทนิลสีม่วงเข้ม คูน้ำเล็กๆ มีปลากระดี่สีฟ้าโผล่ให้ดูเล่นเป็นครั้งคราว

บนชั้น 4 แบ่งเป็นสองซีก ด้านซ้ายเป็นโซนห้องผู้อำนวยการสถาบัน ด้านหน้ามีโต๊ะเลขานุการ และชุดโซฟาสำหรับนั่งรอ ด้านขวาเป็นโซนของฝ่ายบริหาร มีจิตประภัสร์ผู้อำนวยการ ส่วนงานสื่อสารองค์กรอยู่ด้านนอก มีพาทิชันกั้นห้องเล็กๆ ของตองนวลที่เป็นหัวหน้าส่วนงาน ทีมงานอีก 3 คนนั่งรวมกันโดยมีพาทิชันกั้นระหว่างโต๊ะ โต๊ะกลมตั้งอยู่ริมสุดห้อง ใกล้ๆ กันเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าใช้วางที่ชงกาแฟ มีห้องประชุมขนาดเล็กบรรจุได้ไม่เกิน 15 คน

ออกมาด้านหน้าห้องเป็นห้องน้ำแยกชาย-หญิงคนละซีก มีห้องเตรียมอาหารเล็กๆ ที่มีตู้เย็น ไมโครเวฟ ตู้ใส่แก้วน้ำ จานชาม ช้อม ส้อมที่ใช้ร่วมกัน โดยแบบแปลนนี้จะเหมือนกันเกือบทุกชั้น ฝ่ายพัฒนาโครงการของกรวิกอยู่ชั้น 3 กับฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม ฝ่ายฝึกอบรมของทิพย์วารินอยู่ชั้น 2 ซึ่งมีห้องฝึกอบรมขนาด 50 คน กับห้องประชุมย่อยอีกหนึ่งห้อง

ส่วนชั้น 1 เป็นห้องประชุมใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์อยู่ด้านหน้า กลุ่มงานบัญชีการเงินที่ต้องติดต่อกับบุคคลภายนอก และงานเทคโนโลยีสารสนเทศ

ช่วงบ่ายเกริกเกียรติมาถึงชั้น 4 หน้าห้องผู้อำนวยการสถาบันก่อน อรุณีเลขานุการิณีนั่งอยู่หน้าห้อง หญิงสาววัย 30 ร่างผอมบาง ผิวสีน้ำตาล ผมซอยสั้น พูดน้อยแต่ทำงานคล่องแคล่ว ทำหน้าที่เลขานุการิณีของผู้อำนวยการมาตั้งแต่ผู้อำนวยการสถาบันคนก่อน แจ้งว่า ดร.ธนเทพยังไม่กลับจากการออกไปรับประทานอาหารกลางวัน เขาจึงนั่งรอที่โซฟา หยิบวารสารของกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจและความยั่งยืนต้นสังกัดมาพลิกอ่านฆ่าเวลา

สักพักใหญ่จิตประภัสร์ก็เดินเข้ามาพร้อมทิพย์วารินและ ดร.ธนเทพ เกริกเกียรติเงยหน้ายิ้มให้ทั้งสามคน แววตาของชายหนุ่มที่มองหญิงสาวมีแววขำขันอย่างรู้เท่าทัน

“พา ผอก.ไปแนะนำร้านบะหมี่เป็ดย่างของเรา” ทิพย์วารินบอกหนุ่มนักวิจัยแก้เก้อเมื่อเห็นแววตาของผู้บริหารหนุ่มรุ่นน้อง “เวกยังไม่มาเหรอ”

“มาแล้วครับ” เสียงดังขึ้นที่หน้าประตู ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวเข้มเดินเข้ามา

“เชิญเข้ามาในห้องเลยดีมั้ยครับ” ธนเทพกล่าวเชิญทีมผู้บริหารของเขา พลางหันไปทางอรุณี “ช่วยบอกแม่บ้านเสิร์ฟน้ำ กาแฟ ให้ด้วยนะอุ๊”

