ชาติกนก บทที่ 6 : พร้อมหน้า

ชาติกนก บทที่ 6 : พร้อมหน้า

โดย : พงศกร

Loading

ราสีแดงปริศนา… สู่คดีฆาตกรรมและหายนะจาก ‘เชื้อราปรสิต’! ร่วมลุ้นไปกับ ‘คุณชายชาติกนก’ และ ‘เอมมาลิน’ ในการไขความจริงจากงานวิจัยลับสุดอันตราย อ่านต่อได้ใน “ชาติกนก” นวนิยายเรื่องแรกจากซีรีส์ “สุภาพบุรุษนักสืบ” โดย พงศกร

“เอมมาลิน คุณคิดว่าทั้งหมดนี่เกี่ยวข้องกับการที่นายต่วนกับนายโชติไปทวงเงินอาจารย์คนนั้นไหม” ชาติกนกเอ่ยถามคนรักของเขา ระหว่างเดินทางกลับพระนคร

“มีความเป็นไปได้ เท่าๆ กับที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งหมดอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย หรือทั้งหมดคือเรื่องเดียวกัน…อืม…” เอมมาลินพยักหน้าด้วยอาการครุ่นคิด “ถ้าอยากรู้ เราก็ต้องหาว่าอาจารย์ที่นายต่วนไปหาคือใคร”

“ปัญหาคือแม่เต็มไม่รู้น่ะสิว่าอาจารย์คนนั้นชื่ออะไร” ชาติกนกส่ายหน้า

“สืบไม่ยากหรอกครับคุณชาติ” เดชกนกว่า สายตาของเขายังมองไปยังถนนสายเล็กๆ ตรงหน้า แดดเริ่มอ่อนแสง ถนนค่อนข้างเปลี่ยว นานๆ ทีจึงจะมีรถสวนผ่านมาสักคัน “ตามไปที่มหาวิทยาลัยที่นายต่วนเคยทำงาน ลองถามคนที่นั่นสักหน่อยก็รู้แล้ว เอาไหมผมสืบให้”

“เอาไว้ค่อยไปด้วยกันดีกว่า” ชาติกนกพยักหน้า “อาจารย์คนนั้นเป็นใคร เกี่ยวข้องกับการตายของนายต่วนและนายโชติหรือไม่ เรายังไม่รู้แน่ชัด” เอมมาลินพึมพำ “แต่ที่บอกได้ตอนนี้ คือทั้งสองตายด้วยสาเหตุเดียวกัน และศพของพวกเขาก็พบว่ามีราสีแดงขึ้นอยู่ด้วย”

เอมมาลินยกตลับแก้วที่บรรจุเชื้อราประหลาดขึ้นมาดูใกล้ๆดวงตาคู่คมของเธอจ้องมองและพยายามวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ต่างๆ

“รูปทรงของมันแปลกมาก ยอมรับว่าฉันไม่เคยเห็นมาก่อน” หญิงสาวพึมพำ “สีก็แปลก…เราแทบจะไม่เคยเห็นเชื้อราที่มีสีแดงสดแบบนี้ในประเทศเขตร้อนเลยนะคะ แถมมันยังขึ้นอยู่ในปากของศพอีก”

“ระยะเวลา…แค่วันเดียว เชื้อราจะขึ้นได้ขนาดนี้เลยหรือ” ชาติกนกถอนใจ

“ขึ้นได้ค่ะ” เอมมาลินพยักหน้า “ถ้าอากาศและอุณหภูมิเหมาะสม เชื้อราบางชนิดก็สามารถขึ้นได้ภายในวันเดียว”

“แล้วศพที่แห้งกลายสภาพเป็นมัมมี่ล่ะครับ” น้ำเสียงของเดชกนกเต็มไปด้วยความครุ่นคิด เขาเห็นศพของนายโชติตอนที่ตำรวจเคลื่อนย้ายออกมาจากโรงเพาะเห็ด ชายหนุ่มถึงกับอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่เคยเห็นอะไรที่แปลกประหลาดแบบนี้มาก่อน

