
จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 9 : แก๊งค์นักสืบ
โดย : สีหมอก ดอกรัก
![]()
เมื่อพี่ชายตัวดีหนีไปมีสามี! จิตรกรสาวจึงต้องจำใจบริหารโรงงานยาไทยมรดกของคุณปู่แทน แต่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่ถนัด เธอจะพบว่าความสัมพันธ์ที่งดงามจากเหล่าคนชราในโรงยาแห่งนี้ คือยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุด พบกับเรื่องราววุ่นๆ นี้ ใน “จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา” โดย สีหมอก ดอกรัก

ร้านอาหารที่คีรีขับรถตามธาดาและเอริคไปนั้น อยู่ไม่ไกลจากคอนโดมิเนียมเท่าไรนัก หญิงสาวพอจะเคยผ่านตามาบ้าง เพราะเคยอาศัยอยู่ที่แห่งนี้ถึงสี่ปีสมัยที่มาใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย เพิ่งจะกลับไปอยู่บ้านก็ตอนเรียนจบมาไม่นานนี้เอง จนเมื่อมอเตอร์ไซค์จอดที่หน้าร้าน หญิงสาวจึงชำระเงินค่าโดยสาร พร้อมกับถอดหมวกกันน็อกส่งคืนให้คนขับ ระหว่างนั้นก็มองไปที่ลานจอดรถในร้านก็เห็นรถของคีรีจอดอยู่ ไม่ไกลกันนักเป็นรถของธาดา หญิงสาวจึงค่อยๆ เดินเข้าไปในร้าน
โต๊ะที่คีรีเลือกนั่งอยู่ใกล้กับประตูทางเข้า ป้าชมจันทร์มองผ่านบานกระจก เห็นตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ที่หญิงสาวโดยสารมาจอด จนเมื่อธัญญาเดินเข้ามาใกล้จึงโบกมือจากในร้าน หญิงสาวจึง ‘ผลุบ’ เข้าไปในร้าน แล้วลงนั่งอย่างรวดเร็ว
“พี่ธาดาอยู่ไหนอะพี่คี” หญิงสาวเอนตัวไปถามชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ
“มองตรงไปที่ตำแหน่งสองนาฬิกา” หญิงสาวกำหนดทิศในใจ แล้วมองตาม จึงเห็นว่าธาดานั่งหันหลังให้ก็แอบโล่งใจ จึงเรียกพนักงานมาสั่งอาหาร
“แทนถ่ายรูปนามบัตรเอริคมาด้วย มีชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง สถานที่ทำงาน ครบ” หญิงสาวส่งโทรศัพท์ให้ชายหนุ่มและป้าชมจันทร์ดูรูปที่ถ่ายมา
“เฮ้ย พี่มีเพื่อนอยู่ที่บริษัทนี้” คีรีพูดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “เพื่อนสมัยมัธยมเลย เดี๋ยวจะลองถามดู”
“ก็บริษัทใหญ่เบอร์นี้…ไม่โนเนมด้วยเว้ย แล้วดูสิ หล่อซะ พี่ธาดาถึงเคลิ้ม” หญิงสาวค่อนพี่ชาย
ระหว่างนั้น ป้าชมจันทร์เรียกพนักงานมาเพื่อสั่งอาหาร
“เราถ่ายรูปเขาไว้ด้วยดีกว่า จะได้ส่งให้เพื่อนพี่คี” ธัญญาออกความเห็น คีรีจึงหยิบโทรศัพท์มาทำทีเป็นถ่ายรูปเซลฟี พนักงานที่กำลังมารอรับรายการอาหารเห็นดังนั้น จึงถามด้วยความหวังดี
“ผมช่วยถ่ายให้มั้ยครับ”
