จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 20 : เข้าใจ (จบบริบูรณ์)

จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 20 : เข้าใจ (จบบริบูรณ์)

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

เมื่อพี่ชายตัวดีหนีไปมีสามี! จิตรกรสาวจึงต้องจำใจบริหารโรงงานยาไทยมรดกของคุณปู่แทน แต่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่ถนัด เธอจะพบว่าความสัมพันธ์ที่งดงามจากเหล่าคนชราในโรงยาแห่งนี้ คือยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุด พบกับเรื่องราววุ่นๆ นี้ ใน “จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา” โดย สีหมอก ดอกรัก

 

“เอ้า พี่คี เป็นอะไรน่ะ นั่งยิ้มให้ยำไข่เค็มอยู่นั่น” ธาดาถาม พลางมองยำไข่เค็มว่ามีอะไรแปลก

“แล้วไอ้แทน เป็นอะไรเนี่ย เขี่ยข้าวต้มจนจะเป็นโจ๊กอยู่แล้ว” หญิงสาวจึงหันมายิ้มหวานให้พี่ชาย

“พี่ธาดา” หญิงสาวจ้องหน้าพี่ชายแล้วพูดต่อ “พี่กำลังจะมีน้องเขย”

“อ๊าย ไอ้แทน ทำไมไม่ให้พี่คีเป็นคนพูด แบบ…” ชายหนุ่มเงยหน้านึกบทพูดให้ว่าที่น้องเขย แล้วทำเสียงเหมือนพระเอกยุคสมบัติ เมทะนี “ธาดา พี่ขอน้องสาวของธาดาเป็นแฟนแล้วนะ อะไรอย่างงี้”

สารินนั่งหัวเราะกับสองบ้านที่ทำท่าจะเกี่ยวดองกัน ทำให้อดคิดถึงเรื่องของตัวเองไม่ได้ คงเป็นโสดต่อไปอีกนานแน่เลย คีรีเงยหน้าขึ้นมาจากยำไข่เค็ม จึงเห็นแววตาของเพื่อนเข้าพอดี แม้จะหัวเราะ แต่แววตาดูเหงาพิกล

“แล้วของแกล่ะ ริน ตอนนี้เป็นไงมั่งแล้ว” ถึงจะเป็นคำถามของคีรีก็จริง แต่ธาดาหูผึ่งรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

“ผู้หญิงเขาไม่ชอบเรา จะทำไงได้ คงเป็นโสดต่อไปอีกนาน” แล้วก็หัวเราะให้ตัวเองเบาๆ ในขณะที่ธาดาแอบถอนหายใจยาวด้วยความเสียดาย ‘พี่รินชอบผู้หญิงสินะ…คนดีๆ ที่นานๆ จะเจอสักที แต่เขาก็ไม่ใช่สำหรับเรา’

“คนนิสัยดี แล้วก็หล่ออย่างพี่ริน โสดได้ไม่นานหรอก เชื่อผม” ธาดาให้กำลังใจ แม้ว่าใจตัวเองจะเจ็บแปลบ แต่อย่างน้อยชายหนุ่มก็รู้แล้วว่า มาตรฐานที่ควรจะเป็นของแฟนในอนาคตเป็นอย่างไร

“กลับบ้านกันเถอะ ง่วงจะแย่แล้ว เดี๋ยวรีบไปนอน ตื่นมาคงโดนซักกันจนขาวแหละ แทนว่า”

คีรีอาสาเลี้ยงข้าวมื้อนี้สำหรับทุกคนเอง “วันนี้ผมตื่นเต้นที่สุด แล้วก็มีความสุขที่สุด ขอเลี้ยงทุกคนนะครับ” เมื่อพนักงานเก็บเงินเรียบร้อย จึงแยกย้ายกันไปคนละคัน โดยที่คีรีจูงมือหญิงสาวไปที่รถเหมือนคนกลัวแฟนหาย ไม่สนใจเสียงแซวที่ดังมาจากด้านหลัง

“คนเห่อแฟนอะเนอะ กลัวหาย ต้องจูงมือด้วย เหม็นกลิ่นความร้าก ว่ามั้ย พี่ริน” เสียงหัวเราะไล่หลังดังจนธัญญาต้องหันไปจุปาก ไม่ให้พี่ชายแซวมากไปกว่านี้

