จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 8 : เบียดเบียน

จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 8 : เบียดเบียน

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

เมื่อพี่ชายตัวดีหนีไปมีสามี! จิตรกรสาวจึงต้องจำใจบริหารโรงงานยาไทยมรดกของคุณปู่แทน แต่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่ถนัด เธอจะพบว่าความสัมพันธ์ที่งดงามจากเหล่าคนชราในโรงยาแห่งนี้ คือยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุด พบกับเรื่องราววุ่นๆ นี้ ใน “จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา” โดย สีหมอก ดอกรัก

ผ่านไปครึ่งคืนแล้ว แต่ดูเหมือนธาดาจะยังหลับตาไม่ลง หันไปมองคนข้างๆ ที่นอนหลับสนิท จะว่าไป ชีวิตตั้งแต่ออกจากบ้านมา เรื่องดีๆ เรื่องแรกก็คือการได้อยู่ใกล้เอริค แม้ว่าเขาจะไม่ได้มานอนค้างด้วยบ่อยนัก แต่ก็ยังได้เห็นหน้าค่าตากันมากกว่าอยู่คนละจังหวัด

เรื่องต่อมาก็คือได้มีโอกาสทำงานอย่างที่ใฝ่ฝัน แม้จะเหนื่อย ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยต้องเหน็ดเหนื่อยขนาดนี้ แต่ก็เป็นความเหนื่อยที่มีความสุข แต่สิ่งที่ทำให้กังวลใจมาตลอดก็เรื่องเงินนี่แหละ

ธาดาเปิดดูยอดเงินคงเหลือในบัญชีธนาคารจากในโทรศัพท์มือถือ มีแต่รายการเงินไหลออก ซึ่งก็ล้วนมาจากค่ากินข้าวกับเอริค ลำพังกินเองก็ไม่มากเท่าไร และที่เยอะที่สุด ก็หนึ่งแสนบาทที่เพิ่งจะโอนให้คนรักนี่แหละ

ชายหนุ่มลองบวกลบตัวเลขคร่าวๆ แล้วเล่นเอาไม่อยากหลับตาลงนอนเลย เห็นจำนวนเงินที่เหลืออยู่ ถ้าใช้ชีวิตแบบนี้คงอยู่ได้อีกไม่ถึงหนึ่งเดือนนับจากตอนนี้ จากตอนที่มาใหม่ๆ ก็คิดว่าอยู่ได้สามสี่เดือนสบายดี ตอนนี้ทำงานกับพี่นินมาก็เดือนกว่าแล้ว พี่นินเคยบอกว่าทำแบบไม่ได้เงินสองเดือน ถ้าอย่างนั้น หากว่าได้เป็นพนักงานจริงก็ต้องเดือนที่สาม แล้วปกติเขาต้องให้เงินเดือนตอนปลายเดือน…ถ้าอย่างนั้น ก็ปลายเดือนธันวาถึงจะได้เงินจากพี่นิน!…จะอยู่ยังไงล่ะทีนี้

แล้วที่ให้เอริคยืมจะได้คืนเมื่อไรก็ไม่รู้ ธาดาหันไปมองคนรักที่นอนหลับไม่รู้เรื่อง ก็ได้แต่ถอนใจ ตั้งแต่เกิดมา ถึงแม้พ่อแม่จะไม่เคยให้ใช้เงินเยอะเหมือนเพื่อนๆ ที่อยู่ในประเภท ‘ลูกคนรวย’ แต่ก็ไม่เคยต้องมากังวลเรื่องการใช้จ่ายเลย ข้าวก็มีกิน ของใช้ในบ้าน พ่อกับแม่ก็ซื้อให้ ไม่เคยต้องกังวลเรื่องเงินเลยแม้สักครั้ง

แต่เวลานี้ เล่นเอานอนก่ายหน้าผาก จะใช้อย่างไรให้พอ ธาดาอดคิดไม่ได้ว่า ลำพังตัวคนเดียว ก็คงพอจะถูไถกินบุญเก่าไปจนกว่าพี่นินจะให้ค่าจ้าง แต่นี่…ชายหนุ่มหันไปมองคนข้างๆ ที่หลับสนิทเหมือนเด็ก ก็ทำให้ใจอ่อนยวบขึ้นมา ชายหนุ่มจึงตัดสินใจพิมพ์ข้อความลงในโทรศัพท์

