บันทึกดาราเร้นฟ้า บทที่ 3 : ปิ่นทองคำ

บันทึกดาราเร้นฟ้า บทที่ 3 : ปิ่นทองคำ

โดย : เหย่หวา

บันทึกดาราเร้นฟ้า นวนิยายออนไลน์โดย เหย่หวา นวนิยายจีนโบราณที่เล่าถึงการเดินทางของเอ้อฉิงซวงเพื่อตามหาของวิเศษ และทำให้เธอได้พบกับชิวหยางจื้อ จอมยุทธ์ยาจกที่จะว่าเป็นวาสนาพานพบก็คงไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เธอกับเขาก็คงไม่ตีกันตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้าหรอก นิยายสนุกๆ เรื่องนี้ มีให้อ่านที่อ่านเอา

****************************

– 3 –

คืนนั้น ชิวหยางจื้อรอประมาณสองชั่วยามค่อยย้อนไปแอบดูลาดเลา พบเพียงบ้านเช่าว่างเปล่า แม่ทัพจี๋อพยพคนหมดสิ้น ตรงตามการสันนิษฐานของเอ้อฉิงซวง ด้วยถ้าพวกนางหนีสำเร็จ แม่ทัพจี๋ย่อมกลัวเอ้อฉิงซวงจะกลับไปฟ้องเว่ยซือไฉเพื่อตามคนมาแก้แค้น เขาจึงควรรีบพาครอบครัวหลบภัย

หลังแน่ใจว่าปลอดภัย เอ้อซิงฉวงค่อยไปค้างคืนที่สำนักแม่ชีตามกำหนดเดิม รุ่งเช้าฝากทางนั้นส่งจดหมายสองฉบับ หนึ่งแจ้งตำหนักเหนือเทวะว่านางไม่สบายใจที่ต้องปฏิเสธคำขอร้องของแม่ทัพจี๋ เมินเฉยชีวิตคนบริสุทธิ์ จึงอยากเยียวยาตนเองด้วยการเดินทางท่องเที่ยวสักหลายเดือน  กลับมาเมื่อใดจะขอรับการลงโทษจากอาจารย์ที่ไม่รอคำอนุญาตก่อน ข้ออ้างช่างดูผิดปกติแต่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ หรือหากมีคนเอะใจตรวจสอบจนพบว่าหยกเพลิงน้ำค้างหายไป นางก็ไม่อาจรับโทษหนักหนากว่าที่เป็นอยู่แล้ว

ส่วนฉบับที่สองส่งถึงแม่ทัพจี๋ เนื้อความระบุว่านางไม่ถือโกรธอันใด หากอีกสองปีบุตรชายพวกเขาเกิดโรคเหมือนพี่สาว นางยังยินดีช่วยเหลือเท่าที่สามารถ เอ้อฉิงซวงตัดสินใจละวางความแค้นเพราะเข้าใจความรู้สึกพวกเขา ก็ขึ้นกับแม่ทัพจี๋แล้วว่าจะยินยอมเชื่อถือนางหรือไม่

จากนั้นเอ้อฉิงซวงผลัดเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อแขนสอบสำหรับเดินทาง แล้วไปพบชิวหยางจื้อที่ตลาดตามนัดหมาย เพราะนางยังต้องซื้อยาสมานแผลชดใช้เขา เอ้อฉิงซวงสั่งแม่ชีให้ส่งจดหมายตอนบ่าย ก่อนถึงเวลานั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าตำหนักเหนือเทวะจะออกตามหา

หน้าร้านขายยา เอ้อฉิงซวงเห็นชิวหยางจื้อก้าวมาตามถนน สวมเสื้อขาดวิ่นรุ่ยร่ายด้วยโดนฉีกไปพันแผล บริเวณหัวไหล่ยังถูกฟันขาดเป็นทางยาว เลอะเลือดเลอะฝุ่นเกรอะกรัง สภาพสุดอเนจอนาถจนคนส่ายหน้า

“จอมยุทธ์ชิว ท่านไม่คิดจะซักเสื้อบ้างหรือ”

“ข้าซักไม่เป็น”

คนฟังตาโต “แล้วตลอดเวลาผ่านมา ท่านทำอย่างไรเล่า”

“กระโดดลงแม่น้ำ ว่ายวนสักครึ่งชั่วยามเสื้อผ้าก็สะอาดเอง แต่เมื่อเช้าหนาวเกินไป”

เอ้อฉิงซวงพูดไม่ออก ต้องตั้งสติชั่วครู่ “วันนี้อากาศเย็นลงกะทันหันจริงๆ แต่ท่านก็ไม่ควรใช้สารรูปเช่นนี้เดินไปมา คนเริ่มมองกันแล้ว”

“แม่นางคิดว่าสภาพเสื้อของข้า แม้ซักทำความสะอาดจะดูดีขึ้นหรือ”

นางจนปัญญา รีบจูงเขาไปร้านขายเสื้อ ชิวหยางจื้อขืนตัวไว้ “ข้าไม่มีเงินติดตัวสักอีแปะ”

“ข้าจ่ายให้!”

ได้ยินแล้วจอมยุทธ์หนุ่มแทบกระโจนเข้าร้าน เตร็ดเตร่อยู่รอบหนึ่งก่อนหยุดแถวราวกางเกง จับกางเกงปุปะของตนพลางทำตาละห้อยใส่นาง เอ้อฉิงซวงกุมขมับ

“เพิ่มอีกสักชิ้นคงไม่เป็นไร”

ชิวหยางจื้อหน้าบาน ปรี่ไปหาชั้นที่วางชุดเสื้อและกางเกงเนื้อหนาสำหรับฤดูใบไม้ร่วงซึ่งราคาย่อมสูงกว่าปกติ หยิบตัวที่ถูกที่สุดอย่างเหนียมอาย ช่างไร้ความเกรงใจได้เจียมตัวยิ่ง!

