หัวใจอเวจี บทที่ 3 : กรวิกขาประจำ

หัวใจอเวจี บทที่ 3 : กรวิกขาประจำ

โดย : แสงสูรย์

Loading

หัวใจอเวจี หนึ่งในนวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย แสงสูรย์ กับการต่อสู้ของ ‘ตองนวล’ หญิงสาวที่ลุกขึ้นสู้กับอิทธิพลมืดเพื่อชุมชนที่เธอรัก โดยมีเขาคนนั้นเคียงข้าง ตองนวลก็จะฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายไปได้ไหม มาลุ้นกันในนวนิยายออนไลน์เรื่องนี้ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้เพลิดเพลินในเรื่องราวผ่านทุกตัวอักษร

ช่วงพักเที่ยง ที่โต๊ะไม้ริมคูน้ำในสวนด้านหลังอาคาร ซึ่งเจ้าหน้าที่หลายคนมักมาใช้กินข้าวกลางวันที่ซื้อหาติดมือมา หรือนำมาจากบ้านในวันที่ไม่มีฝนตก พื้นดินเกลื่อนกล่นด้วยใบไม้แห้ง ก็มีคนเอาเสื่อมาปูนั่งใต้ร่มไม้ วันนี้ละอองดาวและผองเพื่อนคือรัศมี มณเฑียร และจาตุรงค์ รวมทั้งน้องๆ ในทีมงานสื่อสารองค์กรอีก 2 คน มาจับจองโต๊ะและปูเสื่อรออาหารกลางวันพิเศษที่ตองนวลขนมาจากบ้านอัมพวา มีหลนเต้าเจี้ยว น้ำพริกปลาเค็ม ผักสดนานาชนิด และครองแครงน้ำกะทิเป็นของหวาน

ขณะที่วงอาหารเริ่มก้มหน้าก้มตากินกันอย่างเอร็ดอร่อยแทบไม่พูดจากันเลยนั้น เงาร่างสูงก็พาดเข้ามากลางวง เมื่อทุกคนเงยหน้าขึ้นก็เห็นกรวิกยืนยิ้มอยู่พร้อมกับกล่องใส่อาหารขนาดใหญ่

“เห็นนายโจบอกว่าวันนี้มีวงอาหารกลางวันพิเศษ เลยมาขอกินด้วย แม่พี่ทำหมี่กะทิโบราณมาสมทบ” ชายหนุ่มวางกล่องไว้กลางวง ท่ามกลางเสียงกรี๊ดของสาวๆ

“อ้าว พี่เวกจะทำให้หลนเต้าเจี้ยวกับน้ำพริกปลาเค็มของตองเป็นหมันเหรอ” ตองนวลแซวชายหนุ่ม

“ไม่ช่าย พี่จะเอามาแลกหลนเต้าเจี้ยวกับน้ำพริกปลาเค็มต่างหากล่ะ” เสียงกรี๊ดดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ชายหนุ่มเริ่มเก้อเขิน

ตองนวลลุกขึ้นตักข้าวใส่จานกระดาษ ตักกับข้าวพร้อมผักส่งให้ชายหนุ่ม พลางกล่าวว่า

“ดีเลย ตองกินผัดหมี่ดีกว่า ของโปรดเลย คุณยายก็เคยทำค่ะ แต่ไม่ได้ทำนานแล้ว อยากชิมว่าเหมือนกันมั้ย”

“ยังมีเหลือให้ผมสักจานหรือเปล่าครับ” เสียงทุ้มนุ่มนวลดังขึ้น เมื่อทุกคนหันไปมองก็เห็นผู้อำนวยการสถาบันหนุ่มหล่อของพวกเขายืนยิ้มกระจ่างให้กับทุกคน

“เชิญเลยค่ะ กับข้าวบ้านๆ นะคะ บอกก่อน” ตองนวลเอ่ยต้อนรับ

“กับข้าวแบบนี้หากินยากครับ มองลงมาเห็นวงน่าสนุก อดใจไม่ไหว” ชายหนุ่มกล่าวพลางทรุดลงนั่งข้างตองนวล

“อ้าว ผมมาแย่งที่นั่งคุณเวกหรือเปล่าเนี่ย” ธนเทพเงยหน้าขึ้นแซวชายหนุ่มที่ยังถือจานยืนอยู่ใกล้ๆ เขาพอจะรู้ว่ากรวิกมีใจให้หญิงสาวข้างๆ เขาอยู่