แทน พี่มีเรื่องเดือดร้อน พอจะให้พี่ยืมเงินสักสองแสนจะได้มั้ย ธาดากดส่งข้อความไปทันที เพราะกลัวว่าตนเองจะลังเลแล้วเปลี่ยนใจ ยังไงซะพี่กันน้องกัน ยืมเงินกันได้ ไม่เป็นไรหรอกน่า แทนมันขายรูปได้เงินตั้งเยอะแยะ ยืมแค่นี้คงไม่เป็นไรหรอก คิดได้เท่านี้ก็ทำให้รู้สึกผิดน้อยลงนิดหน่อย จึงวางโทรศัพท์ลงแล้วนอนหลับตา ไม่นานนักก็หลับสนิทไม่ต่างจากชายหนุ่มที่นอนเคียงข้าง

เช้านี้ ธัญญาตื่นเช้ามาด้วยอารมณ์สดใส กระทั่งหญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู จึงได้เห็นว่ามีข้อความที่พี่ชายส่งมา จึงรีบอ่านด้วยความตื่นเต้น หวังจะได้รับรู้ว่าอยู่ดีมีสุขหรือไม่ แต่พอได้อ่านข้อความ ก็แทบจะเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้ง ถ้าพ่อแม่รู้เข้าจะเสียใจเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน หญิงสาวฮึดฮัดอยู่พักใหญ่ อุตส่าห์ตื่นมาอย่างสดชื่น พี่ธาดาทำเสียอารมณ์หมด

หญิงสาวคว้าผ้าขนหนูหายเข้าไปในห้องน้ำครู่เดียว แล้วออกมาด้วยชุดเสื้อยืดตัวเก่งกับกางเกงยีนส์ที่ไม่ได้ซักมานาน คว้ากระเป๋าสะพายคู่ใจแล้วไปกินกาแฟบ้านป้าชมจันทร์ดีกว่า

เสียงตึงๆ ที่เฉลียง แค่พริบตาเดียว ก็ผ่านเข้ามาถึงโต๊ะกินข้าว ป้าชมถึงกับร้องทักเสียงดัง

“แทนเอ๊ย ทำไมพุ่งมาขนาดนั้น นั่นหิวรึไง หรือมีเรื่องอะไรล่ะ”

“ป้าขา พี่ธาดาติดต่อมาแล้ว หลังจากที่แทนเป็นฝ่ายทักไปหาตั้งหลายหนแล้วก็เงียบตลอด แต่ป้ารู้มั้ย…สิ่งแรกที่พี่ธาดาทักมาคือ ขอยืมเงินค่ะป้า สองแสน! นี่หายไปเดือนกว่าเองนะ ใช้อะไรกันตั้งเยอะ”

หญิงสาวโวยวาย พลางหยิบขนมปังจากบนโต๊ะขึ้นมา แล้วชายหนุ่มหนึ่งเดียวที่โต๊ะกินข้าว ก็เลื่อนถาดแยมส่งให้เหมือนรู้จังหวะ

“โอ๊ย ทำไมยืมเยอะอย่างนั้นล่ะ เดือนกว่าสองแสน เขาใช้อะไรของเขาน่ะ คอนโดก็มี ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า แค่กินอยู่ลำพัง ก็ไม่น่าเยอะอย่างนี้” ป้าชมจันทร์ตกใจไม่แพ้หญิงสาว

ชายหนุ่มเพียงคนเดียวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “เอาอย่างนี้มั้ย แทนโอนให้เขาก่อนสักแสน บอกไปว่ามีแค่นี้ ให้เขารู้สึกสบายใจว่าพอจะมีเงินอยู่บ้าง แล้วเดี๋ยวเราไปแอบสืบธาดากันจะได้เห็นว่าเขาใช้ชีวิตยังไง พรุ่งนี้วันเสาร์ เราเข้ากรุงเทพกันสักวัน”

“เออ ก็ดีเหมือนกันนะพี่คี แทนกลัวว่าพี่ธาดาจะโดนเอริคหลอกนี่แหละ” จากที่โมโหอยู่เมื่อครู่ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความห่วงใย…จะอย่างไร นั่นก็พี่ชายคนเดียว

“ธาดาเขาถูกเลี้ยงมาแบบตามใจ สองป้าก็มาบ่นกับป้าอยู่บ่อยๆ แต่จะทำยังไงได้ล่ะ ลูกคนแรกด้วย ส่วนไอ้แทนนี่ก็เผลอไม่ได้ วิ่งแจ้นมาหาป้าได้ทุกวัน…แต่ไม่ต้องกลัวเรื่องโดนหลอกหรอกนะเจ้าแทน อย่างน้อยพ่อแม่เราน่ะ ถึงเขาจะตามใจธาดา แต่เรื่องเงินทองเขาไม่เคยปรนเปรอลูก ถ้าจะถูกหลอก ก็ไม่ถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวหรอก”

