ก่อนฟ้าสาง บทที่ 17 : ลอบทำร้าย

ก่อนฟ้าสาง บทที่ 17 : ลอบทำร้าย

โดย : ม.มธุการี

ก่อนฟ้าสาง นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวโดย ม.มธุการี เมื่อ ‘เจียง’ เลือกพาครอบครัวหนีความเดือดร้อนมาพักพิงยังแผ่นดินไทย แต่แผ่นดินแห่งนี้จะเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยให้กับเขาได้จริงๆ หรือ เจียงยังจะต้องฝ่าฟันอะไรอีกมากมาย อาจจะมีเพียง ‘ใกล้รุ่ง’ หญิงสาวผู้อ่อนโยนคนนั้นที่เป็นความหวังของเขา

ตลาดสดถูกปิดตายมาหลายวัน  มีข่าวว่าเจ้าของกำลังประกาศขายเพื่อย้าย ไปอยู่ที่อื่น…

เจียงเดินสำรวจดูแผงขายผักที่ว่างเปล่า  มันกลายเป็นตลาดร้างในเวลาชั่วข้ามวัน  ไม่มีวี่แววว่าเจ้าหน้าที่จะจับใครมาลงโทษได้

แก๊งมอเตอร์ไซค์ยังป้วนเปี้ยนเต็มตลาดจนไม่มีใครกล้าออกจากบ้าน  แม่กับน้อง เก็บตัวเงียบที่บ้าน  โชคดีที่เขาเพิ่งสร้างรั้วลวดหนามเสร็จ มันจะช่วยปกป้องได้ระดับหนึ่งถ้าเกิดการบุกรุกเข้ามา  บ้านเก่าที่เพิ่งถูกเผาไป เป็นตัวอย่างที่ดี…

วันนั้นต้องขับรถพาเสี่ยเข้าเมือง  หน้าตาเสี่ยหมองคล้ำตั้งแต่มีเรื่องกับบุตรชายคนโต  ถึงขั้นตัดเป็นตัดตายไล่ออกจากงาน

“ถ้าเพียงแต่มันจะรักดี  ก็แค่นั้นเอง  แค่รักดี  แต่ดูมันคบเพื่อนแต่ละคน  อายุก็ไม่น้อยแล้ว  จะให้บวชเรียนก็ไม่เอา  ไม่เห็นว่ามันจะเอาอะไรสักอย่าง…”

เสี่ยบ่นมาจากที่นั่งตอนหลัง  คำบ่นว่าที่เขาคุ้นชินมาแสนนานแล้ว  นี่คือความรักของพ่อแม่  ตัดกันก็ได้แต่ปาก  ถ้าแกไม่รักลูกก็คงไม่มานั่งพร่ำรำพันให้เขาฟังอยู่อย่างนี้

“เธอไม่เคยมีลูกนะเจียง  ถ้ามีแล้วจะรู้ว่ามันช้ำขนาดไหน  แล้วไม่คิดจะมีครอบครัวมั่งหรือ“

“ผมไม่มีอะไร“ เจียงหัวเราะ

“ก็มีบ้าน  กำลังจะมีที่ทางเป็นของตัวเอง  สร้างเนื้อสร้างตัวได้นี่  หรือว่าคิดจะเป็นโสดอยู่อย่างนี้“

“ผมเคยบวช  เคยคิดกระทั่งว่าจะไม่สึก“

“นั่นสิ  ทำไม…”

“ความผูกพันเป็นทุกข์  ผมอาจไม่อยากคิดผูกพันกับใครก็ได้  อีกอย่างผมมีแม่กับน้องต้องดูแล“

“ทำไมฉันไม่คิดให้ได้อย่างเธอมั่ง  จะได้ตัดปัญหาเรื่องไอ้เกรียงมันไปซะที“

เจียงไม่พูดอะไรอีก  ต่างคนก็คงต่างวิบากกรรม  เขายังไม่ได้หลุดพ้นอะไร  ยังห่างไกลจากคำนั้นมากมายเสียนักหนา  ยังมีรักโลภโกรธหลง  ยังมีทั้งความเคียดแค้น ชิงชังถ้าไปถึงจุดหนึ่งจริงๆ…