รถธัญญาที่ขับโดยคีรี และรถธาดาที่ขับโดยสาริน ก็ตามกันเข้ามาจอดที่บ้านโรงยา ชายหนุ่มทั้งสองยืนส่งสองพี่น้องเข้านอนที่หน้าบ้าน

“ไปนอนได้แล้ว สองพี่น้อง บ่ายๆ ค่อยตื่น” แล้วคีรีก็สบตาหญิงสาวตรงๆ “แล้วเจอกันนะครับ”

“ฮรี้วววว” เสียงโห่ดังมาจากธาดา จนน้องสาวทนไม่ไหวลากพี่ชายเข้าไปในบ้าน แล้วโบกมือให้คีรีและสารินก่อนที่ประตูจะปิดลง สองหนุ่มจึงชวนกันเดินทะลุรั้วกลับไปที่สวนป้าชม

จนบ่ายแล้ว สองหนุ่มที่บ้านป้าชมจึงเดินลงบันไดกันมา คีรีเดินนำเพื่อนเข้าไปในห้องครัว หยิบกาต้มกาแฟมาจัดการชง แล้วเทใส่เหยือกที่อุ่นร้อน

“ป้าชมไปไหนล่ะ” สารินมองหาไม่เห็น คีรีจึงชี้ให้ดูจอภาพ ที่ต่อเข้ากับกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งเอาไว้หลายมุม ทั้งโรงเห็ด ห้องแล็บ โรงเพาะชำทุกโรง

“โรงเพาะชำหมายเลขสาม” คีรีชี้ให้เพื่อนดูแล้วกดปุ่มไมโครโฟน

“แม่ค้าบ เดี๋ยวไปหา” ป้าชมหันขวับมามองกล้องแล้วกวักมือเรียก สองหนุ่มจึงชวนกันไปที่โรงเพาะชำหมายเลขสาม

“ตื่นแล้วเรอะ ไหนว่าจะนอนเต็นท์กัน แล้วไหงกลายเป็นขึ้นไปนอนข้างบน เปลี่ยนใจตอนไหนล่ะ” ป้าชมจันทร์ถามเมื่อเห็นลูกชายและเพื่อนลูกเดินเข้ามาในโรงเพาะชำที่ใช้วัสดุโปร่งแสงคลุมพื้นที่ มีท่อน้ำปล่อยน้ำให้หยดลงไปตามที่ได้คำนวณไว้

“เล่ายาวฮะแม่ ผมกับรินไปผจญภัยมาทั้งคืน”

ชายหนุ่มเล่าถึงประพลที่จับตัวแทนไปหวังจะเรียกค่าไถ่ เพราะเป็นหนี้พนัน ทั้งสามคนที่เหลือก็ตามกันไปช่วย แต่ปรากฏว่าหญิงสาวทำอีท่าไหนไม่รู้ ประพลถึงกับหมอบ จนที่สุดต้องรอตำรวจมาจับตัวไป แล้วทุกคนก็ไปให้การที่โรงพัก

“ผีพนันนี่มันร้ายจริง คนเรามีงานมีการทำอยู่ดีๆ ก็มาตกงาน แล้วก็ริอ่านเป็นโจร” ป้าชมจันทร์ส่ายหัวด้วยความเสียดายอนาคตของประพล

“ผมว่าจะไปบอกพ่อแทน จะขอลูกสาวเขาเป็นแฟน เหตุการณ์เมื่อคืนทำให้ผมรู้ชัดเจนเลยว่า ผมห่วงแทนขนาดไหน ผมไม่อยากปล่อยให้แทนหลุดมือ” คีรีอ้อมแอ้มด้วยความประหม่า

“แม่ว่า พ่อแทนเขารู้อยู่แล้วแหละ” ป้าชมจันทร์พูดหน้าตาเฉย ทำเอาชายหนุ่มแทบจะหายเขินเป็นปลิดทิ้ง

“อะไรนะแม่ รู้อยู่แล้ว แปลว่าอะไร”

“ถามสารินสิ ใครๆ ก็มองออก ว่าแกน่ะชอบแทน ส่วนแทนมันก็ชอบแก แต่มันเก็บความรู้สึกเก่งกว่า” ป้าชมหัวเราะร่วน