“นายต่วนหายตัวไปไม่กี่วัน…ส่วนนายโชติเพิ่งลงไปในสวนเมื่อตอนเช้ามืดวันนี้ ก่อนจะพบกลายเป็นศพ คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าทำไมสภาพถึงแห้งเป็นมัมมี่ไปได้” ในหัวของเอมมาลินเต็มไปด้วยความสงสัย

“เต่าทองด้วย” นักกีฏวิทยาหนุ่มพึมพำ “มีเต่าทองอยู่กับราดูเหมือนพวกมันพากันมากินของเหลวที่ราปล่อยออกมา…และสีแดงของราก็เหมือนกับสีแดงของเต่าทอง ของเหลวนั่นน่าจะมีพิษหรือทำให้เมา เพราะเต่าทองหลายตัวมีการต่อสู้กัน และบางตัวก็นอนตายอยู่ใกล้ๆ ทั้งหมดนี้มันเกี่ยวข้องกันยังไงนะ”

“ราเพชฌฆาตหรือเปล่าครับ คล้ายๆ หม้อข้าวหม้อแกงลิงสร้างน้ำหวานหลอกล่อให้เต่าทองมาหา แล้วราก็ดูดกินซากเต่าทองสีของเห็ดเลยเป็นสีแดงเหมือนเต่าทอง” เดชกนกพยายามหาทฤษฎีมาอธิบาย ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นเหมือนกับตวงฤทธิ์ผู้เป็นบิดาไม่มีผิด “แต่คุณชาติ คุณเอมอย่าเอาเรื่องเอาราวกับผมมากนักนะ ผมเป็นวิศวกร ไม่รู้เรื่องเห็ดรากับแมลงอะไรหรอก แค่ลองคิดเล่นๆ ดูเท่านั้น”

“แต่ที่หนูเดชพูดมาก็น่าคิดอยู่นะคะ” เอมมาลินว่า สายตายังไม่ละไปจากราในตลับแก้ว

เธอเห็นในที่เกิดเหตุมีแมลงเต่าทองมากมาย หลายตัวยังขยับเคลื่อนไหวได้ หลายตัววิ่งวุ่นวายไปมา หลายตัวนอนตายแน่นิ่ง นั่นก็เป็นอีกหนึ่งปริศนาที่เธอยังอธิบายไม่ได้ว่าเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่

“เอาไว้ฉันจะเอารานี้ไปเพาะในห้องทดลอง แล้วสังเกตดูพฤติกรรมของมัน บางทีอาจจะได้ข้อมูลอะไรมากขึ้น”

หลังจากที่เดชกนกไปแจ้งความ ตำรวจที่นครชัยศรีก็รุดมาตรวจดูที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งลงความเห็นว่าเป็นการตายที่แปลกประหลาด ไม่มีใครเคยเห็นคนตายไปแค่วันเดียวแล้วศพแห้งกลายเป็นมัมมี่มาก่อน

ร.ต.อ.ทรงวิทย์ ร้อยเวรเจ้าของคดีจึงสั่งให้ส่งศพของนายโชติไปชันสูตร ชาติกนกได้โอกาสจึงเล่าเรื่องศพของนายต่วนให้ตำรวจฟังว่ามีลักษณะเดียวกันไม่มีผิด เขาขอให้ตำรวจส่งศพนายโชติไปชันสูตรยังโรงพยาบาลที่นายแพทย์พีริยพงศ์ทำงานอยู่ เพราะศพของนายต่วนก็อยู่ที่นั่น

ตำรวจอนุญาตให้ส่งศพไปชันสูตรที่เดียวกันได้ เพราะโรงพยาบาลที่นครชัยศรีไม่มีเครื่องมือเฉพาะทาง อีกทั้งในเวลานั้น การตรวจนิติเวชศาสตร์มีอยู่แค่ไม่กี่แห่ง และโรงพยาบาลที่นายแพทย์พีริยพงศ์ทำงานอยู่ก็เป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือ

ตลอดเวลาที่ตำรวจมาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ นางเต็มเอาแต่ร้องไห้ด้วยความเศร้าโศก เพราะพี่ชายเพิ่งจะมาตายไปได้ไม่ทันไร สามีก็มาตายไปอีกคน คนตอบคำถามส่วนใหญ่ของตำรวจจึงเป็นครรชิตผู้เป็นบุตรชาย

“เอาละ เก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ตอนนี้ทุกคนคงรอพวกเราแย่แล้ว” ชาติกนกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

“ให้เร่งไหมคุณชาติ…เอาแบบครึ่งชั่วโมงถึง หรือเอาแบบสิบนาทีถึง”

เดชกนกกำลังขับรถขึ้นสะพานกรุงเทพ มุ่งหน้ากลับไปยังวังเปรมปุษาณ ด้วยวันนี้เป็นวันที่สมาชิกทุกคนในบ้านจะกลับไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน

“ไม่ต้องเลย” ชาติกนกส่ายหน้า “ไม่อยากลงไปนอนข้างถนน…ขับไปปกตินี่แหละ”

“แหม” เดชกนกหัวเราะชอบใจ “ไม่กลัวคุณทวดบ่นว่าช้าหรือครับ”

“คุณทวดบ่นก็บ่นเพราะรักหรอก” ชาติกนกว่า

“งั้นในบรรดาเหลน คุณทวดคงรักผมที่สุด” เดชกนกยังคงหัวเราะ “เพราะบ่นผมมากกว่าใครๆ”

ครั้นพอไปถึงวังเปรมปุษาณ ก็จริงดังที่เดชกนกว่า

ทันทีที่เห็นหน้าเหลนชายทั้งสอง หม่อมอุ่นอรุณก็ชี้หน้าเดชกนกแล้วส่งเสียงแหลมเล็กว่า

“ฮั่นแน่…หนูเดช พาพี่เขาไปเถลไถลที่ไหน คนอื่นๆ เขามากันครบแล้ว จะกินข้าวก็ยังกินไม่ได้ มัวแต่รอพวกเธออยู่นั่นละ”

“ถ้าหิวก็กินกันก่อนสิครับ” เดชกนกหันไปยักคิ้วให้ชาติกนกเป็นทำนองว่า เห็นไหมล่ะ จริงอย่างที่ว่าไหม “ไม่มีใครโดนเย็บปากไว้สักหน่อย”

“อ้าว อ้าว” หม่อมอุ่นอรุณเคาะไม้เท้าในมือกับพื้น “ปากดีนะเนี่ย…วอนซะละ…กวนประสาทเหมือนพ่อแกไม่มีผิดเลยนะยะ”

“อ้าว อ้าว” คราวนี้ตวงฤทธิ์ร้องขึ้นบ้าง “คุณย่าว่าผมก็ไม่ถูกนะครับ ถึงผมจะกวนประสาท ก็กวนแค่นิดหน่อย ไม่เหมือนหนูเดช…รายนั้นกวนทุกคน ตั้งแต่คุณย่าไปจนถึงอากงเลยทีเดียว”

“กวนกันทั้งคู่ค่ะ…ไม่ต้องโทษใคร ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น…หนูเดชก็เหมือนคุณนั่นละ คุณฤทธิ์” คุณหญิงฉัตรกนกผู้เป็นมารดาของเดชกนกโคลงศีรษะ วันนี้เธอสวมกระโปรงที่ตัดเย็บจากผ้าทอลายใหม่ที่โรงงานเพิ่งจะผลิตออกมา เป็นลายยอดนิยมที่สาวๆ ในพระนครต้องหาซื้อมาตัดเสื้อผ้ากัน