วันนั้นเสี่ยไปกินเลี้ยงกับเพื่อนๆ ที่ภัตตาคารจนดึก  ไม่บ่อยนักที่เสี่ยจะกลับบ้านดึกในลักษณะนี้  เส้นทางออกจากตัวเมืองเริ่มห่างไกลจากแสงสี  มันเป็นคืนเดือนมืดที่เจียงต้องขับรถระแวดระวัง  เขาไม่ชินนักกับการขับรถยามค่ำคืนแบบนี้

“รถกระบะที่ให้ไว้เป็นยังไง“ เสียงเสี่ยชวนคุยมาจากเบาะหลัง

“ดีครับ  ครูประชาเพิ่งเปลี่ยนยางให้ผมสี่เส้น“ เจียงบอกไป

“อ้าว  เหรอ  เจอครูวันนั้นก็ไม่เห็นเล่าให้ฟัง“

“พอดีรถผมยางแตกแล้วครูมาเห็นเขา“

ยังไม่ทันที่เจียงจะพูดจบประโยค  ตรงทางแยกเบื้องหน้าก็มีแสงไฟหน้ารถสว่างวาบคล้ายมีใครมาจอดซุ่มอยู่  รถสองคันวิ่งมาประกบรถที่เขาขับอยู่จนเจียงเสียหลักขับรถตกถนน  ยังไม่ทันที่เขาจะตั้งสติ  เสียงปืนก็ดังรัวขึ้นราวประทัดแตก  มันดังก้องสนั่นหวั่นไหวจนสะเทือนไปทั้งคันรถ  ลูกปืนวิ่งฉิวเฉียดจนกระจกรถแตกกระจายไม่มีชิ้นดี เจียงหมอบฟุบกับที่นั่ง  หูแว่วเสียงรถสองคันที่วิ่งทะยานจากไปในที่สุด เขายังหมอบนิ่งจนแน่ใจว่าพวกมันไปกันหมดแล้ว  ทุกหนแห่งมืดและเงียบ

มีเสียงหายใจหอบถี่ๆ ดังมาจากเบาะหลังและเขาก็ร้องเรียกไป

“เถ้าแก่เป็นอะไรรึเปล่าครับ“

“ยังไม่รู้  ไม่รู้ว่าโดนที่ไหนมั่ง“

เสียงตอบรับมาทำให้เจียงโล่งอกไปหมด  อย่างน้อยเสี่ยก็ยังปลอดภัย…

โผล่หัวมองไปทางเบาะหลังก็เห็นเสี่ยหมอบที่พื้นและกำลังใช้มือถือโทรเรียกตำรวจ  มีแสงสว่างเพียงเล็กน้อยที่นั่น

“หมวดเหรอ  นี่ผมเสี่ยกิจนะ  ผมถูกลอบยิง…ก็ตรงทางแยกก่อนจะเข้าเขตอำเภอนี่ละ  เรียกรถพยาบาลมาด้วย…ยังไม่รู้  มีแค่ผมกับคนขับ…”

เีสี่่ยวางสายแค่นั้นและชะโงกหน้าถามเขา

“แล้วเธอล่ะ  โดนเข้าที่ไหนมั่ง“

“ผมไม่เป็นอะไร“

เจียงรื้อหยิบไฟฉายมาส่องไปทางเบาะหลัง  เสี่ยนั่งตัวตรงที่นั่น  ไม่มีรอยเลือดหรือริ้วรอยของบาดแผลอะไรทั้งสิ้น

“ฉันก็ไม่โดน“ เสี่ยว่า

เสียงไซเรนใกล้เข้ามาทุกขณะ  เจียงเปิดประตูรถออกไปก่อน  มีเสี่ยตามลงมาติดๆ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่รถตำรวจแล่นมาถึงที่เกิดเหตุสามสี่คัน  เปิดไฟวูบวับและจอดล้อมไปทั่วบริเวณ หมวดวิรัชมาถึงก่อนและเดินสำรวจรถเสี่ยที่ถูกยิงพรุนไปทั้งคัน  สอบถามปากคำ เสี่ยไปด้วย

“มันมากันสองคันรถ  คงซุ่มจอดรออยู่ก่อนแล้ว  ไม่ทันเห็นหรอกว่ามากันกี่คน เพราะมันรัวใส่ไม่เลี้ยง  ผมหมอบหลบใต้เบาะทัน“