หลังจากนั้นไม่นาน จอมยุทธ์ยาจกลูบเสื้อผ้าใหม่เอี่ยม นำทางนางออกจากเมืองอย่างสำราญใจ เอ้อฉิงซวงเอ่ยถาม “จะว่าไป เมื่อวานข้าเหมาผักทั้งรถให้ท่าน ไฉนไม่เห็นที่วัดร้างสักต้น”

“ข้าแจกจ่ายชาวบ้านยากจนหมดแล้ว”

นางเลิกคิ้ว “ผักตั้งมากมายหากเอาไปขายคงได้เงินพอสมควร”

เขาหันหานาง ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ “เจ้าจะให้ข้าขายผักแล้วค่อยนำเงินแจกคนเช่นนั้นหรือ”

เอ้อฉิงซวงเหลือกตามองฟ้า เริ่มกระจ่างแล้วว่าไฉนจอมยุทธ์ยาจกตรงหน้าจึงยากไร้ได้ทั้งปีทั้งชาติ “ช่างมันเถิด ตอนนี้ข้าอยากรู้แค่ว่าต้องเดินทางอีกสักกี่วัน”

“ไม่เกินห้าวันก็เพียงพอ”

นางโล่งอกเมื่อใช้เวลาไม่นานเท่าที่คิด ถ้าคำนวณค่าใช้จ่ายเผื่อถึงยามที่ต้องรอช่างตาเดียวทำงานด้วย เงินที่เตรียมไว้น่าจะเพียงพอ

ช่วงเกือบกลางฤดูใบไม้ร่วง ทั้งต้นเฟิง (1) ไป๋กั่ว (2) ต่างทิ้งใบทั่วถนนสีสันละลานตา อากาศไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป เดินทางในบรรยากาศเช่นนี้นับเป็นความสำราญอย่างหนึ่ง ช่วยคลายความรู้สึกผิดในใจนางลงบ้าง จึงผ่อนฝีเท้าชมทิวทัศน์เพลิดเพลิน ยามลอดใต้ต้นเฟิง มองขึ้นไปเห็นแดดส่องผ่านลงมา ก่อเงาพาดใบไม้เป็นชั้นๆ เปลี่ยนมุมไปตามการเคลื่อนที่ของดวงตะวัน แม้นมองที่เดิมกลับได้ภาพไม่ซ้ำเดิม นางรู้สึกว่าคงสามารถเดินมองพวกมันไปได้ตลอดชีวิต

และนั่นเป็นความคิดเอ้อฉิงซวงเมื่อสามชั่วยามที่แล้ว…

ตอนนี้นางนั่งหอบอยู่ริมธารตื้น ชิวหยางจื้อยื่นถุงหนังใส่น้ำให้ นางรีบดื่มอย่างกระหาย เขามองแล้วส่ายหัว

“หลังมื้อเที่ยงเจ้าก็ขอพักทุกครึ่งชั่วยาม เช่นนี้คงเดินทางช้าลง”

ศิษย์ตำหนักเหนือเทวะปาดเหงื่อที่เกาะเต็มหน้าผาก รู้ดีว่าเดินด้วยสองขาย่อมแตกต่างจากการนั่งเอ้เตบนรถม้า ทว่ามันก็ยังเหนื่อยกว่าที่คิดไว้โข

“ข้าจะพยายามให้มากขึ้น แต่คงถึงช้ากว่ากำหนดสักสองสามวัน”

“คำนวณผิดแล้ว หากเดินทางด้วยความเร็วเยี่ยงนี้ อย่างน้อยต้องยี่สิบวัน”

เอ้อฉิงซวงอ้าปากค้าง “จากห้าวันงอกเป็นยี่สิบวันได้อย่างไร”

“เวลาห้าวันหมายถึงหากข้าเดินทางลำพัง แต่กับเจ้าใช้วิชาตัวเบาก็ไม่ได้ทั้งยังอ่อนเพลีย ถ้าระหว่างทางเกิดล้มป่วยซ้ำคงไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน”

คนฟังกลืนน้ำลาย นางไม่มีวันยอมให้อาจารย์รอนานขนาดนั้นแน่ และหากต้องทนสภาพเช่นนี้ไปทั้งเดือน…แค่คิดก็ขนพองสยองเกล้า ดังนั้นเอ่ยปาก

“เราย้อนกลับไปที่เมืองทางนั้นเถอะ ข้าต้องหารถม้าสักคันแล้ว”

 

รถม้าคันเล็กที่สุดพร้อมม้าแก่ใกล้ปลดระวาง มีราคาสามสิบตำลึงทอง ลดไม่ได้แม้สักอีแปะ เอ้อฉิงซวงฟังแล้วยิ้มเฝื่อน รวบรวมเงินนางจนหมดตัวก็ยังขาดอีกพอควร จึงถามคนขายรถม้า

“เมืองนี้น่าจะมีโรงจำนำกระมัง”

“มีหนึ่งร้าน แต่พ่อของเถ้าแก่เพิ่งเสียจึงปิดร้านชั่วคราว” คนขายรถม้าพอเดาเจตนานางได้ ดังนั้นแนะนำต่อ “ลองร้านขายเครื่องประดับหรือไม่ ของเถ้าแก่ห่าวอยู่ไม่ไกลนี่เอง”

ยามฉุกละหุกย่อมไม่อาจเรื่องมาก พวกนางไปตามทางที่คนขายรถม้าบอก ไม่นานก็พบร้านขายเครื่องประดับ ภายในร้านกว้างขวางโอ่อ่า ไม่เพียงขายเครื่องประดับยังขายของตกแต่ง สมบัติมีค่าต่างๆ นานาจิปาถะ แต่ละชิ้นที่ตั้งวางล้วนงดงาม มูลค่าสูงลิบ

เถ้าแก่ห่าวต้อนรับลูกค้าด้วยตนเอง เอ้อฉิงซวงมีปิ่นที่ปักผมอยู่สองอัน จึงดึงอันหนึ่งลงมายื่นให้ ปิ่นทองประดับไพลินแดงทำเลียนแบบลูกอิงถาว (3) เป็นพวงอย่างประณีต เหมือนจริงจนเกือบเผลอลองเด็ดกิน นับเป็นของชั้นเลิศ

