จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 6 : ว่าที่ดีไซเนอร์เปย์เวอร์วัง

จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 6 : ว่าที่ดีไซเนอร์เปย์เวอร์วัง

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

เมื่อพี่ชายตัวดีหนีไปมีสามี! จิตรกรสาวจึงต้องจำใจบริหารโรงงานยาไทยมรดกของคุณปู่แทน แต่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่ถนัด เธอจะพบว่าความสัมพันธ์ที่งดงามจากเหล่าคนชราในโรงยาแห่งนี้ คือยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุด พบกับเรื่องราววุ่นๆ นี้ ใน “จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา” โดย สีหมอก ดอกรัก

เป็นเวลาเกือบเดือนเข้าแล้วที่ชายหนุ่มต้องมาทำงานกับด้ายกับเข็มและกองผ้า หรือแผนกเดรสเมกกิง เพราะน่าจะเป็นแผนกที่ยังไม่ต้องใช้ความรู้เฉพาะด้าน อาศัยฝึกบ่อยๆ จนมีทักษะ อันที่จริงธาดาสนใจแผนกดีไซเนอร์มากกว่า แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ก็ควรรู้พื้นฐานงานผ้าก่อนทั้งหมด

มาทำงานกับพี่ลินินช่วงแรกๆ ก็ตื่นเต้นดี แต่ตอนนี้มันเหนื่อยมาก เกิดมาไม่เคยต้องเหนื่อยขนาดนี้เลย แต่ก็ต้องทน แม้จะยังไม่ได้ค่าแรงก็ตามที ไอ้ครั้นจะให้กลับไปโรงยาก็กลัวจะเสียหน้า บ่อยครั้งที่ต้องทำงานจนดึกดื่น เพราะต้องเตรียมคอลเล็กชันใหม่สำหรับงานแฟชั่นวีกที่กำลังจะมาถึงในช่วงปลายปี แต่ในเมื่อคนในทีมไม่มีใครท้อ ธาดาจะท้อได้อย่างไร ชายหนุ่มพยายามปลุกปลอบตัวเองว่านี่คืองานที่อยากทำ แล้วถ้าล้มเลิกเพียงเพราะสู้ไม่ไหว ทุกอย่างก็จะพังหมด

การที่ต้องทำงานหนักทุกวัน ทำให้ระยะหลังนี้แทบจะไม่ได้เจอกับเอริคเลย วันนี้พี่ลินินให้ทีมงานทุกคนกลับไปพัก เพราะทำงานหนักต่อเนื่องมาหลายวัน ไม่อย่างนั้นจะล้าจนเกินไป

ระหว่างขับรถกลับ ธาดาคิดถึงเอริคจับใจ ทำงานทุกวันจนไม่มีแม้แต่เวลาที่จะยกหูโทรศัพท์คุย อย่างดีก็ได้แค่ส่งข้อความหากัน…ให้นอนหลับฝันดี เท่านั้นเอง ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทาง แทนที่จะขับรถกลับคอนโดมิเนียม ไปเซอร์ไพรส์แฟนให้หายคิดถึงน่าจะดีกว่า

จนเมื่อรถมาถึงหน้าคอนโดมิเนียมของเอริค บริเวณด้านหน้ามีพื้นที่จอดรถสำหรับผู้มาเยือน ที่จะพอจอดชั่วคราวได้ ธาดาดูเวลาแล้ว คิดว่าอีกไม่นานเอริคก็คงกลับจากที่ทำงาน จึงตัดสินใจไปจอดรถตรงพื้นที่นั้น เวลาที่รถของชายที่เฝ้ารอวนมาจอดหน้าประตูใหญ่ ธาดาซึ่งนั่งรอในรถก็จะมองเห็นได้สบาย

ชายหนุ่มนั่งฟังเพลงอยู่ในรถเพื่อรอเอริคกลับมาอย่างใจจดใจจ่อ จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ก็มีรถเข้ามาจอดเทียบด้านหน้าอาคารพอดี ชายหนุ่มที่ธาดารอคอยออกมาจากรถคันนั้น ‘คงเป็นรถประจำตำแหน่งของเอริค’ ธาดามองดูทะเบียนรถแล้วก็เผลอยิ้ม เพราะมันตรงกับเลขสี่ตัวท้ายของเบอร์โทรศัพท์ตนเอง นี่สินะ ที่เขาเรียกว่าเนื้อคู่

เอริคโบกมือร่ำลาคนขับรถอยู่สักครู่ แล้วรถคันนั้นก็เคลื่อนตัวไป ธาดาจึงเปิดประตู แล้วลงจากรถ พลางตะโกนเรียกคนรักอย่างดีใจ