“ไม่!” ทั้งสามคนพูดพร้อมกัน พนักงานหนุ่มน้อยถึงกับสะดุ้งเฮือก ถอยกลับไปยืนรับรายการอาหารอย่างสงบเสงี่ยม
ระหว่างรออาหาร คีรีขอรูปถ่ายนามบัตรเอริคจากหญิงสาว แล้วส่งไปให้เพื่อนที่ทำงานบริษัทเดียวกับเอริค และไม่ลืมที่จะส่งรูปถ่ายเอริคที่เพิ่งแอบถ่ายไปให้ด้วย พร้อมกับข้อความว่า รู้จักคนในรูปมั้ย
กระทั่งอาหารมาถึงโต๊ะ ทั้งสามคนจึงลืมเรื่องธาดาไปชั่วขณะ จนหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาจากอาหาร ถึงเห็นว่าเขากำลังป้อนอาหารกัน จึงร้องบอกทุกคน
“เฮ้ย พวกเรา เขามีป้อนอาหารกันด้วย” ป้าชมจันทร์ได้ยินจึงวางช้อนส้อม แล้วค้นกระเป๋าผ้าที่ติดตัวมา หยิบตลับแป้งแต่งหน้าขึ้นมาแล้วทำท่าตบแป้ง แต่สายตามองเงาสะท้อนของกระจก
“โห…แม่ ขนาดนี้เลยเหรอ” ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะแซว
“เราต้องอยากรู้อยากเห็นอย่างมีชั้นเชิงนะลูก จำไว้” ป้าชมจันทร์สอนลูกหลาน แล้วพยายามเพ่งมองผ่านกระจกต่อ ส่วนอีกมือก็ยังถือพัฟแตะแก้มซ้ายทีขวาที
“คี สลับที่กับแม่เหอะ แม่อยากดูให้ถนัด กระจกมันเล็ก”
“แม่ก็ ขยับตัวมาก เดี๋ยวก็เป็นที่สังเกตหรอก…เฮ้ย นั่นเขาเรียกเด็กมาคิดเงินแล้ว” ชายหนุ่มและหญิงสาวถึงกับอ้าปากค้างกับสิ่งที่เห็น จนป้าชมจันทร์อดรนทนไม่ไหว
“อะไรกันเหรอ เล่าให้แม่ฟังบ้าง แทน…มีอะไรกัน บอกป้าที ทำไมอ้าปากค้างกันอย่างนั้นล่ะ” ป้าชมจันทร์หันไปถามหญิงสาว ขัดใจที่ตัวเองนั่งหันหลังให้ ‘เป้าหมาย’
“พี่ธาดาเป็นคนจ่ายเงินค่ะป้า… มิน่าล่ะ เงินถึงหมดเร็ว เลี้ยงผู้ชายนี่เอง แล้วเอริคคือนั่งเฉยเลยนะ ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะจ่ายเลยด้วยซ้ำ ชาวเกาะชัดๆ” หญิงสาวบ่นอย่างไม่สบอารมณ์
“นั่นเขากำลังจะเดินมาแล้ว” คีรีร้องบอก ป้าชมจันทร์จึงควักแป้งคู่ชีพออกมาทำท่าตบแป้งอีก ส่วนคีรีเอาเมนูมาบังไปทั้งหน้า ส่วนธัญญาหาอะไรบังไม่ทัน เลยก้มลงไปทำท่าเก็บของใต้โต๊ะ จนชายทั้งสองเดินผ่านไปแล้วนั่นแหละ หญิงสาวจึงโผล่หัวออกมาอย่างรีบร้อน หัวเลยโขกเอากับขอบโต๊ะ ถึงกับทรุดลงไปนั่งกับพื้นใต้โต๊ะใหม่อีกรอบ ด้วยความที่กลัวจะร้องเสียงดัง จึงเอาสองมือปิดปากตัวเองแน่น ชายหนุ่มจึงก้มลงมองเห็นคนหน้าแดงก่ำ เอามืออุดปาก แล้วบนหน้าผากมีรอยแดงเป็นแนวขอบโต๊ะ ที่กำลังบวมเป็นลูกแตงโมแดงก่ำ ก็ขำออกมาไม่หยุด
“ขำอะไรพี่คี เจ็บนะโว้ย” พูดไปก็น้ำตาไหลไป มันเจ็บจริงๆ นี่นา