“ของพี่จิตรับชาจีนใช่มั้ยคะ” อรุณีหันไปถามนายเก่าอย่างรู้ใจ เพราะเธอเคยเป็นเจ้าหน้าที่ในฝ่ายบริหารมาก่อน

“พี่สั่งขนมไทยเจ้าดังมาด้วยนะคงมาถึงแล้วละ ตรงคอลเซ็นเตอร์ อุ๊ให้แม่บ้านไปเอามาจัดใส่จานให้หน่อย” จิตรประภัสร์สั่งอดีตลูกน้องสาว ก่อนเดินตามทุกคนเข้าห้อง

ดร.หนุ่มรูปงามนั่งฟังทีมงานบริหารของเขานำเสนองานอย่างตั้งใจทีละฝ่าย มีรอยยิ้มในหน้าตลอดเวลา

“ก่อนอื่น ผมขอชื่นชมผลงานของทุกท่านอย่างจริงใจ และรู้สึกสบายใจที่ได้ทำงานกับทีมผู้บริหารคุณภาพ ผมจะขอนัดไปคุยรายละเอียดในงานของแต่ละท่านอีกทีนะครับ จะให้อุ๊นัดหมายไป” ธนเทพกวาดสายตาไปที่ผู้บริหารทั้งสี่ ก่อนมาหยุดอยู่ที่กรวิก

“ผมจะขอนัดคุณกรวิกก่อน ขออนุญาตให้ผมเรียกว่าคุณเวกเหมือนทุกคนนะครับ ท่านปลัดให้ความสนใจโครงการต้นกล้าแม่ยมของคุณมาก ตรงกับนโยบายรัฐบาลที่อยากให้คนหนุ่มสาวกลับไปเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการพัฒนาบ้านเกิด ลดการแข่งขันแย่งงานทำในเมือง เราได้งบประมาณมาทำโครงการนี้มากกว่า 200 ล้าน ท่านปลัดเรียกผมไปคุยก่อนหน้านี้แล้ว ผมจึงกล้าบอกทุกคนในที่ประชุมว่าปีนี้เรามีโอกาสได้โบนัส หลังจากไม่มีเลยมาหลายปี เพราะไม่ได้โครงการใหญ่ๆ มาเลย”

“ว้าว เป็นข่าวดีมากค่ะ” ทิพย์วารินยิ้มเบิกบาน “งานนี้จะมีโอกาสลงไปทำงานร่วมกันแบบบูรณาการเลย”

โครงการต้นกล้าแม่ยมเป็นโครงการที่กรวิกได้รับคำแนะนำจากผู้อำนวยการคนเก่าให้จัดทำขึ้น เพราะเห็นตัวอย่างจากโครงการที่ชื่อว่า ‘คนกล้าคืนถิ่น’ เป็นการชักชวนคนหนุ่มสาวให้กลับไปพัฒนาบ้านเกิด โดยให้การสนับสนุนในเบื้องต้นเพื่อให้อยู่ได้ ทั้งรายได้และความรู้ที่จำเป็น รวมทั้งงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน

“ครับ ผมขอคุยรายละเอียดกับคุณเวก เจ้าภาพก่อนนะครับ แล้วเราคงต้องมาคุยเรื่องแผนการทำงาน การจัดสรรงบประมาณอีกที วันนี้ขอบคุณทุกท่านนะครับ แป๊บเดียวจะห้าโมงแล้ว มีใครต้องรีบไปรับลูกที่โรงเรียนมั้ยครับ” ธนเทพยิ้มเย้า

“ผู้บริหารที่นี่โสดทุกคนค่ะ แล้วดอกเตอร์ล่ะคะ ต้องไปทำภารกิจนี้หรือเปล่า” ทิพย์วารินมองตาผู้อำนวยการหนุ่มอย่างยั่วเย้า ทำให้อีกฝ่ายหัวเราะเสียงดัง