“เชิญ ผอก.เลยครับ ผมชอบนั่งเสื่อริมสระ ตามสบายนะครับ” ชายหนุ่มเดินผละไป ธนเทพเห็นตองนวลมองตาม แล้วเธอก็หันมายิ้ม “กับข้าวมีเยอะค่ะ ผอก.รับอะไรดีคะ” ตองนวลลุกขึ้นเพราะธนเทพมานั่งเบียดเธอเกินไป หันสั่งลูกน้องว่า “ดาวบริการ ผอก.ด้วยนะ” แล้วหันมาบอกหนุ่มรูปงามว่า

“ทานให้เต็มที่เลยนะคะ ตองขอตัวไปอยู่วงเสื่อ จะได้นั่งสบายๆ” หญิงสาวเลี่ยงตามกรวิกออกไปจากวง ทำให้ธนเทพรู้สึกเสียหน้าเล็กๆ แต่เขาทำทีว่าไม่สนใจนั่งกินอาหารไปพูดคุยกับทุกๆ คนอย่างเป็นกันเอง

นี่เป็นเสน่ห์ที่ชนะใจเจ้าหน้าทุกระดับในสถาบันแห่งนี้ เขาทำให้ทุกคนมีความสุขกับความหวังที่จะได้สวัสดิการดีๆ เพิ่มขึ้น มีโบนัสประจำปี กิจกรรมที่ออกแบบให้มุ่งเน้นความสนุกสนานมากกว่าเนื้อหา

‘ผมไม่อยากให้บรรยากาศการทำงานซีเรียส สถาบันแห่งนี้ต้องเป็นแฮปปี้เนสเวิร์กเพลส ใครมีอะไรคับข้องใจมาหาผมได้เลย’ ธนเทพกล่าวในที่ประชุมทำนองนี้บ่อยครั้ง และเขาก็ทำเช่นนั้นจริงๆ

ภาพของผู้อำนวยการหนุ่มนั่งคุยสรวลเสเฮฮากับเจ้าหน้าหนุ่มสาวกลายเป็นเรื่องปกติประจำวัน แต่ถ้าสังเกตให้ดีธนเทพมักจะอยู่ท่ามกลางหญิงสาวมากกว่าชายหนุ่ม ดังนั้นฝ่ายที่เขาแวะเวียนไปบ่อยครั้งคือฝ่ายบริหารที่มีทีมงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะส่วนงานสื่อสารองค์กรที่มีหัวหน้าทีมสาวสวยที่ชื่อว่าตองนวล

ระยะเวลาผ่านไปเพียงสามเดือน ธนเทพผ่านการทดลองงานแบบที่เรียกได้ว่าผ่านฉลุยตามความคาดหมาย งบประมาณก้อนใหญ่เข้ามาที่สถาบันอย่างน่ามหัศจรรย์ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนโอกาสที่ได้โครงการใหญ่ๆ มีน้อยมาก จนเกือบจะไม่มี เป็นที่รู้กันว่าผู้อำนวยการหนุ่มคนนี้มีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับประธานบอร์ดบริหารคือปลัดกระทรวงอย่างยิ่ง

“เป็นโชคดีมากที่เราได้ ผอก.คนนี้มา” ทิพย์วารินกล่าวกับทีมงาน “ไม่ต้องวิ่งหาโปรเจกต์ปางตายเหมือนเมื่อก่อน นี่แหละความสำคัญของคอนเน็กชัน แค่ฝีมือมันไม่พอ”

มีมี่หรือรัศมีลูกน้องคนสนิทก็รู้ดีว่านายสาวใช้วิธีการเดียวกันที่จะดึงงบประมาณมาที่ฝ่ายฝีกอบรมให้มากที่สุด เพราะนั่นคือเพอร์ฟอเมนต์หรือผลดำเนินการของฝ่าย ทิพย์วารินติดตามผู้อำนวยการหนุ่มไปประชุมบ่อยครั้ง หลายครั้งที่ออกไปกินอาหารกลางวันด้วยกันตามลำพัง รวมทั้งมื้อค่ำที่ไม่มีใครล่วงรู้

