ชาติกนก บทที่ 1 : Mimic ลอกเลียนแบบ

ชาติกนก บทที่ 1 : Mimic ลอกเลียนแบบ

โดย : พงศกร

Loading

ราสีแดงปริศนา… สู่คดีฆาตกรรมและหายนะจาก ‘เชื้อราปรสิต’! ร่วมลุ้นไปกับ ‘คุณชายชาติกนก’ และ ‘เอมมาลิน’ ในการไขความจริงจากงานวิจัยลับสุดอันตราย อ่านต่อได้ใน “ชาติกนก” นวนิยายเรื่องแรกจากซีรีส์ “สุภาพบุรุษนักสืบ” โดย พงศกร

 

พุทธศักราช ๒๕๐๑

ปีที่ ๑๒ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙

 

“อุ๊ย…อาจารย์คะ ระวังผึ้งต่อยนะ”

เสียงลูกศิษย์สาวร้องด้วยความตกใจ เมื่อเห็นอาจารย์ของพวกเธอกำลังเอื้อมมือไปจับผึ้งตัวอ้วนที่บินวนเวียนรอบๆ ดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมในแปลงก้นของมันเรียวยาว ลวดลายสีเหลืองสลับดำแลดูสวยงาม

มากกว่าน่ากลัว

“อ้ะ…จับได้แล้ว”

เขาไม่ได้สนใจเสียงร้องนั้น ทว่าเอื้อมมือไปจับแมลงตรงหน้าและกำมันเอาไว้หลวมๆ ในอุ้งมือ ก่อนจะยื่นไปตรงหน้าบรรดาลูกศิษย์ แล้วแบมือออก ปล่อยให้แมลงน้อยเป็นอิสระ

“ว้าย”

สาวๆ สองสามคนร้อง และกระโดดถอยหลัง เพราะกลัวว่าจะถูกผึ้งต่อย ขณะที่อีกคนเบิกตากว้าง มองแมลงที่บินออกมาจากอุ้งมือของอาจารย์หนุ่มด้วยความสนใจ

“ไม่ใช่ผึ้งนี่คะ”

นักศึกษาหญิงคนนั้นพึมพำ

“เก่งมากดุรียา” อาจารย์หนุ่มยิ้ม

“ไม่ใช่ผึ้ง…แล้วมันคืออะไรคะ” ดุรียาเอียงศีรษะ

“ชันโรง” หม่อมราชวงศ์ชาติกนกอธิบาย “เป็นแมลงตระกูลเดียวกับผึ้ง แต่ตัวเล็กกว่า ไม่ใช่ผึ้ง…ไม่มีเหล็กไน ไม่ต่อย นิสัยของชันโรงไม่ดุร้ายเหมือนผึ้ง”

“หนูยังว่า…ทำไมอาจารย์กล้าจับ” นักศึกษาคนเดิมว่า

“ผมแยกไม่ออกเลยครับ” นักศึกษาชายอีกคนส่ายหน้าไปมา“ตอนแรกนึกว่าผึ้งจิ๋ว”

“พวกมันดูคล้ายผึ้งมาก ไต่ตอมเกสรดอกไม้เหมือนกัน เก็บเกี่ยวน้ำหวานเหมือนกัน ตอนนี้เริ่มมีคนเพาะเลี้ยงชันโรงเพื่อใช้พวกมันช่วยผสมเกสรดอกไม้”

“นึกออกละ” นักศึกษาคนหนึ่งที่เป็นคนใต้ทำตาโต “แถวบ้านผมเรียกว่าอุง”

“ขี้สูด” นักศึกษาที่มาจากขอนแก่นพยักหน้า

“ขี้ลักต่างหาก” นักศึกษาหญิงชาวเชียงใหม่หัวเราะ

“ในธรรมชาติ มีแมลงคล้ายผึ้งหลายชนิด” อาจารย์หนุ่มอธิบายต่อ “อย่าง Hoverfly หรือแมลงวันลายผึ้ง พวกมันชอบตอมดอกไม้เหมือนกัน แต่เพราะไม่มีเหล็กไน แมลงวันพวกนี้เลยพรางตัวให้ดูคล้ายกับผึ้ง…พฤติกรรมแบบนี้เรียกว่า Mimic หรือการเลียนแบบ”

