
จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 18 : ผีพนัน
โดย : สีหมอก ดอกรัก
![]()
เมื่อพี่ชายตัวดีหนีไปมีสามี! จิตรกรสาวจึงต้องจำใจบริหารโรงงานยาไทยมรดกของคุณปู่แทน แต่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่ถนัด เธอจะพบว่าความสัมพันธ์ที่งดงามจากเหล่าคนชราในโรงยาแห่งนี้ คือยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุด พบกับเรื่องราววุ่นๆ นี้ ใน “จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา” โดย สีหมอก ดอกรัก

หญิงสาวสบตาคีรีตรงๆ ในขณะที่มือของเขากำลังเช็ดซอสที่เลอะแก้มให้อย่างเบามือ จนเจ้าตัวเริ่มรู้สึก ถึงกับหยุดชะงักด้วยความเก้อเขิน
อะไรกัน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็ตั้งหลายปี ไม่ว่าจะสาวห้าวเพื่อนวิศวกร หรือสาวสวยๆ ที่พบเจอก็ไม่เคยมีคนไหนที่ทำให้ชายหนุ่มเสียอาการได้ขนาดนี้ เล่นเอามือไม้ดูจะเกะกะไปหมด หญิงสาวเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้
“หยุดปีใหม่ นอกจากช่วยป้าชมทำงานแล้ว พี่คีมีโปรแกรมจะทำอะไรมั่ง” หญิงสาวถามไปอย่างนั้น ไม่ได้สนใจคำตอบจริงจัง เพราะเห็นชายหนุ่มเริ่มทำตัวไม่ถูก
“ไม่ได้ไปไหนหรอก ก็อยู่บ้านนี่แหละ ไปอยู่นอกชายฝั่งมาตั้งหลายปี อยู่บ้านนี่แหละ สบายที่สุด” ชายหนุ่มเหมือนจะแอบถอนหายใจเบาๆ ด้วยความโล่งใจที่หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องคุย ดีที่ว่าลานปิ้งบาร์บีคิวแสงไฟไม่สว่างมากนัก ไม่งั้นมีใครเห็นหูแดงๆ คงแซวไม่หยุดแน่
“แล้วแทนล่ะ” ชายหนุ่มถามกลับบ้าง แต่ตามองดาวบนฟ้า ไม่ต้องสบตาก็ได้มั้ง จึงไม่เห็นว่าหญิงสาวกำลังแอบขำ
“แทนก็วาดรูปแหละ ว่าจะวาดสะสมไว้เรื่อยๆ นี่ก็แอบร่างใส่สมุดไว้เยอะ เผื่อมีโอกาสจัดแสดงภาพวาด จะได้เอาไปโชว์กะเขาบ้าง” หญิงสาวหันมายิ้มตาใสให้ เล่นเอาคนมองใจเต้นไม่เป็นส่ำ
“ถ้าพี่จะไปนั่งดูแทนวาดรูป แทนจะว่าอะไรมั้ย” ชายหนุ่มกลั้นใจถาม นี่ยังไม่ทันจะขอเป็นแฟนยังสั่นขนาดนี้ ถ้าได้แต่งงานกันคงไม่แคล้วกลัวเมียแน่เลย คิดถึงตรงนี้หน้าก็ยิ่งแดง