ในการประชุมจัดสรรงบประมาณ โครงการต้นกล้าแม่ยมได้งบประมาณสนับสนุนสูงอย่างคาดไม่ถึง ทิพย์วารินเสนอแผนงานจัดฝึกอบรมเฉือนงบประมาณก้อนนี้ออกไปถึง 50% สร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริหารเบอร์หนึ่งเป็นอย่างยิ่ง

แน่นอนว่างานนี้กรวิกค้านอย่างสุดตัว

“ผมไม่อยากให้โครงการนี้มีการฝึกอบรม สัมมนามากเกินไป มันเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับชาวบ้าน หลายหน่วยงานที่ลงไปในชุมชนก็มีแต่แผนฝึกอบรม พวกเขาก็สะท้อนว่าไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เพราะส่วนหนึ่งคือไม่ตรงต่อความต้องการของพวกเขาเลย”

กรวิกสังเกตเห็นสีหน้าที่เคยประดับรอยยิ้มเป็นนิจของทิพย์วาริน เปลี่ยนเป็นเรียบตึงทันทีที่เขากล่าว แต่กรวิกยังไม่จบแค่นั้น

“ผมคิดว่างบประมาณไม่ต่ำกว่า 70% นี้ควรนำมาสนับสนุนกลุ่มต้นกล้าที่ยอมกลับมาร่วมพัฒนาบ้านเกิด ไปสร้างอาชีพในชุมชนเพื่อให้พวกเขายืนอยู่ได้อย่างมั่นคง เพียงพอที่จะช่วยเหลือคนในชุมชนเดียวกันที่ยังอ่อนแอ ทำให้ความเป็นชุมชนให้กลับคืนมา ซึ่งผมกับเกริกเกียรติได้มีข้อมูลวิจัยมานำเสนอแล้วว่าอะไรคือความต้องการของพวกเขา จะใช้ระยะเวลาและงบประมาณเท่าไหร่ในการคืนทุน เราได้พูดคุยกับชุมชนแล้วว่าเงินก้อนนี้ไม่ได้ให้เปล่า แต่จะคืนกลับมาเป็นกองทุนสวัสดิการในชุมชนเพื่อให้พวกเขาพึ่งพาตนเองได้”

“การตัดงบลงไปในพื้นที่ 70% กำไรจากโครงการนี้จะลดลงไปมากเลยนะ” จิตประภัสร์ ในฐานะของผู้บริหารที่ดูแลกระเป๋าเงินของสถาบันค้านขึ้น

“แหมพี่จิตร เราคือสถาบันพัฒนาความยั่งยืนแห่งชาตินะคร้าบ ไม่ใช่บริษัทพัฒนาทรัพย์สิน” เกริกเกียรติแซวผู้อำนวยการสาวใหญ่

“แล้วจะเอามั้ยล่ะ โบนัส” จิตประภัสร์ค้อน

“ผมคิดว่าเราคงไม่ได้ทำงานกันโดยมีเป้าหมายที่โบนัสนะครับ กำไรที่เราจะได้น่าจะมาจากการใช้งบประมาณที่สมเหตุสมผล เราก็เคยคุยกันเรื่องนี้ไปแล้วว่าถ้าทำแผนการใช้เงินในแต่ละโครงการให้ถี่ถ้วนกว่านี้ เราก็จะมีเงินเหลือพอ” กรวิกเสริม

“เอาละ ผมคิดว่าความคิดเห็นของทุกท่านมีเหตุผลที่ดีนะครับ” ธนเทพไกล่เกลี่ย

“ผมจะขอคุยกับคุณจิตรด้านแผนการใช้งบประมาณ การคาดการณ์ผลกำไรอีกที ยังไงปีนี้ผมก็ต้องการให้มีโบนัสเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่อย่างที่ผมสัญญาไว้”

“แผนงานที่คุณเวกเสนอมา ผมก็เห็นด้วย แต่เราก็ต้องยอมรับนะครับว่างานฝึกอบรมของคุณทิพย์สร้างกำไรให้สถาบันมากกว่า” ธนเทพกล่าวพลางหันไปทางเกริกเกียรติ “จริงอยู่ ถึงเราไม่ใช่องค์กรธุรกิจ แต่คนทำงานทุกคนก็อยากมีชีวิตที่ดี คุณลองไปถามรายตัวได้เลยว่ามีใครบ้างไม่อยากได้โบนัส”

