จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 19 : ประพล

จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 19 : ประพล

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

เมื่อพี่ชายตัวดีหนีไปมีสามี! จิตรกรสาวจึงต้องจำใจบริหารโรงงานยาไทยมรดกของคุณปู่แทน แต่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่ถนัด เธอจะพบว่าความสัมพันธ์ที่งดงามจากเหล่าคนชราในโรงยาแห่งนี้ คือยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุด พบกับเรื่องราววุ่นๆ นี้ ใน “จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา” โดย สีหมอก ดอกรัก

หญิงสาวค่อยๆ เลี้ยวรถเข้าไปจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ลานหน้าบ้านไม่ใหญ่นัก มีหญ้าขึ้นรกเหมือนไม่เคยได้รับการดูแล

ประพลคว้ากระเป๋าผ้าของหญิงสาวมาวางไว้บนตัก จะได้ไม่คิดหนี แล้วกดปุ่มดับเครื่องยนต์ทันทีที่หญิงสาวเปลี่ยนเป็นเกียร์สำหรับจอด โดยที่มือขวาไม่ยอมปล่อย ‘อาวุธ’ ที่ใช้จี้หญิงสาว

ธัญญาฉวยจังหวะนั้น เปิดประตูฝั่งคนขับแล้วตั้งใจจะวิ่งไม่คิดชีวิต แต่ด้วยความไม่คุ้นทางและหญ้าที่รก บวกกับความมืดกลางดึก ทำให้ไปได้ไม่เร็วเท่าที่คิด นายประพลเห็นว่าหญิงสาวเปิดประตูรถแล้ววิ่งออกไป จึงผลักประตูอีกฝั่ง วิ่งด้วยความชำนาญทางมากกว่า กระชากผมที่ปล่อยยาวของหญิงสาวจนหน้าหงาย

“โอ๊ย เจ็บนะ” หญิงสาวร้องลั่น

“คิดจะหนีเหรอ ไม่มีทาง…ไป เข้าบ้านไป” ประพลตะโกนสั่งเสียงดัง หญิงสาวจึงไม่มีทางเลือกจึงเดินเข้าไปในตัวบ้านที่มืดสนิท ประพลรีบกดล็อกประตูเพื่อความปลอดภัย

“ไปนั่งที่เก้าอี้นั่น อย่าตุกติก” หญิงสาวลงนั่ง แล้วพยายามมองฝ่าความมืดไปรอบๆ บ้าน ประพลวางกระเป๋าผ้าของหญิงสาวไว้บนโต๊ะ แล้วตัวเองไปก้มๆ เงยๆ หาของอยู่ในมุมหนึ่งของบ้าน หญิงสาวจึงลุกไปที่โต๊ะเปิดถุงผ้าแล้วหยิบของที่ต้องการออกมา แล้วมายืนมองนายประพลหาของ

“หาอะไร” หญิงสาวยืนถามอยู่ด้านหลัง

“เชือก” นายประพลตอบ แล้วพลันนึกขึ้นได้

“ใครใช้ให้ลุกขึ้นมา บอกให้นั่งเก้าอี้” ประพลตะโกนลั่นด้วยความขัดใจ ก่อนจะหยุดกึก เพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรแหลมๆ แทงที่หลัง

“อันนี้ไม่ใช่ตะเกียบแบบที่นายหลอกชั้น” หญิงสาวพูดด้วยความโมโห เพราะเห็นที่โต๊ะเมื่อครู่ว่านายประพลใช้ตะเกียบ แล้วเอาผ้าคลุมหลอกว่าเป็นมีดมาตลอดทาง

“อยากลองมั้ย” ไม่พูดเปล่า หญิงสาวแทงมีดคัตเตอร์ลงไปเบาๆ ที่หลังนายประพล ทำเอาจอมโจรถึงกับสะดุ้งเฮือก เพราะปลายแหลมของคัตเตอร์มันเข้าเนื้อไปแล้วจริงๆ