“ได้สิ ใครจะไปว่าอะไรล่ะ” ไม่พูดเปล่า ยังจะยิ้มให้คนมองใจเต้นอีกแล้ว
เสียงกระแอมดังลั่น ตามด้วยเสียงไอโขลกๆ ดังมาจากคุณโกมล แล้วตามด้วยเสียงของสองป้า
“พวกป้าไปนอนก่อนน้า” ทำให้สองหนุ่มสาวสะดุ้ง นึกได้ว่าไม่ได้อยู่กันแค่สองคน แต่สายตาแป๋วๆ ของทุกคน รวมทั้งสารินที่เหมือนจะกลั้นขำกำลังมองตรงมาจากระเบียง
“แล้วอะไรติดคอแกฮึไอ้โกมล” ป้าจงกลถาม เสียงไอจึงเงียบลงทันที “ปล่อยให้หนุ่มสาวเขาดูดาวกันไป อย่านอนดึกล่ะ ป้าก็จะไปนอนแล้ว” ป้าชมตะโกนลงมาบ้าง
สารินและธาดาที่นั่งอยู่ไม่ห่าง ทำท่าจะไปประคองป้าทั้งสอง แต่ป้าจงกลรีบห้าม
“ไม่ต้องประคอง ป้าสองคนแข็งแกร่ง ทนหยั่งกะแรด ไปเก็บเตาให้เรียบร้อยไป ไฟฟืนก็ดูแลให้ดี แล้วอย่านอนดึก” ว่าแล้วก็เดินฉับๆ กลับไปที่บ้านโรงยาพร้อมกับคุณโกมลและคุณธาริณี
ทั้งสารินและธาดาจึงเดินลงบันไดสามสี่ขั้นจากระเบียงกว้างมาที่ลานปิ้งย่าง ช่วยกันเก็บเตาย่าง ถัดไปไม่ไกลมาก คีรีและสารินกางเต็นท์ไว้สองหลัง จนกระทั่งทั้งสี่คนช่วยกันเก็บเตาจนเรียบร้อยแล้วจึงช่วยกันก่อกองไฟสำหรับไล่ยุง ท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือกปลายเดือนธันวาคม
ธาดานั่งฟังสารินเล่าถึงชีวิตที่อเมริกาอย่างเพลิดเพลิน และคีรีก็เล่าถึงการทำงานบนแท่นผลิตก๊าซกลางอ่าวไทย ซึ่งเหมือนเปิดโลกใบใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ธัญญาหยิบกระดาษมาสเกตช์ภาพบรรยากาศรอบกองไฟในฤดูหนาวไว้หลายรูป ก่อนจะจามเสียงดัง
“แทนกลับก่อนนะ น้ำค้างลงแล้วแทนขี้มูกยืด ไปละ…พี่ธาดา อย่าดึกล่ะ เป็นสาวเป็นนางนะเราอย่าลืมสิ” ธาดาถลึงตาใส่น้องสาวด้วยความหมั่นไส้
“เออๆ เดี๋ยวตามไป ผู้ชายกับน้อง พี่ก็เลือกผู้ชาย” หญิงสาวหัวเราะลั่น แล้วเดินกลับไปทางประตูรั้ว ทำเอาคีรีมองตามตาละห้อย
“ท่าทางจะได้น้องเขยซะแล้ว” ธาดาแซวจนคีรีรีบหันหน้ากลับมาแล้วทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ธาดาทำปากขมุบขมิบพอได้ยินว่า “ปลอม!”