“ไม่น่าเชื่อว่าไม่มีใครบาดเจ็บอะไร  ผมเห็นรถพรุนทั้งคัน“ หมวดวิรัชว่า “ยังไงผมต้องเชิญเสี่ยกับคนขับรถไปให้การที่สถานีตำรวจก่อน  ส่วนรถผมจะให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบดูร่องรอยกระสุนอีกที“

เป็นคืนที่เจียงกับเสี่ยกิจต้องอยู่โรงพักทั้งคืนเพื่อความปลอดภัย  แน่นอนมีคนหมายปองร้ายทั้งเสี่ยและเขา  ไม่รู้เท่านั้นว่าเป็นใคร…

ตำรวจพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจของเสี่ยและความขัดแย้ง  การเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนที่หลบหนีไปอาจจะสร้างความโกรธแค้นให้ นายทุนเงินกู้  ถึงขนาดลอบสังหารโหด…

 

ประชามารู้ถึงเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับเสี่ยกิจจากลิลิตและการเป็นข่าวตูมตามวันรุ่งขึ้น สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับคนดีๆ อย่างเสี่ยกิจ  ลิลิตเป็นฝ่ายโทรบอกเขาเอง

“รถเสี่ยถูกยิงพรุนไปทั้งคัน  ล่อทั้งระเบิดทั้งอาวุธสงครามกันให้นัว  ผมไปเห็นรถมาแล้ว  ไม่น่าเชื่อว่าทั้งเสี่ยกับคนขับไม่เป็นอะไรเลย  มันแปลกไหมล่ะ“

“จับตัวคนร้ายได้ไหม“ ประชาถามไป

“ตอนนี้กำลังตามสืบอยู่  คิดว่าไม่ง่ายหรอก  มันวางแผนกันมาอย่างดี  เห็นว่าพุ่งเป้าไปที่ความขัดแย้งทางธุรกิจ  จำได้ไหมที่เสี่ยแกไปค้ำประกันเพื่อนฝูงเอาไว้จนต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่ตอนนี้  น่าจะมาจากความแค้นส่วนตัว  ตอนนี้เสี่ยต้องไปเข้าห้องหลบภัยมีตำรวจคอยคุ้มกันยี่สิบสี่ชั่วโมง  เพราะกลัวว่าพวกมันจะหวนกลับมาเก็บอีก“

“แล้วคนขับ…”

“ปล่อยตัวกลับบ้านไปแล้ว  ก็แค่คนพลอยมารับเคราะห์  โชคดีไปที่ไม่มีใครเป็นอะไร“

ประชาระบายลมหายใจยาวเหยียด  เขาพลอยโล่งใจไปด้วย  อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเจียงเป็นอะไรไปเสียคน  ฝ่ายนั้นมีแม่กับน้องที่ต้องดูแล…

ออกจากบ้านและขับรถเข้าตลาด  แปลกใจที่ไม่เห็นแก๊งมอเตอร์ไซค์ไปอยู่ที่นั่นเลยแม้แต่คันเดียว  นี่คือสิ่งแปลกใหม่  ร้านและบริษัทก่อสร้างของเสี่ยปิดตาย  ติดกันกับตลาดร้างที่เพิ่งปิดตัวเองไปไม่นาน…

ยังเช้าอยู่มากและเขาก็ไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้านใกล้เคียง  เมื่อไม่มีแก๊งพวกนั้นมาเบิ้ลเครื่องเวียนวนมันก็เป็นสถานที่ที่เงียบสงบ  นี่คืออำเภอชายแดนที่ครั้งหนึ่งมากไปด้วยนักท่องเที่ยว  เคยมีรีสอร์ทผุดโผล่อยู่ทั่วไปแต่ตอนนี้แทบหาไม่ได้  การท่องเที่ยวหยุดนิ่ง เมื่อแก๊งนรกเหล่านั้นเข้ามาแย่งพื้นที่  ประกาศตัวเองเรียกค่าคุ้มครองแม้กระทั่งกับ หมาจรจัด…

แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป…อำเภออาจจะถูกยุบกลับไปเป็นตำบลและดับสูญไปในที่สุด  เขาเห็นภาคมืดที่คุกคามไปทั่วทุกพื้นที่  อีกไม่นานเสี่ยกิจอาจจะเป็นอีกคนที่ย้ายหนี

