จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 12 : ความจริงปรากฏ

จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 12 : ความจริงปรากฏ

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

เมื่อพี่ชายตัวดีหนีไปมีสามี! จิตรกรสาวจึงต้องจำใจบริหารโรงงานยาไทยมรดกของคุณปู่แทน แต่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่ถนัด เธอจะพบว่าความสัมพันธ์ที่งดงามจากเหล่าคนชราในโรงยาแห่งนี้ คือยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุด พบกับเรื่องราววุ่นๆ นี้ ใน “จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา” โดย สีหมอก ดอกรัก

ช่วงนี้งานที่ Lynyn ค่อนข้างหนัก บางวันถึงกับต้องนอนค้าง ซึ่งธาดาไม่ได้เดือดร้อนใจมากนัก เพราะพี่นินเองก็ ‘ลุย’ อยู่ด้วยกัน ธาดาไม่เคยมีความรู้สึก ‘อิน’ กับงานขนาดนี้มาก่อน ความรู้สึกร่วมแรงร่วมใจ ทำให้ทุกคนใน Lynyn มีพลังเหลือเฟือที่จะช่วยกันทำให้งานสำเร็จ สัปดาห์หน้าก็เป็นเวลาที่เหล่านางแบบที่นัดไว้ต้องมาถ่ายรูปสำหรับคอลเล็กชันใหม่ แน่ละ ตากล้องผิวคล้ำญาติพี่นินคนนั้นก็จะมาด้วย

แม้จะเจอกับเอริคน้อยลง แต่ธาดากลับไม่ได้รู้สึกโหยหาเท่าไร แปลกดีเหมือนกัน แม้จะคิดถึงอยู่บ้างก็ตามที แต่งานกำลังสนุก อนาคตชายหนุ่มกำลังจะไปเรียนเพิ่มเติมด้านออกแบบ ซึ่งพี่ลินินก็สนับสนุน เพื่อจะได้ช่วยงานได้มากขึ้นอีกด้วย

วันนี้พี่ลินินให้ทุกคนกลับบ้านไปพักผ่อนตั้งแต่บ่ายสามโมง เพราะเห็นว่าเหนื่อยมาตลอดทั้งสัปดาห์ ธาดาเห็นว่าพอจะมีเวลา จึงกลับไปอาบน้ำอาบท่าที่คอนโดมิเนียมเพิ่มความสดชื่นให้ตัวเอง ส่องกระจกดูหน้าตาให้เรียบร้อย แล้วจึงขับรถออกมา คิดอยู่ว่าจะไปหาเอริค เพราะไม่ได้เจอกันหลายวันเต็มที

ระหว่างทางก่อนจะถึงคอนโดมิเนียมของเอริค มีร้านกาแฟบรรยากาศสบายๆ ธาดานึกขึ้นมาได้ว่าเอริคไม่ชอบให้ไปหาโดยที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า จึงเลี้ยวรถเข้าไปจอดที่ร้านกาแฟที่อยู่ไม่ไกลกันนักกับคอนโดมิเนียมของเอริค รอเวลาที่เอริคเลิกงานแล้วกลับถึงที่พัก แล้วค่อยโทรศัพท์ไปบอกว่าจะไปหา

รถคันเล็กของชายหนุ่มเลี้ยวเข้าไปจอดรถด้านในสุด ลูกค้าในร้านยังมีไม่มาก ธาดาเดินไปเลือกขนมที่อยู่ในตู้ ดูน่ากินไปทุกอย่าง ชายหนุ่มเลือกมาหนึ่งอย่างพร้อมเครื่องดื่ม แล้วเลือกที่จะนั่งติดกับกระจกจะได้ดื่มด่ำกับวิวด้านหน้าได้ถนัด นี่ถ้าอยู่ที่โรงยา ก็ไม่ค่อยได้กินขนมอะไรพวกนี้ ถ้าอยากจะกินอะไรอร่อยๆ ก็ต้องขับรถเข้าไปในตัวอำเภอ ถึงจะมีร้านรวงน่ารักแบบนี้

