ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 1 : โม่เหลียนฮวา

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 1 : โม่เหลียนฮวา

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 1 –

ณ แผ่นดินต้าซ่ง

รัชสมัยซ่งเจินจง (1) ปีที่ยี่สิบสอง

ล่วงผ่านเหมันต์ฤดูมาหลายราตรีแล้ว แต่ลมหนาวยังพัดเอาละอองหิมะมาต้องใบหน้าของข้าเป็นระยะๆ วันนี้เป็นอีกวันแล้วที่ตลาดใหญ่ใจกลางเมืองหลินอันเงียบเหงา ข้าถือโอกาสนี้หนีออกจากบ้านชั่วคราว ทิ้งให้บ่าวไพร่รับหน้าแขกเหรื่อที่เข้ามาชิมอาหารขึ้นชื่อของหอจันทร์เสี้ยว

ที่จริงข้าน่ะ ถือโอกาสตอนท่านแม่ไม่อยู่หอบหนังสือหนีออกมาโดยไม่ฟังเสียงท่านป้าซูด้วยซ้ำ คนหลายคนที่รู้จักข้าย่อมอิจฉาในวาสนาที่ข้ามี แม้มิใช่บุตรสาวของขุนนางใหญ่ แต่ตระกูลข้าก็มั่งคั่งร่ำรวยด้วยการค้า ถ้าหลินอันเป็นเมืองใหญ่ที่สำคัญของต้าซ่ง หอจันทร์เสี้ยวและกิจการของนายอากรจางหลี่จิ้งผู้เป็นตาของข้าก็นับว่าเป็นกิจการที่ใหญ่สุดในเมืองนี้

ข้าคือลูกสาวของนายหญิงจางซื่อซินแห่งหอจันทร์เสี้ยว บิดาของข้าโม่จื่อลู่ก็เป็นนายอากรภาษีที่เมืองหลินอันแห่งนี้ แต่ข้าไม่ได้อยากเป็นแม่ค้า ข้าอยากเป็นกวีที่มีชื่อเสียงต่างหาก นั่นเป็นสาเหตุให้ข้าต้องหนีมารอใครคนหนึ่งที่นี่ ในขณะที่คนที่หอจันทร์เสี้ยวต้องตามหาข้ากันจ้าละหวั่น แต่ข้าไม่สนหรอกถ้าข้าไม่มาสิ หนังสือที่ข้าอุตส่าห์เขียนแทบตายคงขายไม่ได้ ข้ามาที่นี่เพื่อหมายมาเจอสหายรัก คนที่สามารถฝากความหวังได้เรื่องนี้ได้ แต่ดูท่าว่าเขาจะมาช้ากว่าเวลาที่ข้านัดไว้

“โม่เหลียนฮวา เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ไม่หนาวเหรอ?”

“หนาวสิ ข้ามานั่งเพิงตรงนี้ได้สองชั่วยามแล้ว เจ้าคงลืม..ข้ามารอเจ้านั่นแหละ”

ข้าตอบออกไปพลางค้อนน้อยๆ ให้กับจางเต๋อผิง เขาเป็นผู้ชายร่างสูงดวงตาซื่อๆเป็นคนไม่มีพิษภัย แถมเรายังเป็นญาติห่างๆร่วมสกุลของท่านตาเสียอีก แต่ว่าก็ว่าเถอะนะ มันดูซื่อบื้อมาก เพราะเขาดูท่าจะตามข้าไม่ทันในบางเรื่อง  แต่เขาเป็นเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่เด็ก แต่เชื่อได้เลยสายสัมพันธ์ของเราแม้แน่นแฟ้น แต่ก็ไม่อาจทำให้เขารับหนังสือที่ข้าเขียนไปวางขายในร้านได้อย่างเปิดเผย ทั้งนี้เพราะเขาเกรงว่าท่านพ่อของข้าที่เป็นนายอากรจะเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ถ้าหากเห็นหนังสือของข้าอยู่ในร้านฟุ่กุ้ยของเขา