“เออ ขำอะไรน้อง คีนี่ใช้ไม่ได้…แทน ลุกไหวมั้ย” ป้าชมจันทร์ดุลูกชาย แล้วชะโงกเรียกให้หญิงสาวลุกขึ้นมา หญิงสาวจึงค่อยๆ ไถตัวขึ้นมานั่งหน้างออยู่บนเก้าอี้ พอป้าชมจันทร์เห็นหน้าชัดๆ ก็หัวเราะพรวดขึ้นมาอีกคน
“เอ๊า แม่ ไหนว่าไม่ให้ขำ” ชายหนุ่มโวยวายพลางกลั้นหัวเราะ แล้วหันไปหาพนักงานในร้านเพื่อขอน้ำแข็งเปล่า จนเมื่อพนักงานในร้านนำแก้วใส่น้ำแข็งมาส่งให้ จึงควานหาผ้าในเป้เพื่อจะเอามาห่อน้ำแข็ง แล้วก็บ่นกับตัวเอง
“ไม่ใช่ผู้ชายรุ่นคุณหลวงซะด้วยสิ จะได้พกผ้าเช็ดหน้า แม่มีผ้าเช็ดหน้ามั้ยครับ” คีรีเงยหน้าขึ้นมาถามป้าชมจันทร์
“แม่ก็ไม่ได้พกผ้าเช็ดหน้าตั้งแต่ได้แต่งงานกับพ่อเรา” ป้าชมจันทร์อธิบาย ทำเอาทั้งคีรีและธัญญาถึงกับงง ว่ามันเกี่ยวอะไร
“ก็ไม่ต้องทำผ้าเช็ดหน้าตกให้ผู้ชายเก็บแล้วไง!” ป้าชมจันทร์เฉลย หลังจากเห็นสีหน้าของทั้งสอง
“โห…ป้าชม…จัดว่าเด็ด” หญิงสาวพึมพำ ในขณะที่ชายหนุ่มส่ายหัว แล้วตัดสินใจหยิบผ้าที่มีอยู่อย่างเดียวในกระเป๋า
“เอาผ้านี่ไปก่อนละกัน“ ว่าแล้วชายหนุ่มก็หยิบเอาแจ็กเก็ตกันลมที่ม้วนอยู่ในเป้มากางออก หยิบเอาชายเสื้อด้านหนึ่งมาห่อน้ำแข็ง แล้วบอกให้หญิงสาวประคบส่วนที่ปูดไว้
หญิงสาวจึงรับไว้อย่างไม่มีทางเลือก ดูทุลักทุเลนิดหน่อย เพราะต้องถือชายเสื้อแจ็กเก็ตที่ห่อน้ำแข็งวางบนหน้าผาก ป้าชมจันทร์เห็นแล้วทั้งขำทั้งสงสาร จึงตักกุ้งจากกับข้าวมาแกะแล้วส่งให้หญิงสาว
“เอ้า กินกุ้งแก้ฟกช้ำก่อน” ป้าชมจันทร์ปะเหลาะเหมือนคุยกับเด็ก
ทั้งสามคนเพลิดเพลินกับมื้ออาหาร จนแทบจะลุกไม่ขึ้น
“กินไอติมกันมั้ย เห็นในเมนูมีไอติมน่ากินมากเลย” คีรีชี้ชวน
“โห…ยังจะไหวอีกเหรอ” หญิงสาวอิ่มจนพูดเสียงอู้อี้ ทันใดนั้น พนักงานเสิร์ฟก็กำลังยกไอศกรีมเดินผ่าน เพื่อไปส่งให้ที่โต๊ะถัดไป ธัญญามองตาม แล้วพูดว่า
“เฮ้ย ไหวสิ แทนเอาแบบโต๊ะนั้น” หญิงสาวเปลี่ยนคำพูดทันทีพร้อมกับนัยน์ตาเป็นประกาย
“อ้าว แล้วเมื่อกี้ทำท่าไม่ไหว”
“แทนมีกระเพาะของหวานแยกต่างหากอีกอัน พี่คีไม่รู้เหรอ…ป้าชมกินด้วยกันมั้ยคะ” หญิงสาวหันไปถามผู้สูงวัย
“ป้าไม่ไหวละ ป้ามีกระเพาะเดียว ยังหนุ่มยังสาว กินกันเถอะ” ป้าชมจันทร์ยอมแพ้ สองหนุ่มสาวจึงเรียกพนักงานมาสั่งของหวาน
ระหว่างรอของหวาน ชายหนุ่มก็ลองเปิดโทรศัพท์เพื่อดูข้อความที่เพิ่งส่งไปหาเพื่อน พร้อมกับทำตาเบิกกว้าง
“เฮ้ย สารินมันตอบมาแล้ว ดูนี่สิ” แล้วชายหนุ่มก็ส่งโทรศัพท์ให้หญิงสาวและป้าชมจันทร์ดู
ใครวะไอ้คี กูนี่แหละ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ย้ายมาจากเมกา ก็มาเป็นตำแหน่งนี้แหละ