การได้จิบเครื่องดื่มถูกใจในบรรยากาศผ่อนคลายแบบนี้มันทำให้สมองปลอดโปร่ง ชายหนุ่มยังคิดว่าตนเองเป็นคนส่วนน้อย ที่กาแฟไม่ได้ทำให้นอนไม่หลับ ‘ขนาดกาแฟ ชั้นยังชนะเลย’ ธาดายิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจ

ธาดานั่งมองรถที่วิ่งผ่านไปมาด้านนอกของร้านอย่างเพลิดเพลิน ทันใดนั้น มีรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอด ธาดาจำได้ดี เพราะยี่ห้อรถเดียวกันกับรถประจำตำแหน่งของเอริค และเลขทะเบียนรถตรงกับสี่ตัวท้ายของเบอร์โทรศัพท์ตนเอง แต่ที่ทำให้ตกใจก็คือคนที่ลงมาจากรถนั่นต่างหาก เอริคมากับ ‘คนขับรถ’ ที่เป็นผู้หญิง สวย ทั้งสองพากันเดินเข้ามาในร้าน โชคดีว่าตรงที่ชายหนุ่มนั่งอยู่ เป็นมุมที่ไม่มีใครมองเห็นเท่าไรนัก เพราะมีชั้นวางของกระจุกกระจิกสำหรับตกแต่งร้านขวางอยู่

ความรู้สึกที่เหมือนเลือดทั้งตัวหายไป เหมือนไม่มีตัวตน แม้แต่ลมหายใจก็ดูจะติดขัด คนคู่นั้นกำลังยืนรอเครื่องดื่ม ก่อนจะพากันไปนั่งในมุมที่ห่างออกไป

ธาดาพยายามสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อเรียกสติให้กลับคืนมา แม้สมองยังคงตีบตัน แต่สิ่งที่คิดออกในยามนี้คือ หยิบโทรศัพท์มาแอบถ่ายรูปสองคนนั้นไว้หลายๆ อิริยาบถ

นึกขอบคุณตัวเองที่เลือกที่นั่งได้เหมาะเจาะ เทวดาฟ้าดินคงไม่อยากให้โง่อยู่นาน อะไรที่มันเคยบังตาไว้เลยหลุดออกมาให้เห็นภาพตามความเป็นจริง

ธาดาล้มเลิกความตั้งใจที่จะชวนเอริคไปกินข้าวเย็นด้วยกัน จะไปนั่งปั้นหน้าทำเป็นไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ใช่นิสัย จนสักพักใหญ่จิตใจเริ่มสงบลง ชายหนุ่มจึงขับรถกลับไปที่คอนโดมิเนียมของตัวเอง

แปลกดีที่ไม่ยักมีน้ำตา แต่มันแค้นที่เหมือนถูกหลอก ไม่สิ ไม่ใช่เหมือน แต่มันคือถูกหลอก โมโหในความโง่ของตัวเอง ใครเตือนก็ไม่ฟัง ทิ้งให้พ่อกับแม่ต้องเสียใจ ไหนจะน้องสาว…ใช่สิ ลืมไปหมดเลย เวลาอย่างนี้ คนที่เราควรไว้ใจที่สุดคือคนในครอบครัวไม่ใช่เหรอ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

“แทน…พี่ขอคุยด้วยหน่อยสิ” ชายหนุ่มฟังเสียงตอบรับจากปลายสายสักครู่ แล้วเรื่องราวทั้งหมดก็ถูกถ่ายทอดให้น้องสาวฟังอย่างละเอียด แม้แต่ความรู้สึกแค้นใจ เสียหน้า ที่ถูกหลอก

“เราไม่ได้คุยกันแบบนี้นานแค่ไหนแล้วเนี่ยพี่ธาดา” หญิงสาวเอ่ยขึ้นในที่สุด ในขณะที่เสียงจากปลายสายสั่นเล็กน้อย และพูดได้เพียงสั้นๆ ว่า “อืม”

“พี่ธาดา อย่าโกรธแทนนะ ถ้าแทนจะบอกว่า แทนเคยไปแอบดูพี่ธาดากับไอ้เอริคนั่นด้วยแหละ” หญิงสาวค่อยๆ ขยายความ