ชาติกนกคุ้นชินกับผึ้ง โดนผึ้งต่อยมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะม.ร.ว.เปลวกนก มารดาของเขาทำฟาร์มผึ้งอยู่ที่บางเบิด ชาติกนกจึงรู้จักผึ้งเป็นอย่างดี และนั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาเลือกเรียนกีฏวิทยา จนได้กลับมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาอย่างในวันนี้

“Mimic…พวกมันทำแบบนั้นทำไมครับ” อัศวิน ซึ่งเป็นนักศึกษาหนุ่มใต้ถาม

“สัตว์ แมลง พืช ที่เลียนแบบสัตว์อื่น…พวกมันทำด้วยวัตถุประสงค์หลายอย่าง” อาจารย์หนุ่มอธิบายคล่องแคล่ว “บ้างก็ทำเพื่อล่อลวงเหยื่อให้มาติดกับเพราะความโลภ…อย่างต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ผลิตน้ำหวานในกระเปาะของมัน เพื่อล่อแมลงให้ตกลงไป บ้างก็ทำเพราะต้องการป้องกันตัว เอาตัวรอดจากนักล่า อย่างเช่น Ant–Mimic Spider หรือ แมงมุมมด…ที่จริงพวกมันคือ แมงมุม แต่ปรับสีสัน เปลี่ยนแปลงรูปร่างของตัวเอง รวมถึงเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินให้ดูคล้ายกับมด แฝงตัวเข้าไปในฝูงมด เพื่อจับมดกินเป็นอาหาร”

“โอ้โห” ดุรียาทำตาโต “น่ากลัวเหมือนกันนะคะ”

“พวกมดคงไม่ทันได้สังเกตว่ามีผู้ร้ายแฝงตัวมาในกลุ่ม” อัศวินถอนใจ “รู้ตัวอีกที โดนจับกินไปเสียแล้ว”

“ธรรมชาติมีกระบวนการที่มหัศจรรย์มากมาย” ชาติกนกยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา “วันนี้หมดเวลาแล้ว เอาไว้ครั้งหน้า ผมจะเล่าเรื่องธรรมชาติเลียนแบบให้พวกคุณฟังอีก…ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกเยอะเลย”

“เรียนกับอาจารย์สนุกจังครับ” อัศวินยิ้มเห็นฟันขาว ตัดกับผิวเข้มของเขา “อาจารย์ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย…ไม่เหมือนอาจารย์บางคน…”

“อ้าวๆ พอแล้ว” ชาติกนกรีบห้าม ด้วยรู้ว่าบรรดานักศึกษาหมายถึงใคร “อย่าพาดพิงคนอื่น”

“มันเรื่องจริงนะคะ…นอกจากจะดุแล้วยังสอนไม่เข้าใจอีกต่างหาก” นักศึกษาคนอื่นแกล้งประท้วง

“ก็อาจารย์เค้าพูดภาษาไทยคำ ภาษาอังกฤษคำ หนูฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง” กรองทองซึ่งเป็นนักศึกษาชาวขอนแก่นพึมพำ

“ดีนะที่อาจารย์เขาสวย” อัศวินหัวเราะชอบใจ “ผมงี้มองหน้าอาจารย์เพลินไปเลย”

“เพราะยังงี้หรือเปล่า มัวแต่มองหน้าอาจารย์ เลยเรียนไม่รู้เรื่อง” ดุรียาว่า

“หมดเวลา” ชาติกนกตัดบท “แยกย้ายกันได้แล้ว…พบกันใหม่สัปดาห์หน้า”

นักศึกษายกมือไหว้ทำความเคารพอาจารย์ของพวกเขา ก่อนจะแยกย้ายกัน ชาติกนกยืนรอจนนักศึกษาคนสุดท้ายเดินออกไปจากแปลงเกษตร จึงเดินไปยังห้องพักอาจารย์เอมมาลินที่อยู่คนละ

ปีกตึก

วิชากีฏวิทยาที่ชาติกนกสอน เป็นวิชาของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ที่เรียนเอกชีววิทยา ตอนที่กลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ชาติกนกพยายามจะเสนอให้คณบดีแยกกีฏวิทยาออกมาเป็นภาควิชาโดยเฉพาะ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จเนื่องจากคณบดีเห็นว่าจำนวนนักศึกษาที่เลือกเรียนกีฏวิทยาโดยตรงมีจำนวนไม่มากพอที่จะแยก

