บุษบาพยาบาท บทที่ 5 : ชื่อคนตาย

บุษบาพยาบาท บทที่ 5 : ชื่อคนตาย

โดย : ทอม สิริ

บุษบาพยาบาท โดย ทอม สิริ เรื่องราวปริศนาที่อยู่ๆ ผู้คนในหมู่บ้านรอบๆ โฮมสเตย์ที่หทัยชนิต อดีตพยาบาลเข้ามาช่วยดูแลทยอยเสียชีวิตลงเรื่อยๆ เรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องบังเอิญหรือแผนฆาตกรรมของใครกัน สารวัตรกันตภณ ผู้มาเยือนในฐานะแขกของโฮมสเตย์จะช่วยหาคำตอบได้หรือไม่  นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ทีแรกศรัณย์คิดว่าดื่มหมดแก้วนี้แล้วก็เข้านอนเร็วหน่อย ไข้หวัดที่ร่ำๆ จะมาหา ก็คงจะหายเองเหมือนทุกที แต่เขาก็นั่งคุยกับเพื่อนเพลินจนเหล้าหมดกลม คราวนี้มันเลยไม่ยักหายเอง เขาตื่นนอนขึ้นมาด้วยอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด หัวหนักอึ้งแทบจะยกจากหมอนไม่ขึ้น คัดจมูกและจามออกมาสองที หลังจากนั้นก็เริ่มมีไข้ต่ำๆ ตามมาด้วยอาการไอโขลก เขาจึงโทรศัพท์ไปที่ล็อบบีเพื่อขอยาแก้ไข้

ปรากฏว่าอุ๊ยคำแก้วเป็นคนรับสาย และแกบอกว่ายาหมดพอดี เมื่อเช้านี้หทัยชนิตกับศดิศาเข้าเมืองไปแจ้งความเรื่องหยุน และคงซื้อยาสามัญประจำบ้านกับเสบียงอาหารบางอย่างมาด้วย ทำธุระหลายอย่าง อาจจะกลับช้าหน่อย ศรัณย์เลยติดรถกันตภณออกมาหาหมอที่โรงพยาบาล แทนที่จะนอนซมรอยา ซึ่งไม่รู้ว่าสาวๆ จะกลับมาเมื่อไหร่

เพื่อนปล่อยเขาลงที่โรงพยาบาลแล้วก็ขับรถไป มันไม่ได้บอกว่าจะไปไหน และเขาก็มึนจนไม่อยากถาม พอหาหมอเสร็จ เขาก็จ่ายเงินแล้วมานั่งรอคิวเรียกรับยา

เสียงเรียกชื่อคนไข้รับยาดังมาเป็นระยะๆ เสียงเจ้าหน้าที่หญิงที่ผ่านลำโพงตรงหัวเสาดังบี้ๆ ฟังไม่ค่อยชัด ไม่รู้ว่าเป็นที่ลำโพง หรือเป็นที่หูอื้อๆ ของเขา หรือเป็นที่เสียงของเจ้าหน้าที่หน้ากลมแป้นที่นั่งอยู่ตรงไมโครโฟนเคาน์เตอร์จ่ายยาเป็นบี้ๆ อย่างนั้นเอง ศรัณย์รู้แค่ว่าบรรยากาศอย่างนี้มันชวนให้ล้มตัวลงนอนดีแท้ นี่ถ้าไม่ไอจนตัวโยน เขาอาจจะวูบหลับไปแล้ว

เสียงเรียกชื่อ นามสกุลคนไข้ดังผ่านหูไปครั้งแล้วครั้งเล่า หนังตาของนักข่าวหนักอึ้งจนตาแทบจะปิด ตอนที่เขากำลังตัดสินใจว่าจะเดินไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าถ้าถึงคิวของเขาช่วยมาปลุกที ง่วงจนทนไม่ไหวแล้ว จะขอซบหน้ากับเก้าอี้หลับสักงีบ ตอนนั้นเองที่เสียงเรียกชื่อคนไข้อีกรายหนึ่งดังมา ถึงหนังตาจะใกล้ปิด แต่หูของเขากลับกระดิกรับสัญญาณบางอย่าง ที่เมื่อการรับรู้ไปถึงสมอง นักข่าวก็ตื่นตัวทันที