“กระเป๋าของคนอย่างฉันอะนะ นอกจากไม่มีเงินแล้ว ก็พกแต่ดินสอ กระดาษแล้วก็พกมีดจ้ะ มีหลายเบอร์ด้วยนะ” หญิงสาวอธิบายเสียงเบา

“เข้าใจมั้ย คว่ำหน้าลง” คราวนี้เปลี่ยนเป็นเสียงดังสนั่น ซึ่งเป็นเสียงเดียวกับที่ใช้ตอนซ้อมเชียร์สมัยเรียนศิลปกรรม จนประพลสะดุ้งสุดตัวรีบคว่ำหน้าลง ไม่เข้าใจว่าเมื่อก่อนหน้า เสียงยังเบาเป็นลูกแมว แล้วอยู่ๆ ก็กลายเป็นสิงโตไปได้ แล้วหญิงสาวก็หยิบเชือกในมือของประพลมามัดแขนไพล่หลัง แล้วบังคับให้มานั่งที่เก้าอี้

ประพลตกใจที่สถานการณ์เป็นรองทันที ทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้

“ทำไมถึงทำอย่างนี้ล่ะ มีตั้งหลายวิธีที่จะหาเงินไม่ใช่เหรอ” หญิงสาวขึ้นไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว แล้วมองลงมาที่ประพลที่กำลังนั่งคอตกอยู่ที่เก้าอี้ แม้จะอยู่ในความมืดเพราะไม่มีไฟฟ้า แต่แค่น้ำเสียงของ‘หลานป้าบงกช’ ก็ทำเอาหนาวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“ก็มีหนี้…” ประพลอ้อมแอ้มตอบ

“เท่าไหร่” หญิงสาวถามด้วยความดังระดับป้ามาลัย

“สองล้าน…” ประพลพยายามกลืนน้ำลายลงคอที่กำลังฝืด

“หนี้อะไรสองล้าน ไอ้พนันบอลนั่นยังไม่หาเงินไปใช้เขาอีกเหรอ ขนาดโกงบริษัทไปด้วยนะเนี่ย ยังไม่พอใช้หนี้อีก” หญิงสาวถึงกับตกตะลึงกับจำนวนเงิน

รถของธาดาขับมาเรื่อยๆ น้าเทพยังเหมือนคนพกสติมาแค่ครึ่งเดียว หรี่ตามองทาง

“น่านละขรับ คุณธาดา ตรงไปข้างหน้าคราบ ตรงนั้นแหละ” น้าเทพเริ่มมีอาการลิ้นไม่สามัคคีจนคีรีต้องคอยเขย่าตัวให้มองทาง

“จ๊อดดดด จอดคราบ น่านแหละ ถึงแล้ว” จบประโยค น้าเทพก็คอพับไปทันที สามหนุ่มไม่สนใจอีกต่อไป เพราะมองเห็นรถของธัญญาจอดอยู่ สามหนุ่มแทบจะกระโดดลงจากรถ แม้แต่ธาดาก็พุ่งตัวไปช่วยน้องสาว

คีรีเห็นประตูล็อกอยู่ จึงถีบโครมทันที ธาดาและสารินเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือ ภาพที่ทุกคนเห็นคือ หญิงสาวนั่งกอดอกอยู่บนโต๊ะ มองลงไปที่ประพลซึ่งนั่งคอตกอยู่บนเก้าอี้ มือทั้งสองข้างถูกมัดไพล่หลังไว้แน่น หญิงสาวเห็นสามหนุ่มเข้ามาช่วยจึงกระโดดลงจากโต๊ะด้วยความดีใจ แล้วไปหลบข้างหลังคีรี

“แทนถูกจับมา ช่วยแทนด้วย” คีรียังยืนงง แต่ธาดาชิงพูดก่อน

“พี่ว่า ช่วยไอ้คนที่ถูกมัดนั่นก่อนมั้ย แล้วแกทำอะไรเขาหรือเปล่าฮะ ยัยแทน” พี่ชายถามด้วยความห่วง ‘โจร’

