จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 10 : ป้ามาลัย

จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 10 : ป้ามาลัย

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

เมื่อพี่ชายตัวดีหนีไปมีสามี! จิตรกรสาวจึงต้องจำใจบริหารโรงงานยาไทยมรดกของคุณปู่แทน แต่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่ถนัด เธอจะพบว่าความสัมพันธ์ที่งดงามจากเหล่าคนชราในโรงยาแห่งนี้ คือยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุด พบกับเรื่องราววุ่นๆ นี้ ใน “จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา” โดย สีหมอก ดอกรัก

งานส่วนที่เป็น ‘เดรสเมกกิง’ น่าจะเป็นงานที่เรียนรู้ได้ง่ายกว่าส่วนที่เป็นงานออกแบบ จึงเห็นธาดาไปช่วยสอยผ้า และปักผ้ากับพี่ๆ ช่าง จนเริ่มคล่องมือ อีกไม่นานจะมีงานแฟชั่นวีก ซึ่งทุกคนดูวุ่นวายกับการเตรียมการ พี่ลินินเป็นคนคัดเลือกบรรดานางแบบด้วยตัวเอง เพราะคนออกแบบจะมองเห็นภาพในหัวว่าควรนำเสนอแบบไหน

ขณะที่ธาดากำลังหอบเสื้อผ้าเข้าไปแขวนไว้ที่ห้องข้างๆ สตูดิโอ ชายหนุ่มผิวคล้ำ ร่างสูง ก็เดินเข้ามา พร้อมกับหยุดมองดูธาดาที่กำลังจัดเสื้อผ้าอยู่ไม่ไกลนักอย่างสนใจ แล้วก็เดินกวาดตาไปรอบๆ สตูดิโอเหมือนกะเกณฑ์อะไรอยู่ในใจ จนกระทั่งลินินเดินตามมาเห็นเข้า จึงร้องทัก

“อ้าว พี่ริน มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน กินอะไรมาหรือยัง เดี๋ยวมาดูแบบร่างกัน ว่านินอยากให้ภาพออกมาประมาณไหน แล้วที่เหลือ พี่รินโซโล่เลย” กระทั่งหญิงสาวหันมาเห็นธาดาจัดเสื้อผ้าอยู่อีกด้านของห้องจึงเรียกให้ธาดามาทำความรู้จัก

“ธาดา นี่พี่ริน…สาริน พี่ชายพี่เอง เราเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เขาเป็นช่างภาพสมัครเล่น แต่ฝีมือเฉียบ จะให้มาช่วยถ่ายรูปสำหรับงานนี้ ส่วนนี่ ธาดาค่ะพี่ริน น้องมาช่วยงานนินได้เกือบสองเดือนแล้ว รอบรรจุเป็นพนักงานประจำ”

ธาดาจำได้ว่าตนเองยกมือไหว้ และเมื่อเงยหน้าขึ้น จึงได้เห็นยิ้มฟันขาว ตัดกับสีผิวคล้ำแดดจากร่างสูงใหญ่ เหมือนคนที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ ทำให้อดยิ้มตอบไม่ได้…นี่เป็นครั้งแรก ที่ได้พบกับพี่ริน

 

เช้านี้ หรือจะว่าไปก็ทุกเช้า ธัญญายังคงไปฝากท้องกับบ้านป้าชม จะเพราะแยมอร่อยก็คงใช่ แต่การกินข้าวเช้าเพียงคนเดียวเพราะพ่อแม่ก็ออกไปทำงานแต่เช้า มันก็เหงาปาก กาแฟก็ดูจะไม่ค่อยอร่อย สู้ไปบ้านป้าชมสนุกกว่ากันเยอะ มีคนคอยชวนกินโน่นกินนี่ด้วย ยิ่งถ้าสมัยเด็กๆ ก็จะหอบการบ้านไปทำที่บ้านป้าชม พอเสร็จแล้วก็วิ่งเล่นจนหมดแรง จนบางทีก็ค้างเสียที่บ้านป้าชมด้วยซ้ำ เสื้อผ้าของแทนมีอยู่ที่บ้านป้าชมเยอะกว่าบ้านตัวเองเสียอีก พ่อกับแม่ก็ไม่เคยว่าอะไร มีคนไว้ใจช่วยดูแลมันก็สบายขึ้น