ดูเหมือนเอริคจะสะดุ้งเล็กน้อย แล้วร่างสูงก็ก้าวยาวๆ มาหาตรงที่ธาดาจอดรถอยู่ อารามดีใจ ทำให้ไม่ได้สังเกตสีหน้าของคนรัก

“มาทำไมไม่บอกก่อน” เอริคถาม คงเพราะรีบเดินมานั่นแหละ ผิวที่เคยขาวจัดจึงแดงก่ำ

“พอดีวันนี้เลิกงานเร็ว ไม่เจอกันนานหลายวัน ผมคิดถึง” ธาดาอ้อนเบาๆ พร้อมกับชวน “ไปกินข้าวกันมั้ยครับ เราไม่ได้ไปกินอะไรด้วยกันนานแล้วนะ”

เอริคเหมือนจะกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า “ผมไม่ค่อยหิวเลย เราไปกินอะไรเบาๆ แล้วกันนะ” ไม่อยากจะบอกเลยว่าก่อนมาเจอกับธาดา ก็ไปกินอะไรมาก่อนแล้วกับ ‘คนขับรถ’ แต่ก็จำใจอาสาขับรถให้ แต่ธาดาเปิดประตูฝั่งคนขับแล้วเข้าไปนั่ง“ผมขับเองดีกว่า มีร้านน่านั่ง บรรยากาศดี ผมเคยไปกินกับที่ทำงาน คุณนั่งไปสบายๆ ดีกว่าครับ” นั่นแหละ เอริคจึงยอมไปนั่งแล้วรถก็เคลื่อนตัวไปช้าๆ

 

ร้านอาหารตกแต่งด้วยต้นไม้วางกระจายอยู่ทั่ว ทำให้บรรยากาศในร้านใกล้ชิดกับธรรมชาติ ชายหนุ่มทั้งสองเลือกนั่งริมกระจก ทำให้มองเห็นวิวด้านนอกได้ถนัด บรรยากาศช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ฝนเริ่มเบาบางลง ลมจากทิศเหนือเริ่มพัดมาแผ่วๆ ใบไม้จากต้นไม้ด้านนอกพลิ้วตามแรงลม

ในขณะที่ธาดากำลังอิ่มเอมใจกับบรรยากาศรอบตัว แต่ชายหนุ่มตรงหน้ากลับก้มหน้าก้มตาดูเมนูอาหาร แม้แต่แจกันที่ปักดอกไม้เล็กๆ ตรงหน้าก็ยังมองไม่เห็น

“เอาสลัดนี่แล้วกัน” เอริคเลือกอาหาร ธาดาจึงเรียกพนักงานมาสั่งอาหาร แล้วหันมาถามเอริคอย่างห่วงใย

“จะอิ่มเหรอคุณ กินน้อยจัง” ธาดาถามด้วยความเป็นห่วง

“ช่วงนี้ผมงานเยอะน่ะ พอเหนื่อยๆ แล้วไม่ค่อยอยากกินอะไร” เอริคหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองจนได้

จนเมื่ออาหารมาถึง ทั้งสองคนจึงรับประทานกันเงียบๆ วันนี้เหมือนเอริคจะจมอยู่กับความคิดของตัวเอง จึงไม่ค่อยได้พูดอะไรมากนัก จนอาหารหมดแล้ว ธาดาจึงเรียกพนักงานมาคิดเงิน และส่งบัตรเครดิตของตัวเองให้ไป

“วันนี้เป็นอะไรเหรอเอริค ดูเงียบๆ ไป” ธาดาถามอย่างเป็นห่วง

เอริคมีสีหน้าลำบากใจ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “พอดีแม่ผมเข้าโรงพยาบาล เห็นว่าความดันสูงมาก เกือบสองร้อยเลยนะ หมอเขาเห็นว่าไม่ปลอดภัยถ้าจะต้องอยู่คนเดียวที่บ้าน ก็เลยนอนโรงพยาบาล…” เอริคเอ่ยชื่อโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดที่แม่อาศัยอยู่

“แต่ตอนนี้จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว ทางโรงพยาบาลเขาก็ทวงค่ารักษา ผมส่งเงินค่ารักษาไปให้แล้ว แต่มันก็ยังไม่พอ คุณก็รู้ ที่ผ่านมาผมส่งเงินให้ที่บ้านเยอะจนผมแทบไม่เหลือเลย”

“ขาดอีกเท่าไหร่อะเอริค” ธาดาถามอย่างเป็นห่วง

“แสนนึง” เอริคเอ่ยขึ้นเบาๆ

“หา…แสนนึง ทำไมมันแพงอย่างนั้นล่ะ” ธาดาโวยวายขึ้น

“แม่ต้องนอนไอซียูดูอาการอยู่คืนนึง แล้วก็โรงพยาบาลเอกชนด้วย เพราะถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐ แม่ก็ไม่ได้มีญาติไปคอยเฝ้า แม่ก็มีแต่ผมนี่แหละ” เอริคเงยหน้าขึ้นมาสบตาธาดา จนธาดาเห็นสายตานั้นแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้