หญิงสาวดูจะเห็นจริงตามป้าชมพูดก็ค่อยคลายกังวลลงได้นิดหนึ่ง จึงเคี้ยวขนมปังทาแยมของป้าชมกินอย่างสบายใจขึ้นหน่อย

 

วันเสาร์ ธัญญามาถึงบ้านป้าชมตั้งแต่เช้าตรู่ ยังเดินไปไม่ถึงตัวบ้าน ก็เจอคีรีที่ยืนดักรออยู่ตรงที่จอดรถบ้านป้าชม กำลังโบกมือเรียกให้ขึ้นรถที่กำลังจอดรออยู่

“พี่เตรียมอาหารเช้าใส่กล่องไว้แล้ว ไปกันเลยเถอะ ออกแต่เช้าจะได้ไม่ร้อนด้วย กว่าจะถึงก็น่าจะสักสิบเอ็ดโมง” ชายหนุ่มพูดพลางเปิดประตูรถฝั่งคนขับเข้าไปนั่ง หญิงสาวจึงเปิดประตูอีกฝั่งเข้าไปนั่งตาม ยังไม่ทันจะสตาร์ตรถประตูด้านหลังก็ถูกเปิดออก พร้อมป้าชมเข้ามานั่งหน้าตาเฉย

“แม่ไปด้วย” สองหนุ่มสาวอุทานขึ้นพร้อมกัน “เฮ่ย!”

“ไอ้พวกนี้ไม่รู้อะไรซะแล้ว แม่ดูละครมาเยอะ ไอ้เรื่องจับผิดต่างๆ เนี่ย แม่ถนัด แต่ก่อนพ่อเราตอนยังไม่ตาย มีสาวๆ มาติดพันให้รึ่ม แม่มองปร๊าดเดียวก็รู้ว่านังผู้หญิงพวกนี้มันมีแผน แม่รู้ทันหมด ตีแตกทุกค่าย ทีนี้ถ้าไอ้เจ้าเอริคมันจะมาหลอกล่อธาดาละก็ เชื่อสายตาคนแก่เหอะ มองจากดาวอังคารก็รู้” ป้าชมจันทร์บรรยายสรรพคุณเหมือนกลัวว่าทั้งสองคนจะไม่ยอมให้ไปด้วย

“แต่แม่สายตายาวนะฮะ อ่านหนังสือยังเหยียดสุดแขน นี่มองจากดาวอังคาร จะมองเห็นเหรอ” คีรีถามเรียบๆ

“เออน่า เอาเป็นว่าเรื่องชาวบ้านน่ะ แม่ชอบ แล้วนี่ชาวบ้านที่ไหน ธาดามันก็หลาน แม้จะไม่สนิทเหมือนไอ้แทน แต่มันก็พี่ไอ้แทน แทนไม่ว่าหรอก ถ้าป้าจะไปด้วย ใช่มั้ยล่ะ” ป้าชมจันทร์หันไปถามหญิงสาวที่นั่งหัวเราะมองสองแม่ลูกต่อรองกัน

“ดีเลยค่ะ ป้าไปด้วยนี่เท่ากับเราได้นักสืบเพิ่มอีกนะพี่คี นะ เราไปกันสามคนนี่แหละ ว่าแต่ อาหารในกล่องนั่นจะพอหรือเปล่า แทนกลัวป้าหิว” หญิงสาวถามอย่างเป็นห่วง

“ป้าเตรียมมาแล้ว…ป้าเป็นคนเตรียมพร้อม” ป้าชมจันทร์ที่ไม่ใช่แค่ชมจันทร์ แต่ชมตัวเองก็เก่ง ยิ้ม พลางหยิบกล่องอาหารเช้าซึ่งในนั้นมีแซนด์วิชหลายชิ้นออกมาจากกระเป๋าผ้า

ชายหนุ่มจึงยอมแพ้กับความเตรียมพร้อมของแม่ตัวเอง จึงออกรถแล้วมุ่งหน้าไปที่คอนโดมิเนียมที่ธาดาอาศัยอยู่ คีรีเปิดเพลงเบาๆ รู้สึกสบายใจที่ได้นั่งรถมากับผู้หญิงสองคนนี้ หญิงสาวข้างกายนั่งฮัมเพลงคลอไปอย่างอารมณ์ดี แล้วเหมือนจะนึกขึ้นมาได้ จึงล้วงกระเป๋าหยิบคีย์การ์ดออกมาอวด