เต๋อผิงเดินมาใกล้ๆ พลางเอามือมาอังแก้มข้าท่าทางร้อนรน สงสัยมันคงจะเย็นจัด จนเขาต้องรีบถอดผ้าพันคอของตัวเองมาพันรอบคอให้ข้า ช่วงเวลาที่ฟันบนและล่างตีกัน ข้าก็ได้โอกาสถามเขาทันที

“นี่เต๋อผิง..ข้าฝากหนังสือขายได้ไหม ข้าคิดค่าส่งไม่แพงหรอกเล่มละหกอีแปะ”

“ขายส่งเล่มละสามอีแปะข้าก็ไม่เอา เจ้าไม่รู้เหรอท่านลุงโม่เล่นมาตรวจหนังสือที่ร้านข้าทุกวัน จนตาแก่เค่อหลงไม่กล้าเอาหนังสือเรื่องเล่ห์กลดอกเหมยมาส่งข้า เจ้าคิดว่าบ้านข้ารวยนักหรือไง จะให้ขายแต่หนังสือตำราอาหารหรือหนังสือนิยายเทิดคุณธรรม ถ้าเป็นอย่างนั้น เกรงว่าสักวันข้าจะต้องฉีกตำรามาปรุงอาหารแทนแล้ว” เต๋อผิงพูดติดตลกแต่มันก็ซ่อนความขมขื่นไว้ในนั้น เพราะการขายหนังสือไม่ใช่อาหารที่จะมีคนซื้อทุกวัน ถึงคนจะนิยมอ่านเช่นใดแต่ก็รายได้มันก็ไม่ได้ดีนัก เรื่องนี้ข้าเข้าใจดีทีเดียว แต่จะให้ข้าทำอย่างไรได้เล่า ถ้าไม่รับหนังสือข้าไปขาย ร้านอื่นก็คงไม่กล้ารับไปขายเช่นกัน ข้าจำเป็นต้องพูดกับเต๋อผิงให้รู้เรื่อง

“เจ้าก็รู้มันเป็นงานของพ่อข้า อีกอย่างหนังสือเล่ห์กลดอกเหมย มันก็เป็นหนังสือต้องห้ามนี่ มันค่อนข้างจะล่อแหลมเรื่องใต้สะดือ ข้าแอบอ่านมาแล้ว”

“ห๊ะ! ผู้หญิงน่าไม่อาย อย่าบอกนะว่าเจ้าแอบอ่าน”

“แน่นอน ข้าไปซื้อมาจากลุงเค่อหลงเองเลยล่ะ”

เต๋อผิงตีสีหน้าไม่ถูก แน่ล่ะสิ เขาคงนึกไม่ถึง ว่าข้าจะอ่านอะไรแบบนี้ ที่จริงหนังสือเล่มที่ว่ามันทำให้ขนที่หลังคอของข้าลุกชัน ใบหน้าร้อนวูบวาบเลยล่ะ ถ้าอ่านถึงตอนนั้น ตอนที่ตัวเอกเข้าพระเข้านางกัน ท่าทางของเต๋อผิงแปลกไป เขาหลบสายตาของข้า ใบหน้าเริ่มแดงเรื่อยไปจนถึงใบหู นั่นแหละที่ทำให้ข้าระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น

“ฮ่าๆ เจ้าของหน้าแดงเหมือนก้นวัวเวลาจะขี้ อย่าบอกนะ ว่าเจ้าแอบทำอะไรแบบนั้นกับนางคณิกาที่สำนักนางโลม แต่คงจะเหนื่อยหน่อยแหละ ถ้าจะทำแบบนั้นทุกกระบวนท่า มันออกจะโลดโผนไปบ้าง ข้าว่ากว่าเจ้าจะทำแบบนั้นได้ เจ้าคงสำเร็จวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นขั้นสูงสุดแล้ว” ข้าพูดเสียงดังอย่างลืมตัว นั่นทำให้จางเต๋อผิงไม่อาจจะอยู่เฉยๆ ได้เขาลุกขึ้นแล้วเอามือเท้าสะเอวพลางตะโกนสุดเสียง