“แล้วเราจะเอายังไงดี” สารินถาม

“ก็คงต้องให้ตำรวจจัดการ ถึงขนาดลักพาตัวมา ต่อให้แทนเอาตัวรอด ก็ไม่ควร” คีรีทำท่าไม่ยอมความ พอรู้ว่าแทนถูกจับตัวไป ก็เล่นทำเอาตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก

“แทนอยากสัมภาษณ์นายประพลต่อก่อนอีกหน่อยอะค่ะ เมื่อกี้ยังคุยค้างอยู่เลย”

“ตกลงหนี้นายนี่ยังไงกัน ตอบได้หรือยัง” หญิงสาวหันไปถาม ด้วยความดังระดับป้ามาลัยพูดใส่โทรโข่ง

“หนี้นอกระบบ” ประพลตอบเสียงเบาราวเสียงกระซิบ

“หนี้อะไรนะ” คราวนี้คีรีเป็นฝ่ายเสียงดังบ้าง

“หนี้นอกระบบ แล้วจะเอามาจ่ายหนี้พนันบอล…เจ้าหนี้มันไล่ล่าจะฆ่ากูอยู่เนี่ย…” ประพลเริ่มร้องไห้

“ไอ้แนตมันก็ทิ้งกูไปแล้ว ไปมีผัวใหม่ มันไปอยู่กรุงเทพ มันทิ้งกูไปเลย…กูตัวคนเดียว ไม่เหลือใครอีกแล้ว” ประพลก้มหน้าน้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย คนที่มันอับจนหนทางจนทำได้ทุกอย่าง แล้วต้องมายอมจำนน ไม่ใช่เพราะสำนึกได้เอง แต่เพราะถูกจับได้ มันทั้งอาย ทั้งเสียหน้า ทั้งรู้สึกถึงความเป็นผู้แพ้

“แล้วทำไมถึงเข้าไปเล่นพนันล่ะ” สารินถามด้วยความสงสัย ชีวิตของชายหนุ่มคงไม่ค่อยได้คลุกคลีกับคนที่ต้องมาเล่นพนัน

“ตอนแรกมันได้ไง ก็เห็นทางรวย พวกแกมันรวยอยู่แล้ว จะไปเข้าใจอะไรล่ะ ต่อมาก็ลงเพิ่ม แต่มันเสีย ก็เลยแก้มือมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นสองล้านนี่แหละ” ประพลสูดลมหายใจเข้าปอดยาวๆ แล้วกลั้นสะอื้น เล่าต่อ

“ก็หนีไปกรุงเทพเพราะไปกู้หนี้นอกระบบมาใช้หนี้บอล แต่มันเป็นพวกเดียวกันทั้งนั้น อีแนตมันโกรธ มันบอกเลิก แล้วก็ไปมีผัวใหม่ อีผู้หญิงใจง่าย ส่วนกูก็โดนไล่ล่า จนสุดท้ายก็ต้องกลับมาอยู่นี่”

“แล้วเสียงในโรงยาตอนก่อนจะจับตัวแทนมาก็คือนายงี้เหรอ” หญิงสาวนึกขึ้นมาได้ว่า ‘ผี’ ที่กลัวคือผีพนันที่เข้าสิงประพลนั่นเอง

“ใช่ กูเอง ว่าจะเข้าไปขโมย แต่ก็ล็อกทุกประตู เห็นมึงเดินอยู่ก็เลยจะปล้น แต่คนรวยประสาอะไรวะ ไม่มีเงินติดตัว กูก็ต้องจับตัวมึงมานี่ไง”

ระหว่างนั้น ธาดาเดินออกไปโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจให้เดินทางมาที่เกิดเหตุ

“นายเริ่มต้นไม่ถูก ตั้งแต่ไปเล่นพนันแล้ว และยังแก้ปัญหาด้วยการเอาปัญหาใหม่ ไปกลบปัญหาเก่า แล้วก็กลบไปเรื่อยๆ หารู้ไม่ว่าปัญหามันไม่หายไปไหน แต่มันพอกพูน” คีรีฟังอยู่นาน จึงพูดเพื่อให้สติกับประพล