“แทนเอาคีย์การ์ดคอนโดติดมาด้วย เผื่อว่าถ้ามีจังหวะจะแอบเข้าไปสืบในห้อง” ความที่หญิงสาวเองก็เคยพักที่คอนโดมิเนียมแห่งนี้เมื่อครั้งเรียนหนังสือ จึงมีคีย์การ์ดที่สามารถเข้านอกออกในได้

“เออ ดีเลย รอบคอบมาก ว่าแต่…ธาดาไม่น่าจะจำรถเราได้เนอะ ถ้าเราต้องตามเขาเนี่ย” คีรีหันไปถามเพื่อนร่วมทาง

“จำไม่ได้หรอก พี่ธาดาไม่ใช่คนช่างสังเกต ยิ่งรถที่พี่คีขับใครๆ ก็ใช้…โหลจะตาย” หญิงสาวไม่ทันเห็นชายหนุ่มทำหน้าเหมือนอยากจะขยุ้มหัวคนข้างๆ

“ถ้าเป็นรถหรูทะเบียนตองก็ว่าไปอย่าง” หญิงสาวพูดพลางหยิบแซนด์วิชใส่ปากเคี้ยวตุ้ย

“คุณป้าขา แซนด์วิชอร่อยๆ แบบนี้ มีแต่ของบ้านป้าชมเท่านั้นจริงๆ ใครทำก็ไม่เหมือน” หญิงสาวหันไปยิ้มให้ผู้สูงวัย แต่พบว่าป้าชมนั่งหลับไปแล้ว

“อ้าว ป้าชาร์จแบตตัวเองซะแล้ว เดี๋ยวจวนถึงค่อยปลุกละกัน” หญิงสาวมองข้างทางอย่างตื่นเต้น ไม่ได้เข้ากรุงเทพฯ สองสามเดือนเห็นจะได้ ก่อนหน้าก็เข้าไปร่วมงานแสดงภาพศิลปะกับรุ่นพี่ ซึ่งก็แอบคาดหวังว่าอนาคตอยากจะได้แสดงผลงานแบบเดี่ยวให้ได้สักวัน “ว่าแต่ แน่ใจเหรอว่าธาดาจะออกไปข้างนอก” คีรีหันไปถามคนข้างกาย

“แน่ซะยิ่งกว่าแน่ พี่ธาดาไม่ใช่คนติดบ้าน ยิ่งเป็นคอนโด ห้องสี่เหลี่ยม ยิ่งทนความอุดอู้ไม่ไหวหรอก” หญิงสาวพูดอย่างมั่นใจ

ในที่สุด รถของคีรีก็เข้ามาจอดที่คอนโดมิเนียมของบ้านโรงยา ซึ่งที่จอดรถของผู้มาเยือนจะอยู่ที่ด้านหน้า หันเข้าหาตัวอาคาร ทำให้มองเห็นรถเข้าออกได้ถนัด หญิงสาวจึงกดโทรศัพท์หาพี่ชาย

“ฮัลโหล พี่ธาดา เป็นไงมั่ง” หญิงสาวหยุดฟังปลายสายสักครู่ จึงพูดต่อ

“ก็แทนมีแค่นี้ไง…แทนเอาเงินไปฝากสลากออมสินหมดแล้ว เหลือเงินติดบัญชีแสนกว่า แล้วแทนก็โอนให้พี่ธาดาไปแสนนึงเลยนะ นี่มีเหลือห้าร้อยกว่าบาทเอง” หญิงสาวพูดพลางเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางไขว้กัน เป็นสัญลักษณ์อุ๊บอิ๊บ เพราะเหตุที่พูดปด

“แล้วนี่พี่อยู่ไหนอะ ไม่กลับมาบ้านมั่งเหรอ…อ้าว เหรอ จะออกไปข้างนอกแล้วเหรอ งั้นแทนไม่กวนละ” หญิงสาวรีบวางหู แล้วหันมาบอกทุกคนในรถ

“พี่คี พี่ธาดากำลังจะออกไปข้างนอกจริงๆ ด้วย กะแล้วเชียว ต้องไปกินข้าวกับพ่อยอดขมองอิ่ม เรามาทันเวลาเลย ไม่ต้องรอนาน”