“เราจะมาสรุปการใช้งบประมาณอีกทีในการประชุมครั้งหน้านะครับ วันนี้ขอบคุณทุกคน” ธนเทพปิดการประชุม เขาสบตาทิพย์วาริน ก่อนจะหันไปทางจิตประภัสร์ “พรุ่งนี้เราคุยกันนะครับคุณจิต วันนี้ผมต้องเข้ากระทรวงไปพบท่านปลัดก่อน”

การประชุมผู้บริหารของสถาบันกำหนดไว้ทุกวันจันทร์สัปดาห์แรกและสัปดาห์สุดท้ายของเดือน การประชุมในระยะสองเดือนแรก ธนเทพเป็นฝ่ายรับฟังและปล่อยให้ผู้บริหารแต่ละฝ่ายทำงานไปตามแผนที่วางไว้โดยไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย

แต่พอเข้าเดือนที่สาม ผู้อำนวยการหนุ่มเริ่มนำเสนอการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะด้านสวัสดิการพนักงานที่เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามเรียกคะแนนนิยม ซึ่งจิตประภัสร์ไม่เห็นด้วยเพราะหลายปีที่ผ่านมาสถานการณ์ทางการเงินไม่ดีนัก ได้โครงการใหญ่น้อยมาก แม้ปีนี้จะได้มา แต่ก็ควรรอดูผลปลายปีเสียก่อนที่จะจ่ายออกไป

แต่จิตประภัสร์ก็ไม่กล้าออกตัวคัดค้าน แม้กรวิกจะตั้งกระทู้ถามความเห็นของเธอ ผู้อำนวยการสาวใหญ่ก็ไม่แสดงความคิดเห็น กลับโยนการตัดสินใจให้ที่ประชุม ซึ่งแน่นอนว่าเสียงที่เห็นด้วยคือ 3 ใน 5 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ใช้โหวตเสียง ไม่ว่าธนเทพจะมีข้อเสนออะไร ทั้งจิตรประภัสร์และทิพย์วารินให้การสนับสนุนแบบสุดตัว แม้บางเรื่องไม่มีเหตุผลเพียงพอเลยก็ตาม

“ผมว่าเราเข้าสู่ภาวะผูกขาดอำนาจแล้ว พี่เวกคิดเหมือนกันมั้ย” เกริกเกียรติรำพึง วันศุกร์ตอนเย็นเขามักจะมานั่งจิบเบียร์เย็นๆ ที่บ้านกรวิก เกริกเกียรติเช่าคอนโดฯ อยู่ไม่ไกลจากบ้านกรวิกนัก

บ้านเกิดของเขาอยู่ตรัง พ่อกับแม่เป็นเจ้าของสวนยางขนาดใหญ่ จัดว่าเป็นเศรษฐีคนหนึ่งของจังหวัด เกริกเกียรติเรียนด้วยทุนของพ่อแม่ เช่นเดียวกับพี่ชายและพี่สาวที่ได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษาอย่างเต็มที่ พี่ชายของเขาจบด้านวิศวกรรมทำงานกับบริษัทน้ำมันในต่างประเทศ ส่วนพี่สาวแต่งงานแล้วกับหนุ่มเพื่อนบ้าน ช่วยกันดูแลพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายและดูแลกิจการสวนยางด้วยกัน

เกริกเกียรติจึงไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง เขาทุ่มเทให้กับงาน กลับไปเยี่ยมบ้านทุกเดือน และทุกครั้งที่กลับมาจะมีของฝากมากมายมาให้ที่บ้านกรวิกที่กลายเป็นบ้านหลังที่สองของเขา เกริกเกียรติรักและนับถือกรวิกเสมือนพี่ชายคนหนึ่ง เขาจึงรู้สึกเป็นเดือดเป็นแค้นทุกครั้งที่กรวิกถูกธนเทพแกล้งหักหน้าในที่ประชุม แม้ว่าจะไม่ใช่ท่าทีรุนแรง แต่ก็แฝงด้วยรอยยิ้มหยันของผู้กำชัยชนะอยู่ในมือ

“ทำไงได้ เราเป็นองค์กรขนาดเล็ก มีผู้บริหารแค่สี่ฝ่าย ไปกองรวมกันแค่สองฝ่ายก็ชนะแล้ว” กรวิกหัวเราะ แล้วปลอบใจหนุ่มรุ่นน้องว่า