หญิงสาวเดินดุ่มๆ ผ่านด้านหลังโรงยา หันไปมองเรือนหลังเล็ก ไฟในเรือนนั้นค่อยๆ ดับลง สองป้าคงเตรียมตัวเข้านอนแล้ว โรงยาในวันที่ไม่มีคนงานก็ดูเงียบเหงาอยู่ท่ามกลางความมืดมิด กว่าจะกลับมาคึกคักเหมือนเดิมก็โน่นแหละ หลังปีใหม่
เสียงดัง ‘กึก’ มาจากด้านในโรงยา หญิงสาวหันขวับไปมองทันที แต่ไม่เห็นอะไร ได้แต่นึกกลัวผีประสาคนช่างจินตนาการ จึงรีบสาวเท้าเร็วๆ ไปตามถนนที่มีแนวต้นไม้เรียงรายกั้นเขตระหว่างบ้านใหญ่และโรงยา หญิงสาวได้ยินเหมือนมีใครเดินตาม ก็รีบก้าวเท้าให้ยาวขึ้น แต่ใครที่ตามมาข้างหลังเหมือนจะก้าวยาวกว่า แล้วก็ต้องชะงัก เพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาแทงที่หลัง แม้จะใส่เสื้อกันหนาวค่อนข้างหนา แต่ก็ยังรู้สึกระแวงกับวัตถุบางอย่างที่มาจี้อยู่ที่หลัง
“หยุดเดี๋ยวนี้ มีเงินเท่าไหร่ส่งมา” เสียงดูจะคุ้นหูแต่ยังนึกไม่ออก จึงตอบด้วยเสียงสั่นเทาว่า
“ไม่มี ใครมันจะพกเงินในบ้านเล่าโว้ย” โจรได้ยิน เหมือนจะนึกขึ้นได้ จึงคิดแผนใหม่ทันที
“งั้นโอน” โจรรีบหาทางออกให้
“งั้นก็ขอคิวอาร์โคด” หญิงสาวตอบทันควัน แต่โจรเกิดนึกขึ้นได้
“ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวแกเอาหลักฐานการโอนไปแจ้งตำรวจ ชั้นก็ซวยดิ” อยู่ๆ โจรก็เกิดฉลาด
“เอางี้…งั้นเดินไป…ไปที่รถ” โจรจี้หลังให้เดินไป หญิงสาวจึงถามกลับทันที
“รถใครล่ะ มีตั้งหลายคัน หรือรถของแก คันไหนล่ะ”
“รถแกสิโว้ย” โจรตะคอกใส่ ได้ยินเรื่องรถแล้วหงุดหงิด อยากจะบอกว่าหมดตัว ไม่มีเหลือ มอเตอร์ไซค์ยังขายไปแล้วเลย
“ไม่มีกุญแจ ไปหยิบกุญแจก่อน” หญิงสาวต่อรอง
“กุญแจรถแกอยู่ในย่ามที่สะพายอยู่นั่นแหละ ชั้นรู้” โจรรีบบอกอย่างรู้ทัน
หญิงสาวจำใจต้องเดินไปที่รถ ไอ้พี่ธาดานะ พอได้นั่งฟังผู้ชายคุยก็เกิดจะไม่อยากกลับบ้าน มันน่านัก หญิงสาวคิดอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“แกเป็นใคร ชั้นว่าชั้นคุ้นเสียงแกมาก…จำได้แล้ว ประพล นี่ประพลใช่มั้ย” หญิงสาวพยายามพูดเสียงดัง เผื่อว่าจะมีใครได้ยิน แต่บ้านใหญ่ก็ไกลเกินกว่าจะมีคนได้ยิน ส่วนโรงยาในเวลากลางคืนก็ไม่มีคนเหลืออยู่เลย แถมหยุดยาวปีใหม่เสียอีก ส่วนบ้านป้าชมยิ่งแล้วใหญ่ ใครจะไปได้ยิน
“เออ กูเอง เดินไปเลย ในเมื่อไม่มีเงิน กูก็จะเรียกค่าไถ่มึงนี่แหละ” หญิงสาวมองไปรอบตัวที่มืดมิด นอกรั้วโรงงานก็แทบจะไม่มีรถวิ่งผ่านเลย คงเพราะดึกมากแล้ว จึงจำใจจะต้องเดินไปที่รถช้าๆ พลางคิดหาทางเอาตัวรอด