“พี่คีจำรถพี่ธาดาได้มั้ย” หญิงสาวบอกยี่ห้อรถและป้ายทะเบียน ป้าชมจันทร์นั่งอยู่ข้างหลังจึงจดใส่สมุดที่พกติดตัวไว้ กันลืม

“แม่จดไว้แล้ว ไม่ต้องห่วง” ป้าชมจันทร์บอกลูกชายที่นั่งอยู่ด้านหน้า

“เดี๋ยวแทนจะแอบไปสืบในห้อง อุตส่าห์หยิบคีย์การ์ดมา…” หญิงสาวพูดยังไม่ทันขาดคำก็เห็นรถของธาดาขับช้าๆ ออกมาจากที่จอดรถ

“อ้าว นั่นไง ตามไปเลย เดี๋ยวแทนตามไปสมทบ” ธัญญารีบลงจากรถแล้วปิดประตูอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มไม่มีทางเลือก จึงรีบขับรถตามธาดาไป โดยมีป้าชมจันทร์นั่งไปด้วยด้านหลัง

หญิงสาวเดินเข้าไปในคอนโดมิเนียมอย่างคุ้นเคย ใช้คีย์การ์ดผ่านเข้าไปจนถึงห้องที่เคยพักเมื่อตอนเรียนมหาวิทยาลัย ที่ตอนนี้พี่ชายยึดเอาไว้เป็น ‘เรือนหอ’ คิดถึงตรงนี้ หญิงสาวก็อดเบ้ปากด้วยความขัดใจไม่ได้

ธัญญายืนเคว้งอยู่กลางห้อง ไล่สำรวจโต๊ะ ตู้ต่างๆ ในตู้เย็นมีอาหารสำเร็จรูปอยู่หลายกล่อง และอีกสารพัดอาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ขนมปังกรอบเรียงรายอยู่ในตู้เล็ก ไหนจะจานชามที่ยังไม่ได้ล้างวางกองไว้ในซิงค์ล้างจาน หญิงสาวถึงกับส่ายหัว

จากนั้นจึงเดินเข้าไปในห้องนอน เปิดดูตู้เสื้อผ้า มีเสื้อผ้าผู้ชายไม่กี่ชุด ไม่แน่ใจว่ามีเสื้อผ้าของเอริคด้วยหรือเปล่า คงจะมีแหละ เพราะเห็นเสื้อสีเข้มแขวนอยู่ เพราะพี่ธาดาชอบใส่แต่สีอ่อนๆ

หญิงสาวลองเปิดลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ใกล้ๆ กัน ได้แต่กวาดตามองเพราะไม่กล้าขยับข้าวของ ถ้าเป็นเครื่องสำอาง หากขยับเพียงนิดเดียวละก็ พี่ชายจะรู้ทันที แต่ก็ไม่พบอะไร เดินต่อไปอีกนิด เป็นโซนทำงานเล็กๆ หญิงสาวลองเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานดู ก็พบใบสัญญาจ้างานของ Lynyn จึงหยิบมาอ่านรายละเอียด พอจะวางกระดาษที่อ่าน จึงเห็นว่ามีนามบัตรของเอริควางอยู่ด้านล่าง ธัญญาไม่รอช้า รีบใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปนามบัตรทั้งด้านหน้า ด้านหลัง แล้วจึงวางไว้ที่เดิม หญิงสาวสำรวจความเรียบร้อยว่าไม่ได้ลืมอะไรไว้ ก่อนจะรีบออกจากห้องอย่างรวดเร็ว

จนกระทั่งลงจากลิฟท์มาถึงล็อบบีด้านล่างแล้วนั่นแหละ หญิงสาวจึงกดโทรศัพท์หา ‘ทีมงาน’ ทันที

“ฮัลโหล พี่คี อยู่ที่ไหนน่ะ…อ๋อ รู้จักสิ เดี๋ยวแทนตามไป” หญิงสาวฟังเสียงจากปลายสายสักครู่ จึงวางสายโทรศัพท์ แล้ววิ่งไปที่ริมถนน โบกมือเหยงๆ เรียกมอเตอร์ไซค์วินที่ขับผ่านมา ตกลงราคาแล้วหยิบหมวกกันน็อกมาสวม แล้วรีบซ้อนท้ายพลางพูดกับคนขับเสียงดังแข่งกับเสียงถนน

“ซิ่งเลยลูกเพ่ ลุย!”

 



Don`t copy text!