“เถ้าแก่ให้ราคาเท่าไร”

เขาพิจารณาของในมือ “หนึ่งตำลึงทอง”

เอ้อฉิงซวงคิ้วกระตุก “จากสินค้าในร้านแสดงว่าเถ้าแก่รู้จักดูของ ไฉนไม่ทราบว่าปิ่นของข้าควรแลกด้วยสิบตำลึงทอง ไม่มีทางต่ำกว่านี้”

เถ้าแก่ห่าวไม่สนใจ ชิวหยางจื้อจึงพูดบ้าง “กดราคาจนน่ารังเกียจ ท่านเห็นพวกข้าเป็นตัวอะไร”

“เฮอะๆ ผู้หนึ่งเป็นคุณหนูสวมเสื้อผ้าชั้นดีเดินทางกับบุรุษแต่งตัวมอซอ ต้องนำปิ่นทองเร่ขายหาเงิน พวกเจ้าแอบหนีจากบ้านไหนข้าไม่คิดสนใจส่งข่าวนับว่าเมตตามากแล้ว สมควรขอบคุณด้วยซ้ำ เอาเป็นว่าข้าเห็นใจเพิ่มให้สองตำลึงแล้วกัน ได้เงินก็จงรีบๆ ไปเสีย”

สองหนุ่มสาวข้ามองท่านท่านมองข้า เจ้าเถ้าแก่หน้าเลือดหาว่าพวกเขาหนีตามกัน ทั้งยังกล้ายกมาข่มขู่ให้ยอมขายของในราคาต่ำ! ชิวหยางจื้อฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียม ถลกแขนเสื้อหมายสั่งสอนคนไร้สำนึก เอ้อฉิงซวงรีบถองศอกใส่เขา ส่งสายตาปราม อันที่จริงพวกนางย้ายไปร้านอื่นก็พอได้ แต่เอ้อฉิงซวงไม่ต้องการเสียเวลามากกว่านี้อีกแล้ว หลังกวาดตาทั่วร้านแวบหนึ่ง ค่อยเอ่ยเสียงเฉื่อยชา

“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ปิ่นไม่คิดขายแต่จะซื้อของแทน”

“หือ? เจ้าจะซื้ออะไร”

นางชี้ไปที่ชั้นวางของด้านหลังเถ้าแก่ห่าว “ข้าอยากได้ชิ้นนั้น”

ทางปลายนิ้วเอ้อฉิงซวงคือแจกันทรงน้ำเต้า สูงเลยฝ่ามือขึ้นไปเล็กน้อย เป็นเครื่องเคลือบดินเผาสีขาวหม่น ตกแต่งลวดลายสีดำฉวัดเฉวียน ตั้งบนแท่นหินอีกที วางอย่างโดดเด่นห่างไกลของชิ้นอื่น

“เจ้าแกล้งชี้ส่งเดช! แจกันใบนี้แพงที่สุดในร้าน เป็นเครื่องเคลือบซู่โจวตกทอดแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง เคยตั้งในพระราชวังเสียด้วยซ้ำ ราคาไม่ต่ำกว่าห้าสิบตำลึงทอง พวกเจ้าหรือมีปัญญาจ่าย”

“ข้าไม่ได้จะซื้อแจกัน แท่นหินนั่นต่างหากเล่า”

เถ้าแก่หน้าเลือดงุนงง แท่นหินวางแจกันก็แค่ขยะที่ถูกทิ้งไว้ตั้งแต่สมัยบิดายังเป็นเจ้าของร้าน เขาเจอตอนเก็บของ จึงเอามาทำความสะอาดเพื่อใช้วางของ เถ้าแก่ห่าวยกแจกันไปไว้อีกชั้นอย่างระมัดระวัง หยิบแท่นหินขึ้นดู ก็แค่ก้อนหินหนักๆ ที่ถูกฝนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหน้าตัดเรียบ เขาค้าขายมาห้าสิบกว่าปี สมบัติผ่านมือนับไม่ถ้วน กล้าเอาหัวเป็นประกันว่ามันคือหินธรรมดา ไม่ใช่ก้อนแร่มีค่าใดๆ ทั้งสิ้น

“หากเถ้าแก่ยอมขาย ข้าขอแลกมันกับปิ่นทอง”

การค้ากำไรมหาศาลเช่นนี้ เถ้าแก่ห่าวน้อมสนองอย่างยิ้มแย้ม เอ้อฉิงซวงรับของไปลูบคลำ ระหว่างนั้นพูดต่อ

“แจกันที่ท่านหวงนักหนานั่นหาใช่สร้างสมัยซ่งไม่ แต่ผลิตในสมัยหยวนซึ่งด้อยคุณภาพกว่า ทั้งยังใช้การเขียนลายแทนการขูดลายหรือฝังลายเส้นโลหะอันเป็นที่นิยมในสมัยซ่ง ราคาประมาณสามสิบตำลึงทองเท่านั้น”

“จะ…เจ้าโกหก ข้าทำงานนี้มาทั้งชีวิต สมบัติที่ผ่านมือยังมากกว่าเมล็ดข้าวที่เจ้ากิน อย่ากลั่นแกล้งทำลายชื่อเสียงข้า!”