หญิงสาวเดินช้าๆ ไปจนถึงรถยนต์ของตัวเองที่จอดอยู่ที่โรงรถของบ้านใหญ่ ผ่านรถของธาดาจอดอยู่ติดกัน ธัญญาจึงตัดสินใจเตะรถธาดาโครมใหญ่ หวังให้ระบบกันขโมยร้อง
แต่ทุกอย่างเงียบ… ‘ทีอย่างงี้ทำไมไม่ร้องวะ ทีหมาตดใส่ดันร้องซะลั่น’ หญิงสาวสบถอยู่ในใจ แล้วจึงเดินมาที่ประตูรถของตัวเอง แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงถอดยางมัดผมที่คล้องอยู่ทีข้อมือ ลักษณะเป็นยางขดเป็นสปริงเล็กๆ สีชมพูสด ทิ้งลงไปที่พื้นตรงประตูฝั่งคนขับก่อนจะเข้าไปนั่งในรถ
หญิงสาวเข้าไปนั่งในรถแล้วประพลรีบวิ่งอ้อมมานั่งอีกฝั่ง โดยที่มีอะไรคมๆ ห่อผ้าไว้ จิ้มที่สีข้างของธัญญา
“จั๊กจี้โว้ย เอาออกไปห่างๆ หน่อย มีดแกน่ะ” หญิงสาวโวยวาย
“ขับไป ไม่ต้องบ่น ออกรถเดี๋ยวนี้” ประพลเหมือนจะคุมสติไม่ค่อยอยู่แล้ว หญิงสาวจึงจำใจเคลื่อนรถออกไปช้าๆ ตามถนนหน้าโรงยาที่ไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่าน แถมยังมืด เพราะไฟถนนสายย่อยก็มักจะไม่ค่อยมีไฟสว่างเท่ากับถนนสายหลัก อาศัยไฟจากบ้านเรือนของคนที่อยู่ริมถนนแถวนั้น
“ไปทางไหนต่อล่ะ” หญิงสาวเมื่อขับมาถึงประตูหน้าโรงยา
“ขวา เลี้ยวขวาโว้ย ต้องให้บอก” โจรตะคอกเหมือนกับว่าแทนจะต้องรู้ว่าเลี้ยวไปทางไหน
“แล้วจะรู้มั้ย ไม่ได้เป็นหนอนในสมองขี้เลื่อยของแกนะ”หญิงสาวโวยวายก่อนเลี้ยวขวาออกไปตามทาง อีกสักพักจะเป็นบ้านป้าชม แต่ก็คงไม่มีใครเห็น เพราะลานกางเต็นท์บ้านป้าชมถัดจากรั้วบ้านเข้าไปด้านในค่อนข้างลึก
“ขับให้มันเร็วกว่านี้ได้มั้ย” ประพลโวยวาย
“ก็ไฟถนนมันไม่มี จะให้เร็วยังไง แล้วนี่แกได้อาบน้ำแปรงฟันบ้างมั้ย เหม็นจั๊กกะแร้ แล้วยังเหม็นขี้ฟัน ตะโกนทีจะเป็นลม มันขมคอ!” หญิงสาวจึงเปิดกระจกฝั่งคนขับทันที
“ค่อยยังชั่ว…ให้ลมโกรกหน่อยเหอะ กินช้างตายขึ้นอืดสามวันเข้าไปรึไง เหม็นชะมัด”
หญิงสาวมองเห็นแสงไฟอยู่ข้างทาง ใช่แล้ว มาจากตะเกียงไฟฟ้าหน้าบ้านป้ามาลัยนี่นา หญิงสาวจึงผ่อนคันเร่งให้ช้าๆ เพราะแสงไฟจากวงนั้น ทำให้พอมองเห็นว่านอกจากป้ามาลัยแล้ว ยังมีน้าเทพ เจ้าอิ๋ม…แล้วนั่นพี่หมายไปทำอะไรกับเขาอีกล่ะ แล้วทุกคนมานั่งล้อมวงกันทำอะไรกันดึกดื่นบนแคร่ไม้ไผ่ ที่จุดตะเกียงไฟฟ้าสว่างไสว
ทุกคนมองตามเสียงรถ เพราะดึกแล้วไม่น่าจะมีรถที่ไหนวิ่งมา แถมยังวิ่งช้าพอๆ กับขี่จักรยานอีก “อ้าว นั่นรถแทนนี่นา แทนเอ๊ย จะไปไหน มากินน้ำเก๊กฮวยกัน” ป้ามาลัยตะโกน ทั้งที่เสียงพูดก็ดังเหมือนเสียงตะโกนอยู่แล้ว พอตะโกน เลยเหมือนลำโพงทอดกฐินงานวัด