“อย่าไปคิดมากเลยเกริก เราก็ทำงานของเราไป ยังไงงานพัฒนาโครงการก็เป็นงานหลักในการประเมินผลงานในภาพรวม มีงานวิจัยเป็นส่วนสนับสนุน เขาไม่กล้าขยี้เราหรอก”

“ใครจะขยี้ใคร” โกกิลาส่งเสียงถาม ขณะถือจานยำแหนมสดออกมาจากครัว เกริกเกียรติรีบรินเบียร์ที่แช่ไว้ในถังน้ำแข็งส่งให้อย่างรู้ใจ

สองหนุ่มกับหนึ่งสาวนั่งดื่มเบียร์กันอยู่ที่ชุดเก้าอี้หวายหน้าบ้าน มีชิงช้าหวายปูเบาะลาย

ดอกไม้สีสวยอยู่ข้างๆ ซึ่งเป็นมุมโปรดของโกกิลา ลมพัดโชยกลิ่นดอกแก้วข้างระเบียงหอมชื่น โกกิลารับเบียร์จากเพื่อนน้องชาย หยิบถั่วทอดมาแกล้ม นั่งบนชิงช้าหวายของเธอ ยังคงมองหน้าสองหนุ่มอย่างต้องการคำตอบ

“ไม่มีใครขยี้ใครหรอกพี่เหว่า” กรวิกตอบพี่สาว

“แค่ถูกรุมอะ” เกริกเกียรติแทรกขึ้นมา “ตอนนี้ลงมติเรื่องอะไรก็ตาม ผ่านฉลุย สามต่อสองทุกที”

“สองในฝั่งสามคือ ผอ.ที่เป็นผู้หญิงใช่มะ” โกกิลาถาม มีรอยยิ้มหยัน ดวงตาวาววับ

“ทำไมพี่ทายแม่นยังกะตาเห็นล่ะ” เกริกเกียรติแซว

“หนึ่ง ผอ.ชายสองคนนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ สอง ผู้หญิงส่วนใหญ่จะแพ้ทางธนเทพแทบทั้งนั้น” โกกิลาตอบพลางเอาถั่วใส่ปากเคี้ยว

“รวมทั้งพี่ด้วยปะ” เกริกเกียรติต่อความ แววตาอยากรู้

“อย่างพี่ไม่อยู่ในสายตาคนอย่างเขาหรอก” โกกิลาหลบสายตาเกริกเกียรติเสมองออกไปนอกระเบียง

“คนอย่างเขาก็ไม่คู่ควรกับสายตาพี่เหมือนกัน” เกริกเกียรติมองหญิงสาวรุ่นพี่อย่างมีความหมาย

เกริกเกียรติไม่รู้เบื้องลึกในความสัมพันธ์ระหว่างโกกิลากับธนเทพ รู้เพียงว่าหญิงสาวเรียนอยู่คณะเดียวกับธนเทพ แม้ว่ากรวิกจะไว้วางใจผู้ร่วมงานรุ่นน้องเพียงใด แต่เขาไม่อยากให้เกริกเกียรติมีอคติและมีความรู้สึกด้านลบด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน เพราะเกริกเกียรติสนิทสนมกับครอบครัวของเขามานาน หากชายหนุ่มรู้ว่าธนเทพเคยทำร้ายจิตใจโกกิลา ย่อมจะเป็นเดือดเป็นแค้นไปด้วยอย่างแน่นอน

“นายสองคนจะไปบ้านหนองกระทิงเมื่อไหร่ล่ะ” โกกิลาเปลี่ยนเรื่อง

“ผมกะไว้ประมาณต้นเดือนหน้า ก็อีกอาทิตย์เดียว” กรวิกตอบแล้วหันไปทางเกริกเกียรติ “นาไม่ติดอะไรใช่มั้ยเกริก โครงการต้นกล้าแม่ยมเดินมาจนถึงจุดนี้ได้เพราะงานวิจัยของนาย

ช่วยสนับสนุนข้อมูลอย่างแน่นเลย”

“แหม พี่เวกเราก็ช่วยกันทำนั่นแหละ ไปสิ ผมเคลียร์งานไว้แล้ว” หนุ่มรุ่นน้องยิ้มสดใส แววตาวาววับอยู่ใต้แว่นตาหนา

“พี่เหว่าไปเที่ยวด้วยกันมั้ยฮะ” ชายหนุ่มหันมาทางสาวรุ่นพี่ที่ไกวชิงช้าจิบเบียร์อย่างเพลิดเพลิน