สาขาออกมา วิชาเกี่ยวกับแมลงที่ชายหนุ่มสอนจึงต้องรวมอยู่กับชีววิทยาสาขาอื่นๆ

แน่ละ…นั่นย่อมรวมถึงวิชาเห็ดราวิทยาของเอมมาลินด้วย

“ไงคะคุณชาย”

ทันทีที่เห็นหน้าชายหนุ่ม เอมมาลินก็ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงติดจะหงุดหงิด

ดวงหน้าสวยหวานของหญิงสาวมีร่องรอยกังวล ดวงตากลมโตของเธอกะพริบถี่ๆ ชาติกนกอดเปรียบเทียบขนตายาวงอนของหญิงสาวเหมือนผีเสื้อที่กำลังกระพือปีกมิได้

“พวกนักศึกษาบ่นอะไรเกี่ยวกับฉันให้คุณชายฟังอีกหรือเปล่า”

“ไม่มีอะไรหรอกคุณเอม” ชาติกนกส่งยิ้มให้หญิงสาว “อย่าสนใจเลย เด็กๆ ก็บ่นไปอย่างนั้นเอง”

เอมมาลินคือคนรักของเขา บิดาของเธอทำงานที่สถานทูตอังกฤษ เอมมาลินเกิดและเติบโตที่ลอนดอน เธอจึงมีความคิดความอ่านเหมือนกับคนอังกฤษแท้ๆ ที่พูดภาษาไทยได้คล่องปากเพราะผู้เป็นมารดาบังคับให้พูด อ่านและเขียนภาษาไทยตอนอยู่ในบ้าน

ชาติกนกพบกับเอมมาลินที่มหาวิทยาลัย ความที่เขาชอบธรรมชาติ และเธอก็ชอบธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นคนไทยเหมือนกันทั้งสองจึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว และความสัมพันธ์ก็ค่อยๆ พัฒนาจนเป็นคนรักกันในเวลาต่อมา

เมื่อ ม.ร.ว.ชาติกนกเรียนจบและต้องเดินทางกลับเมืองไทยเพื่อใช้ทุนเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย เอมมาลินตัดสินใจกลับมาพร้อมกันกับเขา เธอสมัครเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเดียวกับชายหนุ่ม มหาวิทยาลัยไม่มีอัตราบรรจุ เอมมาลินจึงเป็นอาจารย์ภายใต้สัญญาจ้างแบบปีต่อปี แม้วิชาเห็ดราวิทยาจะเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในอังกฤษ ทว่าในเมืองไทยแล้ว สาขานี้ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เอมมาลินจึงเป็นอาจารย์เพียงคนเดียวในภาควิชา ที่สอนเห็ดราวิทยาให้กับนักศึกษาทุกชั้นปี

ภาษาไทยของเอมมาลินอยู่ในระดับใช้การได้ดี แต่เมื่อต้องมาสอนหนังสือที่มีคำศัพท์ที่ยากกว่าการพูดในชีวิตประจำวัน หลายครั้งเอมมาลินจึงสอนด้วยความติดขัด ต้องใช้ภาษาอังกฤษผสมทำให้นักศึกษาบางกลุ่มไม่ค่อยชอบใจนัก อีกทั้งเนื้อหาของวิชาเห็ดราวิทยาค่อนข้างยาก ไม่มีหนังสือเรียนที่เป็นภาษาไทย ไม่มี

ศัพท์เฉพาะเป็นภาษาไทย เวลาเอมมาลินสอนหนังสือจึงจำเป็นต้องใช้ตำราของต่างประเทศสำหรับอ้างอิง รวมถึงต้องพูดต้องใช้คำศัพท์เชิงเทคนิคที่เข้าใจยาก นักศึกษาหลายคนเลยชอบบ่นว่าเรียนกับเอมมาลินไม่รู้เรื่อง และพวกเขารู้ดีว่าอาจารย์เอมมาลินเป็นคนรักของอาจารย์คุณชายชาติกนก นักศึกษาจึงชอบมาบ่นให้อาจารย์หนุ่มฟังเป็นการระบาย