ส่วนธาดาก็แค่หอบการบ้านมานั่งทำที่บ้านป้าชม เสร็จแล้วก็กลับ เพราะเด็กชายไม่ชอบเล่นอะไรเลอะเทอะ ทิ้งให้เด็กหญิงแทนอยู่ที่บ้านป้าชม จนกลายเป็นคู่หูต่างรุ่นกับคีรีมาตั้งแต่ยังเล็ก

“แทน เพื่อนพี่ สารินน่ะ ที่เราส่งรูปเอริคไปให้ เขาไปสืบมาแล้วนะ ปรากฏว่าเอริคเป็นพนักงานธรรมดาๆ ในบริษัทเท่านั้นเอง” หญิงสาวทำตาโตอย่างคาดไม่ถึง

“เฮ้ย นี่เข้าข่ายหลอกลวงเลยนะ แล้ววันก่อนที่เพื่อนพี่คีตอบพี่คีมาว่า ตัวเขาเองต่างหาก ที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด…สมัยนี้ก็นะ นามบัตรมันทำกันง่าย แต่ที่บ้าบอคือพี่ธาดาก็เชื่อ…กระดาษแผ่นเดียวเนี่ย เวลาคุยไม่สังเกตเหรอ ว่าเขารู้เรื่องงานของตัวเองหรือเปล่า ความหลงมันบังตา” หญิงสาวโวยวายยาวเหยียด

“แล้วเอริคมีประวัติจีบใครต่อใครในบริษัทไปทั่วด้วยนะ”

“โอย ตาย ตาย ตาย อย่าให้ใครต้องโดนหลอกเลย เราต้องหาวิธีกระชากหน้ากากกันแล้วละ” ธัญญานั่งกุมขมับ แล้วนึกได้ว่าหิว จึงเงยหน้ามาควานหาขนมปัง

ป้าชมจันทร์เดินออกมาจากในครัวพอดี พร้อมกับแยมขวดใหม่

“เอ้า แทน ลองหน่อย ป้ากวนเมื่อวานนี้เอง แยมผิวส้มสวนป้าชม ถ้าชอบ! ถ้าใช่! ก็ตักไปอย่าให้เหลือ”

“แหม โฆษณาซะขนาดนี้ ไม่กินไม่ได้แล้ว แทนกำลังอยากได้ของหวาน นี่คิดไม่ออกว่าจะช่วยพี่ธาดายังไง” ปากก็บ่น มือก็ปาดขนมปัง

“ไม่แน่หรอกนะแทน ถ้าธาดาไม่มีเงินมากพอ เดี๋ยวเขาก็ถอยไปหาคนอื่นจนได้” ป้าชมจันทร์พูดเบาๆ อย่างเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

“เออ ก็จริงของป้า แทนอยากเอาเงินแสนนึงคืนจัง เขาจะได้เห็นว่าพี่ธาดากรอบ” หญิงสาวกัดขนมปังจนหมด แล้วพูดต่อ “ไปกัน รีบกินรีบไปทำงานเถอะ แทนคิดถึงโรงยาแล้ว ป่านนี้ป้าบงมานั่งทำงานแล้วเนี่ย”

ก็จริงอย่างหญิงสาวว่า ป้าบงกชมานั่งทำงานแต่เช้าแล้วจริงๆ การเตรียมเอกสารสำหรับต่ออายุจีเอ็มพีใกล้เสร็จเต็มที เหลือแค่รอเวลานัดหมายเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบก็จบงาน

เช้านี้จึงดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาก เปิดประตูกองบัญชาการเข้าไป ยังไม่ทันจะหย่อนก้นลงนั่ง เจ้าหน้าที่จาก ‘คลีนรูม’ หรือห้องที่ใช้ทำการผลิตเม็ดยาก็โทรศัพท์ขึ้นมาหา หญิงสาวฟังเสียงจากปลายสายแล้วจึงรีบชวนคีรีลงไปดูด้วยกันทันที

ก่อนจะเข้าไปในคลีนรูม ต้องสวมชุดปลอดเชื้อถึงจะเข้าไปได้ ป้ามาลัยที่ทำงานอยู่ฝ่ายผลิตมาตั้งแต่ยังสาวจนจะเข้าวัยหกสิบในอีกไม่นาน ก็เดินมารายงานเสียงดังสนั่น