“ยังครับ แหมพวกเราเป็นทีมเดียวกันจริงๆ ทีมคนโสด” ธนเทพปิดการประชุมอย่างชื่นบาน

เกริกเกียรติเดินตามกรวิกลงมาชั้น 3 สองหนุ่มเข้าไปในห้องทำงานของกรวิก แล้วปิดประตู

“พี่เวกว่าไง ผอก.คนนี้” เกริกเกียรติถามความเห็นรุ่นพี่ สองหนุ่มเป็นตั้งใจกับการทำงาน จึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว เกริกเกียรตินับถือและไว้วางใจกรวิกมาก

“ดูไปก่อน อย่าเพิ่งไปตัดสินอะไร” กรวิกบอกหนุ่มรุ่นน้อง

“เขาจบที่เดียวกับพี่เหว่าใช่มั้ย” เกริกเกียรติหมายถึงดร.โกกิลา พี่สาวของกรวิกที่ได้ทุนไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกและกลับมาสอนอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแถวท่าพระจันทร์

กรวิกนิ่งไปชั่วครู่ก่อนตอบว่า “ก็ใช่นะ แต่จะรู้จักกันหรือเปล่าไม่รู้ มหาวิทยาลัยออกจะกว้างขวาง คนไทยก็ยังกะมด”

“พี่ทิพย์กับพี่จิตนี่โคตรไว” เกริกเกียรติพูดถึงเรื่องที่ค้างคาในใจ “คว้าตัว ผอก.ไปคุยนอกรอบเฉย มิน่าตอนพวกเรานำเสนอ ไม่ถามซักคำ”

“แกก็เป็นหยั่งงี้แหละ พวกฮุกก่อนได้เปรียบ” กรวิกหัวเราะ “เออ ให้เทียนมันรวบรวมผลสรุปข้อมูลเบื้องต้นของบ้านหนองกระทิงให้หน่อยนะเกริก” กรวิกหมายถึงมณเฑียร หนุ่มทีมงานฝ่ายวิจัยฯ “จะได้นำเสนอให้เขาฟังทีเดียวเลย”

“ได้พี่ เทียนมันเขียนเสร็จแล้วละ ผมขอรีวิวอีกที พรุ่งนี้ส่งให้พี่นะ” เกริกเกียรติรับคำ

ขณะเดียวกันที่ห้องผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมชั้น 2 ทิพย์วารินเรียกสายขวัญ หัวหน้างานฝึกอบรมและมีมี่หรือรัศมี ลูกน้องคนสนิทเข้ามาในห้อง

“มี่ เธอไปรวบรวมหลักสูตรที่จะใช้กับโครงการต้นกล้าแม่ยมมาให้มากที่สุดนะ รวมรายชื่อวิทยากรข้างนอกที่เราจะดึงมาด้วย โครงการนี้ได้หลักสองร้อยล้านอัป เราต้องได้ส่วนแบ่งเค้กไม่ต่ำกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์” ทิพย์วารินบอกลูกน้องสาวอย่างหมายมั่น แล้วหันไปทางสายขวัญ

“ขวัญ เธอช่วยพี่ดูงานสัมมนาและฝึกอบรมที่เหลือทั้งหมดนะ งานของโครงการต้นกล้าแม่ยมพี่จะดูเองกับมีมี่”

“พี่เวก เค้าเป็นเจ้าของโครงการ แล้วยังมีพี่เกริกฝ่ายวิจัย ที่ทำงานโครงการนี้มาตั้งเกือบสองปีแล้ว เท่ากับเค้กก้อนนี้ต้องแบ่งสาม เราจะได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ยังไงอะพี่ทิพย์” มีมี่ถามนายสาว

“เฮ้ย นั่นมันหน้าที่ชั้น เธอไปจัดการมาตามสั่งแล้วกัน คำนวณงบมาคร่าวๆ ด้วยนะ เราต้องได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านงานนี้” ทิพย์วารินกำชับลูกน้อง