“เด็กใกล้สอบแล้ว คงไปไม่ได้ ไว้ปิดเทอมถ้าตรงกับเวลาพวกนายลงพื้นที่กัน จะไปแจมด้วยแน่นอน” โกกิลาตอบอย่างกระตือรือร้น แล้วพูดต่อว่า “โครงการนี้น่าสนใจมาก กลุ่มต้นกล้ากลับไปรอที่บ้านแล้วนะ”

“กลับไปทำงานประจำเลย 3 คน มีสัญญาจ้างให้ 2 ปี อีกคนหนึ่งทำงานอยู่กรุงเทพ ขอเป็นตัวช่วย เพราะยังรักงานที่ทำ” กรวิกเล่าต่อเมื่อเห็นพี่สาวแสดงความสนใจ

“โปรเจกต์นี้เป็นงานใหญ่ตามนโยบายชาติเลยนะ พวกนายต้องระวังตัวให้ดี” โกกิลาเตือน “มีโอกาสได้ทั้งกล่องได้ทั้งระเบิด ระวังพวกช้อนหัวกะทิด้วย”

“พวกช้อนหัวกะทิมีอยู่แล้วแหละพี่เหว่า อยู่ที่ว่าเราจะรับมือกันยังไง” กรวิกตอบ “ใครอยากได้หน้ายังไงผมไม่ว่าหรอก อย่าทำให้งานเสีย ผมไม่ยอม”

“ธนเทพเค้าแนบแน่นกับปลัดกระทรวง ประธานบอร์ดสถาบันมากเลยนะ” โกกิลาเปรย

“ทำไมพี่รู้ล่ะ” เกริกเกียรติสงสัย

“ก็แฟนของเขาสอนอยู่ที่เดียวกับชั้นนี่แหละ” โกกิลาเล่า “ชื่อ ดร.รวิภา ลูกสาวคนเดียวของปลัดระวี จบปริญญาเอกอายุไม่ถึงสามสิบ สวย รวยครบสูตร”

กรวิกกับเกริกเกียรติหันมามองหน้ากัน

“นายคงเห็นเขาหว่านเสน่ห์แบบหนุ่มโสดไปทั่วละสิ” โกกิลาหัวเราะเบาๆ อย่างขบขัน “เรื่องบริหารเสน่ห์เป็นส่วนนึงของชีวิตผู้ชายคนนี้ ชั้นไม่แปลกใจเลยถ้าพวกนายกำลังคิดว่า

เขาเดินหน้าจีบสาวคนไหนสักคนสองคนในออฟฟิศของพวกนาย”

โกกิลาลุกขึ้นยืน “ชั้นไปช่วยแม่จัดโต๊ะก่อนนะ พ่อน่าจะขึ้นมาจากสวนแล้ว กินข้าวกันก่อนนะเกริก” หญิงสาวหันไปชวนหนุ่มรุ่นน้องที่เหมือนสมาชิกในครอบครัว “วันนี้แม่ทำพะแนงเนื้อของโปรดนายด้วย”

“พี่ทิพย์เค้าจะรู้มั้ยเนี่ย” เกริกเกียรติรำพึง เมื่อโกกิลาเดินเข้าไปในครัวแล้ว

“พี่ทิพย์ไม่ใช่คนโง่ ผู้หญิงบางคนก็ชอบเล่นเกมแบบนี้แหละ มีรสชาติดี” กรวิกตอบ “เรื่องของเขา เราอย่าไปยุ่งเลย”

แต่ภายในใจของชายหนุ่มก็อดห่วงสาวที่แอบพึงใจอยู่ไม่ได้ แม้ว่าธนเทพจะแสดงความใกล้ชิดสนิทสนมกับทิพย์วารินอย่างชัดเจน แต่เขาก็หาโอกาสเรียกตองนวลเข้าไปทำงานใกล้ชิดเสมอ ด้วยหน้าที่ส่วนงานสื่อสารองค์กร กรวิกรู้ดีว่าตองนวลหลีกเลี่ยงธนเทพได้ยาก และดูเหมือนจิตรประภัสร์ก็มีท่าทีสนับสนุนไม่น้อย โดยการมอบหมายให้ตองนวลติดตามธนเทพออกงานบ่อยๆ