หญิงสาวทำท่าจะตะโกนตอบ แต่วัตถุแข็งๆ จิ้มอยู่ที่สีข้าง จึงได้แต่ทำปากพะงาบๆ อยู่ในรถ
“แท๊น” “คุณแท๊น” “แทนเอ๊ย” ดังเซ็งแซ่ด้วยฤทธิ์น้ำเก๊กฮวย ทุกคนไม่มีใครยอมแพ้พลังเสียงของป้ามาลัย แต่หญิงสาวก็ขับรถผ่านไป
“เสียงอะไร” คีรีพูดขึ้นมา พลางหันไปตามที่มาของเสียง ท่ามกลางความมืดมิดกลางดึก ทำให้ได้ยินเสียงตะโกนชัด
“เหมือนเสียงเรียกแทนนะ ลองโทรหามั้ย” สารินเสนอ ซึ่งคีรีหยิบโทรศัพท์โทร.เข้าไปแทบจะทันที
“ไม่มีคนรับสายน่ะ ไหนโทรใหม่อีกที” ชายหนุ่มเริ่มละล้าละลัง เพราะไม่เคยมีสักครั้งที่หญิงสาวจะไม่รับสาย
“ก็ยังไม่รับสายอีก แปลก…เราว่าเดี๋ยวไปดูที่บ้านกันดีกว่า” ว่าแล้วทั้งคีรี สาริน และธาดา จึงชวนกันเดินทะลุรั้วไปทางบ้านโรงยา
ตามทางเดินก็ไม่มีอะไรแปลกไป แต่ธาดามองเลยถนนไปบริเวณที่จอดรถ จึงเห็นว่ารถน้องสาวหายไป ทั้งคีรีและสารินรีบเดินให้เร็วขึ้นไปที่รถของธัญญา ส่วนธาดาขอแยกตัวไปดูในบ้าน ว่าน้องสาวยังอยู่หรือเปล่า
“นี่มันยางมัดผมของแทนนี่นา” คีรีหยิบขึ้นมาจากบนพื้น แล้วนึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้แทนปล่อยผมยาวมาตั้งแต่เช้า
“ถ้าไม่มัดผม ปกติแทนจะสวมไว้ที่ข้อมือ มันจะไม่มีทางหลุดได้เอง” คีรีตั้งข้อสังเกตอีกครั้ง
“เว้นแต่จะจงใจ” สารินรีบพูดต่อ
สักพัก ธาดาวิ่งกระหืดกระหอบลงมาจากบ้าน
“แทนไม่อยู่ ในห้องนอนก็ไม่มี ห้องน้ำก็ดูหมดแล้ว เมื่อกี้ผ่านไปที่สตูก็ล็อกจากด้านนอก” คำตอบจากธาดา ทำเอาทั้งสามคนมองหน้ากัน
“ไปรถผมเถอะ ไปตามเสียงเมื่อกี้ เผื่อได้เบาะแส” ธาดาเสนอ ทุกคนจึงเข้าไปนั่งในรถ
ธาดาจึงค่อยๆ เคลื่อนรถออกไปช้าๆ เผื่อจะได้พยายามมองหาเบาะแส รถค่อยๆ เคลื่อนผ่านหน้าโรงยา ถัดไปเป็นบ้านป้าชม ผ่านไปอีกสักพัก จึงเห็นที่มาของเสียงตะโกนเมื่อครู่ จึงจอดรถ แล้วทั้งสามคนก็ลงไปถาม
“เมื่อกี้ผมได้ยินเสียงตะโกนฮะ ฟังไม่ถนัด” คีรีถามคนในวงนั้นที่ดูจะตาปรือ น่าจะเป็นเพราะกินน้ำเก๊กฮวยกันเยอะไป
“ไอ้เจ้าแทนไง มันขับรถผ่านไป…ป้าก็ชวนมานี่ มานั่งกับป้านี่” ป้ามาลัยเอามืออวบๆ ตีลงบนแคร่ที่นั่งอยู่ “…มากินเก๊กฮวยกัน” ไม่พูดเปล่า ป้าเริ่มฟ้อนเป็นจังหวะ น้าเทพเห็นป้าร่ายรำ ก็เริ่มตบมือให้จังหวะ ส่วนหมายยังหลับอยู่
“หนูอยากซักผ้า” อยู่ๆ อิ๋มก็ตะโกนขึ้นมา สามหนุ่มเห็นท่าไม่ได้เรื่อง จึงถามต่อ ก่อนที่ทุกคนจะสติหลุดแล้วจะแย่ไปกว่านี้
“แทนไปทางไหน แล้วใครไปกับแทนครับ” คีรีถามต่ออย่างร้อนใจ
“นู่น กงโน้นนู่น” ป้ามาลัยยกแขนป้อมๆ ไปทางที่แทนขับรถไป