“แล้วถ้าถึงขนาดจับตัวมาเรียกค่าไถ่ มันเกินไป ที่จริงถ้าเราให้ตำรวจจับนายตั้งแต่โกงครั้งนั้นนายอาจจะไม่ต้องไปเสียพนันเพิ่ม…ครั้งนั้น เราให้โอกาสนายกลับตัว…”

“แต่แทนที่นายจะกลับตัว กลับถลำลึกไปเรื่อยๆ เราว่าถ้านายถูกตำรวจจับ เจ้าหนี้ก็ตามตัวไม่ได้ละ น่าจะปลอดภัยกับตัวนายมากกว่า ไม่ต้องถูกไล่ล่า”

“ส่วนเรื่องหนี้นอกระบบกับพนันบอล ก็ให้ตำรวจเขาจัดการ เพราะมันผิดกฎหมาย” หญิงสาวช่วยสรุปให้ ก่อนจะหันมายิ้มกับชายหนุ่มทั้งสามคนอย่างขอบคุณ

จนพักใหญ่ๆ รถตำรวจก็มาจอดหน้าบ้านตามทางที่ธาดาได้แจ้งไว้ แล้วก็มาควบคุมตัวนายประพลไปที่สถานีตำรวจ โดยที่ทั้งสี่คนต้องไปให้การที่สถานีตำรวจด้วยกัน

คีรีจึงอาสาขับรถให้หญิงสาวซึ่งน่าจะหมดพลังงานไปแล้ว ธัญญายิ้มอย่างดีใจ รีบไปนั่งที่เบาะข้างคนขับทันที ส่วนธาดาและสารินกลับมาที่รถ พบว่าน้าเทพนอนแอ้งแม้งตะแคงตัวมาที่คนขับ สารินจึงช่วยดันตัวน้าเทพมานั่งให้เรียบร้อย แล้วอาสาขับรถให้ เพราะเห็นใจหากน้าเทพจะหลับแล้วเอียงตัวไปซบธาดาทำเอาธาดาถึงกับต้องจดคะแนนความเป็นสุภาพบุรุษไว้

หากในอนาคตไม่ใช่สาริน ด้วยเหตุที่เขาไม่ใช่คนแบบเรา ก็จะจำไว้ว่าอย่าให้น้อยไปกว่านี้ ธาดาตั้งใจแน่วแน่

จนกระทั่งสารินขับรถมาถึงลานเก๊กฮวยบ้านป้ามาลัย จึงจอดรถข้างทาง แล้วเปิดประตูจับแขนน้าเทพคล้องคอตัวเอง ธาดาจึงวิ่งลงไป แล้วจับแขนน้าเทพคล้องคออีกด้าน สองหนุ่มยิ้มให้กัน แล้วประคองน้าเทพที่หลับไม่ได้สติ ไปนอนต่อที่แคร่ไม้ไผ่บ้านป้ามาลัย ซึ่งทุกคนล้วนคอพับคออ่อนกันหมดแล้ว

“ตอนขามานี่ผมลากน้าเทพมาได้ยังไงเนี่ย” ธาดาอดหัวเราะไม่ได้ สารินก็หัวเราะตาม พลางนึกภาพที่ธาดาแบกน้าเทพแล้วมาขึ้นรถอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครตามทัน

“นั่นสิ แล้วคุณเร็วมากเลยนะ ตามแทบไม่ทัน เหมือนคนแบกโอ่งตอนไฟไหม้ไง” สองหนุ่มหัวเราะให้กันก่อนจะพากันไปรวมตัวที่สถานีตำรวจ

กว่าจะให้การเสร็จเรียบร้อยก็เกือบจะเช้าของวันใหม่ ประพลถูกฝากขังไว้ที่สถานีตำรวจ ก่อนจะกลับ ทั้งสี่คนเดินเข้าไปเยี่ยมพร้อมกัน