“เฮ้ย…นั่นมันชื่อเพื่อนกูนี่หว่า” เขาเงยหน้าขึ้นกวาดสายตาไปทั่วบริเวณเพื่อมองหาเจ้าของชื่อ ในใจสงสัยว่าถ้าเป็นเพื่อนเขาเดินมารับยาที่เคาน์เตอร์จริงๆ เขาจะทำอย่างไร

ผีหลอกแหง…ก็เพื่อนคนนี้ของเขา มันจมน้ำตายตั้งแต่เรียนประถมด้วยกันแล้วน่ะสิ!

เจ้าหน้าที่ขานชื่ออีกครั้ง คราวนี้ศรัณย์มั่นใจว่าหูไม่ฝาดแน่ แล้วก็มีชายคนหนึ่งเดินไปที่เคาน์เตอร์รับยา แต่ไม่เห็นใบหน้าเพราะใส่หมวกกันน็อก ชายคนนั้นรูปร่างผอมสูง ผิวคล้ำ ทำให้นึกไปถึงกิ่งไม้แห้งๆ หุ่นอย่างนี้ตรงกันข้ามกับเพื่อนในวัยเด็กของเขาซึ่งอ้วนกลมเป็นหมูตอน หลังจากรับยาใส่เป้สะพายหลังที่นำมาด้วยแล้ว ชายคนนั้นก็เดินก้าวยาวๆ ออกไปทางลานจอดรถมอเตอร์ไซค์

“คุณ…คุณรอก่อน เดี๋ยวสิ!” ศรัณย์ตะโกนเรียก

เพราะจากจุดที่เขานั่งอยู่ไกลจากชายคนนั้นพอสมควร นักข่าวจึงต้องตะโกนและรีบวิ่งไปหา มั่นใจว่าชายคนนั้นได้ยินเสียงเขาเรียก เพราะว่าหันมามองแวบหนึ่ง แต่แล้วกลับรีบจ้ำอ้าวขึ้นรถขับออกไปจากโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่เร็วไปกว่านักข่าวอย่างศรัณย์หรอก

“จะรีบไปตายที่ไหนวะ” เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง แล้วไอโขลกระหว่างจดเลขทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์คันนั้นลงในสมุดคู่ใจเล่มเยิน หน้ากระดาษจวนจะหลุดเป็นชิ้นๆ ศรัณย์ตั้งใจจะลองไปหาดูว่าใครเป็นเจ้าของรถคันนั้นในภายหลัง

ตอนนี้เขาหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง จึงเดินไปที่แผนกยา เปล่า…ยังไม่ถึงคิวของเขาหรอก แต่เขามีคนรู้จักอยู่ในแผนกนี้คนหนึ่ง เคยเลี้ยงเหล้ากันสองสามครั้ง นิสัยใจคอพอใช้ได้ ศรัณย์จึงเลี่ยงไปด้านข้างเคาน์เตอร์แล้วกระซิบเรียก

“ไอ้เปี๊ยก…” เขาพยักหน้าให้ เมื่อชายชื่อเปี๊ยกเงยหน้าขึ้นมามอง

“มีอะไรพี่รัณย์”

“ถามอะไรหน่อยว่ะ”

“ว่า…” เปี๊ยกเลิกคิ้วหนาๆ

“เมื่อกี้โคตรแปลกเลยว่ะ มีคนมารับยาที่เคาน์เตอร์เนี่ย ชื่อเหมือนเพื่อนกูเลย”

“มันแปลกตรงไหนล่ะพี่ เพื่อนพี่หรือเปล่า”

“ไอ้บ้า…เพื่อนกูจมน้ำตายตั้งแต่อายุสิบสอง กูนี่จำแม่นเลย เพราะกลัวผีมันฉิบหาย”

“อ้าว?”