เทียบกับคลังสมบัติเหนือเทวะแล้ว ของในร้านของเถ้าแก่ห่าวไม่อาจนับเป็นเศษเสี้ยวด้วยซ้ำ นางจึงไม่สนใจคำปรามาส ยังคงจับคลำแผ่นหินไปเรื่อยๆ “แต่ในสมัยหยวน มองโกลปกครองชาวฮั่น ข่มเหงยึดเอาทรัพย์สินไม่ไว้หน้า เศรษฐีชาวฮั่นจึงนิยมแอบทำกล่องกลไกซ่อนสมบัติกันแพร่หลาย ว่ากันว่ากลุ่มช่างสิบสามตะวันฝีมือดีที่สุด เพราะเอาสิ่งของธรรมชาติดัดแปลงสร้างกล่องกลไก ลวงตาคนได้”

กิริยาเอ้อฉิงซวงใจเย็นเชื่อมั่น คำพูดลื่นไหลเปี่ยมความรู้ระดับผู้เชี่ยวชาญ เถ้าแก่ห่าวเริ่มหน้าซีดแล้ว พร้อมกับเกิดเสียงกริ๊กเบาๆ ในมือเอ้อฉิงซวง แท่นหินที่ควรจะเนื้อตันกลับถูกเปิดฝาออก กลายเป็นกล่องหินในบัดดล เถ้าแก่ห่าวจับจ้องแท่นหินตาแทบถลน ต้องคว้าชั้นวางของเพื่อพยุงตัว เค้นถามกระท่อนกระแท่น

“สมัยนี้ กล่องกลไกนั่นควรราคาเท่าใด”

“ข้าเคยเห็นอยู่สามชิ้น ไม่มีใครประเมินต่ำกว่าร้อยตำลึงทอง”

เถ้าแก่ห่าวส่งเสียงเหมือนหมูถูกเชือด ชิวหยางจื้อหัวเราะสุดเสียง ก้มดูสมบัติในกล่องกลไกก่อนเลิกคิ้วกว้าง ข้างในกล่องบุผ้ากำมะหยี่ วางไว้ด้วยแท่งไม้ปลายเรียวสลักลายประหลาดอย่างพอดี

“กล่องกลไกซับซ้อนหายาก สมควรใช้อย่างระวัง ใครดันเอามาเก็บตะเกียบ”

เอ้อฉิงซวงกุมขมับ “แท่งไม้หนึ่งอัน ท่านก็ดูเป็นตะเกียบไปได้”

นางภาคภูมิในสายตาตนเอง แค่มองแวบเดียวล้วนประเมินสิ่งของไม่เคยผิดพลาด ทว่าคนคนนี้ฉลาดหรือโง่งมกันแน่ นางไม่เคยแยกแยะออกเลย!

“ถ้าไม่ใช่ตะเกียบแล้วคืออะไรเล่า”

“เป็นปิ่นปักผม” นางขมวดคิ้ว “คล้ายมีบางช่วงในประวัติศาสตร์นิยมใช้ปิ่นไม้ปักผม ทำจากไม้หอมหายาก รมควันสูตรเฉพาะเพื่อเพิ่มความหอมและให้กลิ่นคงทน เคลือบน้ำยากันแดดฝน ว่ากันว่าอยู่ได้หลายร้อยปีโดยกลิ่นไม่จางหาย”

“ฟังแล้วคงแพงน่าดู ชิ้นนี้เท่าไร”

“ท่านติดนิสัยเถ้าแก่ห่าวมาหรือ เอะอะเป็นสอบถามราคาไว้ก่อน” นางบ่น “แต่ชิ้นนี้ก็แค่ไม้ธรรมดาเอามาขัดๆ เกลาๆ ให้หมดเสี้ยน กระทั่งน้ำยายังไม่เคลือบ ไร้การประดับประดาทั้งสิ้น ลายแกะสลักก็ประหลาดราวกับเด็กหัดวาดเล่น หามีค่างวดใดไม่”

“เจ้าจะบอกว่ามีคนอุตส่าห์แอบซ่อนปิ่นไม้ไร้ค่าอันหนึ่งในกล่องกลไกซับซ้อน แล้วทิ้งไว้ในร้านขายของ หวังให้สาบสูญไปตลอดกาลเช่นนั้นหรือ”

“ข้าไม่ใช่คนคนนั้นจะทราบความได้อย่างไร แต่ช่างเถิดเพราะมันช่างมาได้ถูกจังหวะ ข้ากำลังขาดปิ่นพอดี” แล้วเอาปิ่นไม้เสียบผมแทนอันเดิม ชิวหยางจื้อจับจ้องอย่างหงุดหงิด

“เจ้าไม่อยากรู้แต่ข้าอยาก สงสัยจนจะตายแล้ว”

นางปรายตามอง “เช่นนั้นลองตอบคำถามข้าดู ท่านรู้หรือไม่ทำไมชายหญิงแตกต่างกัน รู้หรือไม่ทำไมฝนจึงตกจากฟ้า รู้หรือไม่ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร”

“ไม่รู้ ไม่รู้สักอย่าง”

“ใช่แล้ว ในโลกหล้ายังมีเรื่องที่เราไม่รู้อีกมากมาย เพิ่มเข้าไปอีกเรื่องหรือสาหัสนัก”

ชิวหยางจื้อหน้าม้าน ขณะเดียวกันเถ้าแก่ห่าวเริ่มตั้งสติได้ จึงประท้วง “พวกเจ้าเอาปิ่นกลับไป คืนกล่องหินข้ามา”

“การแลกเปลี่ยนจบสิ้นแล้ว ท่านยินดีแลกปิ่นทองกับกล่องหินและปิ่นไม้อันนี้”

“ปิ่นไม้นั่นข้าไม่สน แต่เดิมทีกล่องหินเป็นของข้า พวกเจ้าหลอกลวงเอาไปชัดๆ ข้าจะแจ้งเจ้าหน้าที่กักตัวพวกเจ้าไว้ จากนั้นแจ้งไปยังครอบครัวเจ้าให้พาตัวลูกสาวกลับด้วย!”