“แล้วใครไปกับแทนครับป้า” คีรีพยายามย้ำคำถาม ป้ามาลัยพยายามคิด แต่คิดไม่ออก น้าเทพจึงพูดขึ้นมาเหมือนคิดอะไรออก
“น้าว่า…เหมือนประพลนะ มันมืด ไฟถนนก็ไม่มี แต่แทนเขาเปิดกระจก ก็เลยเห็นรางๆ น่าจะใช่นะน้าคิดเอาไว้ว่าใช่ ต้องใช่แน่ๆ มันเป็นอะไรที่พูดยาก ต้องให้เธอแก้” แล้วน้าเทพก็ร้องเป็นเพลงแล้วตบมือเข้าจังหวะอย่างครึกครื้น แต่คีรีได้ยินถึงกับหายใจสะดุด เพราะจำได้ดีว่าเคยไล่ประพลออกจากงาน คงจะแค้นใจถึงมาเอาคืน
“บ้านประพลไปทางไหน น้ารู้มั้ยครับ” คีรีรีบถาม
“ไปทางโน้นแหละ ไม่ไกล ขับไปอีกซัก ซักเท่าไหร่ดีวะ ซักพักแหละ อยู่ซ้ายมือ” น้าเทพพยายามดึงสติตัวเองมาอธิบาย
“ถ้างั้น น้าไปด้วยกันเลย” ไม่ฟังคำตอบและไม่สนใจอะไรแล้ว ธาดาไม่รู้เอาแรงมาจากไหน ปลุกความเป็นชายในตัวเอง แล้วลากน้าเทพมานั่งข้างคนขับ ส่วนคีรีกับสารินย้ายไปนั่งด้านหลัง
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 18 : ผีพนัน
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 17 : เรียนรู้
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 16 : กายเจ็บ ใจอย่าเจ็บ
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 15 : เติบโต
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 14 : เกิด แก่ เจ็บ
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 13 : ทฤษฎีโลกกลม
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 12 : ความจริงปรากฏ
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 11 : ป้ามาลัยอีกที
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 10 : ป้ามาลัย
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 9 : แก๊งค์นักสืบ
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 8 : เบียดเบียน
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 7 : จับขโมย
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 6 : ว่าที่ดีไซเนอร์เปย์เวอร์วัง
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 5 : เรื่องวุ่นวายในโรงยา
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 4 : งานในฝันและผู้ชายในฝัน
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 3 : ผู้ช่วยคนสำคัญ
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 2 : แล้วยังจะสร้างเรื่องไว้อีก
- READ จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 1 : พี่ชายตัวดีหนีไปมีผัว