หลายครั้งที่ตองนวลบ่ายเบี่ยง ขอส่งลูกน้องไปแทน จิตรประภัสร์ก็ไม่ยินยอม เรื่องราวเหล่านี้ละอองดาวมานินทาให้เขาได้ยินอยู่เสมอ เวลาที่ตั้งวงกินข้าวกลางวันกับผองเพื่อนที่หน้าห้องของเขา

‘มึงคิดดู พี่ตองเค้าจะให้กูไป ขนาดบอกว่าจะให้ไปลองออกงาน แล้วก็เป็นงานไม่ได้สำคัญอะไรเลย แค่กลับมาเขียนข่าวเล็กๆ ต้องขนาดหัวหน้าไปเลยเหรอ พี่จิตรแกก็ไม่ยอม ไม่รู้ว่าโดนใบสั่งมาป่าว’

ผู้หญิงเก่ง เฉลียวฉลาดอย่างโกกิลาพี่สาวของเขายังไม่รอดจากเสน่ห์ธนเทพ แล้วสาวน้อยที่มีโลกใสสะอาดอย่างตองนวลจะเท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของธนเทพได้อย่างไร นั่นคือความกังวลของชายหนุ่ม

แต่เขาก็ต้องสลัดความกังวลออกไปเพราะงานเบื้องหน้า โครงการต้นกล้าแม่ยมเป็นเดิมพันสำคัญของหลายชีวิตที่เขาจะปล่อยให้ล้มเหลวไม่ได้ ระยะเวลาเกือบหนึ่งปีที่เขากับเกริกเกียรติเข้าไปศึกษาชุมชนแห่งนี้ ได้เห็นศักยภาพของพื้นที่ หนองกระทิงเคยเป็นพื้นที่ทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ เป็นชุมชนที่มีอายุเกือบ 200 ปี จึงมีรากฐานความสัมพันธ์ที่ดี ผู้อาวุโสในหมู่บ้านยังได้รับการยอมรับนับถือ

สภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้บ้านหนองกระทิงประสบปัญหาเหมือนชุมชนอื่นๆ ทั้งหนี้สิน ยาเสพติด บ่อนการพนัน ผู้คนเริ่มต่างคนต่างอยู่ ลูกหลานรุ่นหลังออกไปทำงานต่างถิ่น ลุ่มน้ำแม่ยมที่เคยหล่อเลี้ยงพื้นที่ เริ่มแห้งขอด มีปัญหาน้ำเสียในช่วงหน้าแล้ง เพราะมีโรงงานน้ำตาล โรงงานแป้งมันสำปะหลังในพื้นที่

ชาวบ้านหันมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่งโรงงาน เพราะได้เงินแน่นอน ทำให้ดินที่เคยอุดมสมบูรณ์แห้งผาก พืชพันธุ์ผลไม้หลายชนิดหายไป ปรากฏการณ์เหล่านี้ผู้อาวุโสมองดูอย่างเศร้าใจ และยังหวังอยากจะให้ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา พร้อมลูกหลานที่ต้องจากบ้านไปทำงานถิ่นไกล

เมื่อกรวิกและเกริกเกียรติดูข้อมูลแต่ละครอบครัวในชุมชน พบว่ามีหนุ่มสาวบางคนที่น่าสนใจ จึงติดต่อพูดคุยกันให้มาร่วมงานในโครงการต้นกล้าแม่ยม ซึ่งทำสัญญาจ้างงานให้หนุ่มสาวกลุ่มนี้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด มีเงินเดือนประจำ และมีงบสนับสนุนในการทำโครงการต่างๆ เพื่อเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่น

จึงเท่ากับว่าหนุ่มสาวกลุ่มนี้ได้เดิมพันชีวิตของเขากับงานนี้ เพราะเขาตัดสินใจทิ้งงานที่ทำอยู่ เพื่อสร้างอนาคตให้บ้านเกิดด้วยความเชื่อมั่น

กรวิกเองมีความเชื่อในคำกล่าวของท่านมหาตมา คานธีที่ว่า ‘คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน’ เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมให้เข้มแข็ง เขาจึงทุ่มเทแรงกาย แรงใจให้กับโครงการนี้ ไม่ใช่เพียงแค่งานชิ้นหนึ่ง แต่หมายถึงชีวิตของคนในชุมชนที่ต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะกลุ่มหนุ่มสาวต้นกล้าแม่ยมที่เอาอนาคตมาเดิมพันด้วยกัน

 



Don`t copy text!