เอ้อฉิงซวงแสร้งทำหน้าหวาดหวั่น แต่เบื้องล่าง รีบเหยียบเท้าปรามชิวหยางจื้อไว้ได้หวุดหวิด

“เถ้าแก่ห่าวอย่าโมโห เอาเช่นนี้เถิดข้าจะคืนกล่อง ถ้าท่านยอมซื้อปิ่นในราคายี่สิบตำทอง”

แม้ขาดทุนราคาปิ่นทว่ายังได้กล่องหินคืนมา เถ้าแก่หน้าเลือดรีบควักเงินราวกลัวนางเปลี่ยนใจ เอ้อฉิงซวงปิดฝากล่องหินส่งให้ หยิบเงินออกจากร้าน ชิวหยางจื้อกระฟัดกระเฟียดตามหลัง

“เจ้าไฉนยอมง่ายดายนัก ควรสั่งสอนคนหน้าเลือดให้รู้สำนึก”

นางไม่ทันจะโต้ตอบ เถ้าแก่ห่าวพลันวิ่งหน้าตั้งออกมา “แม่นางหยุดก่อน ข้าเปิดกล่องไม่เป็น สอนข้าด้วย!”

จอมยุทธ์ยาจกยังไม่ทันจับต้นชนปลาย เอ้อฉิงซวงก็หมุนตัวไปพูดกับเถ้าแก่ห่าวเสียแล้ว “ท่านเปิดกล่องไม่ได้ เกี่ยวอันใดกับข้า”

“แต่ข้าจ่ายเงินครบเรียบร้อย เจ้าหลอกลวงเล่นเล่ห์ซ้ำซาก ข้าจะแจ้งเจ้าหน้าที่!”

“ลองหยุดไตร่ตรองดูก่อนเถอะ ท่านแค่จ่ายเงินค่าปิ่นทองมิใช่หรือ” เถ้าแก่ชะงัก ชักอึกอักเมื่อเริ่มคิดได้ เอ้อฉิงซวงเอ่ยต่อ “และท่านเลิกกล่าวหาข้าหลอกลวงได้แล้ว ก่อนข้าเดินเข้าร้านท่านไม่รู้จักกลไกเปิดกล่อง ยามข้าเดินออกก็ไม่เห็นสมควรจะต้องรู้ พวกเราซื้อขายปิ่นกันเท่านั้น”

เถ้าแก่ห่าวปาดเหงื่อ “แม่นางน้อย ท่านเป็นคนงดงามจิตใจดี หรือจะปล่อยคนค้าขายสุจริตอย่างข้าต้องขาดทุนย่อยยับ”

ท่าทางค้อมตัวพินอบพิเทาช่างน่าตลก ชิวหยางจื้อกลั้นหัวเราะ ส่วนเอ้อฉิงซวงวางท่าเฉย

“ท่านขาดทุนอะไรกัน ข้ารักปิ่นอันนั้นมากแต่ต้องตัดใจขายให้ท่าน ทั้งยังถูกกดราคาจนน่าสงสาร ข้าต่างหากจึงเป็นฝ่ายขาดทุน ไม่พอใจอย่างมาก เมื่อไม่พอใจย่อมไร้อารมณ์แนะนำสั่งสอนใคร”

เถ้าแก่หน้าเลือดปากคอสั่น “ใช่ๆ ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นท่านตั้งราคาปิ่นมาใหม่เถอะ เอาตามที่แม่นางพอใจ เมื่อท่านพอใจย่อมจะสอนวิธีเปิดกล่องแก่ข้าใช่หรือไม่”

“แน่นอน แต่คราวนี้ท่านต่างหากต้องเป็นฝ่ายกำหนดราคาปิ่น และข้าจะรีบเดินทาง คงมีเวลาฟังท่านแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”

อีกฝ่ายครุ่นคิด นางจะยอมฟังแค่ครั้งเดียว ถ้าหากเขาเสนอราคาต่ำเกินไปแล้วนางไม่ยอมรับ เช่นนั้นคงจะ…คงจะ…

เถ้าแก่ห่าวหน้าซีด เอ้อฉิงซวงยิ้มจนหวานหยด

บนถนนระหว่างเมือง ชิวหยางจื้อทำหน้าที่สารถีรถม้า ยังคงหัวเราะไม่หยุด “เสียดายที่เจ้ารีดเค้นจากเถ้าแก่หน้าเลือดน้อยเกินไป”

เอ้อฉิงซวงนั่งอยู่ตรงปากประตูรถม้าด้านหลังเขา รวบม่านที่ปิดประตูพร้อมผูกเชือกรัด เปิดช่องชมทิวทัศน์ระหว่างพูดคุยกับจอมยุทธ์ยาจก

“ข้าก้าวเข้าร้านหนึ่งครั้ง ขายปิ่นได้ตั้งร้อยตำลึงทอง พอใจมากแล้ว”

เงินจำนวนนี้ช่วยให้นางซื้อรถม้าขนาดใหญ่เท่าที่มีขาย พร้อมม้าหนุ่มพ่วงพีและของใช้อีกหลายอย่าง การเดินทางจึงสะดวกสบายยิ่ง พวกเขาสองคนวันๆ นั่งแต่บนรถม้า ไม่มีอันใดทำนอกจากหาเรื่องสนทนากัน

“ข้าเกิดในครอบครัวชาวนา มีพี่น้องเจ็ดคน” ชิวหยางจื้อเล่า “วันหนึ่งพ่อตกเขาเจ็บหนัก พี่ชายคนโตเพิ่งอายุสิบสองทำนาคนเดียวไม่ไหวจึงไปรับจ้างในเมือง แต่เงินก็ยังไม่พอ น้องๆ อดอยากใกล้ตายแล้ว แม่จึงจำใจเอาข้าออกเร่ขาย เผอิญพวกข้าอาศัยในเมืองที่สำนักหนึ่งเลือดตัดตายตั้งอยู่พอดี อาจารย์และอาจารย์หญิงจึงเดินมาพบพวกข้า”

“จอมยุทธ์หลี่ซื้อท่านเอาไว้หรือ” นางงุนงง ด้วยรู้ดีหลี่กันไฉ่ฐานะยากไร้มาแต่ไหนแต่ไร

“อาจารย์จะมีเงินสุรุ่ยสุร่ายได้อย่างไร แต่อาจารย์หญิงสงสารข้า จึงเสนอตัวและชวนอาจารย์ช่วยแม่ทำนา จนกระทั่งพ่อหายดี ครอบครัวข้าจึงสามารถรอดพ้น ข้าสำนึกบุญคุณได้แต่ฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อดูแลรับใช้ อาจารย์หญิงไม่อาจมีบุตรดังนั้นเอ็นดูข้ามาก”