เมื่ออยู่ตามลำพัง หญิงสาวหยิบมือถือขึ้นมา ส่งข้อความผ่านไลน์ไปถึงเพื่อนคนใหม่ที่ใช้ชื่อว่า Thanathep ทันที

สั่งให้น้องทำข้อมูลแล้วนะคะ 100 ล้านสบายมาก

ผู้อำนวยการสาวยิ้มกริ่ม เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในร้านบะหมี่เป็ดย่างตอนกลางวัน ผู้บริหารสถาบันหนุ่มหล่อบอกเธอว่า

‘โครงการต้นกล้าแม่ยมได้งบมาสองร้อยกว่าล้าน ผมคิดว่าฝ่ายฝึกอบรมของคุณทิพย์น่าจะได้ส่วนแบ่งมากที่สุด เพราะดูแล้วสามารถใช้งบได้เยอะในการจัดอบรม งานของวิจัยกับการพัฒนาโครงการที่ผ่านมาใช้งบน้อยมาก เป็นพวกงานวิชาการ ลงพื้นที่ เก็บข้อมูล จะไปถึงร้อยกว่าล้านได้ยังไงผมยังมองไม่เห็น สิบล้านก็หรูแล้ว’

ทิพย์วารินรู้สึกว่าแสงเริ่มส่องเข้าทางเธอ เมื่อก่อนนี้เธอถูกตำหนิเสมอจากสนธิผู้อำนวยการคนเก่าในการใช้งบที่ ‘ฟุ่มเฟือย’ เกินจริง จัดฝึกอบรม ‘ติดหรู’ มากกว่าดูเนื้อหา เพราะผู้อำนวยการคนเก่ามาจากผู้ตรวจการกระทรวงที่เข้มงวดกับการใช้จ่ายทุกเม็ด ด้วยความเป็นคนซื่อสัตย์ สุจริต แต่สำหรับทิพย์วารินแอบนินทากับลูกน้องเสมอว่า ‘คนแก่ หัวเก่าก็งี้ละ’

ทิพย์วารินหมายมั่นว่าคราวนี้ฝ่ายฝึกอบรมของเธอจะจัดเต็มให้สมใจท่าน ผอก.เลยเชียว ทิพย์วารินเป็นผู้หญิงเก่ง ที่อาจเรียกได้ว่าฉลาดเป็นกรด มีเป้าหมายชัดเจนในการทำงาน นั่นคือหาประโยชน์สูงสุด การจัดฝึกอบรมแบบที่เรียกว่า ‘ติดหรู’ ของเธอนั้นคือแนวคิดที่จะทำให้หลักสูตรมีราคาแพง เพื่อให้มีเงินทอนเข้าฝ่ายสูงขึ้น เนื่องจากการวัดผลงานยังคงวัดที่ตัวเงิน แม้ว่าการฝึกอบรมจะไม่ใช่การเก็บจากผู้เข้าอบรมโดยตรง แต่พ่วงมาพร้อมโครงการของฝ่ายกรวิกก็ตาม

งานของกรวิกเป็นงานหลักในการหารายได้เข้าสถาบัน การเขียนโครงการจะมีงานวิจัยและฝีกอบรมพ่วงไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมางานอบรมมีสัดส่วนอยู่น้อยมาก

ทิพย์วารินไม่พอใจในจุดนี้ เพราะดูเหมือนว่างานของเธอเป็นงานสนับสนุน สิ่งที่ทำได้คือดึงเงินในโครงการออกมาให้มากที่สุด ซึ่งก็ต้องมีการโต้แย้งกันในเวทีผู้บริหารทุกครั้ง

เมื่อได้พบและพูดคุยผู้อำนวยการคนใหม่ ทิพย์วารินรู้ทันทีว่าเธอกับเขาจะไปกันได้ดีทีเดียว

 



Don`t copy text!