นอกจากข้อความแล้ว เพื่อนของคีรีก็ยังส่งรูปบัตรพนักงานมาให้ดูอีก ทำเอาทั้งสามคนได้แต่มองหน้ากันอย่างงุนงง
“อย่างงี้ก็แสดงว่า ถ้าเพื่อนพี่คีพูดจริง เอริคก็โกหก…งั้น เอริคก็หลอกพี่ธาดาน่ะสิ”
“แล้วที่แทนขึ้นไปดูบนห้อง มีอะไรผิดสังเกตอีกมั้ย นอกจากนามบัตรที่เจอ” คีรีหันมาถามหญิงสาวที่ยังคงประคบน้ำแข็งอยู่
“แทนเห็นแต่พวกของกินในห้อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ขนมปัง พวกเสื้อผ้ามีไม่มาก น่าจะมีของเอริคแค่ตัวเดียว เพราะปกติพี่ธาดาใส่แต่สีอ่อนๆ แต่มีเสื้อสีน้ำเงินแขวนไว้หนึ่งตัว”
“ก็แสดงว่าไม่ได้มาค้างประจำ ไม่อย่างนั้นจะมีเสื้อผ้ามากกว่านี้” ชายหนุ่มตั้งข้อสังเกต
“แล้วก็แสดงว่า ปกติธาดากินอาหารสำเร็จรูป เพราะมีอาหารพวกนั้นอยู่ แต่กินหรูกับเอริค” คราวนี้ป้าชมจันทร์ดูมีสีหน้าเป็นห่วง
“เราต้องหาวิธีที่จะให้พี่ธาดารู้แล้วแหละ แทนไม่อยากเห็นพี่ธาดาโดนหลอก”
ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วเรียกพนักงานมาเก็บเงิน แล้วหันมาบอกกับทุกคน
“เดี๋ยวเรากลับบ้านกันเถอะ กว่าจะถึงก็น่าจะเกือบเย็น”
”มื้อนี้ป้าเลี้ยงนะแทน…สงสารคนหัวโน“ ป้าชมจันทร์เอื้อมมือไปลูบหัวหญิงสาวเพื่อปลอบใจ แล้วชักชวน ‘ทีมงาน’ กลับบ้าน
หญิงสาวจึงเดินไปขึ้นรถ และยังถือเสื้อกันลมที่ห่อน้ำแข็งตรงชายเสื้อประคบอยู่บนหน้าผาก จนน้ำแข็งละลายเปียก จนต้องบิดเอาน้ำออกเพื่อไม่ให้หยดเลอะเทอะ ชายหนุ่มเห็นความทุลักทุเล จึงเปิดประตูรถให้หญิงสาวขึ้นไปนั่ง แล้วค่อยมาเปิดประตูหลังให้ป้าชมขึ้นไปนั่งที่เบาะหลัง
ระหว่างทางกลับบ้าน ป้าชมจันทร์จึงตั้งข้อสังเกต
“ธาดาเขาน่าจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ได้เป็นคนคอยดูแลคนอื่นนะ เพราะที่ผ่านมา เขาไม่น่าจะเคยมีความรู้สึกนี้”
“Self-esteem นี่เอง คนเรามักไม่รู้ตัวหรอกว่าถูกหล่อเลี้ยงด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง” คีรีเสริม หญิงสาวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“แต่ถ้าพี่ธาดารู้ว่าตัวเองถูกหลอก มันจะพังทลายขนาดไหนละเนี่ย…เออ ว่าแต่เรื่องยืมเงินนี่ยังไม่มีใครรู้นะคะ แทนปิดเป็นความลับ ไม่งั้นพ่อแม่หรือสองป้ารู้ คงทุกข์ใจมากๆ แน่เลย” หญิงสาวพูดจบก็เอามือพับที่บังแดดหน้ารถลงมา เพื่อเปิดกระจกที่อยู่ด้านหลัง แล้วส่องดูหน้าผากตัวเอง เห็นว่าที่บวมปูดค่อยยุบตัวลงก็ยิ้มอย่างสบายใจ แล้วก็เอาชายเสื้อที่ห่อน้ำแข็งประคบต่อ