“สำนักหนึ่งเลือดตัดตายชื่อเสียงเลื่องลือ นับว่าท่านได้สังกัดที่ดี”

“แต่ปัจจุบันภายในสำนักวุ่นวายมาก เพราะอาจารย์ลุงและอาจารย์อาต่างแก่งแย่งตำแหน่งเจ้าสำนัก หากใครได้ขึ้นอีกฝ่ายย่อมไม่พอใจ”

“แล้วการผลักดันจอมยุทธ์หลี่อาจารย์ท่านรับตำแหน่ง มิยิ่งทำให้สองฝ่ายโกรธแค้นกว่าเดิมหรือ”

“อาจารย์ไม่เคยขัดแย้งกับผู้ใด ทั้งไม่หมายแย่งชิงตำแหน่ง ดังนั้นหากท่านขึ้นเป็นเจ้าสำนักภายใต้คำสั่งของอาจารย์ปู่ คนอื่นย่อมไม่อาจต่อต้าน สำนักจะกลับคืนสู่ความสงบสุข”

คนฟังขมวดคิ้ว “ถ้าจอมยุทธ์หลี่ไม่เคยคิดเป็นเจ้าสำนัก แล้วไฉนส่งท่านมาขอบทกวีจากเจ้าตำหนักเหนือเทวะ”

“อันที่จริงนี่ไม่ใช่ความคิดของอาจารย์ แต่เป็นของอาจารย์ปู่ต่างหาก” ชิวหยางจื้อเกาหัว “อาจารย์ปู่อยากให้อาจารย์ขึ้นเป็นเจ้าสำนักมาตลอด แต่อาจารย์ไม่ยอมถ่ายเดียว อาจารย์ปู่จนใจแอบมาปรึกษาข้า จนคิดแผนครั้งนี้ขึ้น ขอเพียงในวันเกิดข้าส่งมอบบทกวีของเจ้าตำหนักเว่ยเป็นของขวัญในนามอาจารย์ จากนั้นอาจารย์ปู่ประกาศแต่งตั้งท่านเป็นเจ้าสำนัก อาจารย์ย่อมไม่กล้าปฏิเสธหักหน้าอาจารย์ปู่ ด้วยเหตุนี้ขั้นตอนการหาของขวัญจึงสำคัญมาก เพราะต้องเป็นของขวัญที่ผู้อื่นหาสู้ไม่ได้ แผนการจึงจะลุล่วง”

นางเงียบอยู่ครู่หนึ่งค่อยเอ่ยเบาๆ “การขอบทกวีจากอาจารย์ข้า นับเป็นวิธีอันแยบคายแต่โอกาสสำเร็จน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ท่านจึงดำเนินการเพียงลำพัง เพราะหากผิดพลาดสำนักเสื่อมเสียชื่อเสียง จะยอมแบกหม้อก้นดำ (4) แทนทุกคน สำหรับข้าแล้ว…ช่างเป็นการกระทำที่สูญเปล่าโดยแท้”

“เฮอะ! อย่างน้อยข้าก็ยินยอมพร้อมใจเอง แต่เจ้าเล่า ถูกอาจารย์ส่งมาต้อนรับแขกไม่พึงประสงค์ตามลำพัง คนที่เหลือเป็นเพื่อนก็แค่สาวใช้หูหนวกผู้หนึ่ง แต่เจ้ายังทำหน้าที่อย่างเต็มใจ…ช่างเป็นการกระทำที่สูญเปล่าโดยแท้”

เขาโพล่งออกไปด้วยแรงอารมณ์ ยามรู้ตัวตกใจจะเอ่ยขอโทษ ม่านบังประตูรถม้าพลันถูกสะบัดกลับที่ เอ้อฉิงซวงมุดเข้าใต้ประทุนรถ เงียบหายชนิดไร้ร่องรอย ชิวหยางจื้อร้องเรียกจนคอแห้งยังไร้เสียงตอบรับ จอมยุทธ์ยาจกนิ่งคิดชั่วครู่ ตัดสินใจหยุดรถม้าข้างทาง ล้มตัวนอนเอกเขนกตรงที่นั่งคนขับ เหม่อมองท้องฟ้าเรื่อยเปื่อย นานจนตาชักจะปรือ ม่านพลันถูกตวัดขึ้นอีกครั้ง

“ท่านไฉนหยุดรถม้า รู้อยู่ข้ารีบเดินทาง!”

เขาลุกนั่งขัดสมาธิ ถอนหายใจใส่นาง “ยอมออกมาได้เสียที เมื่อครู่ข้ากล่าวผิดไป ต้องขออภัยแม่นางเอ้อด้วย”

ศิษย์ตำหนักเหนือเทวะชักสีหน้า ”ท่านไม่เพียงล่วงเกินข้า ยังจาบจ้วงถึงอาจารย์ด้วย”

“เช่นนั้นข้าต้องกล่าวขออภัยไปถึงเจ้าตำหนักเว่ยอีกคน” เขาเอ่ยอย่างจริงใจ

นางสะบัดศีรษะไปทางอื่น แต่น้ำเสียงโอนอ่อนลง “ข้าเองก็กล่าววาจาไม่ยั้งคิด ขออภัยเช่นกัน”

ชิวหยางจื้อยิ้มแย้ม เริ่มบังคับรถม้าเคลื่อนที่ “แม่นางคงไม่รู้ ก่อนไปเยือนตำหนักเหนือเทวะ ข้าอยากพบหน้าเจ้ามานานแล้ว”

“ด้วยเหตุใดกัน หรืออยากหาเรื่องจับผิดคนที่ต้องคอยต้อนรับแขกไม่พึงประสงค์”