“ไม่ใช่เพื่อนกูหรอก ชัวร์ป้าบ…มันรีบเผ่นแน่บเลย ตอนกูตะโกนเรียก”

“แล้วพี่จะถามอะไรผม”

“เอ็งช่วยไปหาคุณหน้ากลมคนนั้นที” เขาชี้ไปที่เจ้าหน้าที่หลังเคาน์เตอร์ แล้วเขาจึงบอกชื่อ-นามสกุลเพื่อนไป “ถามแกว่าไอ้คนชื่อนี้ เมื่อกี้มันมารับยาอะไรไป ถ้าเอ็งสามารถถ่ายรูปยาส่งมาให้กูได้จะเป็นพระคุณยิ่ง”

“เลี้ยงเหล้า…” ไอ้เปี๊ยกยิ้มกว้าง

“เออๆ” เขาหลับหูหลับตาพยักหน้า “ไปเอาชื่อยามา”

เปี๊ยกเดินรี่ไปคุยกับเจ้าหน้าที่สาวหน้ากลมคนนั้นทันที การมีเครือข่ายอยู่ที่นั่นที่นี่สำคัญมากสำหรับอาชีพนักข่าว หลายๆ ครั้งที่งานของเขาคืบหน้า และได้ข่าวสดใหม่กว่าใคร ก็เพราะเครือข่ายเหล่านี้ละ ศรัณย์ไม่รู้หรอกว่าเรื่องนี้มันจะสำคัญไหม หรือมันอาจจะไม่มีอะไรในกอไผ่ แค่คนชื่อซ้ำกันจริงๆ แต่เขาต้องหาคำตอบ ไม่อย่างนั้นมันคาใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ

เปี๊ยกเดินยิ้มกลับมา “มันเป็นยาแก้ไอธรรมดานั่นละพี่ คนไข้เป็นหวัด ไอ คุณหมอเลยสั่งยาแก้ไอ แต่เขาว่าคนไข้แจ้งว่าบ้านไกล มาลำบาก คุณหมอเลยให้ยาไปเยอะหน่อย พี่คิดว่ามันมีอะไรเหรอ” เปี๊ยกทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทีเดียว

“แล้วเอ็งส่งรูปยาที่หมอสั่งมาหรือยัง มือถือกูไม่เห็นมีแจ้งเตือนเลย” เขาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดดู พยายามกลั้นอาการอยากไอ

“ไม่ต้องส่งรูป เอาไปทั้งขวดเลยพี่” เปี๊ยกส่งถุงผ้าใส่ยาให้ “ถึงคิวพี่พอดี แล้วพี่ก็ได้ยาแก้ไอเหมือนกันกับคนไข้คนนั้น ผมเลยเอายามาให้เลย”

“เออดี ขอบใจว่ะ” ศรัณย์เปิดดูในถุงผ้า มียาแก้ไข้ แก้อักเสบ ยาอม รวมทั้งยาน้ำแก้ไอ เขาหยิบขวดยาออกมาอ่านฉลาก

“ช่วงนี้มันปลายฝนต้นหนาว อากาศเปลี่ยน คนโดนละอองฝนก็เป็นหวัดเป็นไข้กันเยอะเลย ดีนะที่ ผอ.แกมองการณ์ไกล สั่งยาแก้ไอนี่มาตุนไว้เยอะ เห็นว่าสั่งไปที่คลินิกแกด้วย”

“ฉลาดเว้ย ได้ราคาขายส่งเพราะโรงพยาบาลซื้อเยอะ ดีกว่าซื้อแยกเดี่ยว สบายไป เฮ้ย…แต่ว่าจริงๆ แล้วมันทำอย่างนี้ได้ด้วยเหรอวะ” ศรัณย์ย่นหัวคิ้ว

“แหม ก็แค่บอกคำเดียวว่า ผอ.ฝากสั่งด้วย เดี๋ยวเขาก็จัดให้แล้ว จะไปยากอะไร้” เปี๊ยกขึ้นเสียงสูง ลอยหน้าลอยตา

ศรัณย์คิดว่าไม่น่าถามมันเลย อะไรๆ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ถ้าจะทำ มันก็มีช่องทางอยู่แล้ว



Don`t copy text!