“เครื่องตอกยามันเสียค่ะ นอนเงียบ ไม่ยอมทำงาน” เสียงป้าคนเดียวดังก้องทั้งคลีนรูม

“อ้าว ปกติเราเรียกช่างมาตรวจเช็กทุกเดือนนี่คะ” หญิงสาวถาม ป้าก็ยังยืนนิ่ง จนพนักงานที่ยืนข้างๆ ป้าช่วยตอบให้

“ป้าไม่ค่อยได้ยินน่ะครับ ต้องพูดเสียงดังกว่าปกติ” แล้วพนักงานคนเดิมก็เร่งเสียงของตัวเองในประโยคถัดไป “ช่างจะมามะรืนนี้ครับ แต่มันพังซะก่อน”

“ใช่ๆ ช่างจะมา ‘ปะรืน’ นี้แหละ ทำยังไงดี เดี๋ยวจะทำยาไม่ทันนะ มียาขมเม็ดรอจะส่งให้ลูกค้าด้วยสิแทนเอ๊ย” ป้ามาลัยบ่นเสียงก้อง ในขณะที่ชายหนุ่มไปก้มๆ เงยๆ สำรวจเครื่องอยู่สักพัก แล้วหันมาบอกว่า

“คงต้องให้ช่างรีบมาซ่อมก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจ เพราะเครื่องพังเขาคงไม่ให้ผ่าน”

ชายหนุ่มกังวลถึงการตรวจสอบที่กำลังจะมาถึง เพราะหากไม่ผ่าน ก็จะไม่สามารถผลิตต่อได้ คราวนี้จะเดือดร้อนเป็นลูกโซ่กันเลยทีเดียว

“แทนจำได้ว่าเรามีเครื่องเก่าที่เก็บไว้สำรองอยู่นี่คะ เพราะคุณป้าไม่ยอมให้ขายทิ้ง แต่ให้เก็บเป็นที่ระลึก” หญิงสาวนึกขึ้นมาได้ถึงเครื่องแบบที่ใช้มือหมุนสากเดี่ยวสีเขียวๆ ที่เคยเห็นตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

“โน่นไง อยู่มุมห้องนั่นน่ะ ตะก่อนป้าก็ใช้เครื่องนี้แหละ จะตอกยาเราก็หมุนเอา ไม่ยากหรอก เดี๋ยวป้าทำเอง ส่วนไอ้นี่เดี๋ยวให้คนมาซ่อม” ป้ามาลัยยังคงพูดเสียงดังเหมือนชาติที่แล้วทำบุญด้วยลำโพง

“โอเค งั้นก็ตามที่ป้ามาลัยว่านั่นแหละ แต่ทำออกมาแล้วเก็บตัวอย่างให้แล็บตรวจคุณภาพด้วยนะ” หญิงสาวหมายถึงห้องปฏิบัติการ ที่โรงงานผลิตยาจะต้องส่งตัวอย่างเพื่อตรวจสอบคุณภาพของยา

“จะได้แน่ใจว่ายาขมได้ตามมาตรฐาน ส่วนไอ้เครื่องนั้นเดี๋ยวแทนเรียกช่างมาซ่อม” หญิงสาวชี้ไปที่เครื่องที่พัง แล้วพูดต่อไม่ไหวเพราะทำท่าจะเจ็บคอ ความที่ตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงป้ามาลัย

“งี้เดี๋ยวต้องเช็กสต๊อกก่อน ว่ามีของเหลือพอขายเท่าไหร่ แล้วถ้าซ่อม ต้องกี่วัน จะได้เอามาคำนวณว่าต้องผลิตอีกเท่าไหร่ด้วย” คีรีสรุป หญิงสาวเห็นด้วยจึงบอกให้คนงานช่วยกันขยับเครื่องเก่ามาทำความสะอาด ป้ามาลัยดูจะคันไม้คันมือด้วยความคิดถึงเพื่อนเก่าที่เคยทำงานกับเครื่องนี้มานาน เหมือนคนขับรถคิดถึงรถยนต์คู่ใจอย่างไรอย่างนั้น