สตรีนี่หนา เขาระบายยิ้มจางกับเจ้าม้า ปากบอกให้อภัยแต่กลับยังผูกใจเจ็บ รับมือไม่ง่ายเลย “เจ้าเป็นศิษย์คนเดียวของเจ้าตำหนักเว่ย ผู้เคยประกาศไม่คิดจะสอนใคร ชาวบ้านย่อมสงสัยใคร่รู้ เจ้ามีความพิเศษเช่นไรจึงเปลี่ยนใจท่านได้”

“ก็แค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น” นางทอดสายตาไปไกล “สมัยนั้นข้ารับใช้ในตำหนักมาเกือบปี ถูกเลื่อนขั้นเป็นสาวใช้หน้าห้องเจ้าตำหนัก คอยเข้าเวรยามวิกาลที่ไม่มีใครอยากทำหน้าที่ ทำงานนับเดือนอาจารย์ยังจำชื่อกับหน้าไม่ได้ด้วยซ้ำ วันหนึ่งฮ่องเต้ทรงส่งคำเชิญมาแต่อาจารย์ปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า คนในตำหนักอกสั่นขวัญแขวนกลัวถูกลงโทษพร้อมท่าน หลายคนหนีตาย แม่ครัวร้องไห้บอกนางไร้ที่ไป ข้าก็เช่นเดียวกัน จึงทำใจกล้าดักขวางทางอาจารย์เพื่อเอ่ยถาม”

จอมยุทธ์ยาจกหันหน้ามาอย่างสนใจ “คำถามใด”

“ข้าเอ่ยถามว่านายท่าน ข้าไม่เคยร่ำเรียนจึงโง่งมนัก ได้ยินวลีเต่าหดหัวในกระดองแต่ไม่ทราบความหมาย อยากเรียนถามท่าน” เอ้อฉิงซวงยิ้มมุมปาก “อาจารย์ขมวดคิ้ว ย้อนว่าเจ้าได้ยินจากที่ใด ข้าจึงตอบคนพูดกันทั่ว ฮ่องเต้เก่งกาจด้านแต่งบทกวีจนใครบางเป็นเต่าหดหัว ไม่ยอมไปสู้เพราะกลัวแพ้”

ชิวหยางจื้อระเบิดหัวเราะ “เจ้าช่างกล้านัก เอาสัญลักษณ์กระดองเต่าเกล็ดหกเหลี่ยมของตำหนักเหนือเทวะมาล้อเล้นเยี่ยงนี้ แต่เจ้าตำหนักเว่ยเป็นคนฉลาด ภายหลังหายโมโหแล้ว คงมีเวลาทบทวนว่าเจ้าวางหลุมพรางเขา”

“เป็นเช่นนั้น เมื่ออาจารย์เข้าวังกลับมาก็เรียกข้าไปพบ ข้าก้มหัวงุดรอการลงโทษ ท่านซักไซ้มากมายแล้วกลับปล่อยตัวข้าไป ข้านึกว่ารอดพ้นแล้ว หลายเดือนถัดมาจู่ๆ ท่านก็เรียกหาข้าอีกครั้ง บอกหน้าตาเฉยจะรับข้าเป็นศิษย์ สั่งสอนให้รู้จักคำตรงข้ามกับเต่าหดหัว”

จอมยุทธ์ยาจกแอบพยักหน้า คาดว่าเว่ยซือไฉผู้อยู่ท่ามกลางของชั้นเลิศมาทั้งชีวิต คงแลเห็นประกายบางอย่างในตัวนาง

“เมื่อเจ้าตำหนักเว่ยรับศิษย์แล้ว ก็ส่งเจ้าเป็นตัวแทนคอยต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือน ช่างเอาคืนได้แสบสันดีแท้” รีบตบปากตัวเองเมื่อนางชักสีหน้าใส่ “ข้าปากพล่อยอีกแล้ว เจ้าตำหนักเหนือเทวะช่างสายตาแหลมคม คัดเลือกศิษย์ได้เหมาะสม”

เอ้อฉิวซวงอ้าปากจะเหน็บแนมโต้ตอบ ทว่าพลันนิ่งคิดใคร่ครวญ ก่อนก้มศีรษะกล่าวอย่างหดหู่ “แต่แล้วข้าก็ขัดคำสั่งอาจารย์เป็นครั้งแรก ผลลัพธ์ช่างน่าอดสูนัก ฟ้าคงลงโทษข้า”

เสียงฝีเท้าม้ากุบกับเป็นจังหวะ ใจนางเลื่อนลอยหายในภวังค์ แล้วจู่ๆ ชิวหยางจื้อจึงเอ่ยขึ้น

“ข้าเองก็ไม่ต่างจากเจ้า ปิดบังอาจารย์เพื่อไปเยือนตำหนักเหนือเทวะเช่นกัน บางครา…สิ่งที่ควรกระทำอาจไม่ใช่เรื่องถูกต้องเสมอไป”

เอ้อฉิงซวงนิ่งอึ้ง มองแผ่นหลังตรงหน้าด้วยความรู้สึกอันยากบรรยาย คล้ายนางพลัดตกหลุมลึกแล้วเพิ่งพบว่า…ก้นหลุมมีเบาะรองรับเอาไว้กระมัง

“สิ่งที่ควรกระทำ…อาจไม่ใช่เรื่องถูกต้องเสมอไป” ศิษย์ตำหนักเหนือเทวะทวนคำก่อนขบริมฝีปาก “ท่านจะบอกว่าที่ข้าขโมยหยกออกมา…เป็นสิ่งควรทำ?”

