
ชาติกนก บทที่ 4 : ในโรงเรือน
โดย : พงศกร
![]()
ราสีแดงปริศนา… สู่คดีฆาตกรรมและหายนะจาก ‘เชื้อราปรสิต’! ร่วมลุ้นไปกับ ‘คุณชายชาติกนก’ และ ‘เอมมาลิน’ ในการไขความจริงจากงานวิจัยลับสุดอันตราย อ่านต่อได้ใน “ชาติกนก” นวนิยายเรื่องแรกจากซีรีส์ “สุภาพบุรุษนักสืบ” โดย พงศกร
เอมมาลินใจร้อน อยากไปที่ฟาร์มเพาะเห็ดของนายต่วนวันนั้นเลย แต่เพราะนางเต็มต้องไปกับตำรวจเพื่อจัดการเรื่องชันสูตรและเอกสารต่างๆ เธอและชาติกนกจึงเดินทางไปในวันรุ่งขึ้น
โชคดีที่ไม่มีสอน เลยไม่ต้องไปมหาวิทยาลัย
และโชคดีที่เดชกนกว่าง เขาเลยอาสาขับรถให้
“ขอบคุณหนูเดชมากนะคะ” เอมมาลินเรียกเดชกนกว่า‘หนูเดช’ อย่างที่คนทั้งวังพากันเรียก
“เมื่อไหร่คุณเอมจะเลิกเรียกผมว่าหนูเดชเสียที คุณชาติด้วย” เดชกนกแกล้งทำหน้างอ เขาติดปากเรียกพี่ชายว่าคุณชาติ และเรียกน้องชายว่าคุณจุลมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ แล้ว “ผมไม่ได้เป็นเด็กๆ
แล้วนะ”
“เอาไว้คุณทวดเลิกเรียกเมื่อไร พวกเราค่อยเลิก” ชาติกนกหัวเราะ
“งั้นผมก็คงเป็นหนูเดชตลอดไป” เดชกนกหัวเราะชอบใจ
จนเหลนๆ โตเป็นหนุ่มแล้ว แต่หม่อมอุ่นอรุณผู้เป็นทวดของเดชกนก ก็ยังเรียกเขาว่าหนูเดชเหมือนที่เคยเรียกมาตลอด
เดชกนกเพิ่งกลับมาพระนครได้ไม่ถึงเดือน เขาเรียนจบด้านวิศวกรรมที่เยอรมนี มหาวิทยาลัยเดียวกันกับตวงฤทธิ์บิดาของเขาตอนนี้กำลังว่างยังไม่ได้เริ่มทำงานอะไร เดชกนกลังเลว่าเขาจะช่วยบิดาทำอู่ซ่อมรถ หรือจะช่วยคุณหญิงฉัตรกนกผู้เป็นมารดาดูแลกิจการโรงทอผ้า หรือทำพร้อมกันทั้งสองอย่างดี
‘พี่หนูเดชก็ทำทั้งสองอย่างนั่นแหละ ซ่อมรถ พอเบื่อก็ไปซ่อมเครื่องจักร’ จุลกนกว่า เขาเป็นบุตรชายของคุณหญิงเชิญกนกนับเป็นน้องคนเล็กของพี่ชายทั้งสอง จุลกนกกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีสุดท้าย เขากำลังขะมักเขม้นกับการเตรียมตัวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย จุลกนกอยากเรียนโบราณคดี ไม่ได้อยากเป็นหมอเหมือนพ่อกับแม่
ทั้งคุณหญิงเชิญกนกและนายแพทย์พีริยพงศ์ผู้เป็นบิดา ก็ไม่ได้บังคับลูกชายแต่อย่างใด จุลกนกอยากเรียนอะไรก็ตามใจคุณหญิงเชิญกนกถือคติว่าชีวิตเป็นของลูก ลูกก็ควรจะมีสิทธิ์เลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่ใช่ทำในสิ่งที่พ่อหรือแม่ชอบ
“เลี้ยวข้างหน้าไหมครับ”
เดชกนกถาม ชาติกนกเงยหน้าจากกระดาษที่ครรชิต บุตรชายของนางเต็มจดที่อยู่ให้ กวาดสายตามองไปสองข้างถนน แล้วชี้ไปยังซอยด้านซ้ายมือ
“ใช่…ไม่ผิดละ เขาบอกว่าขับเลยต้นไทรไปหน่อยจะมีซอยเลี้ยวเข้าไปในสวน”
“ได้” เดชกนกชะลอความเร็วรถ แล้วเลี้ยวขวับเข้าไปในซอยด้วยความรวดเร็ว เล่นเอาเอมมาลินร้องออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ
“เฮ้ย…เบาหน่อยหนูเดช” ชาติกนกว่า
“นี่เบาสุดละ” เดชกนกหัวเราะชอบใจ “ช่วยไม่ได้ รถผมมันแรง”
ตวงฤทธิ์ บิดาของเดชกนกเป็นนักสะสมรถยนต์ เขามีรถยนต์เก่าจากยุโรปหลายยี่ห้อ หลายรุ่น สั่งซื้อมาจากต่างประเทศบ้าง ซื้อต่อมาจากเจ้านายบ้าง หลายคันตอนซื้อมาเก่าจนวิ่งไม่ได้ แต่เขากับบุตรชายก็ช่วยกันซ่อมแซมจนสามารถกลับมาใช้งานได้เป็นปกติ
วันนี้เดชกนกไม่ได้ออกไปไหน ชาติกนกเลยวานน้องชายช่วยขับรถให้หน่อย และเมื่อนั่งมาด้วยกันในรถ ได้ฟังเรื่องราวที่เอมมาลินเล่า เดชกนกก็ยิ่งสนใจ
บ้านของนางเต็มเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง ส่วนโรงเพาะเห็ดของนายต่วนเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ปลูกอยู่ท้ายสวนส้มโอ
นางเต็มและครรชิตผู้เป็นบุตรชายรออยู่แล้ว
“พ่อเอ็งไปไหนเสียล่ะ” นางเต็มหันไปถามบุตรชาย
“ลงสวนไปตั้งแต่เช้ามืดแล้ว” ครรชิตตอบมารดา “น่าจะอยู่ในสวนแหละแม่”
“น่าจะมาอยู่รอรับคุณๆ เขา” นางเต็มบ่น “พ่อเอ็งนี่ก็ประหลาดคน”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย” ชาติกนกว่า“พวกผมแค่มาขอตรวจดูโรงเรือนเท่านั้น”
“งั้นตามมาทางนี้ค่ะ”
นางเต็มพยักหน้า สีหน้าท่าทางยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเพราะนายต่วนเป็นพี่ชายคนเดียวของเธอ ตอนนี้ศพของเขายังอยู่ที่โรงพยาบาล ต้องรอให้หมอชันสูตรเรียบร้อยเสียก่อน จึงจะรับมาประกอบพิธีทางศาสนาได้
เจ้าของบ้านทั้งสองเดินนำแขกจากพระนคร ไปยังเรือนไม้หลังคามุงจากที่นายต่วนใช้เป็นสถานที่เพาะเห็ดขาย
ภายในโรงเพาะเห็ดมืดสนิท อากาศชื้นจนรู้สึกเหนียวตัว
“ผมขอรอข้างนอกนะคุณชาติ” เดชกนกรีบบอก
ชาติกนกเห็นน้องชายมือสั่นก็รู้ว่าเดชกนกกำลังกลัว
เดชกนกเป็นชายหนุ่มที่ร่าเริง แจ่มใส กล้าหาญไม่กลัวใครแต่ทุกครั้งที่ต้องอยู่ในที่แคบหรือห้องมืด เดชกนกจะมีอาการแพนิกหวาดกลัวอย่างรุนแรง อาการกลัวของเดชกนกเกิดขึ้นหลังจากที่เขาถูกผู้ร้ายจับตัวไปในตอนเด็ก แม้จะช่วยกลับมาได้ด้วยความปลอดภัย แต่หลังจากนั้นเดชกนกก็จะมีอาการหวาดกลัวที่แคบและห้องมืดๆ ทุกวันนี้เวลานอนเขาก็ยังต้องเปิดไฟสว่าง (1)
“โอเค” ชาติกนกพยักหน้าให้น้องชาย
ในโรงเพาะเห็ดมีหลอดไฟแรงเทียนต่ำแขวนอยู่ดวงเดียว นางเต็มเอื้อมมือไปกดสวิตช์ เมื่อแสงจากดวงไฟสว่างเรืองรอง ชาติกนกก็เห็นว่าโรงเพาะเห็ดมีทางเข้าออกทางเดียว ไม่มีหน้าต่าง
พื้นของโรงเพาะเห็ดเป็นดินอัดแน่น ชาติกนกแลเห็นมีชั้นไม้ต่อหยาบๆ จำนวนหลายชั้น แต่ละชั้นมีถุงที่นายต่วนเพาะเห็ดวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ เอมมาลินพบว่ามีเห็ดอยู่หลายชนิดภายในโรงเรือนแห่งนั้น หลักๆ คือเห็ดฟางและเห็ดหูหนู