แกเกิดและโตที่นี่เช่นเดียวกับเขา…

กระบะสีน้ำเงินแล่นโขยกเข้ามาจอดในตลาด  ไม่ห่างไกลจากโต๊ะที่เขานั่งเท่าใดนัก  ร่างสูงก้าวลงจากรถและมองเห็นเขาแล้ว  ประชาเป็นฝ่ายโบกมือให้ก่อน  และฝ่ายนั้นก็เดินตรงมาที่เขา  ยกมือไหว้ไปด้วย

“เอ้านั่ง  กินกาแฟกันก่อน“ ประชาชี้ไปที่เก้าอี้ใกล้ตัว

ประชาหันไปสั่งกาแฟมาเพิ่มเติมขณะที่เจียงลากเก้าอี้นั่ง  ดวงหน้าขาวมีริ้วรอยอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด  เส้นผมยุ่งขาดระเบียบ  เสื้อยืดสีขาวเก่าๆ มองเห็นริ้วรอยขาดที่ต้นคอ

“เป็นไง  เพิ่งรู้ข่าวมาเหมือนกัน  แล้วปลอดภัยดี“

“ครับ“

“แล้วตอนนี้เถ้าแก่อยู่ไหน“ ประชาถามต่อ

“ผมไม่ทราบ“

เจียงตอบสั้นขณะใช้ช้อนคนกาแฟที่บริกรนำมาเสิร์ฟ  มันเป็นความลับสุดยอดที่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ต้องการให้ใครได้รู้ถึงที่อยู่ของเสี่ยกิจในช่วงนี้

เขาถูกปล่อยตัวกลับบ้านตอนใกล้รุ่ง  มีแม่กับน้องรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างตื่น ตระหนก

“โชคดีมากที่ไม่มีใครเป็นอะไรนะ“ ประชาพูดต่อเมื่อเห็นเขาเงียบไป

“ครับ“ เจียงจิบกาแฟที่ขมสนิท  มันช่วยให้เขารู้สึกตื่น  ไม่ได้นอนมาทั้งคืนและทำท่าว่าจะตื่นข้ามวัน

“พอจะรู้รึยังถึงตัวคนร้าย  ว่าแต่มันมากันกี่คน“

“ที่ผมเห็นมันมากันสองคันรถ  เป็นรถปิ้คอัพ  คิดว่ามากันหลายคน“

“เห็นว่าใช้อาวุธสงครามกันด้วยนี่“

อย่างนั้นหรือ…เขาไม่เห็นอะไร  ได้ยินแต่เสียงยิงรัวเหมือนฟ้าจะถล่มทะลาย

“ผมไม่ทราบรายละเอียด“

เจ้าหน้าที่ไม่ได้ซักถามอะไรเขามากมาย  เหมือนเขาเป็นส่วนเกินที่ไร้ความสำคัญ

แต่มุ่งสอบไปที่เถ้าแก่กับธุรกิจที่ทำอยู่  ศัตรูทั้งในอดีตและปัจจุบัน  ข้อพิพาทที่ผ่านมากับบุคคลรอบข้าง  เถ้าแก่ตอบได้ทั้งหมดว่าใครเป็นใครที่กำลังมีปัญหากันอยู่  ยกเว้นคนเดียวคือเกรียงบุตรชายคนโต…

มองฝ่าเปลวแดดที่เริ่มแรงร้อนตามผิวถนนและความคิดของเขาก็ทำงานเรื่อยไป

เถ้าแก่ไล่ลูกชายออกจากงานและตัดพ่อตัดลูก  หลังจากนั้นไม่กี่วันคนดีๆ อย่างแกก็ถูกลอบยิง  เหตุประจวบเหมาะที่เถ้าแก่อาจจะมองข้ามไปแล้วแต่ไม่ใช่เขา  เพราะเขาอยู่รับรู้การทะเลาะกันในหลายเหตุการณ์  ความโกรธแค้นชิงชังที่เขาสัมผัสได้จากตัวบุตรชาย

เขารู้ว่ามันมากเกินพอที่จะก่อเหตุร้ายแรงอะไรขึ้นก็ได้…

 



Don`t copy text!