“เอาอย่างนี้ ผมพอจะมีอยู่บ้าง เดี๋ยวผมโอนให้ไปก่อน แล้วคุณมีเมื่อไหร่ก็ค่อยมาคืน” ธาดาเอ่ยขึ้นอย่างเอื้อเฟื้อ แล้วก็ช่างไม่เอะใจเลย ว่าทำไมเอริคที่มีตำแหน่งใหญ่โต แต่กลับมีเงินไม่พอที่จะรักษาแม่

“ผมเกรงใจน่ะ” เอริคมีสีหน้าไม่สบายใจ

“อย่าเกรงใจ เราเป็นแฟนกันนะ ก็ต้องช่วยเหลือกันสิ” ธาดาปลอบ พร้อมกับบีบมือเอริคแน่น คนเราถ้ารักกัน มันก็ต้องช่วยเหลือกันยามยาก เราควรร่วมทุกข์ด้วย ไม่ใช่จะเอาแต่ร่วมสุข

มันเป็นความรู้สึกที่ธาดาไม่เคยรับรู้เลย ว่าการเป็น ‘ผู้ดูแล’ มันอิ่มใจแบบนี้ ทั้งชีวิตเคยแต่เป็นฝ่ายถูกดูแลมาตลอด ทำให้อดภูมิใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้

 

กว่าจะเสร็จงานแต่ละวันแล้วก้าวเท้าออกจากโรงยา ก็ค่ำอีกตามเคย หญิงสาวนึกขอบคุณพี่คีที่มาช่วยในยามลำบาก ในขณะที่ป้าสองคนก็ต้องแบ่งหน้าที่กันทำ ป้าจงกลดูแลคุณปู่ ป้าบงกชมาทำเรื่องต่ออายุจีเอ็มพี ยังดีที่มีพี่คีมาเป็นลูกมือช่วยป้าบงกช ส่วนตัวเธอเองก็วิ่งวุ่นกับการขาย การหาลูกค้า ยังดีที่พนักงานอยู่กันมานาน หลายคนก็เป็นรุ่นป้ารุ่นลุง ซึ่งทุกคนก็รู้หน้าที่เป็นอย่างดี

หญิงสาวเดินลัดเลาะไปตามแนวถนนที่ขนาบไปด้วยต้นไม้จนถึงบ้านใหญ่ เมื่อเปิดประตูเข้าไปจึงพบว่าพ่อและแม่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว

“โห วันนี้แทนกลับช้าหรือพ่อแม่มาเร็วคะนี่ วันนี้พี่หมายเตรียมอะไรไว้ให้กินบ้างเนี่ย แทนหิวจัง พ่อแม่กินกันแล้วเหรอคะ” หญิงสาวถามพลางเดินเข้าไปในห้องครัวที่อยู่ไม่ไกล เมื่อมองไปที่โต๊ะอาหาร ก็เห็นมีจานชาม รวมทั้งกับข้าววางอยู่ มีฝาปิดเรียบร้อย จึงตักข้าวมานั่งทีโต๊ะอาหาร

“เหนื่อยมั้ยลูก เจ้าแทน” ผู้เป็นแม่ถามอย่างอ่อนโยน พลางเดินไปลูบหัวยุ่งๆ ของลูกสาว

“เหนื่อยค่ะ แต่สองป้าเหนื่อยกว่าอีก ดีว่ามีพี่คีมาช่วย แทนก็ไปลุยงานขาย แล้วก็ดูไลน์การผลิตบ้าง แต่พนักงานเราเก่งค่ะ ช่วยได้เยอะ” พูดจบ หญิงสาวก็ตักข้าวเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

“แล้วธาดาติดต่อมารึยังล่ะ” พ่อที่นั่งเงียบมาตลอดส่งเสียงจากห้องนั่งเล่นดังเข้ามาถึงโต๊ะกินข้าว

“เขาส่งข้อความมา บอกว่าไปทำงานกับรุ่นพี่สมัยเรียน ชื่อพี่ลินิน แทนจำพี่คนนี้ได้ เขาเก่งนะพ่อ ในวงการออกแบบเสื้อผ้า ต้องยอมเขาเลย” หญิงสาวส่งเสียงดังกลับไปถึงห้องนั่งเล่น หวังจะให้พ่อแม่สบายใจขึ้นบ้าง “พ่อมานั่งตรงนี้ดีกว่าน่า แทนขี้เกียจตะโกน”

คุณโกมลจึงเดินมานั่งหน้าตูมที่โต๊ะกินข้าว จนหญิงสาวเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้