จากนั้นจึงเล่าเรื่องที่แอบไปตามดู รวมทั้งแอบถ่ายรูปนามบัตรนายเอริคจากในลิ้นชักไปด้วย

“…พี่ธาดาคงไม่ว่าอะไรแทนนะที่แทนไปสอดแนม…” แล้วหญิงสาวก็เริ่มเล่า “เพื่อนพี่คีสมัยมัธยม เขาทำงานที่เดียวกับเอริค เขาบอกความจริงบางอย่าง…แต่แทนว่านะ แทนอยากให้พี่ธาดาฟังจากปากเพื่อนพี่คีจะดีกว่าฟังจากแทน ถ้าพี่ธาดาไม่ว่าอะไร จะได้นัดให้มาเจอกัน” หญิงสาวกลั้นใจถาม หากปลายสายเงียบไปพักใหญ่

“จะไปว่าอะไรล่ะ ถ้าเป็นก่อนหน้าพี่คงโกรธ เพราะเหมือนไม่ไว้ใจพี่ แต่ตอนนี้พี่พอเข้าใจอยู่บ้างว่าทุกคนก็หวังดี” ธาดานิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดต่อ

“พี่อยากขอโทษพ่อกับแม่ แล้วก็สองป้าด้วย…แต่พี่ไม่กล้า…พี่รู้สึกผิด” คราวนี้ปลายสายนิ่งไปบ้าง

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง แทนจะเป็นกาวใจให้ เดี๋ยวซัดเรื่องนายเอริคก่อนดีกว่า” คราวนี้ผู้เป็นพี่หัวเราะขึ้นมาได้ แปลกที่ธาดากลับรู้สึกโล่งใจ แม้จะเพิ่งผ่านการรับรู้ความจริงที่เสียดแทงใจอย่างมากก็ตาม

 

เช้านี้ คีรีกำลังจัดเตรียมต้นอ่อนของกล้วยที่ได้จากในห้องแล็บลงกระบะดินเพื่อทำการอนุบาลก่อนที่จะย้ายอีกรอบเพื่อไปปลูกที่แปลงในเรือนเพาะชำ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับคนมาขอซื้อไปปลูกต่อ ส่วนพืชผักผลไม้อื่นๆ มีแม่ค้ามารับไปขายที่ตลาดทุกวัน บางครั้งป้าชมก็จัดผักเป็นชุดๆ มีน้ำสลัด รวมทั้งแยมที่ทำเองและผลไม้ในสวน ใส่รถไปขายที่ตลาดนัดในเมือง ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ไปขายเดือนละครั้ง

ธัญญา เพื่อนบ้านขาประจำ เดินไปรินกาแฟแล้วมานั่งที่โต๊ะกินข้าว คว้าขนมปังที่วางอยู่มาป้ายแยมฉ่ำๆ พลางนึกถึงเรื่องที่คุยกับธาดาเมื่อคืน ป้าชมเดินถือกาแฟตามมานั่ง มองหญิงสาวตรงหน้าที่แทบจะเป็นคนเลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อย ก็รู้ว่าเดี๋ยวคงมีเรื่องมาเล่าแน่นอน

สักพัก ชายหนุ่มเดินตามเข้ามาแล้วไปล้างมืออีกรอบในห้องครัว หลังจากที่ล้างลวกๆ มาแล้วจากในสวน ก่อนจะรินกาแฟจากในเหยือก แล้วมานั่งร่วมวง

หญิงสาวสูดหายใจ ก่อนจะเริ่ม “เมื่อคืน พี่ธาดาโทรมาหาแทน…เขาบอกว่า เขาเข้าใจพ่อแล้ว ว่าทำไมพ่อถึงห้ามพาเอริคเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังมีทิฐิ ก็เลยยังไม่อยากกลับบ้าน…”

