ชาติกนก บทที่ 5 : ศพที่สอง

ชาติกนก บทที่ 5 : ศพที่สอง

โดย : พงศกร

Loading

ราสีแดงปริศนา… สู่คดีฆาตกรรมและหายนะจาก ‘เชื้อราปรสิต’! ร่วมลุ้นไปกับ ‘คุณชายชาติกนก’ และ ‘เอมมาลิน’ ในการไขความจริงจากงานวิจัยลับสุดอันตราย อ่านต่อได้ใน “ชาติกนก” นวนิยายเรื่องแรกจากซีรีส์ “สุภาพบุรุษนักสืบ” โดย พงศกร

 

“คะ…คะ…ใคร” นางเต็มตัวสั่น เสียงสั่น “ใครนอนอยู่นั่น”

ชาติกนก เอมมาลิน และครรชิต พร้อมใจกันวิ่งไปหานางเต็มครรชิตกอดมารดาของเขาเอาไว้ ดวงตาจ้องมองร่างที่ทอดยาวอยู่บนพื้นด้วยความตระหนกไม่แพ้กัน

“คะ…คะ…ใคร มาอยู่ในนี้ได้อย่างไร”

เสียงของนางเต็มยังคงสั่นสะท้าน

ชาติกนกตรงไปกดสวิตช์เปิดไฟ

ครั้นเมื่อไฟแรงเทียนต่ำบนเพดานอีกสองดวงสว่างขึ้น ทุกคนก็เห็นร่างที่นอนเหยียดยาวบนพื้นได้ถนัด และครรชิตก็ร้องเสียงตกใจไม่แพ้ผู้เป็นมารดา

“พ่อ…นั่นพ่อนี่”

นางเต็มได้ยินบุตรชายร้องเช่นนั้น ก็หันไปมองร่างร่างนั้นอีกครั้ง แล้วขาทั้งสองข้างก็อ่อนจนทรงกายไม่อยู่ นางเต็มทรุดลงไปนั่งกองกับพื้น

ศพผู้ชายไม่สวมเสื้อ กายท่อนล่างสวมกางเกงและมีผ้าขาวม้าสีแดงดำลายกระดานคาดเอว นั่นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก…

“พี่โชติ”

นางเต็มพึมพำ สายตาที่จ้องมองดูร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นสามีเต็มไปด้วยร่องรอยประหวั่น ริมฝีปากของเธอสั่นระริก

“ปะ…ปะ…เป็นแบบนี้ได้ยังไง…นี่มันอะไรกัน”

“พ่อ…พ่อตายแล้ว” ครรชิตร้องไห้ชาติกนกและเอมมาลินเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กันเพราะร่างที่นอนอยู่บนพื้นตรงหน้านั้น มีลักษณะแห้งเหมือนมัมมี่ไม่มีผิด

ผิวของคนตายเหี่ยวย่นจนเห็นกล้ามเนื้อชัด แก้มซูบตอบ ดวงตาลึกโหล กายท่อนบนไม่สวมเสื้อ จึงเห็นว่ากล้ามเนื้อส่วนอกแห้งจนเห็นกระดูกซี่โครง

“ดูสิ…พ่อ…ร่างของพ่อ เหมือนลุงต่วน” ครรชิตพึมพำ

“นั่นสิ…ลักษณะเหมือนกันเลย” ชาติกนกพึมพำ

มีกลิ่นสาบสางเอียนๆ ลอยอวลอยู่ในอณูอากาศโดยรอบกลิ่นแบบเดียวกับกลิ่นศพของนายต่วนไม่มีผิด

“เป็นไปได้ยังไง ทำไมร่างกายของพ่อถึงแห้งเหี่ยวแบบนี้”

ครรชิตนิ่วหน้า “พ่อเพิ่งลงสวนเมื่อเช้ามืดวันนี้เอง”

“แสดงว่านายโชติเพิ่งตายไปไม่ถึงครึ่งวัน…” เอมมาลินพึมพำ

“แต่ทำไมร่างถึงแห้ง เหมือนตายมาแล้วเป็นสัปดาห์”

ชาติกนกและเอมมาลินทรุดกายนั่งลงเพื่อตรวจดูศพของนายโชติ แล้วทั้งสองก็ต้องหันมามองหน้ากันด้วยความตื่นตะลึงด้วยในปากของนายโชตินั้น…เต็มไปด้วยเต่าทองตัวสีแดงสด…