“บ้านนี้ออกจะโกลาหลหน่อยนะหนูเอม” คุณหญิงเปลวกนกหันไปจูงมือเอมมาลิน ชวนให้ไปนั่งด้วยกัน “ยิ่งอยู่พร้อมหน้ากันแบบนี้ แย่งกันพูดไม่มีใครฟังใครกันละ”

“อบอุ่นดีออกค่ะ” เอมมาลินรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

“ทำตัวตามสบายนะหนูเอมมาลิน” ท่านชายดำรงชาติทรงยิ้มให้กับคนรักของโอรส พระองค์ออกจะเอ็นดูหญิงสาวหน้าตาสะสวยกิริยามารยาทเหมือนฝรั่งคนนี้ไม่ใช่น้อย

บิดาและมารดาของเอมมาลินยังอยู่ที่อังกฤษ ด้วยยังไม่หมดวาระในหน้าที่การงาน เอมมาลินเดินทางมาประเทศไทยตามลำพังเธอติดตามคุณชายชาติกนกมาเพราะเขาชวนให้มาด้วยกัน ชาติกนกบอกรักเธอ และให้สัญญาว่าจะดูแลเอมมาลินเป็นอย่างดี

แม้จะมีญาติข้างบิดามารดาอยู่เมืองไทยก็จริง ทว่าเอมมาลินก็ไม่ได้สนิทสนมด้วย กับคุณป้าเพลินพิศที่เธอพักอยู่ด้วยก็ไม่ได้สนิทกันมากนัก เธอเกิดที่อังกฤษ เติบโตมาในสังคมตะวันตก ถึงหน้าตาจะเป็นไทยแท้ แต่วิธีคิด วิธีพูด และการแสดงออกของเอมมาลินนั้นคือคนอังกฤษ เอมมาลินยอมทิ้งครอบครัว ทิ้งสังคม

ทิ้งเพื่อนฝูงที่มีมาทั้งชีวิต และเดินทางมาในถิ่นที่ตนเองไม่คุ้นเคยเพราะความรัก

แต่ความรักของเธอกับชาติกนกจะเป็นไปได้แค่ไหน…

ตอนอยู่ด้วยกันที่อังกฤษ เอมมาลินไม่เคยกังวลถึงเรื่องนี้เพราะตลอดเวลาที่อยู่ลอนดอน ชาติกนกแสดงออกให้เห็นว่าเขารักเธอมาก

แต่พอกลับมาถึงประเทศไทย เอมมาลินรู้สึกว่าเรื่องอาจไม่ง่ายเหมือนที่คิดไว้

ไม่ง่ายเพราะมีตัวแปรอื่นเข้ามาในชีวิต

แม้ชาติกนกจะแสดงออกว่าเขารักเธอ แม้ทุกคนในครอบครัวของเขาชื่นชอบและชื่นชมเธอมากก็จริง

แต่ครั้นพอมีคุณหญิงอัมพิกาโผล่เข้ามาเป็นตัวแปร ทุกอย่างก็ไม่ง่ายในความรู้สึกของเอมมาลิน เพราะหม่อมราชวงศ์หญิงคนนั้นมีฐานะเป็นญาติห่างๆ ของชาติกนก อีกทั้งผู้ใหญ่ทางฝั่งของคุณหญิงอัมพิกาก็หมายมั่นปั้นมือจะให้ลูกสาวแต่งงานกับชาติกนกอีกด้วย

นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่เอมมาลินต้องปรับตัวให้คุ้นชินกับวิถีชีวิตแบบไทยๆ

วันนี้สมาชิกครอบครัวของวังเปรมปุษาณอยู่กันเกือบครบขาดก็แต่คุณหญิงเชิญกนกที่ต้องอยู่เวรที่โรงพยาบาล

“เสียดายจัง วันนี้หญิงอัมพิกาไม่ได้มาด้วย” หม่อมอุ่นอรุณเปรยขึ้นขณะที่ทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย

หม่อมอุ่นอรุณเป็นหม่อมมารดาของท่านชายเปรมปุษาณ เป็นหม่อมย่าของคุณหญิงเปลวกนก คุณหญิงฉัตรกนก และคุณหญิงเชิญกนก เธอจึงมีศักดิ์เป็นหม่อมทวดของคุณชายชาติกนกนั่นเอง

นั่นทำให้บรรยากาศในโต๊ะอาหารตึงเครียดขึ้นมาทันที

ชาติกนกเอื้อมมือไปจับมือของเอมมาลินและบีบเบาๆ ขณะที่เดชกนกและจุลกนกแกล้งชวนคุยเรื่องอื่นเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลาย

“วันนี้อาหารอร่อยทั้งนั้นเลย ไม่เผ็ดมาก หนูเอมมาลินน่าจะชอบ”

หม่อมกนกอร คุณยายของคุณชายชาติกนกรีบเปลี่ยนเรื่องวันนี้เธอทำหมี่กรอบ และแกงเขียวหวานเนื้อกินกับโรตี รสชาติเผ็ดเล็กน้อย ซึ่งเอมมาลินกินได้

หญิงสาวชอบอาหารที่วังเปรมปุษาณมาก เป็นอาหารไทยที่รสชาติเข้มข้นถึงรส เวลาเอมมาลินมารับประทานอาหารที่นี่ หม่อมกนกอรจะพยายามหาเมนูที่รสชาติไม่เผ็ดจนเกินไปเอาไว้ให้เอมมาลินเสมอ

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ทุกคนก็นั่งพูดคุยกันด้วยความผ่อนคลาย หม่อมอุ่นอรุณไม่พูดถึงคุณหญิงอัมพิกาอีก รอบโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสลับกับเสียงบ่นพึมพำ หลายครั้งจุลกนกก็แย่งกับเดชกนกเล่าเรื่องที่ตัวเองกำลังสนใจให้ผู้ใหญ่ฟัง

“เห็นข่าวที่ชาวนาไปพบเหรียญและลูกปัดโบราณที่เนินเขากลางทุ่งแถวเพชรบูรณ์กันไหมครับ” จุลกนกพูดถึงเรื่องที่กำลังเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์

“ท่าจะเป็นเมืองโบราณยุคสุโขทัยละมัง” ท่านชายเปรมปุษาณตรัส

“น่าจะนานกว่าสุโขทัยครับท่านตา” เดชกนกว่า “อาจถึงอาณาจักรศรีเทพโน่น”

“แกก็ไปขุดสิหนูจุล” หม่อมอุ่นอรุณหัวเราะชอบใจ “อยากเป็นนักโบราณคดีไม่ใช่หรือ”

“ไปแน่นอนครับคุณทวด” จุลกนกหัวเราะ “แต่ต้องสอบให้ติดคณะโบราณคดีก่อน”

“ขยันแบบนี้ต้องสอบได้แน่” หม่อมอุ่นอรุณชมหลาน ลูกชายของคุณหญิงเชิญกนกเป็นคนเรียนเก่ง เวลาจุลกนกตั้งใจจะทำอะไรแล้วไม่เคยไม่สำเร็จ

หลังจากที่คนรับใช้นำน้ำชาและของว่างมาเสิร์ฟ เอมมาลินก็เห็นนายแพทย์พีริยพงศ์ สามีของคุณหญิงเชิญกนกลุกขึ้น เขาหันมาหาคุณชายชาติกนกและพยักหน้าส่งสัญญาณให้ตามไปคุยกันที่ห้องรับแขกด้านใน ชาติกนกหันไปเอ่ยขอตัวกับทุกคน แล้วดึงมือให้เอมมาลินลุกไปด้วยกัน