“งงละสิ บอกแล้ว เกิดก่อน ถึงสายตาจะยาว หนังจะเหี่ยว แต่ความเฉี่ยวยังคงทน เขามองแกสองคนออกกันทั้งนั้นแหละ” ป้าชมจันทร์หันไปมองหน้าสารินที่กำลังอ้าปากค้างไปด้วยอีกคน

“ส่วนไอ้แทน แค่มันไม่ได้ทิ้งผ้าเช็ดหน้าเหมือนสมัยแม่แค่นั้นแหละ แต่ที่มันทำอยู่น่ะ…เค้าเรียกว่าเทผ้าเช็ดหน้าลงมาทั้งกล่อง แกมันตาเขมองไม่ออกเองต่างหาก” ถึงตรงนี้ป้าชมและสารินหัวเราะร่าที่เห็นคีรีหน้าแดงหูแดง

“ไปบอกพ่อเขาน่ะถูกแล้ว อีกหน่อยก็ไปขอเขาแต่งงาน แม่เตรียมขันหมากรอแล้วนะ” ป้าชมแซว
ลูกชายไม่หยุด ก็มันครึ้มอกครึ้มใจนี่นาที่จะได้ลูกสาวเพิ่ม

 

ห้องนั่งเล่นบ้านโรงยาวันนี้ มีชายหนุ่มแต่งกายเรียบร้อยผิดจากเคย มานั่งพับเพียบเอ้เตอยู่กับพื้น ธาดานั่งอยู่ที่เก้าอี้อีกตัวที่ห่างออกไป ส่วนคุณโกมลและคุณธาริณีนั่งอยู่ที่โซฟา “คุณอาครับ ผมจะขออนุญาตคบกับแทน แบบแฟนนะครับ” ชายหนุ่มรีบเริ่มเรื่อง แม้คุณโกมลและคุณธาริณีจะคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กชาย แต่การมาคุยครั้งนี้ก็ทำให้รู้สึกขัดเขินอย่างประหลาด

“เออ รู้แล้ว” คุณโกมลพูดเรียบๆ กระทั่งเห็นชายหนุ่มทำสีหน้างุนงง ก็เลยพูดต่อ “ก็รู้มานานแล้วว่าคีชอบแทน แล้วถ้ารับได้กับลูกสาวอา อาก็ไม่ติดขัดอะไร”

คีรีถึงกับทำหน้าไม่ถูก ทำไมมันง่ายดายขนาดนี้ แล้วนี่เขาอาการออกจนทุกคนจับได้ขนาดนี้เลยเหรอ ก็ในเมื่อทุกคนไม่ขัดข้อง ก็คงต้องให้แม่เตรียมขันหมากไว้แต่เนิ่นๆ แล้วมั้ง

“ที่ผ่านมา คีก็แสดงให้เห็นมาตลอด ว่าสม่ำเสมอ แล้วก็ดูแลแทนได้ อาก็ไว้ใจ” คุณธาริณีพูดยิ้มๆ และคงไม่ทันเห็นว่าลูกสาวที่ยืนแอบฟังอยู่หลังชั้นวางของ ถึงกับกรี๊ดแบบไม่มีเสียง แล้วชูกำปั้นด้วยความสะใจเหมือนยิงบอลเข้าประตู จากนั้นก็ย่องออกไปทางประตูเล็กด้านหลัง ลัดเลาะไปที่สตูดิโอ ปิดประตูให้สนิท แล้วกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

ก็จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร พี่คีคือคนเพียงคนเดียวที่หญิงสาวไว้ใจเหมือนเป็นคนในครอบครัว จะห่างหายกันไปบ้างก็แค่ช่วงที่ต่างคนไปเรียนหนังสือ แยกย้ายกันไปทำงาน แต่อีเมลทุกฉบับ การคุยกันทุกข้อความ หญิงสาวยังเก็บไว้ทุกสิ่ง