“แล้วที่เขาบอกว่าเขาเข้าใจพ่อนี่คืออะไรเรอะ เจ้าแทน” ป้าชมถามขึ้นด้วยความอยากรู้

“เขารู้แล้วไงว่าโดนเอริคหลอก ไปเห็นมากับตา โป๊ะเชะมาก ควงผู้หญิงมาเลยจ้า” หญิงสาวลากเสียงยาวเหยียด “…แล้วพี่ธาดาก็พอจะเข้าใจแล้ว ว่าพ่อมองออกแต่ต้น แต่ตัวเองต่างหาก ที่ไม่รู้ทัน”

“นี่แหละ เขาถึงว่าผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน นี่…จะบอกให้ คนรุ่นป้าน่ะ ไม่ใช่จะแก่กันง่ายๆ นะ กว่าจะแก่มันใช้เวลาตั้งหลายสิบปี” ป้าชมอธิบาย ซึ่งระหว่างที่ทั้งสองคนยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะอธิบายเรื่องจำนวนปีไปทำไม ป้าชมก็พูดต่อ

“บางทีนะ เวลาคนรุ่นป้ามองน่ะ มันมองออกเลยนะ อีนี่มันตอ…” ป้าชมยังพูดไม่ทันจบคำ ชายหนุ่มก็ขัดขึ้นมาก่อน

“แหม…แม่ก็…คนแก่ถูกหลอกก็เยอะนะ แบบพวกที่มั่นใจว่ายังไงก็ไม่โดนหลอกเนี่ย”

“เออ…ก็จริงนะลูก งั้นก็คงอยู่ที่คนแล้วละ ว่ามีสติกำกับขนาดไหน ไม่ใช่เห็นว่าหล่อแล้วเคลิ้ม” ป้าชมสรุป

“พี่คี วันเสาร์นี้ว่างมั้ย แทนบอกพี่ธาดาว่าจะไปหาเขาน่ะ ไปเป็นเพื่อนหน่อยสิ แทนอยากให้พี่คีนัดเพื่อนคนนั้นไปด้วย อยากให้พี่ธาดาได้ฟังจากปากเขาเลย” ชายหนุ่มพยักหน้าตอบรับอย่างง่ายดาย

“ที่จริงป้าก็อยากไปด้วยนะ ป้าชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่ว่า…ปล่อยให้เด็กๆ เขาคุยกันดีกว่า มีคนอื่นด้วย เขายังไม่ชินกับป้า กลัวจะหมดสนุก”

“ป้าไปด้วยสนุกดีออก” หญิงสาวพูดขึ้นมา ทำเอาผู้สูงวัยยิ้มชื่นใจ

“ลูกค้าจะมารับหน่อกล้วยนะสิ ที่คีรีเตรียมไว้โน่นน่ะ” ป้าชมจันทร์ชี้มือไปที่หน่อกล้วยที่โตพร้อมขาย วางเรียงไว้ด้านหน้าติดรั้วบ้าน

“รายได้จะเข้ามา ป้าจะไปไหนทำไม คีรีเถอะ พาน้องไปนะลูก”

“ขอบคุณนะคะป้า ป้าชมจันทร์น่ารักที่สุด เดี๋ยวแทนว่าจะไปหาคุณปู่ ไม่ได้ไปหาหลายวันแล้ว” แล้วหันหน้ามาบอกชายหนุ่ม “พี่คี เจอกันโรงยานะคะ” พลางยกแก้วกาแฟที่เหลืออยู่ดื่มจนหมด ก่อนจะหันไปกอดป้าชมจันทร์แรงๆ หนึ่งที แล้วจึงเดินลัดเลาะกลับไปทางรั้วไม้ แล้วเลี้ยวไปทางด้านหลังที่เรือนไม้ของคุณปู่

 

พี่หมายกำลังกวาดพื้นที่ลานด้านหน้าบ้าน ได้ยินเสียงเดินสวบสาบ จึงเงยหน้าขึ้นมามองแล้วร้องทัก

“คุณแทน มาหาคุณปู่เหรอคะ คุณปู่ตื่นแล้ว เข้าไปสิคะ”