“ฉันไม่เชื่อหรอก” เอมมาลินส่ายหน้า “เมื่อตอนสายดอกเตอร์สมชนกก็เรียกฉันไปตักเตือนเรื่องนักศึกษามาฟ้องว่าฉันสอนหนังสือไม่รู้เรื่อง อาจารย์ยังขู่ฉันด้วยนะว่า ถ้านักศึกษายังบ่นว่าฉันสอนไม่รู้เรื่องอยู่ ปีหน้าอาจจะไม่ได้รับพิจารณาให้ต่อสัญญา”

ดร.สมชนกที่เอมมาลินเอ่ยถึงคือคณบดีคณะวิทยาศาสตร์เป็นหญิงสาวโสดอายุราวห้าสิบปี สวมแว่นหนา ท่าทางคงแก่เรียนเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา เรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยที่ชาติกนกกำลังทำงานอยู่ในเวลานี้

อาจเพราะเป็นคณบดี และเป็นคนละเอียดกับทุกเรื่อง ดอกเตอร์สมชนกจึงเคร่งครัดมากถึงขั้นจุกจิก ไม่ยอมปล่อยผ่านกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่ชาติกนกเห็น อาจารย์สมชนกไม่สนิทกับใครเลย อีกทั้งยังวางตัวเหินห่างจากอาจารย์คนอื่นๆ ในภาควิชา

“อาจารย์เขาพูดขนาดนั้นเลยเหรอ” ชาติกนกเลิกคิ้ว

“ใช่” เอมมาลินถอนใจ ชาติกนกเป็นอาจารย์ประจำแล้วเพราะเขาไปเรียนด้วยทุนของมหาวิทยาลัย ขณะที่เธอยังไม่ได้บรรจุเป็นอาจารย์ ทุกวันนี้เอมมาลินทำงานในตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวที่จะต้องมีการประเมินผลงาน และทำสัญญาปีต่อปี

“คุณเอมเพิ่งมาสอนได้เทอมเดียวเอง” ชาติกนกปลอบใจ “อีกอย่าง ธรรมชาติของเด็กไทยไม่เหมือนเด็กฝรั่ง คุณต้องใช้เวลาเรียนรู้ลักษณะนิสัยและวิธีคิดของพวกเขา แล้วมาปรับแผนการสอนให้เหมาะกับผู้เรียน”

“ยากเหมือนกันนะคะ” เอมมาลินส่ายหน้า “มีเรื่องให้ฉันต้องปรับตัวมากมายไปหมด บางทีฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองเป็นคนไทยหรือเปล่านะ ทำไมสิ่งที่ฉันคิดกับสิ่งที่คนอื่นคิด ถึงไม่เหมือนกันเอาเสียเลย”

“ไม่แปลกหรอก” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปบีบมือเอมมาลินเบาๆ “คุณเอมเกิดที่อังกฤษ โตที่อังกฤษ ใช้ชีวิตเหมือนคนอังกฤษ…วิธีคิดของคุณเลยไม่เหมือนคนไทย”

“ค่ะ” เอมมาลินพยักหน้า “ฉันก็พยายามบอกตัวเองอย่างนั้น”

“อย่าเพิ่งถอดใจไปก่อนนะคุณ” ชาติกนกยังจับมือหญิงสาวเอาไว้ “ผมจะคอยช่วย พวกน้องๆ ของผมก็จะคอยช่วย พวกเขาชอบคุณกันทุกคน มีอะไรก็ขอให้บอกพวกเรา”

น้องๆ ที่ ม.ร.ว.ชาติกนกพูดถึงก็คือ เดชกนก ลูกชายของคุณหญิงฉัตรกนก และจุลกนก ลูกชายของคุณหญิงเชิญกนกคุณหญิงทั้งสองเป็นน้องสาวของคุณหญิงเปลวกนกผู้เป็นมารดาของเขา

ม.ร.ว.ชาติกนก เดชกนก และจุลกนก…ทั้งสามเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ทั้งเดชกนกและจุลกนกล้วนชื่นชอบ ชื่นชม ในความงาม ความสามารถของเอมมาลินกันทุกคน

“แต่คุณทวดของคุณชายชอบคุณหญิงอัมพิกา” เอมมาลินถอนใจ

คุณหญิงอัมพิกาที่เธอพูดถึงนั้น คือ ม.ร.ว.อัมพิกา ซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของคุณชายชาติกนก เขาบอกกับเธอว่าท่านพ่อของคุณหญิงอัมพิกาหมายมั่นจะให้ลูกสาวได้แต่งงานกับคุณชายชาติกนกเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ของสองตระกูล