“ผมขอโทษที่ทำให้เดือดร้อน ผมพอจะเข้าใจบ้างแล้ว…ที่คุณคีรีพูดเมื่อกี้ ถ้าผมพ้นโทษ ผมจะตั้งใจทำงาน ผมสัญญา” ประพลพูดช้าๆ ค่อยๆ คิดทีละคำ ทีละประโยค ให้แน่ใจว่ามันออกมาจากหัวใจ

“พวกเราให้อภัยนายนะ จากนี้ก็ทำตัวดีๆ จะได้พ้นโทษ แล้วออกมาทำงานสุจริต ส่วนเรื่องพนันแทนบอกตำรวจไปแล้ว ก็ให้เขาจัดการไป” หญิงสาวยิ้มให้กำลังใจ

“พวกเรากลับก่อนนะ” พูดจบ คีรีก็แทบจะจับจูงหญิงสาวให้เดินออกมาเร็วๆ ซึ่งธาดากับสารินหันมาสบตากันแล้วแอบหัวเราะ

“เป็นอะไรฮะ คีรี ทำไมต้องรีบพาแทนออกมาขนาดนั้น” สารินถามด้วยความสงสัย

“ยังโมโหอยู่ ก็ลักพาตัวแทนไป นี่ดีนะไม่เป็นอะไรมาก” คีรียังฮึดฮัด

“ไม่ใช่ไม่เป็นไรมาก ต้องบอกว่าไม่เป็นอะไรเลยต่างหาก โน่นแน่ะ คนเป็นอะไรก็นายประพล น่วมไปเลย เจอไอ้แทนตะคอกที ป่านนี้จิตใจคงจะบอบช้ำมาก” ธาดาหมั่นไส้ว่าที่น้องเขยเสียเต็มประดา

“ตกลงว่าที่เรากางเต็นท์ไว้…ไม่ได้นอน ออกมาผจญภัยกันทั้งคืนเลย นี่ก็จวนเช้าแล้ว ไปหาข้าวต้มโต้รุ่งกินเหอะ ในตลาดน่าจะมี” สารินชวน ทุกคนเลยตามใจ เพราะสงสารสาริน อุตส่าห์มาเที่ยวต้องมาวุ่นวายไปด้วย

“เดี๋ยวขับตามมาละกัน เรารู้จักร้านอร่อยแถวนี้” คีรีบอกเพื่อน ก่อนจะพาธัญญามานั่งในรถด้วยกันชายหนุ่มหันมามองหญิงสาวข้างกาย แล้วทำหน้าเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง

“เป็นอะไรอะพี่คี ทำหน้าเหมือนปวดท้อง” หญิงสาวหันมาเห็นชายหนุ่มเม้มปากแน่นพอดี

“แทนรู้มั้ย พอพี่รู้ว่าแทนโดนจับตัวไป พี่ห่วงแทบบ้า พี่กลัวว่าแทนจะเป็นอะไรไป พี่กลัวว่าแทนจะโดนทำร้าย พี่ต้องทนไม่ได้แน่ๆ ถ้าพี่ต้องอยู่โดยไม่มีแทน”

ชายหนุ่มหันมามองหญิงสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองทาง จึงไม่ทันได้สังเกตสีหน้าหญิงสาวว่ากำลังอมยิ้มอย่างชอบใจ

“พี่คี…ชอบแทนเหรอ” หญิงสาวอดใจไม่ไหวถามด้วยความอยากรู้

“ก็ใช่อะดิ” ชายหนุ่มตอบโดยไม่เห็นแววตาระยับของหญิงสาวที่อยู่ในความมืด

“ตั้งแต่เมื่อไหร่อะ” คนตาวาวๆ ยังคงอยากรู้

“ตั้งแต่ตอนไหนก็จำไม่ได้ ตั้งแต่เด็กเลยมั้ง ถามทำไมเนี่ย พี่เขินนะ”

“งั้นก็เหมือนแทน…อ้าว ถึงร้านข้าวต้มพอดี จอดตรงนี้เลยค่ะ” หญิงสาวยิ้มพอใจ แล้วเปิดประตูลงจากรถ ไม่สนใจชายหนุ่มที่กำลังอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง

 



Don`t copy text!