พวกมันกำลังตอมอยู่รอบๆ กลุ่มเชื้อราสีแดง

และ…ใช่…

พวกมันเดินกันอย่างสับสนวุ่นวาย บางตัวหันไปกัดกันเองด้วยซ้ำ

ชาติกนกมองดูเต่าทองพวกนั้นด้วยความสนใจ ดวงตาคู่คร้ามคมของเขาเฝ้ามองมันอย่างจับสังเกต ดวงหน้าคมสันของชายหนุ่มมีร่องรอยครุ่นคิด พฤติกรรมของเต่าทองตรงหน้าดูก้าวร้าวเหมือนที่พบที่ศพของนายต่วนไม่มีผิด

นี่ไม่ใช่ธรรมชาติปกติของพวกมัน…

เอมมาลินหยิบตลับแก้วสำหรับเก็บตัวอย่างออกมาจากกระเป๋าที่พกติดตัวมาด้วย แต่ยังไม่ทันจะได้เก็บราออกมาจากปากของศพ เสียงประตูโรงเพาะเห็ดก็เปิดออกกว้าง พร้อมกับเสียงร้องดังลั่น

“เกิดอะไรขึ้นคุณชาติ”

เดชกนกนั่นเอง

เขารออยู่ข้างนอก และได้ยินเสียงโวยวายเกิดขึ้นในโรงเพาะเห็ด เดชกนกเป็นห่วงพี่ชายจึงรวบรวมความกล้า เอาชนะความกลัวที่แคบและที่มืด ผลักประตูเข้ามา ครั้นพอเห็นศพนอนอยู่บนพื้นดวงตาของชายหนุ่มก็เบิกกว้าง

“หนูเดช มีคนตาย เป็นผู้ชายอายุราวห้าสิบปี…ช่วยไปแจ้งตำรวจให้พี่ตอนนี้เลย เชิญตำรวจมาที่เกิดเหตุ จะได้ตรวจสอบรายละเอียด”

“ได้ครับ” เดชกนกรับคำแล้วถอยหลังกลับออกไปอย่างรวดเร็วเขาไม่ได้อยากอยู่ในโรงเพาะเห็ดที่ทั้งแคบและมืดอยู่แล้ว

นางเต็มหน้าซีดเหมือนจะเป็นลม และร้องไห้ไม่หยุด ชาติกนกบอกให้ครรชิตประคองมารดาออกไปนั่งพักข้างนอกก่อน ตัวเขาช่วยเอมมาลินเก็บตัวอย่างเชื้อราจากในปากของคนตายเสร็จเรียบร้อยจึงค่อยเดินออกไปหาสองแม่ลูกที่นั่งอยู่ใต้ร่มไม้

นางเต็มยังร้องไห้คร่ำครวญ ครรชิตหน้าซีดเผือด ยังไม่หายช็อกกับภาพที่ได้เห็น

“ครรชิตลองลำดับเหตุการณ์เมื่อตอนเช้าให้ผมฟังหน่อยได้ไหม” ชาติกนกถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ทุกๆ วัน พ่อกับแม่ผมจะตื่นแต่เช้ามืด…” ครรชิตเล่า “แม่จะหุงข้าวเตรียมตักบาตร ส่วนพ่อจะลงไปดูส้มโอในสวน เมื่อวานแม่วิ่งวุ่นเรื่องลุงต่วนทั้งวัน วันนี้ผมเลยบอกให้แม่นอนพัก แล้วผมเป็นคนลุกมาหุงข้าวแทน ตอนผมลุกมาก็ยังคุยกับพ่อ พ่อบอกจะลงสวน เสร็จแล้วจะเลยไปหาหลวงพ่อที่วัด เพื่อคุยเรื่องเตรียม

งานศพลุงต่วน…ไม่รู้ว่าพ่อเข้าไปในโรงเพาะเห็ดทำไม…ไม่รู้เลยว่าทำไมพ่อถึงเป็นแบบนี้”

“ก่อนหน้านี้ พ่อของครรชิตไม่มีอาการป่วยอะไรเลยหรือ” ชาติกนกถาม

“ไม่เลยครับ” ครรชิตส่ายหน้า “พ่อแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำ

ตัวอะไร”