จนเครื่องเก่าทำความสะอาดเรียบร้อยพร้อมใช้งาน ป้ามาลัยก็นั่งประจำที่ ตักผงส่วนผสมยาที่ผ่านการอบแห้งและผสมเรียบร้อยแล้ว ใส่ลงในส่วนที่เรียกว่า ‘ฮอปเปอร์’ แล้วป้าก็หมุน เม็ดยาก็ร่วงลงมา แล้วป้าก็หมุนเรื่อยไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทำไปยิ้มไปจนเหงือกแห้งอยู่ภายใต้หน้ากากอนามัย

ในเวลาเดียวกัน คีรีก็ไปตรวจดูว่ามียาขมในสต๊อกว่าพอจะขายได้อีกมากน้อยแค่ไหน ส่วนหญิงสาวก็โทรศัพท์ติดต่อช่างให้เข้ามาดูเครื่อง ป้าบงกชแอบดูหลานสาวและคีรีทำงานด้วยความพึงพอใจ เห็นทีโรงยาน่าจะมีคนสืบทอดไม่ขาดตอนแน่แล้ว

 

รุ่งเช้าวันต่อมา ชีวิตในโรงยาก็เหมือนกับทุกวัน คนงานทยอยเดินเข้ามาประจำแผนกต่างๆ บางคนก็เริ่มต้นทำงานแล้ว แม้จะยังไม่ถึงเวลาเข้าทำงานก็ตามที ธัญญาและคีรีเดินมาจากบ้านป้าชมพร้อมกันจึงชวนกันไปที่คลีนรูม แล้วมองดูผ่านกระจกหน้าห้อง เห็นเครื่องตอกยามือหมุนยังอยู่ดี…แต่คนทำงานหายไปไหน! หญิงสาวหันรีหันขวาง จะเข้าไปด้านในก็ขี้เกียจสวมชุดสำหรับเข้าห้อง จึงกดปุ่มโทรศัพท์หน้าห้องเพื่อติดต่อกับคนด้านใน ถึงได้รู้ว่า ป้ามาลัยยังไม่มาทำงาน

“แทนโทรหาป้าดีกว่าพี่คี ป้าอยู่คนเดียว ไม่มีลูกด้วย ปกติป้าจะมาเช้ามาก แต่นี่สายแล้วยังไม่มาเลย แทนเป็นห่วง”

นึกขึ้นได้ว่าไม่เคยบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของป้าไว้ในโทรศัพท์มือถือ ไวเท่าความคิด หญิงสาวชวนคีรีเดินขึ้นไปที่กองบัญชาการเพื่อค้นเบอร์โทรศัพท์ของป้ามาลัยจากฐานข้อมูลพนักงาน แล้วจึงรีบกดโทรศัพท์หาทันที

หญิงสาวรอสายอยู่สักครู่ จึงได้ยินเสียงจากปลายสาย

“นั่นใครน่ะ แทนเหรอ…โอย แทน ป้าปวดแขน ป้าลุกไม่ไหว” เสียงจากปลายสาย ทำเอาหญิงสาวตกใจ รีบพูดตอบกลับไปทันที

“ป้ารอแทนแป๊บเดียว เดี๋ยวแทนไปหาค่ะ” เมื่อวางสายโทรศัพท์ คีรีเข้าใจเรื่อง จึงรีบพยักหน้าแล้วพากันวิ่งไปที่รถหญิงสาวที่จอดอยู่ที่บ้านใหญ่ซึ่งน่าจะอยู่ใกล้ที่สุด ถึงแม้ว่าระยะทางไม่ไกล แต่ก็เหมือนไกลโพ้น หญิงสาววิ่งกระหืดกระหอบตามชายหนุ่มที่เปลี่ยนจากวิ่งเป็นก้าวยาวๆ เพราะกลัวหญิงสาวจะตามไม่ทัน

“ไม่ต้องรอแทน แทนวิ่งได้” หญิงสาวหอบไปพูดไป จนถึงรถยนต์ที่จอดอยู่

“พี่ขับเองแล้วกัน” หญิงสาวพยักหน้า รถที่มีชายหนุ่มเป็นคนขับจึงพุ่งตัวไปอย่างรวดเร็ว