“ข้ารู้แค่ว่าการดูแลรักษาสมบัติวิเศษย่อมเป็นเรื่องถูกต้อง และการช่วยชีวิตคนคือสิ่งสมควรทำ…เพียงแต่เจ้าตำหนักเว่ยไม่อยากทำก็เท่านั้น”

“ท่านอย่าเข้าใจผิด อาจารย์หาได้ใจไม้ไส้ระกำไม่” นางรีบแก้ต่าง “ข้าจะเล่าให้ฟัง สมัยก่อนอาจารย์มีธุระวุ่นวาย แต่ยังอุตส่าห์เจียดเวลาสองเค่อ (5) ของทุกวันมาอบรมสั่งสอนข้า”

“ช่างใช้เวลาได้อัตคัดยิ่ง มิน่าท่านจึงรับศิษย์ไม่มาก”

นางไม่สนใจคำประชด ดวงตาเหม่อลอยราวจมหายในห้วงอดีต “ต่อมาข้าล้มป่วย ทั้งอาเจียนและถ่ายท้องไม่หยุด คนอื่นช่วยทำความสะอาดลวกๆ แล้วรีบหลบเพราะเกรงติดโรค ข้านอนหมดแรงคนเดียวในห้องเหม็นคละคลุ้ง กลัวแทบตาย แต่อาจารย์ที่รักสะอาดมากกลับมานั่งข้างเตียงคอยลูบหัวข้า ครบสองเค่อก็จากไป ทำอย่างเดิมทุกวันไม่เคยขาด”

ผู้ฟังเลิกคิ้ว เว่ยซือไฉนิสัยพิสดารสมคำลือ คนประหลาดเช่นนั้นจะสั่งสอนศิษย์ออกมาเป็นอย่างไร ช่างน่าสนใจจริงแท้

หากเจ้าม้าลากรถมีปัญญาเหลียวหลังมา คงอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าคนพิลึกที่คอยกุมบังเหียนนี่เป็นอะไร ประเดี๋ยวระบายยิ้มแก่มัน ประเดี๋ยวทำตาพราวจ้องมอง ชวนขนลุกยิ่งนัก!

ทันใดนั้น ชิวหยางจื้อก็ร้องเบาๆ “มีเพิงขายอาหารอยู่ข้างหน้า”

“จริงหรือ” เอ้อฉิงซวงยืดคอมองทางด้านหลังเขา รอบตัวนอกจากถนนและผืนนาสลับทุ่งหญ้าพุ่มไม้ทั้งสองฟาก ล้วนไม่เจออะไรทั้งสิ้น กำลังจะซักไซ้ว่าเขาอาจตาฝาด รถม้าก็เริ่มขยับไปใกล้จนเห็นควันไฟลิบๆ มีร้านอาหารตั้งอยู่จริงๆ ชิวหยางจื้อสมเป็นจอมยุทธ์ หูตาล้วนกว้างไกลกว่าคนธรรมดา

เอ้อฉิวซวงดีใจมาก หลายวันนี้พวกนางเดินทางตลอด พยายามไม่วกเข้าเมืองต่างๆ เพื่อย่นระยะเวลา แทบจะกินนอนบนรถม้าอยู่แล้ว นางเบื่ออาหารแห้งเหลือเกินแต่ไม่กล้าบ่น เมื่อเจอร้านอาหารจึงเหมือนสวรรค์โปรด

“แวะพักกันเถอะ”

“ข้าไม่มีเงิน” เขามีเนื้อแห้งที่ทำเองติดตัวมาตั้งแต่ออกเดินทาง เวลานอนหากเอ้อฉิงซวงพักโรงเตี๊ยม เขาจะหาอาศัยตามที่รกร้าง แต่ส่วนมากจะนอนกันตามป่าเขา ไม่เคยต้องใช้จ่าย

นางกัดฟันกรอด “ข้าเลี้ยงเอง”

ทันใดนั้นรถม้าพลันเร่งความเร็วขึ้น พริบตาก็ถึงที่หมาย ชิวหยางจื้อโดดลงไปคว้าแท่นไม้มารองให้นางก้าวลงจากรถ ยิ้มแป้นผายมือเชื้อเชิญ ช่วงแรกเจอความหน้าด้านแบบนี้เข้านางจะขึงตาใส่ แต่ทำเท่าใดก็ไม่อาจกระชากรอยยิ้มจากใบหน้าเขา ปัจจุบันจึงได้แต่หลับตาอย่างนึกปลง

ใต้เพิงที่สร้างหยาบๆ พ่อครัวกำลังนึ่งหมั่นโถบนเตาหิน มีม้านั่งสามชุด พอพวกนางหย่อนกายลงเสี่ยวเอ้อก็ปราดเข้ามาเติมน้ำชาให้ทันที “ร้านเรามีหมั่นโถแกล้มกับผักดอง ประเดี๋ยวจะนำมาให้ขอรับ”

ก่อนหน้าพวกนางยังมีลูกค้าอีกเจ้า สั่งหมั่นโถกลับบ้าน ส่วนในร้านพวกนางเป็นลูกค้ารายเดียว เสี่ยวเอ้อเอาอาหารมาวาง หมั่นโถเพิ่งหยิบจากซึ้งไม้ไผ่ ร้อนจนควันฉุย เอ้อฉิวซวงจะคว้ามันแต่โดนชิวหยางจื้อกดมือทันควัน นางตวัดมองตาเขียว กลับเห็นเขาทำไม้ทำมือแปลกๆ จ้องสักพักค่อยนึกได้ ชิวหยางจื้อกำลังส่งภาษามือให้นางนี่เอง

สมัยเจอกันครั้งแรก เอ้อฉิงซวงเคยส่งภาษามือกับสาวใช้หูหนวกต่อหน้าเขา จอมยุทธ์ยาจกจึงรู้ว่านางใช้ภาษามือเป็น แต่ศิษย์ตำหนักเหนือเทวะกลับแปลกใจที่เขาเองก็ใช้ได้คล่องแคล่ว ก่อนความแปลกใจจะแปรเป็นความตระหนก เมื่อเริ่มแปลความหมายที่เขาสื่อสาร

“อย่ากินหมั่นโถ มีพิษ!

 

เชิงอรรถ : 

(1) เฟิง คือเมเปิ้ล

(2) ไป๋กั่ว คือแปะก๊วย

(3) อิงถาว คือเชอรี่

(4)  แบกหม้อก้นดำ ความหมายคล้ายแพะรับบาป

(5) หนึ่งเค่อประมาณสิบห้านาที

 



Don`t copy text!