นายต่วนวางแผนทำฟาร์มอย่างมีระบบ เขาจัดกลุ่มเห็ดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ เห็ดบนชั้นทางด้านขวามือถูกตัดไปขายแล้วเหลือแต่ถุงเปล่า เห็ดบนชั้นตรงกลางเริ่มผุดดอกอ่อนๆ ออกมาอีกไม่กี่วันก็จะสามารถตัดไปขายได้แล้ว ส่วนเห็ดบนชั้นทางด้านซ้ายเป็นเห็ดที่เพิ่งเพาะไม่นาน ต้องใช้เวลาราวหนึ่งสัปดาห์กว่าจะเริ่มผุดดอกออกมาให้เก็บไปขายได้ ดูจากลักษณะการจัดการฟาร์มและโรงเรือน แสดงให้เห็นว่านายต่วนมีความรู้มากพอตัว
“ลุงต่วนเรียนเรื่องการเพาะเห็ดมาจากไหนคะ” เอมมาลินถาม ในเวลานั้นประเทศไทยยังไม่ค่อยมีใครสนใจเรื่องเพาะเห็ดขายมากนัก
“พี่ต่วนเคยเป็นลูกจ้างที่มหาวิทยาลัยจ้ะ” นางเต็มเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเกษตร “เคยช่วยพวกอาจารย์เขาทดลองเพาะเห็ด พอลาออกมาก็เลยมีความรู้ติดตัวเอามาทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัวได้นี่ละ”
“ว่าแต่พวกคุณจะหาเชื้อราสีแดงกันหรือครับ” ครรชิตถามด้วยความอยากรู้
“ใช่แล้ว” เอมมาลินพยักหน้า “ฉันอยากรู้ว่ามีเชื้อราแบบนั้นอยู่ที่นี่หรือเปล่า ปกติเห็ดกับรามีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เวลาเจอเห็ด ก็มักจะเจอราอยู่ใกล้ๆ กันด้วย บางทีเราอาจจะได้เบาะแส
อะไรจากโรงเพาะเห็ดนี้ก็เป็นได้”
จนบัดนี้เอมมาลินก็ยังไม่รู้ว่าราสีแดงที่พบในศพของนายต่วนคือเชื้อราชนิดไหนกันแน่ เมื่อวานเธอพลิกตำราที่นำติดตัวมาจากอังกฤษ เทียบดูอย่างละเอียด ก็ไม่พบว่ามีบันทึกถึงเชื้อราหน้าตาประหลาดนี้ว่าเป็นชนิดไหน อยู่ในวงศ์อะไร ตอนติดตามโปรเฟสเซอร์แบรมลีย์ไปออกภาคสนาม เอมมาลินเคยเห็นราสีแดงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีชนิดใดเหมือนกับราที่พบบนศพนายต่วน
กำลังคิดว่าถ้าหาคำตอบไม่ได้จริงๆ อาจจะต้องส่งตัวอย่างราประหลาดไปให้โปรเฟสเซอร์แบรมลีย์ อาจารย์ของเธอที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดราระดับโลกช่วยตรวจสอบดู สมัยสาวๆ แบรมลีย์เดินทางไปสำรวจเห็ดรามาหลายทวีป บางทีเธออาจจะรู้จักเชื้อราที่มีสีแดงสดเหมือนกับสีของเต่าทองก็เป็นได้
“ตามสบายเลยจ้ะ ในนี้ออกจะมืดไปสักหน่อย ประเดี๋ยวฉันเปิดไฟให้อีก…” นางเต็มชี้หลอดไฟแรงเทียนต่ำบนเพดานอีกสองดวงที่ยังดับอยู่ “พี่ต่วนเขาทำสวิตช์ไฟไว้สองจุด ไฟสองดวงนั่นมีสวิตช์เปิดอยู่ท้ายโรงเพาะเห็ด”
นางเต็มพูดแล้วก็เดินไปยังท้ายโรงเพาะเห็ดเพื่อเปิดไฟดวงที่เหลือให้กับชาติกนกและเอมมาลิน แต่ยังเดินไปไม่ทันถึงที่หมายเท้าก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างบนพื้นเข้าเสียก่อน
ครั้นเมื่อเธอเหลือบตามองว่าเดินสะดุดอะไร พลันนั้นเอง…นางเต็มก็ส่งเสียงกรีดร้องดังลั่นด้วยความตื่นตระหนก!
เชิงอรรถ :
(1) เหตุการณ์จากเรื่อง “เชิญกนก” โดย พงศกร