“แต่สองวันก่อน…พ่อแกบ่นปวดท้องอยู่นะ” นางเต็มนึกขึ้นได้ เธอหันมาทางชาติกนกแล้วเล่าว่า “ตอนแรกฉันก็นึกว่าพี่โชติคงไปกินของแสลงมา เลยปวดท้อง ท้องเสีย อาการคล้ายกับพี่ต่วนแถมมาเป็นพร้อมๆ กัน…เพียงแต่ว่าพี่โชติไม่ได้ปวดรุนแรงมาก เหมือนพี่ต่วน บ่นปวดแค่ไม่นานก็หาย ไม่ได้กินยาอะไร มีแต่พี่ต่วนที่ปวดหนักจนต้องออกไปหาหมอ”

“อืม…แปลกมาก” ชาติกนกพยักหน้า “บางทีอาการปวดท้อง

ของสองคนนี้อาจจะเกี่ยวข้องกัน”

“พวกเขากินอะไรที่ผิดไปจากปกติหรือเปล่าคะ” เอมมาลินถามบ้าง จะว่าไป อาการปวดท้องอาจจะเกิดจากการกินเห็ดบางชนิดก็เป็นได้

“ไม่มีนะคะ” นางเต็มส่ายหน้า “ก็กินข้าวที่บ้านนี่ละ…ฉันกับลูกก็กินด้วยกัน ถ้าอาหารบูด ท้องเสีย ฉันกับพ่อชิตก็ควรจะต้องมีอาการด้วย”

“อืม…”

ชาติกนกพยักหน้า แววตามีร่องรอยครุ่นคิด

“แต่สามสี่วันก่อน พ่อกับลุงต่วนเข้าพระนครไปด้วยกัน”

ครรชิตว่า “ถ้าพวกเขากินอะไรมาจากนอกบ้าน อันนั้นผมกับแม่ไม่รู้หรอกครับ”

“เข้าพระนคร…ไปทำอะไรหรือครับ”

ชาติกนกถามอีก

“ลุงต่วนเอาเห็ดไปขายที่ภัตตาคารแถวเยาวราช” ครรชิตเล่า “ลุงชวนพ่อผมไปเป็นเพื่อนด้วย เห็นว่าส่งเห็ดเรียบร้อยแล้วก็จะเลยไปที่ทำงานเก่าของลุงต่วน ไปหาเพื่อนเก่าๆ”

ครรชิตเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยที่นายต่วนเคยเป็นลูกจ้าง

“แกนี่พูดไปเรื่อย ลุงแกไม่ได้ไปหาเพื่อนสักหน่อย” นางเต็มหันไปหาบุตรชายก่อนจะยกมือขึ้นปาดน้ำตา แล้วเล่าต่อว่า “ไปหาหัวหน้าเก่าน่ะค่ะคุณ…มีอาจารย์คนหนึ่งที่พี่ต่วนเคยทำงานด้วย แกติดเงินพี่ต่วนเอาไว้…ตอนแรกก็ทยอยจ่ายให้ทุกเดือน แต่เห็นว่าไม่จ่ายมาหลายงวดแล้ว พี่ต่วนเลยตั้งใจจะไปทวง”

“อาจารย์” เอมมาลินทำตาโต “ติดเงินลูกน้อง…อืม…อันนี้แปลกจริงๆ อาจารย์ชื่ออะไรคะ ป้าเต็มพอทราบไหม”

“ฉันไม่รู้หรอกจ้ะ” นางเต็มส่ายหน้า “พี่ต่วนไม่ได้บอกว่าชื่ออะไร”

“แล้วเรื่องทวงเงิน…เป็นยังไงมายังไงครับ” ชาติกนกถามต่อ

“ฉันก็ไม่รู้รายละเอียดมากนัก ปะติดปะต่อเอาจากที่ได้ยินพี่ต่วนคุยกับพี่โชติ” นางเต็มส่ายหน้า “ดูเหมือนพี่ต่วนเคยช่วยอาจารย์เขาทำงานอะไรสักอย่าง งานนั้น…ถ้าทำสำเร็จทุกคนก็จะได้เงินก้อนโต แต่โชคร้าย เกิดล้มเหลวไปเสียก่อน เงินที่คิดว่าจะได้ก็เลยไม่ได้ แถมเงินค่าจ้างที่อาจารย์จะต้องจ่ายให้พี่ต่วน ก็ไม่จ่ายมาให้ครบเสียทีเดียว ใช้วิธีผ่อนจ่ายเอาทุกเดือน นี่ไม่จ่ายมาหลายเดือนแล้ว พี่ต่วนเลยชวนพี่โชติไปทวงนี่ละจ้ะ”

 



Don`t copy text!