“ห่วงพี่ธาดาละสิ มีไรก็บ่นมาเหอะ แทนชอบฟังคนแก่บ่น” คุณโกมลทำตาปะหลับปะเหลือก…คำว่าแก่…พูดเบาๆ ก็เจ็บ

“เห็นแทนเหนื่อยกลับมา พ่อก็รู้สึกผิด” คุณโกมลนิ่งไปสักพัก “พ่อเสียใจ ที่ตอนพ่อเป็นหนุ่มก็ไม่อยากทำงานโรงยา อยากออกไปเจอโลกกว้าง ไปทำงานที่อื่น ที่ไม่ใช่ของบ้านตัวเอง ในขณะที่ป้าสองคนก็ทำงานงกๆ ช่วยคุณปู่แทนพ่อ…จนพ่อมีลูกชาย หวังจะให้เขาไปทำงานช่วยป้าๆ ชดเชยสิ่งที่พ่อไม่ได้ทำ ก็ดันมาทำให้ป้าสองคนลำบาก แล้วเป็นไงล่ะ โดนป้าด่ามาอีก” พ่อแค่นหัวเราะ แต่พอเริ่มพูดออกไปก็ดูเหมือนจะทำให้สบายใจขึ้น เอาเข้าจริงๆ คุณโกมลไม่ได้รู้เลย ว่าความคิดของธาดา ช่างถอดแบบกับความคิดของตัวเองในวัยหนุ่มเป๊ะ

หญิงสาวฟังพ่อพูดเงียบๆ ไม่กล้าขัด เพราะรู้ดีว่าการได้ระบายออกมาบ้าง ก็น่าจะทำให้สบายใจขึ้น เพราะตนเองก็ไประบายกับสองป้าแล้วก็ป้าชมบ่อยๆ

“ตอนมันมาเปิดตัวว่าเป็นชายรักชาย พ่อก็ทำใจอยู่นาน แต่ก็ต้องยอมรับเขา ชีวิตมันของเขา พ่อจะทำอะไรได้ เพียงแต่พ่อห่วง ธาดามันเป็นเด็กเรียบร้อย แล้วยังไม่ชอบเล่นเหมือนเด็กผู้ชาย ตอนเด็กๆ นี่ป่วยบ่อยที่สุด พ่อกับแม่ถึงได้ถนอมนักหนา…ไม่เหมือนแทน เรามันแข็งแรง ซนเป็นลิง แล้วทันคน พ่อแม่ไม่ค่อยห่วง” ผู้เป็นพ่อระบายลมหายใจยาวๆ อีกครั้ง

“จำวันที่ธาดาพาไปกินข้าวกับเอริคได้มั้ย พ่อดูแล้ว ไม่น่าไว้ใจเลย” พ่อหันไปมองแม่เหมือนจะขอความเห็น

“แม่ก็รู้สึกอย่างเดียวกับพ่อนะแทน ชีวิตพ่อกับแม่ผ่านมาหลายเขี้ยวเล็บแล้ว พอจะมองออก ว่าคนนี้มันใช้ได้หรือใช้ไม่ได้…แต่จะตัดสินคนภายนอกอย่างเดียวก็ไม่ถูก แม่ก็เลยไม่ได้ห้ามธาดา หวังจะให้เขาค่อยๆ เรียนรู้…แต่ธาดาก็ไม่ใจเย็นพอที่จะค่อยๆ เรียนรู้ รีบร้อนจะพาเขาเข้าบ้าน พอไม่ได้อย่างใจก็โกรธพ่อแม่เสียนี่…แม่กับพ่อคงตามใจเขามากไป…ก็ลูกคนแรกนี่นา…จนเขาเอาแต่ใจตัวเอง” คุณธาริณีเสริม

“แทนเข้าใจนะ แต่พ่อกับแม่ก็เลิกคิดมากเรื่องพี่ธาดาได้แล้ว นี่เดือนกว่าแล้วนะ ตอนพวกเราไปเรียนในกรุงเทพไปนานกว่านี้อีก นี่ก็คิดซะว่าเขาไปเรียนไง แล้วเชื่อเถอะ ถ้าพ่อแม่มองเอริคออก เดี๋ยวสักพัก พี่ธาดาก็มองออกเหมือนกัน ลูกหลานโรงยามันไม่พังกันง่ายๆ หรอก เชื่อแทน” หญิงสาวปลอบใจพ่อและแม่

“ก็จริงนะแทน เรามันช่างคิด” ผู้เป็นแม่ยิ้มแล้วลูบหัวลูกสาว แล้วพูดเหมือนรำพึงเบาๆ

“ครั้งนี้เขาก็ไปเรียนเหมือนกันเนอะ…เรียนรู้ชีวิต”

 



Don`t copy text!