นายแพทย์พีริยพงศ์นั่งรออยู่ที่เก้าอี้นวมบุกำมะหยี่สีน้ำเงินดวงหน้าคมสันมีร่องรอยเคร่งขรึม ทันทีที่คุณชายชาติกนกและเอมมาลินทรุดกายลงนั่งยังฝั่งตรงข้าม นายแพทย์วัยกลางคนก็เอ่ยขึ้นทันที

“ศพที่ส่งมาชันสูตร…ดูไม่ปกติเอาเสียเลย”

คำพูดของนายแพทย์พีริยพงศ์บอกว่าเขารู้รายละเอียดทั้งหมด

แล้ว

“หมายความว่ายังไงครับคุณน้าหมอ” ชาติกนกนิ่วหน้า

“เรามักพบศพที่แห้งเป็นมัมมี่ในสถานที่ร้อนจัด อย่างเช่นทะเลทราย และกว่าศพจะแห้งจนเป็นแบบนี้ ก็ต้องใช้เวลานานหลายเดือน ตำรวจบอกน้าว่าคนตายเพิ่งตายไปไม่เกินสองหรือสามวัน” นายแพทย์พีริยพงศ์เอ่ยเสียงแผ่วต่ำในลำคอ “ผ่าดูอวัยวะข้างในก็แห้งเป็นมัมมี่เหมือนกัน…น้าคิดว่าตรวจด้วยตาเปล่าไม่พอ เลยตัดชิ้นเนื้อเพื่อเอาไปส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ รวมถึงย้อมสีเซลล์เพื่อตรวจหาความผิดปกติ กระบวนการนี้ต้องใช้เวลาราวหนึ่งสัปดาห์”

“วันนี้เกิดมีอีกหนึ่งศพ ที่มีลักษณะแบบเดียวกันเลยครับ” ชาติกนกรีบบอก

“อะไรนะ” พีริยพงศ์ทำตาโต “ศพมัมมี่น่ะหรือ”

“ค่ะ” เอมมาลินพยักหน้า

“คนตายชื่อนายโชติ เป็นน้องเขยของนายต่วน…คนตายคนแรกครับ พวกเขาพักอยู่ที่นครชัยศรี ผมกับเอมตามไปที่นั่นเพราะอยากสอบถามข้อมูลรายละเอียดของนายต่วน กลับกลายเป็นว่าไปพบอีกศพหนึ่งเข้า คนตายทั้งสองมีจุดเชื่อมโยงคือ เป็นญาติกัน” ชาติกนกเล่า “ตำรวจที่นครชัยศรีกำลังส่งศพมาชันสูตร

ผมขอให้ส่งมาที่โรงพยาบาลของคุณน้าหมอ”

“ก็ดี” พีริยพงศ์พยักหน้า “บางทีถ้าได้ตรวจดูสองศพเทียบกัน เราอาจจะได้ร่องรอยอะไรเพิ่มเติม…จริงสิ ตำรวจบอกว่าตอนพบศพ ดูเหมือนมีราขึ้นอยู่ในช่องปากของศพด้วยใช่ไหม”

“ค่ะ นี่คือตัวอย่างราสีแดงที่เก็บมาจากศพทั้งสอง” เอมมาลินหยิบเอาตลับแก้วสองตลับออกมาวางตรงหน้า แม้จะมีที่มาจากศพคนละศพกัน ทว่ารูปลักษณะของราจากทั้งสองศพกลับเหมือนกันไม่มีผิด สีแดงของมันแดงจัดราวกับสีเลือด “ฉันจะเอาไปเพาะเลี้ยง และลองสังเกตดูการเจริญเติบโตของพวกมัน”

“น้าขอเอาไว้ชิ้นหนึ่ง” นายแพทย์วัยกลางคนว่า “จะขอตรวจดูด้วยอีกทาง…แปลกแท้ๆ เชื้อราอะไร ขึ้นได้แม้กระทั่งในปากของคนตาย…”

 



Don`t copy text!