บ้านป้ามาลัยเป็นเรือนไม้สองชั้นไม่ไกลจากโรงยามากนัก แต่เดิมป้าเคยนอนชั้นสองของบ้าน พออายุเริ่มเยอะขึ้น เพื่อนร่วมงานที่โรงยาจึงช่วยกันย้ายข้าวของป้าลงมาอยู่ชั้นล่าง จะได้ไม่ต้องเดินขึ้นบันไดให้ลำบาก ป้ามาลัยนั่งเอนๆ อยู่บนที่นอน แขนขวาที่ระบมจนยกไม่ขึ้น ซ้ำยังตัวรุมๆ เหมือนจะมีไข้ จนได้ยินเสียงรถที่มาจอดหน้าบ้าน จึงพยายามจะขยับตัวขึ้นมองไปทางหน้าบ้าน

“ป้ามาลัย…” เสียงหญิงสาวตะโกนมาตั้งแต่รั้วบ้านเลยทีเดียว

“เอ้อ…ป้าอยู่นี่” เสียงป้าร้องตอบออกไปเสียงแผ่วกว่าที่เคยเป็น

สองหนุ่มสาวปรี่เข้ามาหาหญิงชราที่ลุกขึ้นมานั่งตาละห้อยอยู่บนที่นอน ธัญญาเอามืออังหน้าผากแทบจะทันที

“ตัวรุมๆ นะ ไปหาหมอเถอะ เดี๋ยวเราสองคนพาไป” หญิงสาวไม่รอฟังคำตอบ ไปหยิบกระเป๋าของจุกจิกของป้าที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาสะพาย แล้วเอาแขนซ้ายป้อมๆ ของป้าพาดที่คอ ในขณะที่คีรีพยายามเอาแขนขวาของป้าพาดที่คอของตนเอง แต่พบว่า ป้าเตี้ยเกินไปแล้วแขนขวาก็ระบมจนป้าร้องลั่น ชายหนุ่มเลยค่อยๆ เอาแขนขวาป้ามาโอบเอวตัวเองไว้ แล้วประคองป้ามาลัยไปที่รถโดยไม่ฟังเสียงทัดทานใดๆ

“เดี๋ยวป้าก็หาย…เดี๋ยวก็หายโว้ย จะพาไปไหน ไม่เอ๊า…ไม่ไปหาหมอ” ป้ามาลัยตะเบ็งเสียงก้องลั่นบ้าน

“เบาๆ สิป้า เดี๋ยวคนก็คิดว่าเกิดฆาตกรรม” หญิงสาวเตือน แต่ก็ดูจะไม่เป็นผล

“เป็นเองได้ก็หายเองได้สิวะ ยาหม่องโรงยาแน่ะ เอามานวดที นวดๆ ไปเดี๋ยวก็หายเอง” พร้อมกับดิ้นขลุกขลักอยู่ท่ามกลางการขนาบซ้ายขวาของหนุ่มสาว แต่แขนที่ข้างนึงโอบคอธัญญา ส่วนอีกข้างโอบเอวคีรี จึงเหมือนถูกรวบตัว ร่างอวบๆ ของป้าจึงเหมือนหมีส่ายสะเอวดุ๊กดิ๊ก กว่าสองหนุ่มสาวจะพา ‘หมี’ มานั่งที่เบาะหลังรถที่แม้จะจอดไม่ห่าง ก็แทบจะหมดแรงกันไปทั้งคู่

“แทนไปนั่งประคองป้ามาลัยที่เบาะหลังละกัน” หญิงสาวเห็นดีตามนั้น จึงเข้าไปนั่ง ‘ขนาบหมี’ ที่เบาะหลัง ป้ามาลัยดูจะจนปัญญาขัดขืน จึงได้แต่จำยอมให้หนุ่มสาวพากันไปที่โรงพยาบาล

จนจอดรถหน้าโรงพยาบาลได้ สองหนุ่มสาวก็ต้องลงมาหิ้วปีกป้ามาลัยมานั่งที่รถเข็นที่จอดรออยู่ขณะที่ชายหนุ่มนำรถไปจอด หญิงสาวจึงเดินไปพร้อมกับเวรเปลที่ทำหน้าที่เข็นรถ ที่แม้จะเจ็บไหล่และต้นแขนขนาดไหน แต่เสียงก็ยังคงดังแบบที่คนหูหนวกจะไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเผลออมลำโพงเข้าไปตอนไหน

“จะเอาป้ามาทำม้าย ปล่อยป้า ป้าแข็งแรงดี ป้านวดยาหม่องก็หายแล้ว”

 



Don`t copy text!