“คุณทวดเพียงแต่รักษามารยาทเท่านั้น” ชาติกนกแก้แทนหม่อมอุ่นอรุณที่เป็นคุณทวดของเขา ปีนี้ท่านอายุเก้าสิบกว่า เริ่มไม่คล่องตัวเหมือนเก่า ทว่ายังมีความคิดที่เฉียบคมอยู่ “ไม่ได้คิดจะให้ผมแต่งงานกับหญิงอัมพิกาจริงๆ หรอก…คุณอย่าคิดมากสิ”

“ค่ะ” เอมมาลินพยักหน้า “ฉันจะพยายาม”

“เลิกงานแล้ว ไปหาอะไรทานกันไหมครับ” ชาติกนกชวนเอมมาลินพักอยู่กับคุณป้าของเธอที่บ้านแถวพญาไท คุณเพลินพิศเป็นพี่สาวแท้ๆ ของคุณไพลิน ผู้เป็นมารดาของเอมมาลิน

ทุกวันหลังเลิกงานเขากับเอมมาลินจะไปรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน จากนั้นชาติกนกจึงจะขับรถไปส่งหญิงสาว แล้วค่อยกลับที่พักของตัวเอง

เขาไม่ได้อยู่ที่วังดำรงชาติกับท่านพ่อและคุณหญิงแม่

ชาติกนกมีบ้านพักอยู่แถวถนนสุรวงศ์ เดิมเป็นบ้านที่ท่านชายดำรงชาติให้ฝรั่งเช่า พอชาติกนกเรียนจบกลับมา และฝรั่งที่เช่าบ้านย้ายกลับประเทศไปพอดี ชายหนุ่มจึงขอผู้เป็นบิดาแยกออกมาพักที่บ้านหลังนั้น เพื่อความเป็นส่วนตัว

ตอนแรกเขานึกว่าคนที่จะคัดค้านคือคุณหญิงเปลวกนกผู้เป็นมารดา แต่กลายเป็นว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกลับเป็นท่านชายดำรงชาติชาติกนกต้องยกเหตุผลมาอ้างมากมาย แต่ท่านพ่อของคุณชายก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี สุดท้ายคุณหญิงเปลวกนกออกหน้าสนับสนุนท่านชายดำรงชาติจึงได้แต่ยอมอนุญาตแต่โดยดี

“ดีเหมือนกันค่ะ” เอมมาลินพยักหน้า ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าใบเล็กมาถือไว้

ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ใครบางคนก็มาเคาะประตูห้องพักอาจารย์ด้วยอาการเร่งร้อน ชาติกนกกำลังจะเดินไปยังประตู แขกผู้มาเยือนก็เปิดเข้ามาเองด้วยความใจร้อน

“คุณชายชาติกนกอยู่ไหมครับ”

ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มที่เดินเข้ามาในห้องพักอาจารย์เป็นตำรวจ รูปร่างสูงใหญ่ ดวงหน้าคมสัน มีหนวดเรียวยาวอยู่เหนือริมฝีปากบางเฉียบ

“ผมเองครับ” ชาติกนกจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาสงสัย

“ผมร้อยตำรวจเอกศักราช” นายตำรวจหนุ่มแนะนำตัวเอง “ขอเชิญคุณชายไปกับผมหน่อยครับ”

“ผม” ชาติกนกชี้ที่หน้าอกตัวเอง ก่อนจะชี้ไปยังร้อยตำรวจเอกศักราช “ไปกับคุณ”

“ครับ” นายตำรวจหนุ่มพยักหน้า

“ไปทำไมครับ” ชาติกนกนิ่วหน้า “ผมไปทำอะไรผิดหรือ”

“เปล่าครับ” ผู้กองศักราชส่ายหน้า “คุณชายไม่ได้ทำผิด แต่ผมมาขอความช่วยเหลือ”

“ขอความช่วยเหลือ” ม.ร.ว.ชาติกนกยังไม่เข้าใจความต้องการของอีกฝ่าย

“ใช่ครับ” นายตำรวจหนุ่มพยักหน้า “มากับผมเถอะ…แล้วคุณชายก็จะรู้เองว่าเรื่องอะไร”

 



Don`t copy text!