ระหว่างนั้น ป้าชมจันทร์หยิบทิชชูเปียกมาซับหน้าตนเองอย่างสดชื่น กลิ่นหอมจากทิชชูเปียกโชยไปถึงด้านหน้า ชายหนุ่มมองผ่านกระจกมองหลังแล้วทักขึ้น
“แม่มีทิชชูเปียกเหรอ”
“ใช่ เอามั้ยล่ะ” ป้าชมจันทร์ยื่นให้อย่างเอื้อเฟื้อ
“มันเอามาใช้ห่อน้ำแข็งได้ แม่ลืมไปแล้วเหรอ…แล้วก็ปล่อยให้แทนใช้ชายเสื้อผมห่อน้ำแข็ง มันทุลักทุเลนะแม่” ชายหนุ่มโวยวายขึ้นเบาๆ ทำเอาผู้สูงวัยทำตาโต เพราะเพิ่งนึกขึ้นได้
“จริงด้วย แม่ลืม” แล้วส่งห่อทิชชูให้หญิงสาวเพื่อเทน้ำแข็งจากเสื้อมาที่ทิชชูแทน จะได้ไม่ต้องพะรุงพะรัง ชายหนุ่มหันมายิ้มพร้อมส่ายหัว แล้ววกกลับไปเรื่องเดิม
“ก็คงต้องให้เอริคเผยตัวตนออกมาเองแหละ”
ถึงจะไม่ได้สนิทกับธาดามากเท่ากับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่ก็ไม่อยากเห็นคนที่รู้จักกันมาแต่เล็กแต่น้อยต้องตกที่นั่งลำบาก
“ธาดาเขาไข่ในหิน คนเราถ้าจะโต มันก็ต้องออกจากไข่ แต่สำหรับธาดาแล้ว นอกจากออกจากเปลือกไข่ ก็ต้องกระเทาะหิน มันก็ยากกว่าคนทั่วๆ ไปน่ะแหละ” ป้าชมจันทร์ให้ความเห็น เล่นเอาชายหนุ่มที่เหลือบมองผ่านกระจกมองหลังยิ้มขำ
“ขับดีๆ นะคีรี แม่นอนแล้วนะ แทนเอ๊ย นอนพักซะ หัวจะได้ยุบ” ป้าชมจันทร์พิงพนักแล้วหลับตาทันที ธัญญาก็ยังไม่เข้าใจว่าการนอนมันจะทำให้หัวยุบได้ยังไง แต่ความเหนื่อยของวันนี้ บวกกับแสงแดดช่วงบ่าย ทำให้หลับลงไปได้ไม่ยาก
ชายหนุ่มแอบลอบมองคนที่นั่งข้างๆ แล้วยิ้มไปขับรถไป หารู้ไม่ว่าคนที่นั่งพิงพนักด้านหลังแอบหรี่ตามองลูกชายและหญิงสาวที่รักเหมือนลูก แล้วอมยิ้ม ก่อนจะหลับลงไปจริงๆ
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 10 : ป้ามาลัย
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 9 : แก๊งค์นักสืบ
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 8 : เบียดเบียน
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 7 : จับขโมย
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 6 : ว่าที่ดีไซเนอร์เปย์เวอร์วัง
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 5 : เรื่องวุ่นวายในโรงยา
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 4 : งานในฝันและผู้ชายในฝัน
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 3 : ผู้ช่วยคนสำคัญ
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 2 : แล้วยังจะสร้างเรื่องไว้อีก
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 1 : พี่ชายตัวดีหนีไปมีผัว