หญิงสาวยิ้มให้ “ขอบคุณค่ะพี่หมาย” แล้วก็ถอดรองเท้าเดินเบาๆ เข้าไปในบ้าน ป้าจงกลคอยเตือนตั้งแต่แทนยังเด็กแล้ว ว่าขึ้นเรือนไม้ต้องค่อยๆ เดิน จะมาเดินขย่มธรณีไม่ได้ หญิงสาวจำขึ้นใจ เลยต้องย่องทุกครั้งที่มาเรือนนี้ ห้องชั้นล่างถูกจัดไว้เป็นห้องพักของคุณปู่ เพราะไม่ต้องขึ้นบันไดให้ลำบาก คุณปู่อายุเก้าสิบแล้ว ช่วงที่ผ่านมา คุณปู่เริ่มเจ็บออดๆ แอดๆ ทำให้ป้าจงกลและป้าบงกชต้องคอยมาดูแลใกล้ชิด

“อ้าว เจ้าแทนเรอะ เป็นไงล่ะ มาหาปู่วันนี้” คุณปู่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวโตน่าสบาย กำลังดูข่าวเช้าทางโทรทัศน์ คุณป้าจงกลนั่งอยู่ไม่ห่าง หญิงสาวจึงคุกเข่าลงกอดคุณปู่แรงๆ ไปหนึ่งที แล้วนั่งแหมะลงกับพื้น

“โอ๊ย เดี๋ยวปู่กระดูกหักหมด เป็นไงมั่งล่ะ ทำงานโรงยา” มือผอมๆ เหี่ยวๆ ของคุณปู่ ลูบหัวหลานสาวค่อนข้างแรง เพราะคุณปู่กะน้ำหนักมือไม่ค่อยได้แล้ว

“ยากนะคะคุณปู่ แต่ก่อนคุณปู่ทำได้ยังไงเนี่ย แทนยังจำสูตรยาไม่ค่อยได้เลย ดีอย่างว่าสองป้าสอนแทนเยอะเลย แล้วพี่คีก็มาช่วยด้วย เรื่องยากก็เลยง่ายขึ้นนิดนึงค่ะ

“เออ ค่อยๆ ทำไป เดี๋ยวก็เข้าร่องเข้ารอยได้เองนะ” คุณปู่หลับตาลง แล้วเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาแล้วถามต่อ “เจ้าธาดาเป็นยังไงมั่งล่ะ”

หญิงสาวต้องค่อยๆ เรียบเรียงคำพูด “พี่ธาดากำลังสนุกกับงานค่ะ เห็นว่ากำลังเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ งานหนัก แต่ก็สนุกมากค่ะ”

“ดีแล้วนะ คนเรามันต้องเลือกเอง ว่าอยากจะทำอะไร…สมัยปู่ พ่อของปู่…ทวดเราน่ะ เขาก็ไม่ว่าอะไรนะ คงจะลูกเยอะด้วย แค่ทำมาหากิน เลี้ยงตัวเองได้ก็ดีถมไปแล้ว ปู่มันคนยุคสงครามโลก ไม่มีหรอก ที่พ่อแม่จะมาทะนุถนอม แค่เอาชีวิตรอดได้ก็เก่งแล้ว…ถ้าธาดาอยากทำอะไร ก็ปล่อยเค้า…นะ อย่าไปบังคับ” คุณปู่พูดช้าๆ

หญิงสาวหันไปสบตากับคุณป้าจงกลที่นั่งใกล้ๆ เพราะพวกเราทุกคน ตัดสินใจว่าจะให้คุณปู่รู้แค่ว่า พี่ธาดาตัดสินใจลาออกจากโรงยาแล้วไปทำงานที่กรุงเทพฯ นี่ถ้าคุณปู่รู้ว่าเรื่องราวมันมากกว่านั้น ไม่รู้ว่าจะโกรธพี่ธาดาหรือเปล่า เพราะพี่ธาดาไม่ได้ลาออก แต่หายไปเฉยๆ ไหนจะทิ้งงาน แล้วยังจะไปโดนผู้ชายหลอกอีก ขนาดเธอเองยังปวดหัวหนึบ ถ้าคุณปู่รู้ทั้งหมดคงไม่ไหวแน่