“หุบปากเลยนะ ผู้หญิงร้ายกาจ ข้าจะไปทำอะไรที่นั่น มันก็เรื่องของข้าหาใช่เรื่องของเจ้าไม่ เจ้าเป็นผู้หญิงหัดสำรวมกิริยาหน่อยสิ มิใช่พูดเรื่องแบบนี้ทั้งที่หน้าไม่เปลี่ยนสี มิน่าล่ะถึงไม่มีใครอยากจะแต่งงานกับเจ้า” เหลือที่จะทน ข้าเตะเข้าที่หน้าขาของเต๋อผิงสุดแรง นั่นส่งผลให้เขากระโดดไปรอบๆ ในขณะที่ข้าหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย

“โม่เหลียนฮวา ข้าจะโพนทะนาให้ทั่วว่าเจ้าขายไม่ออกเพราะเจ้าอ่านหนังสือสัปดนอย่างนั้น”

“เชิญ!!!

คำขาดจากปากข้าทำให้เต๋อผิงสะดุดล้มทันที ใบหน้าที่เกือบจะหล่อเหลาของเขาหวุดหวิดกับกองขี้ม้าใกล้ๆ อย่างเฉียดฉิว เสียงสะอื้นในคอบ่งบอกว่า เขาคงไม่พอใจอย่างที่สุด พอเงยหน้าขึ้นมาได้ปากก็ทำงานโดยฉับพลัน

“ถ้าดั้งข้าหักจะทำยังไง บอกไว้ก่อน ข้ายังหาเมียไม่ได้นะ จุดมุ่งหมายของข้าไม่เหมือนเจ้า ข้าไม่ยอมตายจนกว่าจะได้เสียความบริสุทธิ์หรอก!”

“โฮ๊ะ ก็รีบๆ แต่งเสียสิใครห้ามการนี้ของเจ้า อย่าพูดเรื่องแต่งงานได้ไหม ที่บ้านข้าก็พูดกรอกหูมาตั้งแต่ข้าอายุเต็มสิบสาม เจ้าคิดดูสิ คนที่ฟังเรื่องเดิมๆ ทุกวันมันจะเบื่อขนาดไหน ชาตินี้ถ้าเป็นกวีมีชื่อไม่ได้อย่าหวังเลยว่าข้าจะแต่งงาน”

ข้านั่งลงข้างๆ เอาผ้าเช็ดหน้าส่งให้เต๋อผิง จะว่าไปสิ่งที่ข้าบอกว่าเบื่อหน่ายมันก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก ในใจลึกๆ ข้าก็ปรารถนาใครสักคนมาทำให้หัวใจชุ่มชื่นขึ้นมาบ้าง แต่มองรอบตัวข้าสิ มีใครที่ถูกตาต้องใจไหมกลับไม่มีสักคน และยิ่งคนที่ข้าเห็นเป็นไอ้อ้วนเฉินหลวน ข้ายิ่งรู้สึกมวนท้องอยากจะอาเจียนด้วยซ้ำ เต๋อผิงนั่งลงพลางดึงหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ข้าก็รับมามันมาดูแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก

“จะว่าไปแล้ว ข้าเพิ่งได้หนังสือมาจากลุงอวี้ มีหนังสือเล่มหนึ่งเหมือนกับของเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่คนแต่งลงชื่อว่า หลันฮวา เต๋อผิงบอกคำบอกแค่นั้น นั่นทำให้ข้าพลิกหนังสือไปมาอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาองข้าไล่ไปตามทุกตัวอักษรที่หลันฮวาแต่ง หัวใจของข้าเต้นเร็วจนข้าคิดว่ามันคงเร็วกว่าฝีเท้าม้าเป็นแน่ ให้ตายเถิดสิ่งที่ข้ากลัวมันได้เกิดขึ้นมาแล้ว

นังกล้วยไม้บ้า!! ข้าตะโกนสุดเสียง

 

เชิงอรรถ : 

(1) พระจักรพรรดิเจินจง รัชกาลที่ 2ของราชวงศ์ซ่งเหนือ

Don`t copy text!