หญิงสาวหยิบเฟรมผ้าใบมาจัดวาง หยิบดินสอมาร่างด้วยความรู้สึกสุขล้นอยู่ในใจ

จนเมื่อคีรีขอตัวกลับไปแล้ว คุณโกมลหันมามองหน้าผู้หญิงที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาตั้งแต่ยังหนุ่มสาวจนจะเข้าสู่วัยชรา ความรักความเสน่หามันหายไปหมดแล้ว ไม่ร้อนแรงเหมือนเมื่อครั้งยังหนุ่มสาว เหลือไว้เพียงความผูกพัน ความเป็นกัลยาณมิตร ที่จะจับจูงมือกันไปทุกวันจนสิ้นลมหายใจ

“หัวก็เหม่ง นมก็ไม่มี แต่ผมก็ยังรักคุณนะ” คุณโกมลพูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมกับโอบไหล่ภรรยาที่กำลังหัวเราะขำกับความไม่มีสำบัดสำนวนของสามี

จนเมื่อคีรีเดินกลับไปจนถึงบ้าน ก็พบว่านอกจากป้าชมจันทร์ ธาดา และสารินแล้ว ก็ยังมีป้าบงกชและป้าจงกลกำลังรอชายหนุ่มอย่างใจจดใจจ่อ

“เป็นไงมั่ง” ทุกคนถามพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ทำเอาชายหนุ่มถึงกับหัวเราะ

“แล้วสองป้ามาได้ไงฮะ” ชายหนุ่มไม่ตอบคำถาม แต่กำลังงงว่าทำไมสองป้ามารอฟังข่าว

“ก็ป้าชมโทรมาตามไง…ไม่ใช่แค่ป้าชมนะที่ชอบเรื่องชาวบ้าน ป้าสองคนก็เหมือนกัน เอ้า…บอกได้รึยังว่าพ่อไอ้แทนมันว่าไง” ป้าบงกชถามด้วยความอยากรู้

“คุณอาทั้งสองโอเค ไฟเขียว”

“เย้” เสียงดังลั่นมาจากทุกคน พร้อมกับรอยยิ้มกระจายอยู่ทั่วไป

“อ้าว แล้วแทนล่ะ ตอนไปขอนี่เจอแทนมั้ย” ป้าชมจันทร์ถามลูกชาย

“ไม่เจอฮะ แต่ผมรู้ว่าแทนน่าจะแอบฟังอยู่” ชายหนุ่มไม่ได้เล่าว่าเห็นเงาหญิงสาวผ่านกระจก กำลังทำท่าประหลาดอยู่หลังชั้นวางของ ซึ่งทำเอาชายหนุ่มต้องกลั้นขำอยู่แทบแย่

“เดี๋ยวผมไปหาแทนก่อนนะฮะ” ชายหนุ่มยิ้มเขินๆ แล้วเดินออกไปทางรั้วที่เดินข้ามมา เขารู้ดีที่สุดว่าจะไปหาหญิงสาวได้ที่ไหน

ประตูสตูดิโอถูกเปิดเบาๆ ด้านในมีหญิงสาวขมวดผมยุ่งๆ ไว้กลางศีรษะ กำลังลงสีไปที่ภาพที่เพิ่งร่างเสร็จไม่นาน ท่าทีที่เดินเข้าไปปาดสีแล้วถอยหลังออกมาสองสามก้าว เพื่อมององค์ประกอบโดยรวมแล้วก็เดินกลับไปปาดสีเพิ่มเติม เป็นภาพที่เจนตาชายหนุ่ม จนเผลอยิ้มออกมาเป็นครั้งที่เท่าไรของวันนี้ก็ไม่ได้นับ

“แทน…วาดอะไรอยู่” ชายหนุ่มถามพลางมองไปที่รูปภาพ ที่มีผู้คนหลากหลายวัยรวมอยู่ในนั้น แม้ทุกคนจะแตกต่างกันด้วยวัยและสีสันที่แตกต่าง แต่ภาพรวมกลับดูกลมกลืน จนเป็นเรื่องราวเดียวกัน

หญิงสาวหันมาหาชายหนุ่ม ยิ้มอย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่เด็กจนโต ยิ้มที่เปิดโลกทั้งใบให้สดใส โดยเฉพาะหัวใจของชายหนุ่ม

“วาดอนาคตร่วมกัน”

 

– จบบริบูรณ์ –



Don`t copy text!