“เป็นอะไรล่ะ ทำหน้าเหมือนคนท้องผูก” คุณปู่คงสังเกตเห็น หญิงสาวเลยต้องยิ้มตาหยีให้ “อ้าว พอแซวว่าท้องผูกเลยมาทำหน้าเป็นแมวหลอกปู่ซะแล้ว…นี่ เจ้าแทน…ถ้าท้องผูก มันจะทำให้ร้อนในนะ เป็นแผลในปาก กินอะไรก็ไม่อร่อย ต้องรีบกินยาขมของปู่เลย” หญิงสาวยิ้ม เพราะคุณปู่วกเข้าเรื่องยาได้ตลอด แล้วถ้าเล่าเรื่องยานี่คุณปู่จะชอบมาก หญิงสาวสามารถฟังซ้ำไปซ้ำมาได้เรื่อยๆ เพราะรู้ดีว่าทำให้คนชรามีความสุข

“บางทีนอนน้อย คอแห้ง มีไข้ต่ำๆ กระหายน้ำ สักพักมีแผลในปากแล้ว เพราะธาตุไฟมันขึ้นไง ร่างกายมันร้อน คนโบราณเขาถึงให้กินยาฤทธิ์เย็น ในยาขมมันมียาเย็น มีบอระเพ็ดเป็นส่วนสำคัญเลย
นะ สำคัญทีเดียวเชียว เพราะมันช่วยลดความร้อนในร่างกาย สมัยก่อนยาขมเนี่ย เขาต้มกินกัน ขมหัวสั่นหัวคลอนเลย” ถึงตรงนี้คุณปู่หัวเราะชอบใจ “บางทีต้องใส่น้ำตาลกรวดลงไปต้ม กว่าจะกินหมด…โอย…แทบแย่ เดี๋ยวนี้เขาทันสมัย ทำเป็นเม็ด กินง่ายขึ้นเยอะเลย”

หญิงสาวนึกถึงเครื่องตอกยาของป้ามาลัยแล้วอดยิ้มไม่ได้ สัปดาห์หน้าเครื่องที่เสียก็จะซ่อมเสร็จแล้วก็ยกกลับมาไว้ที่โรงยาแล้ว

“ปู่ดีใจนะ ที่หลานปู่…คนไหนก็ได้ มาดูแลโรงยา ปู่ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า ป้าสองคนเขาก็แก่ลงไปทุกวัน ถ้ามีคนรุ่นหลังมาสืบทอด มันก็หายห่วง” สายตาผู้ชราทอดยาวออกไปนอกหน้าต่าง

“สมัยแรกเริ่มเดิมที ยาฝรั่งมันหายาก ยิ่งอยู่ต่างจังหวัด จะไปหาหมอทีก็ลำบาก ก็ได้ยาไทยนี่แหละ ที่ช่วยชีวิตคนไว้ได้มาก” ผู้สูงวัยพูดเนิบ ช้า เหมือนค่อยๆ ไล่ลำดับความคิด

“พอมาเดี๋ยวนี้ ผู้คนมีทางเลือกมากขึ้น มันก็ดีนะเจ้าแทน ไม่ใช่ไม่ดี ปู่ไม่ได้คิดเรื่องกำรี้กำไรอะไรมากมายเลย แค่ให้คนหายเจ็บ หายป่วย ปู่ก็ดีใจ ไอ้กำไรมันก็ของแถม…แล้วโรงยาเรา มันก็ทำให้คนแถวนี้เขามีงาน พอมีงาน เขาก็มีเงิน เขาก็เลี้ยงครอบครัวได้” หญิงสาวยังคงฟังอย่างตั้งใจ เพราะรู้ว่าผู้ชราชอบสิ่งสำคัญของคนชราคือ คนรอบตัวยังเห็นคุณค่า แค่เพียงรับฟัง ก็เหมือนน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจของคนชรา

“จำไว้นะเจ้าแทน กำไรน่ะ มันมีทั้งที่เป็นตัวเงิน อันนั้นไว้เลี้ยงชีพ กับกำไรที่ไม่เป็นตัวเงิน อันนั้นไว้เลี้ยงหัวใจ มันต้องมีทั้งสองสิ่ง จำไว้นะแทน”

 



Don`t copy text!